Share

บทที่ 6

Author: หยกงาม
ใบหน้าของหลี่หมิงโหรวพลันย่ำแย่ลงเมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น แม้จี้หานอีเดินจากไปแล้ว นางก็ยังตั้งสติไม่ได้

หรงชุนเดินตามติดจี้หานอี ขณะนึกถึงคำพูดของฮูหยินน้อยเมื่อครู่ ก็ให้รู้สึกสะใจขึ้นมาเล็กน้อย

แต่นางก็อดกล่าวด้วยความกังวลไม่ได้ "หากนางไปฟ้องนายท่านอีกจะทำอย่างไรเจ้าคะ..."

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย หลี่หมิงโหรวภายนอกดูอ่อนหวานใจดี แต่ลับหลังมักชิงลงมือใส่ร้ายป้ายสีก่อนเสมอ และนายท่านก็เข้าข้างนางมาโดยตลอด ไม่เคยเชื่อฮูหยินน้อยเลยสักครั้ง

เดิมที จี้หานอีก็ตั้งใจจะพูดเรื่องหย่าขาดกับเซี่ยอวี้เหิงในเร็ววันนี้อยู่แล้ว ต่อให้หลี่หมิงโหรวไปฟ้องเซี่ยอวี้เหิงจริงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด

นางกับเซี่ยอวี้เหิงนั้น บางทีอาจไม่ได้คู่กันมาตั้งแต่แรก

นางกระชับเสื้อคลุมขนจิ้งจอกบนร่าง พลางกระซิบ "ไม่ต้องห่วง พวกเรากลับกันก่อนเถิด"

ถนนหินเขียวชุ่มชื้นไปด้วยหยดน้ำ ยามชายกระโปรงกวาดผ่าน ก็สะท้อนเงาสีสันอันเลือนราง

ขณะเดินผ่านป่าไผ่ ก็แว่วเสียงผู้คนพูดคุยกันดังมาจากด้านหน้าว่า "เจ้าดูสิ เมื่อเช้านี้นางไม่กล้าพูดอะไรสักคำ ได้แต่กัดฟันกลืนเลือดลงท้องใช่หรือไม่?"

"ตอนที่นางแต่งเข้ามา สินเดิมยากไร้มีแค่สองหาบ เป็นอวี้เหิงหรอกที่ยอมแต่งกับนาง"

พูดจบก็ถอนหายใจ "น่าเสียดาย อวี้เหิงกับหมิงโหรวเหมาะสมกันยิ่งนัก กลับถูกนางแทรกกลางเข้ามาเสียได้"

เท้าของจี้หานอีหยุดชะงักอยู่ที่เดิม

เสียงที่ฟังดูเยาว์วัยกว่าดังขึ้น "แต่ว่าไปแล้ว ข้าก็เห็นใจนางจริง ๆ เจ้าค่ะ"

"ครั้งเมื่อสกุลจี้ยังอยู่ดี ไม่ทราบรุ่งเรืองเพียงใด? สกุลเซี่ยเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ ผู้ใดจะไปคิดว่าเพียงชั่วข้ามคืน..."

เสียงหัวเราะด้วยความไม่ยี่หระดังแทรกขึ้น "จะไปเห็นใจทำไม นี่เป็นเรื่องของโชคชะตา"

"แต่ทำไมพี่สะใภ้ใหญ่ถึงไม่ให้นางช่วยดูแลเรือนเล่า? คงเพราะกลัวนางจะขโมยของไปจุนเจือมารดาขี้โรคนั่นใช่หรือไม่? เวลานี้ตระกูลท่านตาของนางตกต่ำแล้ว ขืนให้นางดูแล มีหวังคงต้องขนของไปให้คนนอกหมดแน่กระมัง?"

"พี่สะใภ้ใหญ่ระแวงนางมาตลอดนั่นแหละ"

เสียงสนทนาค่อย ๆ ห่างออกไป ก่อนจะเลือนหายไปในดงไม้อันแห้งเหี่ยวของฤดูหนาว

หรงชุนหันขวับกลับมามองจี้หานอีด้วยความตกตะลึง

เสียงพูดคุยเมื่อครู่ ฟังปราดเดียวก็รู้ เป็นฮูหยินรองกับสะใภ้เรือนรองนั่นเอง

จี้หานอียืนอยู่ที่เดิม ขณะเงยหน้ามองใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นลงมา ก่อนยื่นมือออกไปรองรับเกล็ดหิมะที่เริ่มโปรยปราย พลางระบายลมหายใจสีขาวยาวแรง

ในใจมีเพียงความเย้ยหยัน

ยามค่ำคืน จี้หานอีนั่งเขียนจดหมายอยู่ในเรือนด้านหลัง

เรือนแห่งนี้ถูกใช้เป็นห้องหนังสือส่วนตัวของจี้หานอี เนื่องจากนางไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องหนังสือของเซี่ยอวี้เหิง แม้เขาจะขลุกอยู่แต่ห้องหนังสือเรือนหน้าเป็นประจำ แต่ห้องหนังสือเรือนในก็ยังห้ามไม่ให้นางย่างกรายเข้าไปอยู่ดี

จี้หานอีรู้ดีว่าเอกสารคดีความที่เซี่ยอวี้เหิงดูแลนั้นซับซ้อนเพียงใด ย่อมไม่อาจให้ผู้ใดเข้าออกห้องหนังสือได้ตามอำเภอใจ นางจึงจัดห้องว่างในเรือนด้านหลังไว้หนึ่งห้อง

สถานที่แห่งนี้อยู่ติดกับห้องเก็บของ ปกติไม่ค่อยมีผู้ใดแวะเวียนมา จี้หานอีเป็นคนชอบความสงบ และด้วยความที่ไม่ต้องดูแลเรื่องในจวน นอกจากเวลาที่เซี่ยอวี้เหิงกลับมาแล้ว ยามว่างนางก็มักจะมาขลุกอยู่ที่นี่เสมอ

แม้แสงเทียนไม่ได้ส่องสว่างมากนัก แต่ก็เพียงพอให้มองเห็นได้ทั่วโต๊ะเขียนอักษร

จี้หานอีนั่งตัวตรง คลี่กระดาษออก จรดพู่กันเขียนข้อความ

ยามนี้เมื่อไม่มีสกุลจี้ ซ้ำยิ่งไปรบกวนท่านตาไม่ได้ นางจึงต้องเตรียมหาทางหนีทีไล่หลังการหย่าให้แก่ตนเองเสียก่อน

เมื่อตวัดพู่กันเขียนจบ จี้หานอีก็มองตัวอักษรบนหน้ากระดาษ พลางยื่นมือไปลูบขนเจ้าแมวขาวในอ้อมกอด

เจ้าแมวขาวตัวนี้นางเป็นคนเก็บมาเลี้ยง แต่เซี่ยอวี้เหิงไม่ชอบ นางจึงไม่เคยอุ้มไปให้เขาเห็น และเลี้ยงมันไว้ที่นี่ตลอดมา

ขณะหรงชุนผู้อยู่ข้างกายเข้ามาช่วยเก็บจดหมาย ก็ได้ยินจี้หานอีพูดขึ้นแผ่วเบา "รบกวนรีบส่งด้วย"

หรงชุนพยักหน้ารับคำสั่ง

จี้หานอีกางภาพวาดซึ่งวาดค้างไว้ครึ่งหนึ่งออกมา ก่อนก้มหน้าลงจรดพู่กันวาดต่อจากเดิม

เมื่อเซี่ยอวี้เหิงกลับถึงจวน เนื้อตัวก็แปดเปื้อนด้วยความชื้นแฉะของฤดูหนาว ขณะก้าวเท้าเข้ามา ก็พบว่าในเรือนหลักกลับไร้ผู้คน ว่างเปล่าเสียจนเงียบเหงาวังเวง

เขาจำได้ดีว่าเมื่อก่อนเวลาตนเองกลับมา จี้หานอีก็จะรีบเข้ามาช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ และนำชามน้ำแกงบำรุงร่างกายซึ่งเคี่ยวจนได้ที่แล้วมาใส่มือเขา

ไม่ว่าเขากลับมาเวลาใด นางก็จะรอคอยอยู่เสมอ

แต่เซี่ยอวี้เหิงก็เพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่ได้ไต่ถามอันใด กลับเป็นบ่าวอาวุโสด้านข้างเดินเข้ามากระซิบว่า "ฮูหยินน้อยอยู่ที่เรือนด้านหลัง ให้บ่าวไปตามไหมเจ้าคะ?"

เซี่ยอวี้เหิงเพียงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่ได้พูดคำใด ชัดเจนว่าไม่ต้องการ บ่าวผู้นั้นจึงถอยออกไปอย่างรู้ความ

เซี่ยอวี้เหิงเดินออกจากห้อง ผู้ติดตามเข้ามาสวมเสื้อคลุมกันลมให้ ระหว่างก้าวเท้าจะเดินไปห้องหนังสือ สายตาก็เหลือบไปเห็นเตาต้มยาที่กำลังเดือดปุดส่งควันร้อนพวยพุ่งอยู่หน้าประตู กลิ่นสมุนไพรลอยฟุ้ง ทำให้ทั่วทั้งลานเรือนอบอวลไปด้วยกลิ่นขมฝาด

หลังสาวใช้ตัวน้อยผู้นั่งยอง ๆ ต้มยาอยู่ข้างเตาเห็นเซี่ยอวี้เหิงมองมา ก็รีบลุกขึ้นยืนรายงานว่า "บ่าวกำลังต้มยาแก้ลมหนาวให้ฮูหยินน้อยเจ้าค่ะ"

เซี่ยอวี้เหิงหวนนึกถึงครั้งนั้นที่ตนได้ยินจี้หานอีไอเบา ๆ ซึ่งนี่ก็ผ่านมาได้หลายวันแล้ว

เขาได้ยินพ่อบ้านบอกว่านางเชิญหมอมา ดูท่าคงป่วยเป็นไข้หวัด

ในความทรงจำของเขา จี้หานอีคล้ายไม่เคยเจ็บป่วย ผิดกับหมิงโหรวที่ร่างกายอ่อนแอ เจ็บออด ๆ แอด ๆ อยู่ตลอด

เขาเม้มริมฝีปาก ไม่พูดอะไร ก้าวเท้าเดินต่อไป

ตอนที่จี้หานอีเดินกลับมาจากห้องหนังสือของตน เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว นางเพลิดเพลินอยู่กับการวาดภาพ ทั้งไม่ได้ใส่ใจว่าเซี่ยอวี้เหิงจะกลับห้องหรือไม่ จึงกลับมาช้ากว่าปกติพอควร

หลังกลับมาถึงเรือนหลัก ภายในห้องยังคงว่างเปล่า ดูจากแสงเทียนที่สลัวราง จี้หานอีก็รู้ทันทีว่าเซี่ยอวี้เหิงยังไม่ได้กลับมา

แต่สาวใช้หน้าประตูกลับเดินตามหลังจี้หานอีเข้ามากระซิบว่า "นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ"

จี้หานอีชะงักเท้า

สาวใช้คนนั้นรีบกล่าวต่อ "นายท่านอยู่ที่ห้องหนังสือ"

จี้หานอีจึงหันกายมองไปทางหอเก๋งด้านข้าง เมื่อทอดสายตาผ่านเงาความมืดมิดยามค่ำคืน ก็จะเห็นหน้าต่างหอเก๋งสว่างไสว บนบานหน้าต่างสะท้อนเงาคนสองคน

และหนึ่งในเงานั้น เพียงปรายตามองนางก็จำได้ทันที

นางจึงหลุบตาลง

ห้องหนังสือที่นางไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าไป หลี่หมิงโหรวกลับสามารถเข้าออกได้ตามใจชอบ

จี้หานอีเพียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนหมุนตัวเดินกลับเข้าห้อง

เซี่ยอวี้เหิงไม่ค่อยกลับมานอนที่นี่ วันนี้ไม่รู้เหตุใดถึงมาอยู่ที่ห้องหนังสือประจำเรือนได้ คาดว่าคงมาเพราะหลี่หมิงโหรวกระมัง

หลายคืนมานี้นางยังคงมีอาการไอ คิดว่าต่อให้เซี่ยอวี้เหิงกลับมาที่เรือนหลัก ประเดี๋ยวก็คงต้องจากไป

เขาเป็นคนตื่นง่าย ทนเสียงรบกวนไม่ได้

แต่นางก็อยากรอเซี่ยอวี้เหิง เพื่อจะได้พูดคุยเรื่องหย่ากับเขาให้จบสิ้น

สาวใช้หน้าประตูเดินตามเข้ามาพลางกระซิบต่อ "เมื่อครู่บ่าวยกน้ำแกงบำรุงร่างกายไปให้นายท่าน แต่นายท่านให้ยกกลับมาเจ้าค่ะ เวลานี้ยังร้อนอยู่เลย"

"ฮูหยินน้อยจะรับหรือไม่เจ้าคะ?"

จี้หานอีเดินเข้าห้องชั้นใน และนั่งลงบนเก้าอี้เท้าแขนตัวหนึ่ง

นางยื่นมือไปอังเตาไฟ เปลวไฟสีเหลืองนวลเต้นระริกบนแก้มเนียน แววตาไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก

จี้หานอีลืมกำชับสาวใช้ไปว่า ต่อไปไม่ต้องต้มน้ำแกงบำรุงร่างกายให้เซี่ยอวี้เหิงแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกว่าไม่ชอบ เพียงแต่นางนึกสงสารที่เขาต้องทำงานดึกดื่นก็เท่านั้น

ทุกครั้งที่น้ำแกงถูกส่งคืนกลับมา นางตัดใจทิ้งไม่ลง จึงมักดื่มเองเสมอ

จี้หานอีนวดคลึงหว่างคิ้ว ก่อนเงยหน้ามองสาวใช้ "น้ำแกงนั่นพวกเจ้าแบ่งกันดื่มเถิด"

จากนั้นจึงกล่าวต่อ "วันหลังไม่ต้องต้มแล้ว"

สาวใช้ผู้นั้นตะลึงงัน นึกว่าตนฟังผิด จึงมองจี้หานอี พลางถามย้ำด้วยความไม่แน่ใจ "ไม่ต้มแล้วจริงหรือเจ้าคะ?"

จี้หานอีพยักหน้า สั่งให้สาวใช้ออกไปก่อน จากนั้นจึงค่อยคลายหัวไหล่ลง

หรงชุนประคองถ้วยยาเดินเข้ามา กล่าวด้วยความปวดใจ "ไม่รู้เมื่อใดไข้หวัดของฮูหยินน้อยจะหายดีเสียทีนะเจ้าคะ"

"ผู้ใดจะไปคิดเลยว่าเจ็บป่วยครั้งหนึ่งจะยาวนานถึงเพียงนี้"

จี้หานอีรับถ้วยยามาโดยไม่ได้พูดคำใด รสขมฝาดของยานั้นทำให้นางขมวดคิ้วด้วยความทรมาน ขณะรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาชอบกล

ทว่ายายังไม่ทันหมดถ้วย เสียงอ่อนหวานแสดงความห่วงใยก็ดังขึ้น "พี่สะใภ้"

เมื่อจี้หานอีเงยหน้า ก็เห็นเซี่ยอวี้เหิงเดินเข้ามาพร้อมหลี่หมิงโหรว

เซี่ยอวี้เหิงเดินรั้งอยู่ด้านหลังหลี่หมิงโหรวเล็กน้อย คล้ายกำลังปกป้องนางในความเงียบ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 710

    จี้หานอีเดิมทีก็ดูเป็นคนเนิบนาบเรียบง่าย ยามเอ่ยปากเจรจาก็ใช้น้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง ซ้ำเวลาพูดคุยกับบ่าวไพร่ในโรงครัวหน้าตาก็ยิ้มแย้มเสมอ ในช่วงสองวันนี้ ปัญหาและความยากลำบากที่เคยหยิบยกขึ้นมาพูดคุยเมื่อคราวก่อนล้วนได้รับการแก้ไขหมดสิ้น ต่อให้เป็นบ่าวชราฝ่ายล้างจานที่บ่นว่าพวกนางต้องรับผิดชอบเรื่องการหาบน้ำไปกลับจนร่างกายรับไม่ไหว จี้หานอีก็ยังช่วยจัดแจงให้มีบ่าวชายสำหรับหาบน้ำมาคอยดูแลโดยเฉพาะเพียงผ่านไปไม่เกินสามวัน บ่าวไพร่ในโรงครัวต่างก็เกิดความประทับใจที่ดีต่อจี้หานอี เมื่อนึกถึงใจเขาใจเรา และความที่จี้หานอีคอยเอาใจใส่ความยากลำบากของพวกนาง ทุกคนจึงกระตือรือร้นและขยันทำงานกันมากขึ้นยามค่ำคืนเมื่อเสิ่นซื่อกลับมา ก็เห็นเงาของจี้หานอีกำลังก้มหน้าทำงานอยู่ตรงโต๊ะหนังสือข้างหน้าต่างเสิ่นซื่อไพล่มือยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง แม่นมฟางขยับเข้ามาใกล้ก่อนกระซิบ “หลายวันนี้ฮูหยินใส่ใจเรื่องในโรงครัวยิ่ง ยามมีเวลาว่างหากไม่แวะไปเดินดูที่โรงครัว ก็จะคอยเปิดดูสมุดบัญชี ช่วงเย็นหลังทานอาหารเสร็จ ฮูหยินก็ขลุกอยู่แต่ในห้องหนังสือตลอดเลยเจ้าค่ะ”เสิ่นซื่อตวัดสายตาหันไปมองแม่นมฟาง “หากทางฝั่งโ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 709

    ตอนที่จี้หานอีได้ยินคำพูดของพระชายารัชทายาทเมื่อครู่ ก็รู้สึกตกใจเล็กน้อยจริง ๆ การพาเด็กเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด แต่หากต้องรั้งอยู่ในตำหนักของฮองเฮาเป็นการถาวร เช่นนั้นนางย่อมไม่ยอมแน่แต่นางก็ฟังความหมายของพระชายารัชทายาทออกเช่นกัน น่าจะเป็นเพราะองค์ชายน้อยถูกฮองเฮาอุ้มไป จึงได้หยิบยกเรื่องของนางขึ้นมาบังหน้าเพื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ จี้หานอีรู้ดีว่ายามนี้ตนเองไม่สะดวกเอ่ยปาก จึงได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดคำใดเวลานั้นเองภายในตำหนักก็พลันแว่วเสียงร้องไห้ดังขึ้น ทันทีที่พระชายารัชทายาทได้ยินเสียงร้องก็ร้อนใจยิ่ง รีบลุกขึ้นหมายพุ่งตัวเข้าตำหนักด้านใน แต่ก็ถูกแม่นมข้างกายฮองเฮาขวางไว้เสียก่อนเห็นเพียงฮองเฮาปรายตามองพระชายารัชทายาทด้วยความเรียบเฉย ก่อนขมวดคิ้วกล่าว “อวี้เอ๋อร์เพียงหิว เจ้าร้อนรนไปไย? หรือคิดว่าคนในตำหนักข้าจะดูแลเขาไม่ดี?”“นี่คือหลานชายคนโตของข้า ข้าย่อมต้องดูแลเขาด้วยความเอาใจใส่ เจ้าเลิกวุ่นวายได้แล้ว”เสียงร้องไห้จากตำหนักด้านในยังคงดังให้ได้ยิน ซ้ำยังแว่วเสียงนางกำนัลกำลังหลอกล่อปลอบประโลม ขอบตาของพระชายารัชทายาทเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตา ขณะทรุดกายลงคุ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 708

    ตรัสจบฮ่องเต้ก็มองจี้หานอีด้วยแววตาลึกล้ำ “ข้าสามารถรับปากเจ้าได้ทุกเรื่อง ต่อให้เจ้าอยากให้ข้าทำสิ่งใดเพื่อบิดาเจ้าก็ตาม”จี้หานอีครุ่นคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง ทว่าเมื่อได้ยินถ้อยคำของฮ่องเต้ในเวลานี้ จี้หานอีก็รีบกล่าว “บิดาหม่อมฉันคือขุนนาง ฝ่าบาทคือองค์เหนือหัว หม่อมฉันย่อมมิกล้าร้องขอให้ฝ่าบาททรงทำสิ่งใดเพื่อบิดาหรอกเพคะ”กล่าวพลางจี้หานอีก็รวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้ “หม่อมฉันยังคิดไม่ออกว่าต้องการสิ่งใด หม่อมฉันขอเก็บคำมั่นสัญญาของฝ่าบาทไว้ก่อน แล้ววันหน้าค่อยกราบทูลได้หรือไม่เพคะ?”ในใจจี้หานอีนั้นกระสับกระส่ายยิ่ง หัวใจเต้นระรัว กระทั่งฝ่ามือก็ยังมีเหงื่อซึมฮ่องเต้ทรงเลิกคิ้วมองจี้หานอี ดูท่าว่านางจะใจกล้ากว่าที่พระองค์ทรงจินตนาการไว้เสียอีกครั้นทอดพระเนตรสีหน้าของจี้หานอีที่ดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด ฮ่องเต้ก็ทรงแย้มยิ้มเล็กน้อย “ย่อมได้”ตรัสจบก็ทรงเสริมอีกประโยคว่า “ถือว่าข้าติดค้างรางวัลเจ้าหนึ่งอย่าง รอให้เจ้าคิดออกว่าต้องการสิ่งใด ก็ค่อยมาเข้าเฝ้าแล้วกัน”จี้หานอีรีบคุกเข่าลงขอบพระทัยทันทีเมื่อก้าวออกจากห้องทรงพระอักษร จังหวะการเต้นของหัวใจจี้หานอีถึงค่อยสง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 707

    ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยังสั่งให้หญิงรับใช้ข้างกายไปนำกล่องใบหนึ่งมา เมื่อเปิดออกก็หยิบแหวนหยกโมราสีแดงในกล่องส่งให้จี้หานอีสวมใส่ พร้อมกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “สมัยสาว ๆ ข้าชอบแหวนวงนี้มาก เพราะเป็นของที่พี่ชายตั้งใจทำมาให้ข้าโดยเฉพาะ ผ่านมาหลายปีก็ยังคงทอประกายงดงาม เจ้าเก็บไว้ใส่เถิด”เมื่อจี้หานอีลองสวมดู ก็พบว่าสวมเข้ากับนิ้วชี้ได้พอดี จึงรีบหยัดกายลุกขึ้นกล่าวขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเมื่อนางไป๋เห็นดังนั้น ก็ถอดกำไลข้อมือของตนออกแล้วสวมให้กับจี้หานอีเช่นกัน พลางยิ้ม “นี่เป็นน้ำใจจากพี่สะใภ้ เจ้าอย่าได้ปฏิเสธเลย”ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นบอกให้จี้หานอีรับไว้ ก่อนกล่าวต่อ “พี่สะใภ้เจ้าเป็นคนขยันขันแข็งและเก่งกาจมาแต่ไหนแต่ไร ข้าไว้ใจนางที่สุด วันหน้าเจ้าเองก็ต้องเคารพและให้เกียรติพี่สะใภ้ของเจ้าให้มากเข้าไว้”จี้หานอีรีบรับคำทันทียามเดินทางเข้าวัง จี้หานอีก็ก้มลงมองกำไลข้อมืออันแสนประณีตแวววาววงนั้น คล้ายจะเป็นของที่นางไป๋สวมติดตัวอยู่เป็นประจำ นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจถอดออกแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อเก็บไว้อย่างมิดชิดเมื่อเข้าวัง นางก็ไปเข้าเฝ้าฮองเฮาก่อนเป็นอันดับแรกตอนไปถึง

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 706

    ตอนที่จี้หานอีส่งเทียบเชิญของพระชายารัชทายาทในมือให้แก่เสิ่นซื่อ เสิ่นซื่อกำลังนั่งพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้าน เสื้อคลุมแพรไหมที่ทอประกายวับวาวยิ่งขับเน้นให้ร่างของเขาดูสูงโปร่งสง่างามเสิ่นซื่อปรายตามองเทียบเชิญฉบับนั้น ก่อนวางมันกลับคืนลงบนมือของจี้หานอี พลางกล่าวเสียงเรียบ "ไม่ต้องใส่ใจ แค่บอกปัดไปว่าเจ้าป่วย ไม่สะดวกรับแขกก็พอ""หากนับตามลำดับอาวุโสแล้ว เจ้ามีศักดิ์เป็นถึงท่านน้าสะใภ้ของนาง ไม่ต้องกังวลใจหรอก"จี้หานอีแทบจะลืมเลือนฐานะลำดับนี้ไปเสียสนิท บัดนี้เมื่อถูกเสิ่นซื่อช่วยเตือน ในใจนางก็พลันสงบลงได้อย่างแท้จริงแต่ในจังหวะที่นางกำลังเตรียมตัวมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือเพื่อตรวจดูบัญชี กลับถูกเสิ่นซื่อคว้าข้อมือไว้ นัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองนางด้วยแววตาร้อนแรง "เจ้าเคยลองบนเก้าอี้หรือไม่?"บัดนี้ จี้หานอีถึงขั้นเคยชินกับวาจาอันขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของเสิ่นซื่อแล้ว แม้ภายนอกเขาดูสำรวมตนราวกับผู้ละทิ้งกิเลสและไม่มักมากในอิสตรี แต่คำพูดที่ออกมาแต่ละประโยคกลับไร้ซึ่งความละอายนักจี้หานอีได้แต่นึกโชคดีที่ในห้องนี้ไม่มีสาวใช้คอยปรนนิบัติพวงแก้มของนางแดงจัด ไม่อยากต่อปากต่อคำกับเสิ

  • ลิขิตรักท่านโหวเย็นชา   บทที่ 705

    “การที่อวี๋เต้าเฉวียนได้เลื่อนขั้นไปอยู่กรมคลัง เฉิงฉงไม่มีอำนาจถึงเพียงนั้นหรอก เป็นไทเฮาที่ทรงเข้ามาแทรกแซงอยู่เบื้องหลัง บัดนี้เมื่ออวี๋เต้าเฉวียนฆ่าตัวตายหนีความผิดฐานทุจริต การสืบสาวเรื่องราวเบื้องหลังของเขาย่อมง่ายดายยิ่ง หากปล่อยให้ฮ่องเต้ทราบว่าไทเฮาทรงก้าวก่ายการแต่งตั้งถอดถอนขุนนางในราชสำนัก ซ้ำยังทรงผลักดันขุนนางกังฉินรายใหญ่ขึ้นมา ไทเฮาย่อมตระหนักถึงผลลัพธ์ดี เกรงว่าพระนางคงต้องประทับอยู่แต่ในตำหนักฉือหนิงตลอดไป ไม่อาจก้าวเท้าออกมาได้อีก”“ฝ่ายในก้าวก่ายราชกิจถือเป็นข้อห้ามร้ายแรง ไทเฮาย่อมทรงทราบดีว่าสิ่งใดควรเก็บสิ่งใดควรทิ้ง”จี้หานอีฟังจนเข้าใจกระจ่าง จึงถามเสิ่นซื่อ “เช่นนั้นเรื่องที่ไทเฮาทรงก้าวก่ายราชกิจ ท่านพี่ตั้งใจปิดบังไว้หรือเจ้าคะ?”เสิ่นซื่อหลุบตามองจี้หานอี “ข้ารับปากไทเฮาไว้เช่นนั้น แต่ไหนแต่ไรมาฮ่องเต้ก็หาใช่ผู้ที่หลอกลวงโดยง่าย พระองค์ทรงทราบดีอยู่เต็มอก แต่เพราะเห็นแก่หน้าตาของราชวงศ์ ต่อให้ข้ากราบทูลไป ฮ่องเต้ก็คงเลือกปิดบังเรื่องนี้อยู่ดี”“การที่ข้าไม่เอ่ยปาก และช่วยปิดบังเรื่องที่ไทเฮาทรงมีส่วนพัวพันไว้ ความจริงก็เป็นสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงอยากเห็นเช่นก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status