Share

บทที่ 6

Author: หยกงาม
ใบหน้าของหลี่หมิงโหรวพลันย่ำแย่ลงเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น แม้จี้หานอีเดินจากไปแล้ว นางก็ยังตั้งสติไม่ได้

หรงชุนเดินตามติดจี้หานอี ขณะนึกถึงคำพูดของฮูหยินน้อยเมื่อครู่ ก็ให้รู้สึกสะใจขึ้นมาเล็กน้อย

แต่นางก็อดกล่าวด้วยความกังวลไม่ได้ "หากนางไปฟ้องนายท่านอีกจะทำอย่างไรเจ้าคะ..."

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย หลี่หมิงโหรวภายนอกดูอ่อนหวานใจดี แต่ลับหลังมักชิงลงมือใส่ร้ายป้ายสีก่อนเสมอ และนายท่านก็เข้าข้างนางมาโดยตลอด ไม่เคยเชื่อฮูหยินน้อยเลยสักครั้ง

เดิมที จี้หานอีก็ตั้งใจจะพูดเรื่องหย่าขาดกับเซี่ยอวี้เหิงในเร็ววันนี้อยู่แล้ว ต่อให้หลี่หมิงโหรวไปฟ้องเซี่ยอวี้เหิงจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด

นางกับเซี่ยอวี้เหิงนั้น บางทีอาจไม่ได้คู่กันมาตั้งแต่แรก

นางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่าง พลางกระซิบ "ไม่ต้องห่วง พวกเรากลับกันก่อนเถิด"

ถนนหินเขียวชุ่มชื้นไปด้วยหยดน้ำ ยามชายกระโปรงกวาดผ่าน ก็สะท้อนเงาสีสันอันเลือนราง

ขณะเดินผ่านป่าไผ่ ก็แว่วเสียงผู้คนพูดคุยกันดังมาจากด้านหน้าว่า "เจ้าดูสิ เมื่อเช้านี้นางไม่กล้าพูดอะไรสักคำ ได้แต่กัดฟันกลืนเลือดลงท้องใช่หรือไม่?"

"ตอนที่นางแต่งเข้ามา สินเดิมยากไร้มีแค่สองหาบ เป็นอวี้เหิงหรอกที่ยอมแต่งกับนาง"

พูดจบก็ถอนหายใจ "น่าเสียดาย อวี้เหิงกับหมิงโหรวเหมาะสมกันยิ่งนัก กลับถูกนางแทรกกลางเข้ามาเสียได้"

เท้าของจี้หานอีหยุดชะงักอยู่ที่เดิม

เสียงที่ฟังดูเยาว์วัยกว่าดังขึ้น "แต่ว่าไปแล้ว ข้าก็เห็นใจนางจริง ๆ เจ้าค่ะ"

"ครั้งเมื่อสกุลจี้ยังอยู่ดี ไม่ทราบรุ่งเรืองเพียงใด? สกุลเซี่ยเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ ผู้ใดจะไปคิดว่าเพียงชั่วข้ามคืน..."

เสียงหัวเราะด้วยความไม่ยี่หระดังแทรกขึ้น "จะไปเห็นใจทำไม นี่เป็นเรื่องของโชคชะตา"

"แต่ทำไมพี่สะใภ้ใหญ่ถึงไม่ให้นางช่วยดูแลเรือนเล่า? คงเพราะกลัวนางจะขโมยของไปจุนเจือมารดาขี้โรคนั่นใช่หรือไม่? เวลานี้ตระกูลท่านตาของนางตกต่ำแล้ว ขืนให้นางดูแล มีหวังคงต้องขนของไปให้คนนอกหมดแน่กระมัง?"

"พี่สะใภ้ใหญ่ระแวงนางมาตลอดนั่นแหละ"

เสียงสนทนาค่อย ๆ ห่างออกไป ก่อนจะเลือนหายไปในดงไม้อันแห้งเหี่ยวของฤดูหนาว

หรงชุนหันขวับกลับมามองจี้หานอีด้วยความตกตะลึง

เสียงพูดคุยเมื่อครู่ ฟังปราดเดียวก็รู้ เป็นฮูหยินรองกับสะใภ้เรือนรองนั่นเอง

จี้หานอียืนอยู่ที่เดิม ขณะเงยหน้ามองใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นลงมา ก่อนยื่นมือออกไปรองรับเกล็ดหิมะที่เริ่มโปรยปราย พลางระบายลมหายใจสีขาวยาวแรง

ในใจมีเพียงความเย้ยหยัน

ยามค่ำคืน จี้หานอีนั่งเขียนจดหมายอยู่ในเรือนด้านหลัง

เรือนแห่งนี้ถูกใช้เป็นห้องหนังสือส่วนตัวของจี้หานอี เนื่องจากนางไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องหนังสือของเซี่ยอวี้เหิง แม้เขาจะขลุกอยู่แต่ห้องหนังสือเรือนหน้าเป็นประจำ แต่ห้องหนังสือเรือนในก็ยังห้ามไม่ให้นางย่างกรายเข้าไปอยู่ดี

จี้หานอีรู้ดีว่าเอกสารคดีความที่เซี่ยอวี้เหิงดูแลนั้นซับซ้อนเพียงใด ย่อมไม่อาจให้ผู้ใดเข้าออกห้องหนังสือได้ตามอำเภอใจ นางจึงจัดห้องว่างในเรือนด้านหลังไว้หนึ่งห้อง

สถานที่แห่งนี้อยู่ติดกับห้องเก็บของ ปกติไม่ค่อยมีผู้ใดแวะเวียนมา จี้หานอีเป็นคนชอบความสงบ และด้วยความที่ไม่ต้องดูแลเรื่องในจวน นอกจากเวลาที่เซี่ยอวี้เหิงกลับมาแล้ว ยามว่างนางก็มักจะมาขลุกอยู่ที่นี่เสมอ

แม้แสงเทียนไม่ได้ส่องสว่างมากนัก แต่ก็เพียงพอให้มองเห็นได้ทั่วโต๊ะเขียนอักษร

จี้หานอีนั่งตัวตรง คลี่กระดาษออก จรดพู่กันเขียนข้อความ

ยามนี้เมื่อไม่มีสกุลจี้ ซ้ำยิ่งไปรบกวนท่านตาไม่ได้ นางจึงต้องเตรียมหาทางหนีทีไล่หลังการหย่าให้แก่ตนเองเสียก่อน

เมื่อตวัดพู่กันเขียนจบ จี้หานอีก็มองตัวอักษรบนหน้ากระดาษ พลางยื่นมือไปลูบขนเจ้าแมวขาวในอ้อมกอด

เจ้าแมวขาวตัวนี้นางเป็นคนเก็บมาเลี้ยง แต่เซี่ยอวี้เหิงไม่ชอบ นางจึงไม่เคยอุ้มไปให้เขาเห็น และเลี้ยงมันไว้ที่นี่ตลอดมา

ขณะหรงชุนผู้อยู่ข้างกายเข้ามาช่วยเก็บจดหมาย ก็ได้ยินจี้หานอีพูดขึ้นแผ่วเบา "รบกวนรีบส่งด้วย"

หรงชุนพยักหน้ารับคำสั่ง

จี้หานอีกางภาพวาดซึ่งวาดค้างไว้ครึ่งหนึ่งออกมา ก่อนก้มหน้าลงจรดพู่กันวาดต่อจากเดิม

เมื่อเซี่ยอวี้เหิงกลับถึงจวน เนื้อตัวก็แปดเปื้อนด้วยความชื้นแฉะของฤดูหนาว ขณะก้าวเท้าเข้ามา ก็พบว่าในเรือนหลักกลับไร้ผู้คน ว่างเปล่าเสียจนเงียบเหงาวังเวง

เขาจำได้ดีว่าเมื่อก่อนเวลาตนเองกลับมา จี้หานอีก็จะรีบเข้ามาช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ และนำชามน้ำแกงบำรุงร่างกายซึ่งเคี่ยวจนได้ที่แล้วมาใส่มือเขา

ไม่ว่าเขากลับมาเวลาใด นางก็จะรอคอยอยู่เสมอ

แต่เซี่ยอวี้เหิงก็เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ได้ไต่ถามอันใด กลับเป็นบ่าวอาวุโสด้านข้างเดินเข้ามากระซิบว่า "ฮูหยินน้อยอยู่ที่เรือนด้านหลัง ให้บ่าวไปตามไหมเจ้าคะ?"

เซี่ยอวี้เหิงเพียงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ได้พูดคำใด ชัดเจนว่าไม่ต้องการ บ่าวผู้นั้นจึงถอยออกไปอย่างรู้ความ

เซี่ยอวี้เหิงเดินออกจากห้อง ผู้ติดตามเข้ามาสวมเสื้อคลุมกันลมให้ ระหว่างก้าวเท้าจะเดินไปห้องหนังสือ สายตาก็เหลือบไปเห็นเตาต้มยาที่กำลังเดือดปุดส่งควันร้อนพวยพุ่งอยู่หน้าประตู กลิ่นสมุนไพรลอยฟุ้ง ทำให้ทั่วทั้งลานเรือนอบอวลไปด้วยกลิ่นขมฝาด

หลังสาวใช้ตัวน้อยผู้นั่งยอง ๆ ต้มยาอยู่ข้างเตาเห็นเซี่ยอวี้เหิงมองมา ก็รีบลุกขึ้นยืนรายงานว่า "บ่าวกำลังต้มยาแก้ลมหนาวให้ฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ"

เซี่ยอวี้เหิงหวนนึกถึงครั้งนั้นที่ตนได้ยินจี้หานอีไอเบา ๆ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาได้หลายวันแล้ว

เขาได้ยินพ่อบ้านบอกว่านางเชิญหมอมา ดูท่าคงป่วยเป็นไข้หวัด

ในความทรงจำของเขา จี้หานอีคล้ายไม่เคยเจ็บป่วย ผิดกับหมิงโหรวที่ร่างกายอ่อนแอ เจ็บออด ๆ แอด ๆ อยู่ตลอด

เขาเม้มริมฝีปาก ไม่พูดอะไร ก้าวเท้าเดินต่อไป

ตอนที่จี้หานอีเดินกลับมาจากห้องหนังสือของตน เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว นางเพลิดเพลินอยู่กับการวาดภาพ ทั้งไม่ได้ใส่ใจว่าเซี่ยอวี้เหิงจะกลับห้องหรือไม่ จึงกลับมาช้ากว่าปกติพอควร

หลังกลับมาถึงเรือนหลัก ภายในห้องยังคงว่างเปล่า ดูจากแสงเทียนที่สลัวราง จี้หานอีก็รู้ทันทีว่าเซี่ยอวี้เหิงยังไม่ได้กลับมา

แต่สาวใช้หน้าประตูกลับเดินตามหลังจี้หานอีเข้ามากระซิบว่า "นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"

จี้หานอีชะงักเท้า

สาวใช้คนนั้นรีบกล่าวต่อ "นายท่านอยู่ที่ห้องหนังสือ"

จี้หานอีจึงหันกายมองไปทางหอเก๋งด้านข้าง เมื่อทอดสายตาผ่านเงาความมืดมิดยามค่ำคืน ก็จะเห็นหน้าต่างหอเก๋งสว่างไสว บนบานหน้าต่างสะท้อนเงาคนสองคน

และหนึ่งในเงานั้น เพียงปรายตามองนางก็จำได้ทันที

นางจึงหลุบตาลง

ห้องหนังสือที่นางไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าไป หลี่หมิงโหรวกลับสามารถเข้าออกได้ตามใจชอบ

จี้หานอีเพียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง

เซี่ยอวี้เหิงไม่ค่อยกลับมานอนที่นี่ วันนี้ไม่รู้เหตุใดถึงมาอยู่ที่ห้องหนังสือประจำเรือนได้ คาดว่าคงมาเพราะหลี่หมิงโหรวกระมัง

หลายคืนมานี้นางยังคงมีอาการไอ คิดว่าต่อให้เซี่ยอวี้เหิงกลับมาที่เรือนหลัก ประเดี๋ยวก็คงต้องจากไป

เขาเป็นคนตื่นง่าย ทนเสียงรบกวนไม่ได้

แต่นางก็อยากรอเซี่ยอวี้เหิง เพื่อจะได้พูดคุยเรื่องหย่ากับเขาให้จบสิ้น

สาวใช้หน้าประตูเดินตามเข้ามาพลางกระซิบต่อ "เมื่อครู่บ่าวยกน้ำแกงบำรุงร่างกายไปให้นายท่าน แต่นายท่านให้ยกกลับมาเจ้าค่ะ เวลานี้ยังร้อนอยู่เลย"

"ฮูหยินน้อยจะรับหรือไม่เจ้าคะ?"

จี้หานอีเดินเข้าห้องชั้นใน และนั่งลงบนเก้าอี้เท้าแขนตัวหนึ่ง

นางยื่นมือไปอังเตาไฟ เปลวไฟสีเหลืองนวลเต้นระริกบนแก้มเนียน แววตาไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก

จี้หานอีลืมกำชับสาวใช้ไปว่า ต่อไปไม่ต้องต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายให้เซี่ยอวี้เหิงแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกว่าไม่ชอบ เพียงแต่นางนึกสงสารที่เขาต้องทำงานดึกดื่นก็เท่านั้น

ทุกครั้งที่น้ำแกงถูกส่งคืนกลับมา นางตัดใจทิ้งไม่ลง จึงมักดื่มเองเสมอ

จี้หานอีนวดคลึงหว่างคิ้ว ก่อนเงยหน้ามองสาวใช้ "น้ำแกงนั่นพวกเจ้าแบ่งกันดื่มเถิด"

จากนั้นจึงกล่าวต่อ "วันหลังไม่ต้องต้มแล้ว"

สาวใช้ผู้นั้นตะลึงงัน นึกว่าตนฟังผิด จึงมองจี้หานอี พลางถามย้ำด้วยความไม่แน่ใจ "ไม่ต้มแล้วจริงหรือเจ้าคะ?"

จี้หานอีพยักหน้า สั่งให้สาวใช้ออกไปก่อน จากนั้นจึงค่อยคลายหัวไหล่ลง

หรงชุนประคองถ้วยยาเดินเข้ามา กล่าวด้วยความปวดใจ "ไม่รู้เมื่อใดไข้หวัดของฮูหยินน้อยจะหายดีเสียทีนะเจ้าคะ"

"ผู้ใดจะไปคิดเลยว่าเจ็บป่วยครั้งหนึ่งจะยาวนานถึงเพียงนี้"

จี้หานอีรับถ้วยยามาโดยไม่ได้พูดคำใด รสขมฝาดของยานั้นทำให้นางขมวดคิ้วด้วยความทรมาน ขณะรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาชอบกล

ทว่ายายังไม่ทันหมดถ้วย เสียงอ่อนหวานแสดงความห่วงใยก็ดังขึ้น "พี่สะใภ้"

เมื่อจี้หานอีเงยหน้า ก็เห็นเซี่ยอวี้เหิงเดินเข้ามาพร้อมหลี่หมิงโหรว

เซี่ยอวี้เหิงเดินรั้งอยู่ด้านหลังหลี่หมิงโหรวเล็กน้อย คล้ายกำลังปกป้องนางในความเงียบ

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 730

    เมื่อเสิ่นฉางชินได้ยินคำพูดของนางชุยก็ตะลึงงันไปชั่วขณะ ถึงขั้นพูดอะไรไม่ออกความจริงภาพที่ได้เห็นเมื่อครู่ก็สร้างความตื่นตะลึงให้เสิ่นฉางชินอยู่ไม่น้อย ด้วยผู้คนในสำนักตรวจการต่างร่ำลือกันว่าท่านอาห้าเป็นดั่งยมทูตหน้าตาย ไร้ความปรานี ไต่สวนคดีราวตาเห็น ไม่มีกลอุบายต่ำช้าใดจะเล็ดลอดสายตาคู่นั้นไปได้ตัวเขาก็ปรารถนาจะเติบโตเป็นคนเช่นนั้นมาโดยตลอด คนที่สามารถรักษาความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ในทุกสถานการณ์จนผู้คนต่างพากันยำเกรงและหวาดกลัว แต่กลับคิดไม่ถึงเลยว่าท่านอาห้าจะอุ้มสตรีผู้หนึ่งด้วยตนเองเช่นนี้ท่านอาห้าคือผู้ที่สามารถกุมอำนาจพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในราชสำนัก ส่วนเรื่องในเรือนหลังก็เป็นเพียงเรื่องหยุมหยิมของสตรี แล้วจะมีสิ่งใดคู่ควรให้ท่านอาห้าต้องลงมาใส่ใจในใจของเขาเกิดความสับสนขึ้นมาวูบหนึ่ง โดยไม่ทราบว่าตนเองกำลังคิดสิ่งใด จู่ ๆ เขาก็ช้อนร่างนางชุยขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาวแล้วเดินเข้าไปด้านในทันทีนางชุยอุทานออกมาเล็กน้อย ด้วยคาดไม่ถึงว่าอยู่ดี ๆ เสิ่นฉางชินจะกระทำการเช่นนี้ จึงรีบโอบรอบลำคอของเสิ่นฉางชินแน่น หัวใจพลันเต้นระรัวทางด้านจี้หานอีเมื่อถูกเสิ่นซื่ออุ้มกลับมาวางลงบนเตียง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 729

    ในอดีตเขาเคยคิดอยู่หลายครั้งว่าจี้หานอีควรรักใคร่ตน นางต้องมีใจให้เขาเพียงผู้เดียว แม้ว่านางจะกลัว แต่นางก็ไม่มีวันได้พบเจอบุรุษที่ดีไปกว่าเขาอีกทว่าภายหลังเขาถึงได้เข้าใจว่า บนโลกใบนี้ยังมีบุรุษอีกมากมาย และนางก็มีสิทธิ์เลือกผู้อื่นเช่นกันช่างน่าขันที่เขาแสร้งทำเป็นเย็นชาไม่ไยดีนาง ทั้งที่ในใจของนางมีผู้อื่นอยู่ก่อนแล้วเวลานั้นเขาเคียดแค้นนางนัก ในเมื่อในใจมีผู้อื่น แล้วเหตุใดถึงยังคอยวนเวียนอยู่ข้างกายเขาเสมอนางหวาดกลัวเขาอย่างเห็นได้ชัด แล้วเหตุใดถึงยังคอยขยับเข้ามาใกล้จี้หานอีคือสตรีเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาเกิดความคลางแคลงใจในตนเอง กระทั่งก่อเกิดเป็นความรู้สึกต่ำต้อยในใจหลังนางตกน้ำ เขาก็ต้องจมดิ่งลงไปในห้วงอารมณ์เช่นนี้นับครั้งไม่ถ้วน ราวกับกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดในปลักโคลนตมเสิ่นซื่อยิ่งตระหนักถึงจุดจบนั้นดีว่า สุดท้ายก็ต้องเป็นเขาที่ยอมก้มหัว ตัวเขาที่เคยชินกับความหยิ่งทะนงต่อหน้านาง สุดท้ายก็ไม่มีวันหยิ่งยโสอีกต่อไปบางทีเมื่อวันนั้นมาถึง ตัวเขาในสายตาของจี้หานอีก็คงเป็นเพียงบุรุษธรรมดาคนหนึ่งที่รักใคร่นาง ไม่ได้แตกต่างกับบุรุษอื่นบุคคลที่เคยทำให้นางหวาดหวั่น ควา

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 728

    เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของเสิ่นซื่อ จี้หานอีเองก็ใจอ่อนลงเช่นกันนางเอนกายพิงไหล่เสิ่นซื่อแผ่วเบา ก่อนกระซิบถามเสียงอ่อย “แล้วหากท่านดุข้าอีกจะทำอย่างไร?”ฝ่ามือของเสิ่นซื่อลูบไล้เรือนผมของจี้หานอีด้วยความทะนุถนอม พลางถามนางกลับไป “เจ้าว่าควรทำอย่างไรเล่า?”เมื่อต้องให้จี้หานอีเป็นฝ่ายคิดเอง นางก็คิดไม่ออกจริง ๆนางจะไปทำอันใดเสิ่นซื่อได้เล่า? จวนสกุลเสิ่นเป็นของเขา ทุกสิ่งที่นางใช้สอยล้วนเป็นของเขา ซ้ำความนึกคิดของเสิ่นซื่อก็ยากหยั่งถึง จะมีสิ่งใดที่ทำให้เสิ่นซื่อยอมก้มหัวให้ได้กันนางทำได้เพียงใช้วิธีโอนอ่อนผ่อนตามเช่นนี้ เพื่อให้ท่าทีของเสิ่นซื่ออ่อนลงบ้าง ความจริงแล้วนางไม่เคยคิดที่จะทำสิ่งใดกับเสิ่นซื่อสักนิดนางเพียงหวังให้นางกับเสิ่นซื่ออยู่ร่วมกันด้วยดี นางปรารถนาจะครองคู่กับเขาไปชั่วชีวิตจี้หานอีกล่าวเสียงแผ่ว “ไว้ข้าคิดออกค่อยบอกท่านแล้วกัน”เสิ่นซื่อหลุบตาลง หลงนึกว่าจี้หานอีจะไม่มีทางปล่อยผ่านโอกาสนี้ไปเสียอีกเขาก้มหน้าลง ดึงตัวนางออกจากหัวไหล่ ท่ามกลางความมืดสลัว เสิ่นซื่อก้มหน้ามองจี้หานอี บนใบหน้างดงามสะคราญตานั้น นับตั้งแต่แต่งงานกับเขา นางก็มักมีท่าทีไม่ใส่ใจ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 727

    เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา เสิ่นซื่อก็ก้มมองใบหน้าของจี้หานอีนิ้วมือเรียวยาวเชยคางจี้หานอีขึ้น นัยน์ตาจับจ้องไปที่ดวงหน้าจิ้มลิ้มผุดผ่องดุจดอกฝูหรงไม่วางตาใบหน้าหมดจดงดงาม ผิวพรรณขาวผ่อง คิ้วตาสดสวย นัยน์ตาดุจเมล็ดซิ่งที่กำลังช้อนมองเขาคู่นั้นสะท้อนแสงวิบวับภายในรถม้า ไม่ได้หลบสายตาเช่นวันวาน กลับกันเวลานี้ช่างเปิดเผย แฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองสองส่วน และความไม่ยอมจำนนอีกสามส่วนเสิ่นซื่อจ้องมองอยู่ครู่ใหญ่ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าจี้หานอียามนี้งดงามเหลือเกิน รู้สึกราวกับว่าช่วงเวลาที่เขาเฝ้าคะนึงหาและปรารถนามาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ใกล้มาถึงแล้วทว่าเรื่องที่จี้หานอีเอาแต่จ้องมองบุรุษอื่นตาไม่กะพริบนั้น ยังถือว่าไม่จบสิ้นเขาบีบแก้มจี้หานอีเบา ๆ โดยไม่ถือสาที่นางถลึงตาใส่ ทั้งยังไม่ถือสาที่นางกล้าต่อปากต่อคำ เสิ่นซื่อเพียงทอดสายตามองนางพลางถาม “เจ้าลองพูดมาสิ เจ้าสมควรจ้องมองบุรุษอื่นหรือไม่?”เมื่อจี้หานอีเห็นสีหน้าอันดุดันของเสิ่นซื่อ ก็ลอบคิดว่าคนผู้นี้ไม่เคยพูดจาดี ๆ สักครั้ง เอาแต่ใช้ท่าทีน่าหวาดกลัวเช่นนี้มาข่มขวัญผู้คนอยู่ร่ำไปจี้หานอีตระหนักดีว่าตนเองย่อมไม่อาจเปลี่ยนนิสัยของเส

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 726

    ภายในใจของนางรู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อย จึงลอบเงยหน้าขึ้นมองเสี้ยวหน้าของเสิ่นซื่อ แต่สีหน้าของเขากลับดูเย็นชาจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ใด ๆ ได้เลยจี้หานอีลองใคร่ครวญดูว่าการที่นางออกมาชมงิ้วกับนางชุย ก็ดูคล้ายไม่ได้ทำเรื่องใดผิดเสียหน่อยหลังถูกเสิ่นซื่อจูงมือขึ้นรถม้า รถม้าก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า เสิ่นซื่อที่นั่งอยู่เคียงข้างเอาแต่นิ่งเงียบ เดิมทีเขาก็มีรูปร่างสูงใหญ่อยู่แล้ว ยามมานั่งอยู่ข้างกายจึงแผ่แรงกดดันที่มองไม่เห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงยามที่เขาเอาแต่นิ่งเงียบเช่นนี้จี้หานอีอดเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อนไม่ได้ว่า "ท่านโหวไม่อยากให้ข้าไปโรงงิ้วหรือเจ้าคะ?"จี้หานอีคิดว่า หากเสิ่นซื่อไม่อยากให้นางไป ก็เพียงบอกกล่าวกันตามตรง นางย่อมไม่ดึงดันต่อต้าน ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้สนใจชมงิ้วอยู่แล้ว ที่ไปก็เพียงเพื่อคลายความอึดอัดใจเท่านั้นเสิ่นซื่อก้มหน้าลงมองจี้หานอีปราดหนึ่ง ก่อนยื่นมือไปดึงสมุดภาพที่นางยังคงถือไว้ในมือออกมาเมื่อจี้หานอีเห็นสมุดภาพถูกเสิ่นซื่อแย่งไปก็ชะงักงัน นางยังไม่ได้เปิดดูเลยสักหน้า จึงอดมองเสิ่นซื่อด้วยความใคร่รู้ไม่ได้ "ท่านพี่ก็อยากดูด้วยหรือ?"ปลายนิ้วของเสิ่นซื่

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 725

    นางชุยยังคงลอบยัดสมุดเล่มเล็กใส่มือจี้หานอีด้วยท่าทีมีลับลมคมนัย พลางกระซิบ "นี่เป็นภาพวาดของเขาที่ขายกันอยู่ภายนอก ข้าเคยดูแล้ว หน้าตาคล้ายคลึงตัวจริงอยู่ถึงสี่ห้าส่วน ท่านอาสะใภ้ลองดูสิเจ้าคะ"จี้หานอีรับสมุดภาพวาดไว้ แต่ก็อดเหลียวมองไปด้านหลังไม่ได้ จึงพบเข้ากับเสิ่นซื่อผู้กำลังยืนเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าเย็นเยียบจริง ๆ นัยน์ตาหงส์ที่หลุบต่ำลงมองนางนั้นหรี่ลงเล็กน้อยนางชุยยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้วต่อไปว่ายามฉางเซิงแต่งงิ้วนั้นดูองอาจห้าวหาญ ทว่ายามปกติกลับดูหล่อเหลาหมดจด จี้หานอีจึงรีบบีบมือนางชุย นางชุยสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เมื่อหันขวับไปตามสายตาของจี้หานอี ก็ถึงกับตกใจจนเผลอร้องอุทานออกมาเสียงร้องของนางชุยนั้นไม่เบา เห็นได้ชัดว่านางตกใจจริง ๆเสิ่นซู่อี๋และคุณหนูสี่เดิมทีกำลังชมการแสดงงิ้วอย่างออกรส ครั้นได้ยินเสียงของนางชุยจึงหันหน้ากลับมามอง ก่อนจะสะดุ้งโหยงไปตาม ๆ กันยามปกติพวกนางล้วนให้ความเคารพแต่ก็รักษาระยะห่างจากเสิ่นซื่อมาโดยตลอด แม้พำนักอยู่ในจวนเดียวกัน แต่ตลอดทั้งปีกลับแทบไม่เคยสนทนากันเกินสองสามประโยค กอปรกับเสิ่นซื่อมีฐานะเป็นผู้อาวุโส การได้พบหน้าเขาจึงให้ควา

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status