LOGIN“เดิมทีที่ข้าเข้าเมืองหลวง ก็หวังได้แต่งงานดี ๆ สักครั้ง รวมถึงได้ครองคู่กับบุรุษที่ดีที่สุดในเมืองหลวง เพราะอยากเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตตนเองเจ้าค่ะ”“สักวันหนึ่งท่านอาสะใภ้จะเข้าใจว่า ทุกคำที่ข้าพูดในวันนี้ล้วนเป็นความจริง”จี้หานอีพินิจซุนเป่าฉยงอยู่ครู่หนึ่ง อีกฝ่ายมีความสุขุมเยือกเย็นอย่างหาได้ยากยิ่ง จึงทำให้ผู้คนรู้สึกว่านางเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาดและซุนเป่าฉยงก็รู้ดีว่าควรทำอย่างไรให้ผู้อื่นยอมเปิดใจ เพียงบอกเล่าจุดอ่อนและความทุกข์ใจของตน ก็ทำให้คนฟังเกิดความเห็นใจ จนเผลอเปิดใจให้นางโดยไม่รู้ตัวแต่จี้หานอีผ่านการเข้าสังคมในงานเลี้ยงมามากมาย ยิ่งรู้ดีว่าการคบหาสมาคมระหว่างสตรีในเรือนหลังมีเรื่องราวให้เรียนรู้อยู่ไม่น้อย ข้อห้ามสำคัญที่สุดคือการพูดเรื่องลึกซึ้งกับคนที่ยังไม่สนิทสนมกระนั้นเมื่อได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ของซุนเป่าฉยง นางก็สัมผัสได้ถึงความอับจนหนทางอยู่หลายส่วน เสิ่นซื่อเองเคยบอกว่าไทเฮาไม่ได้ทรงรักใคร่เอ็นดูซุนเป่าฉยงสักเท่าใด หากทรงเอ็นดูนางจริง ก็คงไม่ให้นางแต่งเข้าสกุลเสิ่น กล่าวถึงที่สุดแล้ว จะบอกว่านางเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งก็คงไม่ผิดจี้หานอีกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา
ซุนเป่าฉยงรู้ดีว่ายามนี้จี้หานอีไม่ขาดแคลนสิ่งใด เพียงมองข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องนี้ก็รู้แล้วว่า ของดีที่จี้หานอีเคยพบเห็นย่อมไม่น้อยไปกว่านางความจริงการมอบของขวัญไม่ได้อยู่ที่ว่าของสิ่งนั้นมีราคาเท่าใด สิ่งสำคัญคือความใส่ใจต่างหากต่อให้เป็นของดีสักเพียงใด ในสายตาคนสกุลเสิ่นก็คงไม่ได้วิเศษอันใดนักซุนเป่าฉยงรู้ว่าสิ่งที่จี้หานอีต้องการมากที่สุดเวลานี้คงไม่พ้นการมีบุตร จึงนำรูปเคารพเจ้าแม่กวนอิมประทานบุตรมามอบให้หนึ่งองค์นางกล่าวต่อ “เมื่อวานข้าไปขอเจ้าแม่กวนอิมองค์นี้จากวัดฝ่าฮวามาให้ท่านอาสะใภ้ด้วยตนเอง หวังเพียงว่าท่านอาสะใภ้จะชอบเจ้าค่ะ”จี้หานอีมองรูปเคารพเจ้าแม่กวนอิมประทานบุตรองค์นั้น ในห้องเก็บของมีอยู่กี่องค์แล้วไม่ทราบ นางเพียงกล่าว “เจ้าเก็บไว้เถิด ตัวเจ้าเองก็คงต้องการเช่นกัน”สีหน้าของซุนเป่าฉยงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเผยแววเขินอายออกมา “สำหรับข้ายังอีกนานเจ้าค่ะ”นางเลื่อนของขวัญกลับไปตรงหน้าจี้หานอีอีกครั้ง “นี่เป็นน้ำใจจากข้า ท่านอาสะใภ้รับไว้เถิด”จี้หานอีมองสีหน้าของซุนเป่าฉยง อีกฝ่ายมอบของขวัญให้คนในจวนสกุลเสิ่นครบแล้ว ไม่ว่านางจะรับหรือไม่ก็คงไม่ต่างกัน ทั้ง
แม่นมฟางกล่าวกับจี้หานอีด้วยเสียงกระซิบ “เมื่อเช้าตอนถิงอวี่จากโรงครัวไปส่งน้ำแกงบำรุงร่างกาย นางเล่าว่าฮูหยินน้อยผู้นี้ช่างรู้จักธรรมเนียมและการวางตัว แม้แต่สาวใช้ที่บังเอิญพบระหว่างทางก็ยังให้เงินรางวัล พอไปถึงเรือนฮูหยินผู้เฒ่า ก็ถึงกับมอบโสมป่าอายุร้อยปีให้หนึ่งต้นด้วยเจ้าค่ะ”“ลำพังโสมอายุร้อยปีก็หายากมากแล้ว ยิ่งเป็นโสมป่าอายุร้อยปีก็ไม่ต้องพูดถึง ฮูหยินน้อยผู้นี้ช่างใจใหญ่โดยแท้”“แม้ฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ได้ขาดแคลนของพวกนี้ แต่ไมตรีจิตที่มอบให้ก็นับว่าหนักแน่นนัก”จี้หานอีค่อย ๆ จัดดอกไม้อย่างใจเย็น พลางถามต่อ “แล้วทางพี่สะใภ้เล่า?”แม่นมฟางส่ายหน้า “เรื่องที่นางนำอะไรไปมอบให้ฮูหยินใหญ่นั้นกลับไม่ทราบเจ้าค่ะ ทางฮูหยินใหญ่ไม่มีคนของพวกเรา แต่ดูจากที่ฮูหยินน้อยผู้นี้รู้จักจัดการเรื่องราว ของที่ส่งไปให้ฮูหยินใหญ่ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน”ทางฝั่งนางไป๋นั้นป้องกันแน่นหนาราวก่อผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เดิมทีจี้หานอีก็เคยคิดเรื่องนี้ แต่ภายหลังก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปขณะทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สาวใช้ก็เข้ามารายงานว่าซุนเป่าฉยงมาถึงแล้วจี้หานอีจึงให้สาวใช้ออกไปเชิญนางเข้ามา พร้อมทั้ง
พริบตาเดียวก็ถึงวันแต่งงานของเสิ่นหยวนฮั่น การสมรสพระราชทานครั้งนี้หาใช่คู่ครองที่คนสกุลเสิ่นพึงพอใจ ทว่าเมื่อเป็นพระเสาวนีย์ของไทเฮา ก็จำต้องจัดงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ไทเฮาทรงให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งนี้ยิ่ง ถึงกับมีรับสั่งให้กรมพิธีการเข้ามาจัดการ งานจึงถูกจัดขึ้นอย่างใหญ่โตจนเป็นที่รู้กันทั่วเมือง พี่ชายของซุนเป่าฉยงเองก็ควบม้าเร่งเดินทางมาจากเซวียนโจว สำหรับการแต่งงานครั้งนี้ คนสกุลซุนล้วนพึงพอใจสินเดิมที่ซุนเป่าฉยงนำติดตัวมานั้นมีไม่น้อย ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยหาบ ทั้งยังมีของพระราชทานจากไทเฮา กระทั่งห้องเก็บของหนึ่งห้องยังบรรจุได้ไม่พอตอนที่ผู้เป็นเจ้าสาวออกมาพบญาติผู้ใหญ่ จี้หานอีนั่งอยู่ค่อนไปทางด้านหน้าของห้องโถง นางทอดสายตามองซุนเป่าฉยงกับเสิ่นหยวนฮั่นค่อย ๆ เดินเข้ามาซุนเป่าฉยงแต่งกายอย่างเหมาะสม ส่วนกิริยามารยาทก็แทบไร้ที่ติซุนเป่าฉยงมีรูปโฉมงดงาม ดวงตาเจือรอยยิ้ม ทั้งยังยกน้ำชาคารวะแม่สามีด้วยท่าทีนอบน้อมความจริงบรรดาคนสกุลเสิ่นที่นั่งอยู่ในโถงแทบไม่มีผู้ใดเบิกบานใจ การแต่งงานครั้งนี้พวกนางล้วนไม่พอใจ ด้วยรู้ว่าซุนเป่าฉยงคือคนที่ไทเฮาทรงส่งมาแทรกแซงในจวน แล้วจะให
จี้หานอีตอบกลับด้วยเสียงแหบพร่า “เรื่องตรวจสอบบัญชีของไร่นา ข้ามอบให้แม่นมฟางจัดการทั้งหมดแล้วเจ้าค่ะ ช่วงนี้ข้าจะจัดการเรื่องงานวันเกิดของท่านแม่ก่อนเท่านั้น”เสิ่นซื่อฟังแล้วก็รู้สึกปวดใจ เขากุมมือของจี้หานอีไว้ “ก่อนหน้านี้ข้ากังวลว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับกิจธุระในเรือนหลัง จึงให้เจ้าช่วยดูแลก่อน บัดนี้เห็นว่าเจ้าจัดการทุกอย่างได้ดี หากรู้สึกเหนื่อย ก็คืนหน้าที่ให้พี่สะใภ้สี่ไปเถิด”“ถึงอย่างไรวันหนึ่งก็ต้องแยกเรือนกันอยู่แล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้”จี้หานอีชะงักงันเล็กน้อย ก่อนเงยหน้ามองเสิ่นซื่อ “เกรงว่าจะทำเช่นนั้นไม่ได้กระมังเจ้าคะ อีกไม่นานก็จะถึงวันเกิดท่านแม่แล้ว หากข้าคืนงานดูแลโรงครัวในเวลานี้ ท่านแม่จะคิดอย่างไร พี่สะใภ้จะคิดอย่างไร แล้วบ่าวไพร่ในจวนสกุลเสิ่นจะคิดอย่างไร เกรงว่าคงพากันนินทาว่าข้าไม่เอาไหนเป็นแน่”เสิ่นซื่อกล่าวด้วยความจนใจ “หากเจ้าพูดลำบาก เช่นนั้นข้าไปพูดให้ก็ได้”จี้หานอีรีบห้าม “อย่าเชียวนะเจ้าคะ พอท่านพี่ไปแล้ว เวลาข้าไปคารวะท่านแม่ ท่านแม่ต้องตำหนิข้าอีกแน่”กล่าวแล้วจี้หานอีก็เสริมต่อ “อีกอย่าง ข้ารู้สึกว่าช่วงนี้ท่านแม่เริ่มชอ
น้ำเสียงของเสิ่นซื่อทุ้มหนัก จี้หานอีฟังแล้วก็รู้ทันทีว่า ต่อไปนี้คงไม่อาจหยอกล้อกับเขาเช่นนี้อีกนางกล่าว “ข้าจะให้ผู้ใดมองกันเล่า ในหมู่สตรีด้วยกันย่อมหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบไม่ได้ ไม่ว่าฮูหยินเว่ย คุณหนูสามชุย แล้วก็บรรดาคุณหนูในจวนสกุลเสิ่น แต่ละคนล้วนงดงาม หากข้าอ้วนจนตัวกลม มิถูกผู้อื่นหัวเราะเยาะเอาหรือ บางทีอาจพลอยทำให้ท่านพี่ต้องเสียหน้าด้วยก็ได้”จี้หานอีอธิบายเหตุผลที่แท้จริง ทั้งยังยอมรับตามตรงว่าเมื่อครู่นางเพียงตั้งใจหยอกเย้าเสิ่นซื่อเท่านั้นกล่าวจบจี้หานอีก็ถอนหายใจ ปลายนิ้วแตะลงบนหัวไหล่ของเสิ่นซื่อ “ท่านพี่ยังคงเป็นคนที่หยอกเล่นด้วยไม่ได้เหมือนเดิมเลยนะเจ้าคะ”เสิ่นซื่อมองจี้หานอีเงียบ ๆ “ไม่เคยมีผู้ใดกล้าพูดหยอกล้อกับข้า ส่วนคดีความยิ่งไม่อาจนำมาล้อเล่น มีเพียงเจ้าเท่านั้น”คำพูดของเสิ่นซื่อฟังดูแข็งกระด้างอยู่บ้าง จี้หานอีคร้านจะถือสา จึงเตรียมลงจากตักของเขาทว่าเอวของนางกลับถูกเสิ่นซื่อกอดรั้งไว้ ก่อนเสียงทุ้มต่ำจะดังขึ้น “หานอี หากอยากกินก็กินเถิด เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจสายตาผู้อื่น ไม่ว่าเมื่อใดก็ไม่จำเป็น”“วันหน้าข้าเองก็ต้องแก่ชราและรูปโฉมเสื่อมถอยเช่นก







