ลิขิตรักหงส์มังกร

ลิขิตรักหงส์มังกร

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-06-02
โดย:  Nitchieยังไม่จบ
ภาษา: Thai
goodnovel4goodnovel
คะแนนไม่เพียงพอ
80บท
513views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

ในท่ามกลางมรสุมการเมืองและเงาทมิฬของจารชนแห่งแคว้นจ้าว ความรักคือ "ยุทธศาสตร์" ที่แข็งแกร่งที่สุด เมื่อ เสิ่นเวย ปราชญ์หญิงผู้เปี่ยมวิสัยทัศน์ต้องเคียงคู่ จักรพรรดิจ้าวลวี่ กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจเพื่อพยุงแผ่นดินที่ร้าวฉานให้กลับมาผงาดอีกครั้ง นี่คือการเดินทางของหงส์มังกรที่ไม่ได้ร่วมเพียงบัลลังก์ แต่ร่วมวางรากฐานการศึกษา เศรษฐกิจ และความมั่นคงด้วย "ใจ" เป็นเดิมพัน จากสนามรบสู่โต๊ะเจรจา จากห้องเครื่องสู่ห้องเรียนหลวง พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นว่าความรักที่ไร้รอยร้าว คืออานุภาพที่ทรงพลังเหนือคมดาบใดๆ มาร่วมเป็นสักขีพยานในตำนานรักที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเลือด แต่ด้วยปัญญาและความเมตตา ที่จะถักทอเป็นความผาสุกชั่วนิรันดร์ให้แก่แผ่นดิน

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

ตอนที่ 1: หยาดน้ำบนคมดาบ

Prologue

(Jeff POV)

Nang maka-park ako.

Before I open the door, pumikit muna ako. Kanina pa naglalaro sa isipan ko ang mga tanong na ito…

Tama ba ang gagawin ko? Tama bang makipagtigasan pa ako ng ulo?

This is my last chance to save my business. Most of all, what we called, pride.

I don't need their help either. Tss.

I hate my life. Since business is my life. There is no freedom on it.

Kinuha ko sa backseat ang violet folder at nakaroll na catalan.

This time I need a luck.

Yeah. Isusugal ko ang huling capital na meron ako for this project. Maaring huling maipapasok ko sa negosyo. And it must be work, no matter the circumstances it is.

Kung hindi… ikakahiya ako ng aking pamilya dahil nga sa dumikit na sa akin ang kamalasan.

I belong to the family na malakas ang paniniwala sa swerte at malas. Palibhasa may dugo kaming Tsino. The principle was, we must be competitive about our businesses.

Sana naman ngayong umaga di pa ako sinusundan ng kamalasan.  I gentle open the door. Napabuntong hininga at lumabas.

Naglalakad ako na lutang ang isipan kaya di ko namalayan.

“Eyyyy… Iwas!”

Naramdaman ko ang impact na bumanga siya sa akin. Ikinatumba namin pareho.

“A-aray….”

Masakit ang pagka-bundol ng ulo ko sa pader. May naririnig ako na parang nawala ang signal ko. Masakit sa ulo. Masakit.

Hangang sa naimulat ko ang aking mga mata. Nakadagan siya sa akin.

“So-Sorry.”

Nagmadali siyang bumangon.

Napabangon-upo ako sa semento.  Napahimas sa ulo ko.

“Okey ka lang? Di ko talaga sinasadya…”

Namalayan ko na lamang nagmamadali na niyang pinupulot ang mga nagliparang papel. Tumayo na rin ako.

“Heto.” Sabay abot niya ng mga papel na nagkakagulo ng ipunin nito.

“Sorry.” pahabol niya.

F*ck! Dito na naman ba mag-uumpisa ang kamalasan ko?! At lagi na lang ba sorry parati?!

Nakakasawa na!

“Sorry, nagmamadali kasi—.”

“Son of a b*tch!” Yan ang sapat na tugon na makuha niya sa akin. Palagi na lang ba ganito. Pwes, di na ako makakapayag pa!

Rumihestro sa mukha niya ang gulat.

“I'm sorry.” Sabay abot niya sa akin yung nakarolyong catalan. Inis kong kinuha. Napa-bow siya...

“Sorry talaga.” saka kinuha ang skateboard.

And before she left…

“Kuya! Ganda ng umaga para magsungit! Sayang ng blessing! Iiwas talaga yan sayo. Hala ikaw din mawawalan. Sorry talaga. Goodluck! Have a great day!” at gumuhit sa mga labi niya ng nakaka-insultong ngiti.

Have a great day?

Sinimulan na niya ang pangit na araw na ito.

Tama. Goodluck sa kamalasan ko ngayong araw. Tsk!

Aalis na sana ako ng may makita ako isang bracelet. Pinulot ko.

It was a lucky charm bracelet. Sa kanya ata to. 

Naalala ko yung ngiti niya puno ng positibong aura.

Siguro, this is her lucky charm to remove her misfortunes.

Wala nga namang mawawala kung subukan ko kumapit sa dalang swerte ng bagay.

แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
80
ตอนที่ 2: วิญญาณที่หวนคืนกระดาน
กลิ่นหอมของกำยาน ‘มังกรสงบ’ อบอวลอยู่ในตำหนักทรงอักษร แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ผู้ที่ประทับอยู่รู้สึกสงบตามชื่อแม้แต่น้อย จ้าวลวี่ ทอดพระเนตรฎีกาที่กองสูงท่วมหัวด้วยสายพระเนตรที่เหนื่อยหน่าย ขุนนางในราชสำนักส่วนใหญ่ดีแต่ประจบประแจง ส่วนพวกที่มีฝีมือกลับซ่อนเล็บเก็บงำผลประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่อง 'อุทกภัยประจำปี' ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งทุกคนต่างโยนความรับผิดชอบกันไปมาราวกับลูกชิ้นร้อนๆ“ฝ่าบาท... นางกำนัลจากโรงซักล้างมาถึงแล้วพะยะค่ะ” กงกงฟาน ขันทีคนสนิทเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจ้าวลวี่ละสายตาจากฎีกา “ให้นางเข้ามา”ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรเปิดออกช้าๆ เสิ่นเวย ก้าวเข้ามาในตำหนักด้วยชุดนางกำนัลอาลักษณ์สีน้ำเงินเข้มที่แม้จะเรียบง่ายแต่กลับส่งเสริมให้บุคลิกที่นิ่งสงบของนางดูโดดเด่นขึ้น นางไม่ได้สวมเครื่องประดับใดๆ ผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ท่าทางการเดินของนางมั่นคง ไม่มีความประหม่าแม้ต้องเผชิญหน้ากับโอรสสวรรค์ในที่รโหฐาน“หม่อมฉันเสิ่นเวย ถวายพระพรฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” นางคุกเข่าลงด้วยท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบจนกงกงฟานยังต้องลอบชื่นชม“ลุกขึ้นเถิด เสิ่นอาลักษณ์”
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 3: หงส์ในกรงเล็บมังกร
แสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของวังหลวงจนดูราวกับมังกรยักษ์ที่กำลังขยับเกล็ด แต่สำหรับ เสิ่นเวย ความงดงามเหล่านี้เปรียบเสมือนกรงขังที่โอ่อ่าหรูหราเท่านั้น ตำหนักหยาดพิรุณที่นางพำนักอยู่เดิมทีเป็นเพียงตำหนักรกร้างทางทิศตะวันตกที่เงียบเหงาปานป่าช้า ทว่าบัดนี้มันกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งด้วยการมาถึงของเจ้าของคนใหม่ผู้มีสถานะกำกวมยิ่งนักนางไม่ได้เข้ามาด้วยขบวนแห่อันยิ่งใหญ่ ไม่ได้มีตระกูลขุนนางคอยหนุนหลัง แต่กลับก้าวกระโดดจาก 'นางกำนัลชั้นต่ำ' ขึ้นมาเป็น 'เสิ่นไฉเหริน' เพียงชั่วข้ามคืน ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาที่ดังระงมไปทั่ววังหลังราวกับฝูงผึ้งที่แตกรังวันนี้นางสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายกิ่งหลิวเบาบาง แม้เนื้อผ้าจะดีกว่าชุดหยาบๆ ในโรงซักล้าง แต่นางกลับรู้สึกอึดอัดกับชายอาภรณ์ที่ยาวระพื้น ขณะที่นางกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังหอสมุดหลวงเพื่อถวายงาน เส้นทางกลับถูกขวางกั้นด้วยกลุ่มสตรีในชุดหรูหราที่กำลังชมสวนโบตั๋นอยู่อย่างรื่นรมย์“ดูนั่นสิ... กาในฝูงหงส์ที่เขาลือกันชัดๆ” เสียงแหลมสูงที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามดังขึ้นจากกลางกลุ่มสตรีผู้พูดคือ สนมเว่ย หรือ เว่ย
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 4: กลลวงใต้ผิวน้ำ
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องเหนือท้องฟ้าเมืองหลวงมานานกว่าสามวันสามคืนแล้ว เมฆสีเทาทมิฬแผ่ปกคลุมราวกับผืนม่านยักษ์ที่บดบังแสงสุริยา สายฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาทำให้น้ำในคลองรอบพระราชวังเริ่มเอ่อล้น แข่งกับความตึงเครียดภายในท้องพระโรงที่พุ่งสูงจนถึงขีดสุดบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในชุดพิธีการสีแดงและม่วง ต่างยืนรุมล้อมอยู่หน้าพระราชอาสน์ เสียงถกเถียงดังเซ็งแซ่แข่งกับเสียงฝน โดยเฉพาะ เสนาบดีเว่ย ผู้เฒ่าเจ้าเล่ห์ที่กำลังแสร้งทำสีหน้าตื่นตระหนกจนเกินงาม มือของเขาประคองฎีกาฉบับหนึ่งไว้ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า“ฝ่าบาท! หากพระองค์ยังไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยในงบประมาณฉุกเฉินก้อนนี้ ประตูน้ำทางทิศเหนือที่เริ่มมีรอยร้าวจะพังทลายลงภายในไม่เกินหกชั่วกามะลิพะยะค่ะ! หากน้ำทะลักเข้าสู่ย่านตลาดหลวง ราษฎรนับหมื่นจะไร้ที่อยู่อาศัย และเสบียงหลวงในคลังจะเสียหายทั้งหมด!” เสนาบดีเว่ยทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเครือที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีจ้าวลวี่ประทับนิ่งดุจรูปสลักหิน สายพระเนตรของพระองค์ไม่ได้จับจ้องที่ฎีกา แต่กลับทอดมองลอดผ่านม่านฝนออกไปภายนอก “งบประมาณที่ท่านขอมานั้น... มากพอที่จะสร้างเมืองใหม่ได้ทั้งเมืองทีเดียวนะท่
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 5: ความจริงที่กรีดแทง
แสงเทียนภายในห้องหนังสือไหววับตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท เสิ่นเวยยืนนิ่งงันราวกับวิญญาณที่หลุดออกจากร่าง ในมือที่สั่นระริกคือกระดาษแผ่นเก่าที่ซ่อนความจริงอันเน่าเฟะมานานหลายปี น้ำตาที่นางเคยปฏิญาณว่าจะไม่ให้ไหลออกมาอีก บัดนี้มันกลับคลอเบ้าและหยดลงบนตัวอักษรของบิดาจนหมึกเริ่มพร่าเลือนทุกอย่างคือแผนการ... ตั้งแต่ต้นจนจบ“เสิ่นเวย... เหตุใดเจ้ายังไม่พักผ่อน?” เสียงทุ้มต่ำที่เคยฟังดูอบอุ่นอย่างประหลาดในใจนาง บัดนี้กลับฟังดูเยือกเย็นดุจเสียงจากขุมนรกจ้าวลวี่เดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าของผู้ชนะ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนพระพักตร์ที่มักจะเย็นชาเสมอ “ข้าเพิ่งสั่งให้ห้องเครื่องเตรียมอาหารเลิศรสไปที่ตำหนักของเจ้า เพื่อเป็นรางวัลที่เจ้าช่วยเมืองหลวงไว้ได้ในวันนี้ และเรื่องบิดาของเจ้า... ข้าได้สั่งให้กรมยุติธรรมเริ่มเตรียมการรื้อฟื้นคดีแล้วนะ”เขาลดเสียงลงเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติในความเงียบของนาง เสิ่นเวยค่อยๆ หันหน้ากลับมา แววตาของนางที่เขามักจะเห็นว่านิ่งสงบดุจน้ำในบ่อ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นและความเจ็บปวดที่แสนสาหัส“ฝ่าบาท... ตราประทับพยัคฆ์เหยียบเมฆนี้ ทรง
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 6: กรงขังสีทองกับบัลลังก์ที่สั่นคลอน
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องผ่านม่านมุกและม่านโปร่งบางในตำหนักหยาดพิรุณ ประกายระยิบระยับที่กระทบกับเครื่องเรือนไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรควรจะสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นทว่ากลับรู้สึกหนาวชืดอย่างประหลาด กลิ่นกำยานที่เคยหอมหวานบัดนี้กลับเจือไปด้วยความขมปร่าในความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยเสิ่นเวย นั่งนิ่งสนิทอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ นางมองเงาสะท้อนของสตรีที่ปรากฏในนั้นด้วยสายตาที่คล้ายมองคนแปลกหน้า สตรีในกระจกสวมชุดผ้าไหมสีแดงชาดเข้มปักลายหงส์ร่ายรำด้วยดิ้นเงินทิ้งชายยาวสลวย ใบหน้าที่เคยซูบซีดจากการตรากตรำงานหนักในโรงซักล้าง บัดนี้ถูกแต่งแต้มอย่างประณีต แป้งผัดหน้าขาวนวลเนียนขับให้ริมฝีปากที่แต้มสีชาดดูเย้ายวนทว่าเย็นชาดุจกลีบบุปผาที่ถูกแช่แข็ง ดวงตาคู่คมที่เคยเรียบเฉยบัดนี้กลับแฝงไปด้วยประกายแห่งอำนาจที่ยากจะคาดเดาหลังจากการล่มสลายของตระกูลเว่ยในคดีอุทกภัย จ้าวลวี่ได้กระทำการที่ท้าทายขนบราชสำนักอย่างยิ่ง พระองค์ทรงแต่งตั้งนางขึ้นเป็น 'เสิ่นเจาอี๋' พระสนมเอกขั้นสูงอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งเสียงคัดค้านจากเหล่าขุนนางเก่าแก่ที่มองว่านางเป็นเพียงบุตรสาวของนักโทษและเคยเป็นนางกำนัลชั
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 7: กลหงส์ลวงมังกร
ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของฤดูสารท ควันธูปในท้องพระโรงลอยละล่องเป็นสายใยบางๆ บดบังใบหน้าของเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงรายกันดุจหุ่นศิลา ความเงียบที่ปกคลุมอยู่นั้นไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นความกดดันที่พร้อมจะระเบิดออกทุกวินาที ข่าวการลอบสังหาร ใต้เท้าหลี่ ขุนนางใหญ่ผู้กุมความลับของอดีตเสนาบดีเว่ย กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ราชสำนักสั่นคลอนไปถึงรากฐานรอยเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทบนพื้นจวนใต้เท้าหลี่ ถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำหมึกที่เขียนฎีกาโจมตีจักรพรรดิ บรรดาขุนนางเริ่มซุบซิบและทอดสายตาหวาดระแวงไปยังบัลลังก์มังกร พวกเขาสงสัยว่านี่คือการ 'กวาดล้างโปลิสลับ' หรือที่เรียกกันว่าการฆ่าปิดปากของ จ้าวลวี่ เพื่อฝังความลับเรื่องคดีทุจริตและการขึ้นสู่อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมให้ตายไปพร้อมกับพยานที่เหลืออยู่“ฝ่าบาท! หากพระองค์ยังทรงนิ่งเฉยต่อดวงวิญญาณที่ร้องขอความเป็นธรรมของใต้เท้าหลี่ ราษฎรและเหล่านักปราชญ์จะมองว่าพระองค์ทรงเป็นทรราชที่ไร้เมตตา ฆ่าปิดปากผู้ที่เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาทเพียงเพื่อปกปิดรอยมลทินในอดีตนะพะยะค่ะ!”เสียงของ อัครเสนาบดีซ่ง ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วโถงกว้าง เขาเป็นขุนนางเฒ่าที่มีบารมีล้นฟ้าและมีอำนาจ
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 8: เงาในม่านมุก
ท่ามกลางกำแพงวังสีแดงชาดที่ดูเหมือนจะสูงเสียดฟ้าขึ้นทุกวัน บรรยากาศภายในวังหลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบแต่ทรงพลัง ทรงอำนาจของ เสิ่นเจาอี๋ ไม่ได้แผ่ขยายออกไปในลักษณะของการใช้อาญาเถื่อนหรือความเกรี้ยวกราด ทว่ามันกลับแทรกซึมไปตามรอยแยกของอิฐทุกก้อนและม่านมุกทุกเส้นประดุจเถาวัลย์ที่มองไม่เห็นนางเริ่มก่อตั้งหน่วยงานลับภายในที่เรียกขานกันในหมู่ผู้รู้เห็นว่า 'วิญญาณกระดานศิลา' องค์กรนี้ไม่ใช่กลุ่มมือสังหารที่สวมชุดดำ แต่คือกลุ่มคนที่ถูกลืมทิ้งไว้ในซอกหลืบของประวัติศาสตร์วังหลวง ไม่ว่าจะเป็นนางกำนัลชราที่ไร้ญาติขาดมิตร ขันทีหนุ่มที่ถูกกลั่นแกล้งจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หรือทาสรับใช้ในครัวที่ถูกเจ้านายเฆี่ยนตีจนหลังเหวอะหวะเสิ่นเวยไม่ได้มอบเพียงเบี้ยหวัดที่สูงกว่าเดิมให้แก่พวกเขา แต่นางมอบสิ่งที่วังหลวงแห่งนี้ไม่เคยมีให้ใคร... นั่นคือ 'ศักดิ์ศรีและความหมายของการมีชีวิต' นางยื่นมือลงไปในหลุมนรกเพื่อฉุดดึงพวกเขาขึ้นมา พร้อมกับกระซิบบอกว่าพวกเขามีค่าเพียงใดในการเป็นหูเป็นตาให้นาง ความกตัญญูที่แลกมาด้วยชีวิตเช่นนี้ จึงแข็งแกร่งกว่าทองคำแท่งใดๆผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ข้อมูลทุกหยดที่หยดลงในรา
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 9: พายุที่ซ่อนเร้น
ภายใต้ความสงบราบเรียบของผิวน้ำในวังหลวง มวลน้ำวนแห่งความแค้นที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างกำลังขยายตัวอย่างเงียบเชียบและรุนแรง ในขณะที่เสิ่นเวยดูเหมือนจะคุมเกมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จผ่านเครือข่าย 'วิญญาณกระดานศิลา' ทว่าศัตรูเก่าที่แฝงกายอยู่ในเงามืดกลับไม่ได้มอดไหม้ไปพร้อมกับซากปรักหักพังของตระกูลเว่ยและตระกูลซ่ง พวกเขายังคงหายใจอยู่ด้วยเพลิงแห่งความโกรธแค้นที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างกลุ่มขุนนางที่เหลือรอดเริ่มซุ่มเงียบเพื่อวางแผนโต้กลับครั้งสุดท้าย พวกเขารู้ดีว่าการจะล้มมังกรอย่างจ้าวลวี่และหงส์ผู้คุมหมากอย่างเสิ่นเวยนั้น ไม่อาจใช้เพียงกำลังทหาร แต่ต้องใช้ 'ความจริง' ที่อัปลักษณ์ที่สุดเป็นอาวุธ จุดอ่อนเดียวที่เสิ่นเวยซ่อนไว้ใต้เกราะแห่งความเย็นชาคือความรักที่มีต่อเกียรติยศของบิดา และความสัมพันธ์ที่บิดเบี้ยวจนแทบจะกลายเป็นพิษระหว่างนางกับฮ่องเต้'เว่ยหง' บุตรชายเพียงคนเดียวที่เหลือรอดของอดีตเสนาบดีเว่ย ผู้ซึ่งเคยหยิ่งผยองในอำนาจ บัดนี้เขากลับกลายเป็นหมาป่าที่บาดเจ็บและหิวโหย เขาแอบลักลอบเข้าเมืองหลวงภายใต้คราบของพ่อค้าเร่ รวบรวมหลักฐานและพยานบุคคลที่เคยเห็นเหตุการณ์ในห้องลับวันที่บิดาของเสิ่นเวยถูก
อ่านเพิ่มเติม
ตอนที่ 10: จุดเปลี่ยนบนทางแพร่ง
ท่ามกลางความมืดมิดที่ปกคลุมชายป่าชานเมืองหลวง กลิ่นอายของดินชื้นและใบไม้เน่าเหม็นโชยมาตามลมพายุที่เริ่มสงบลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดที่น่าขนลุก อารามร้างที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาดูดุจปีศาจตนใหญ่ที่อ้าปากรอรับเหยื่อ เสิ่นเวยและจ้าวลวี่ในชุดพรางกายสีเข้มก้าวเดินผ่านซุ้มประตูที่ผุพังเข้าไปอย่างระแวดระวัง ทุกย่างก้าวของพวกเขาเหยียบลงบนเศษอิฐและกิ่งไม้แห้งที่ส่งเสียงหักดังเปรี้ยะเบาๆ ท่ามกลางความมืดมิด“พวกมันรออยู่ข้างใน” เสิ่นเวยกระซิบ แววตาของนางเฉียบคมและนิ่งสงบผิดกับจังหวะหัวใจที่เต้นรัวทันทีที่พวกเขาเหยียบเข้าสู่ลานกว้างหน้าพระอุโบสถเก่า เสียงหวีดหวิวของลูกธนูนับสิบก็พุ่งแหวกอากาศออกมาจากเงามืดของระเบียงคด!“ระวัง!” จ้าวลวี่คำรามด้วยเสียงอันทรงพลัง พระองค์ไม่ได้ถอยหนี แต่กลับพุ่งตัวเข้าหาเสิ่นเวย วงแขนแกร่งตวัดโอบกอดร่างบางไว้แน่นจนแผ่นหลังของนางแนบสนิทกับแผ่นอกของเขา จ้าวลวี่ชักกระบี่คู่กายที่ตีจากเหล็กกล้าชั้นดีออกมาสะบัดวนเป็นวงกลม ประกายไฟจากการปะทะระหว่างคมกระบี่และหัวธนูเหล็กกระเด็นวูบวาบในความมืด เสียง เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! ดังต่อเนื่องไม่ขาดสายลูกธนูสองลูกถากเข้าที่ท่อน
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status