Mag-log inเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องเหนือท้องฟ้าเมืองหลวงมานานกว่าสามวันสามคืนแล้ว เมฆสีเทาทมิฬแผ่ปกคลุมราวกับผืนม่านยักษ์ที่บดบังแสงสุริยา สายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้น้ำในคลองรอบพระราชวังเริ่มเอ่อล้น แข่งกับความตึงเครียดภายในท้องพระโรงที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุด
บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในชุดพิธีการสีแดงและม่วง ต่างยืนรุมล้อมอยู่หน้าพระราชอาสน์ เสียงถกเถียงดังเซ็งแซ่แข่งกับเสียงฝน โดยเฉพาะ เสนาบดีเว่ย ผู้เฒ่าเจ้าเล่ห์ที่กำลังแสร้งทำสีหน้าตื่นตระหนกจนเกินงาม มือของเขาประคองฎีกาฉบับหนึ่งไว้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
“ฝ่าบาท! หากพระองค์ยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในงบประมาณฉุกเฉินก้อนนี้ ประตูน้ำทางทิศเหนือที่เริ่มมีรอยร้าวจะพังทลายลงภายในไม่เกินหกชั่วกามะลิพะยะค่ะ! หากน้ำทะลักเข้าสู่ย่านตลาดหลวง ราษฎรนับหมื่นจะไร้ที่อยู่อาศัย และเสบียงหลวงในคลังจะเสียหายทั้งหมด!” เสนาบดีเว่ยทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
จ้าวลวี่ประทับนิ่งดุจรูปสลักหิน สายพระเนตรของพระองค์ไม่ได้จับจ้องที่ฎีกา แต่กลับทอดมองลอดผ่านม่านฝนออกไปภายนอก “งบประมาณที่ท่านขอมานั้น... มากพอที่จะสร้างเมืองใหม่ได้ทั้งเมืองทีเดียวนะท่านเสนาบดี หินแกรนิตและปูนขาวปริมาณมหาศาลขนาดนั้น ท่านจะหามาจากไหนในยามที่เส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดเพราะฝนตกเช่นนี้?”
“หม่อมฉันได้เตรียมการล่วงหน้าไว้แล้วพะยะค่ะ ขอเพียงมีงบประมาณไปจัดซื้อจากพ่อค้าที่แอบเก็บสต็อกไว้ ทุกอย่างจะเรียบร้อย” เสนาบดีเว่ยรีบเสริม ทว่าแววตาของเขากลับฉายแววละโมบออกมาวูบหนึ่ง
“ข้ามีวิธีที่ประหยัดและรวดเร็วกว่านั้น... เสิ่นไฉเหริน ก้าวออกมา”
เสียงซุบซิบดังฮือขึ้นทันทีเมื่อสตรีร่างบางในชุดนางสนมชั้นต่ำก้าวออกมาจากหลังม่าน นางไม่ได้มีท่าทีประหม่าต่อสายตาขุนนางนับร้อย เสิ่นเวยเดินมาหยุดอยู่กลางโถง กางม้วนแผนที่เก่าแก่ที่มีตราประทับของกรมโยธายุคก่อนลงบนพื้นพระโรงอย่างเด็ดเดี่ยว
“ประตูน้ำทางทิศเหนือพังเพราะรากฐานถูกกัดเซาะจากการใช้หินคุณภาพต่ำในการก่อสร้างเมื่อห้าปีก่อนเพคะ” เสิ่นเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใสกระจ่างแต่ทรงพลัง “แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้หินใหม่ไปอุดรอยรั่วเหล่านั้นให้เปลืองงบประมาณ เพราะต่อให้อุดไป น้ำที่แรงมหาศาลก็ย่อมหาทางอื่นทะลวงออกมาได้อยู่ดี หม่อมฉันเสนอให้ 'ปล่อยให้มันพัง' เพคะ”
“เจ้าพูดบ้าอะไร! นังผู้หญิงปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!” เสนาบดีเว่ยสบถออกมาด้วยความลืมตัว “ถ้าประตูน้ำเหนือพัง เมืองหลวงจะกลายเป็นทะเลสาบ!”
“ไม่เพคะ ท่านเสนาบดี เพราะถ้าเราเปิดประตูระบายน้ำฝั่งตะวันออกที่จุด ‘หางมังกร’ ล่วงหน้าหกชั่วโมง มวลน้ำจากทิศเหนือจะถูกแรงดึงดูดของกระแสน้ำเบี่ยงทิศทาง ไหลลงสู่ ‘คลองไส้ไก่’ ที่บิดาของหม่อมฉันแอบสร้างไว้ในผังเมืองดั้งเดิม คลองนี้จะนำน้ำไปกักเก็บในพื้นที่ลุ่มแก้มลิงทางทิศใต้... ซึ่งตามทะเบียนที่ดินระบุว่าเป็นพื้นที่รกร้างอันกว้างใหญ่เพคะ”
เสิ่นเวยเว้นจังหวะ พลางปรายตาไปมองเสนาบดีเว่ยที่เริ่มมีเหงื่อซึมตามไรผม “แต่ที่แปลกคือ... แม้จะเป็นพื้นที่รกร้าง แต่กลับมีการสร้างกำแพงกั้นน้ำไว้อย่างหนาแน่น และมีโรงเก็บสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่มากมาย หากน้ำท่วมพื้นที่นั้นจริง ข้าล่ะสงสัยนักว่า 'ไร่เกลือ' และคลังสินค้าเถื่อนที่ซ่อนอยู่ที่นั่นจะรับมืออย่างไร?”
“เจ้า... เจ้าเอาหลักฐานมาจากไหน!”
“จากรหัสลับในผังเมืองที่บิดาหม่อมฉันทิ้งไว้เพคะ ท่านอาจจะลืมไปว่า บิดาของหม่อมฉันบันทึกทุกตารางนิ้วของดินแดนนี้ไว้ แม้กระทั่งพื้นที่ที่ถูก ‘ถม’ อย่างผิดกฎหมายเพื่อทำประโยชน์ส่วนตน ข้อมูลนี้ถูกซ่อนไว้ใต้ลายเซ็นของท่านในฐานะผู้อนุมัติการก่อสร้างกำแพงกั้นน้ำเมื่อห้าปีก่อนไงคะ”
จ้าวลวี่ลุกขึ้นยืนด้วยความสง่างาม รังสีอำนาจแผ่กระจายไปทั่วท้องพระโรง “ดีมาก! ในเมื่อเสนาบดีเว่ยเป็นห่วงบ้านเมืองยิ่งกว่าชีวิตตนเอง ก็จงเสียสละพื้นที่รกร้างเหล่านั้นเพื่อรับน้ำเถิด ข้าสั่งให้เปิดประตูน้ำฝั่งตะวันออกเดี๋ยวนี้! และให้กองกำลังทหารม้าเข้าตรวจสอบพื้นที่ภาคใต้หลังน้ำลด หากพบว่าที่ดินรกร้างเหล่านั้นมีกิจการแอบแฝง... ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษสถานหนักฐานฉ้อโกงแผ่นดิน!”
แผนการของเสิ่นเวยสัมฤทธิผลอย่างงดงาม มวลน้ำที่เคยเป็นภัยพิบัติถูกระบายออกไปอย่างเป็นระบบ เมืองหลวงรอดพ้นจากวิกฤตโดยไม่ต้องเสียเบี้ยแม้แต่ตำลึงเดียว แต่ตระกูลเว่ยกลับต้องเผชิญกับหายนะ ทรัพย์สินที่แอบกว้านซื้อไว้ถูกน้ำท่วมย่อยยับ และหลักฐานการโกงที่ดินก็เริ่มปรากฏชัด
ในคืนนั้น ท่ามกลางความยินดีของราษฎร เสิ่นเวยกลับมานั่งอยู่ที่หอสมุดหลวงเพียงลำพัง นางตั้งใจจะรวบรวมเอกสารของบิดาเพื่อเตรียมรื้อฟื้นคดีตามสัญญาที่จ้าวลวี่ให้ไว้ ทว่าในซอกลับของตู้ไม้โอ๊คเก่า นางกลับพบสมุดบันทึกปกหนังที่คุ้นตา มันคือสมุดเล่มสุดท้ายที่บิดาพกติดตัวก่อนถูกส่งไปเนรเทศ
นางค่อยๆ พลิกเปิดหน้ากระดาษที่กรอบบาง จนกระทั่งพบจดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ในรอยตะเข็บปก ลายมือที่ตวัดอย่างรีบร้อนของบิดาเขียนถึงผู้ที่ยื่นมือเข้ามาชี้ทางรอดให้กับครอบครัวเสิ่น... โดยแลกกับการที่บิดาต้องยอมแบกรับความผิดทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียว
สายตาของเสิ่นเวยหยุดกึกที่ตราประทับลับท้ายจดหมาย มันเป็นรูปพยัคฆ์เหยียบเมฆ... ตราประจำตัวขององค์ชายรองจ้าวลวี่ในอดีต หัวใจของนางราวกับถูกหยุดจังหวะด้วยมือที่มองไม่เห็น ความจริงที่รุนแรงกว่าคลื่นยักษ์กำลังซัดเข้าใส่ใจนางอย่างบ้าคลั่ง
สายลมวสันตฤดูโชยเอื่อยพัดผ่านมวลหมู่บุปผชาติในอุทยานหลวง ส่งกลิ่นหอมหวานละมุนละไมขจรขจายไปทั่วนอกชานพระราชวัง แสงอรุณแรกของวันใหม่ทาทาบผืนฟ้าเป็นสีทองคำนวลสว่างไสว สะท้อนภาพอาณาจักรแคว้นจ้าวที่บัดนี้ก้าวเข้าสู่ยุคทองอันรุ่งเรืองสูงสุดอย่างแท้จริง สถานการณ์ทั่วทั่วยุทธจักรสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลทหาร หรือเงาจารชนใดๆ ราษฎรทั่วมหานครต่างมีกินมีใช้ เด็กๆ มีตำราอ่านในสถานศึกษาหลวง ความมั่งคั่งผาสุกหลั่งไหลไปสู่เขตปกครองพิเศษชายแดนดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นภาพชีวิตประจำวันอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ประทับเคียงคู่กัน ทอดมองผลผลิตแห่งสติปัญญาและอานุภาพแห่งรักแท้ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวหลวง เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์ฟ้าด้วยด้ายไหมเงินยวง ดูงดงามนุ่มนวลและทรงคัมภีรภาพสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังระหง มีเพียงปิ่นหยกขาวชิ้นเดี่ยวที่ประดับอยู่ นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยความสงบผาสุกขั้นสูงสุด มือบางกำลังประคองถ้วยชาบ
เมื่อร่มเงาแห่งสันติภาพอันสมบูรณ์แบบแผ่ขยายเข้าครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วของแคว้นจ้าว นครหลวงอันยิ่งใหญ่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงได้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนข้ามพรมแดนให้ต้องทรงกังวลพระทัย ทั่วทั่วมหานครต่างอบอวลไปด้วยเสียงเพลงรื่นเริงและรอยยิ้มอิ่มเอมของประชาราษฎร์ และนับเป็นเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจัด ‘พระราชพิธีสถาปนาเขตปกครองพิเศษและการขยายความมั่งคั่ง’ เพื่อกระจายโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษาหลวงออกสู่มณฑลชายแดนอย่างยั่งยืนชั่วนิรันดร์ภายในท้องพระโรงกลางอันโอ่อ่าตระการตา แสงสุริยันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างสลักลายมังกรคาบแก้ว ทอดประกายสีทองอร่ามลงบนแผ่นศิลาจารึกธรรมนูญฉบับใหม่ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักเต็มยศสีน้ำเงินเข้มขลิบทองคำบริสุทธิ์ดูสง่างามเฉลียวฉลาดปานเทพธิดาแห่งปัญญา เรือนผมยาวสลวยเกล้าขึ้นประดับด้วยรัดเกล้าหงส์สยายปีกประดับมุกราตรี นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายสุขุม นุ่มลึก และเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อัน
ภายใต้หลังคาทรงโดมสูงตระหง่านของหออาลักษณ์หลวง กลิ่นอายหอมนวลของน้ำหมึกจีนและแผ่นกระดาษเซี่ยวกระดาษโบราณเนื้อดีอบอวลไปทั่วบริเวณ แสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายสะท้อนผ่านหน้าต่างบานแก้วเข้ามาตกกระทบแท่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ บัดนี้ แผ่นดินแคว้นจ้าวสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาของค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนต่างแดน ราษฎรทั่วมหานครต่างใช้ชีวิตด้วยความเบิกบานใจสูงสุด และนี่คือช่วงเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจารึก ‘บันทึกประวัติศาสตร์และการเฉลิมฉลองของอาณาจักร’ เพื่อประกาศความรุ่งเรืองสู่อนุชนรุ่นหลังสืบทอดนับพันปีใจกลางหออาลักษณ์ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีทองคำนวลขลิบแดงทับทิมงดงามตระการตา สมฐานะคู่บัลลังก์ผู้พลิกชะตาแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยรวบขึ้นเป็นมวยทรงสูง ประดับด้วยรัดเกล้าพญาหงส์สยายปีกดูสง่างามจับตา นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์คัมภีรภาพ มือบางจับพู่กันจีนด้ามหยก ค่อยๆ บรรจงขัดเกลาและตรวจสอบตัวอักษรทุกลำดับชั้นในสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยร่วมกับหัวหน้าอาลักษณ์หลวงด้วยความใส่ใจส
แสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นและสว่างไสวสาดส่องทั่วนครหลวงแคว้นจ้าว นำพาเอาความหวังและพลังบวกแผ่ซ่านไปสู่จิตใจของประชาราษฎร์ในทุกลำดับชั้น บัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลสงคราม หรือภัยจากจารชนต่างแดนให้ต้องทรงตรากตรำพระทัยอีกต่อไป ทุกมณฑลล้วนเจริญรุ่งเรืองด้วยระบบเศรษฐกิจและการขนส่งที่ปลอดภัย และในวันนี้ นับเป็นวันประวัติศาสตร์อันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ร่วมกันทำพิธีเปิด ‘สถานศึกษาหลวง’ แห่งแรกเพื่อวางรากฐานทางปัญญาให้แก่บุตรหลานของชาวบ้านและพ่อค้าสามัญชน ท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่นล้นพ้นจากราษฎรทั่วมหานครณ ใจกลางย่านชุมชนเมืองหลวง อาคารไม้หลังใหญ่สองชั้นที่เพิ่งสร้างเสร็จหอมกลิ่นน้ำมันสนและไม้เนื้อดีตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม ป้ายชื่อสถานศึกษาหลวงแกะสลักด้วยอักษรสีทองคำสะท้อนแสงแดดดูเด่นล้ำ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีม่วงอ่อนราวกลีบดอกไม้ป่าดูนุ่มนวลและสง่างามสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เส้นผมยาวสลวยรวบครึ่งศีรษะปักปิ่นหงส์เหินคู่หยกนวล นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียวและเปี่ยมด้วยความเมตตาปรานี ยามทอดมองเด็กๆ ตัวน้อย
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างสูงตระหง่านของหอตำราหลวง ทอดเงาสีทองอบอุ่นลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตัวยาวที่บัดนี้เต็มไปด้วยม้วนฎีกา แผนที่ภูมิศาสตร์ และตำราวิชาการหลากแขนง บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบ ทว่าอบอวลไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ แผ่นดินแคว้นจ้าวบัดนี้สงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลทหาร หรือเงาจารชนใดๆ ข่าวคราวการเก็บเกี่ยวพืชผลอันอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพทางการค้าหลั่งไหลมาจากทุกมณฑล เป็นเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาและอานุภาพแห่งรักแท้ ร่วมกันร่าง ‘แผนภาพความรุ่งเรืองและการวางรากฐานสู่อนาคต’ เพื่อราษฎรทั่วมหานครสืบไปนับร้อยปีใจกลางหอตำรา เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีฟ้าครามปักลายเมฆมงคลด้วยด้ายเงินยวง เรือนผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นหยกขาวชิ้นเดี่ยว นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ล้ำเลิศ มือบางกำลังประคองพู่กันจีนจุ่มหมึกดำ บรรจงลากเส้นสายลงบนผืนผ้าใบไหมขนาดยักษ์ที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะ แผนภาพนี้มิใช่แผนที่ทางทหารเพื่อการสู้รบ ทว
เมื่อม่านราตรีสีน้ำเงินเข้มขยับขยายเข้าครอบคลุมเหนือนครหลวงแคว้นจ้าว ดวงดาราพราวระยับนับแสนดวงต่างส่องแสงระยิบระยับประชันกับแสงโคมไฟสีส้มอบอุ่นที่จุดเรียงรายทั่วนอกชานวังหลวง บัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบในทุกลำดับชั้น ไร้รอยร้าวทางการเมืองหรือแผนการร้ายจากจารชนต่างแดนให้ต้องทรงกังวลพระทัย ราษฎรทั่วมหานครต่างหลับใหลด้วยความเบิกบานใจ และนับเป็นค่ำคืนอันแสนประเสริฐยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจะได้เฉลิมฉลองบทสรุปแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน ผ่าน ‘งานเลี้ยงสวมหน้ากากกับเกมซ่อนหาในอุทยาน’ กิจกรรมยามว่างที่เนรมิตขึ้นเพื่อสร้างเสียงหัวเราะและผ่อนคลายเบาสบายขั้นสูงสุดภายในอุทยานหลวงฝั่งทิศตะวันออก โต๊ะเสวยทรงยาวถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเรียบง่ายท่ามกลางหมู่มวลบุปผาราตรีที่ส่งกลิ่นหอมขจรขจาย งานเลี้ยงสรรค์สร้างบรรยากาศเป็นกันเองอย่างลึกล้ำ ข้าราชบริพาร นางกำนัล และองครักษ์เงาคนสนิทต่างได้รับพระราชทานอนุญาตให้สวมหน้ากากไม้แกะสลักเป็นรูปสัตว์มงคลหลากชนิด ทั้งหน้ากากกระต่ายป่า หน้ากากจิ้งจอกสวรรค์ และหน้ากากกวางมูส เพื่อทลายกำแพงยศถาบรรดาศักดิ์ชั่วคราว เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีม่วงดอกลาเวนเดอร์งดง
แสงเทียนภายในห้องหนังสือไหววับตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท เสิ่นเวยยืนนิ่งงันราวกับวิญญาณที่หลุดออกจากร่าง ในมือที่สั่นระริกคือกระดาษแผ่นเก่าที่ซ่อนความจริงอันเน่าเฟะมานานหลายปี น้ำตาที่นางเคยปฏิญาณว่าจะไม่ให้ไหลออกมาอีก บัดนี้มันกลับคลอเบ้าและหยดลงบนตัวอักษรของบิดาจนหมึกเริ่มพร่าเลื
แสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของวังหลวงจนดูราวกับมังกรยักษ์ที่กำลังขยับเกล็ด แต่สำหรับ เสิ่นเวย ความงดงามเหล่านี้เปรียบเสมือนกรงขังที่โอ่อ่าหรูหราเท่านั้น ตำหนักหยาดพิรุณที่นางพำนักอยู่เดิมทีเป็นเพียงตำหนักรกร้างทางทิศตะวันตกที่เงียบเหงาปานป่าช้า ทว่าบัดนี้มันกลับมามีชี
กลิ่นหอมของกำยาน ‘มังกรสงบ’ อบอวลอยู่ในตำหนักทรงอักษร แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ผู้ที่ประทับอยู่รู้สึกสงบตามชื่อแม้แต่น้อย จ้าวลวี่ ทอดพระเนตรฎีกาที่กองสูงท่วมหัวด้วยสายพระเนตรที่เหนื่อยหน่าย ขุนนางในราชสำนักส่วนใหญ่ดีแต่ประจบประแจง ส่วนพวกที่มีฝีมือกลับซ่อนเล็บเก็บงำผลประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่อง 'อุทกภัยปร
ลมคิมหันต์ในวังหลวงมักหอบเอาความร้อนระอุที่ชวนให้หายใจไม่ออกมาด้วยเสมอ แต่วังหลังอันกว้างใหญ่กลับมีซอกมุมหนึ่งที่แสงอาทิตย์ดูเหมือนจะส่องไปไม่ถึง นั่นคือ "กองซักล้าง" ท้ายตำหนักเย็น ที่นั่นมีเพียงความเย็นชืดจากน้ำในถังไม้ที่กัดกินปลายนิ้วจนขาวซีด และกลิ่นอับชื้นของผ้าหยาบๆ ที่ซ้อนทับกันเป็นภูเขาเลา







