Masukแสงเทียนภายในห้องหนังสือไหววับตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท เสิ่นเวยยืนนิ่งงันราวกับวิญญาณที่หลุดออกจากร่าง ในมือที่สั่นระริกคือกระดาษแผ่นเก่าที่ซ่อนความจริงอันเน่าเฟะมานานหลายปี น้ำตาที่นางเคยปฏิญาณว่าจะไม่ให้ไหลออกมาอีก บัดนี้มันกลับคลอเบ้าและหยดลงบนตัวอักษรของบิดาจนหมึกเริ่มพร่าเลือน
ทุกอย่างคือแผนการ... ตั้งแต่ต้นจนจบ
“เสิ่นเวย... เหตุใดเจ้ายังไม่พักผ่อน?” เสียงทุ้มต่ำที่เคยฟังดูอบอุ่นอย่างประหลาดในใจนาง บัดนี้กลับฟังดูเยือกเย็นดุจเสียงจากขุมนรก
จ้าวลวี่เดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าของผู้ชนะ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนพระพักตร์ที่มักจะเย็นชาเสมอ “ข้าเพิ่งสั่งให้ห้องเครื่องเตรียมอาหารเลิศรสไปที่ตำหนักของเจ้า เพื่อเป็นรางวัลที่เจ้าช่วยเมืองหลวงไว้ได้ในวันนี้ และเรื่องบิดาของเจ้า... ข้าได้สั่งให้กรมยุติธรรมเริ่มเตรียมการรื้อฟื้นคดีแล้วนะ”
เขาลดเสียงลงเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติในความเงียบของนาง เสิ่นเวยค่อยๆ หันหน้ากลับมา แววตาของนางที่เขามักจะเห็นว่านิ่งสงบดุจน้ำในบ่อ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นและความเจ็บปวดที่แสนสาหัส
“ฝ่าบาท... ตราประทับพยัคฆ์เหยียบเมฆนี้ ทรงคุ้นตาบ้างไหมเพคะ?” นางถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น แต่มันกลับฟังดูพร่าเลือนจนน่าสงสาร นางชูกระดาษแผ่นนั้นขึ้นต่อหน้าพระพักตร์
รอยยิ้มของจ้าวลวี่หายวับไปทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและเย็นเยียบ ความเงียบเข้าปกคลุมห้องหนังสือจนได้ยินเสียงหยดน้ำฝนที่ตกลงกระทบหลังคาอย่างชัดเจน
“เจ้าพบมันจนได้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไร้ซึ่งความตกใจหรือการปฏิเสธใดๆ
“ทรงทำเช่นนั้นได้อย่างไรเพคะ!” เสิ่นเวยตะโกนออกมา ความอัดอั้นที่เก็บไว้ระเบิดออก “บิดาของหม่อมฉันจงรักภักดีต่อท่านยิ่งกว่าใคร เขาคือคนที่ช่วยวางรากฐานอำนาจให้ท่านในยามที่ท่านยังเป็นเพียงองค์ชายที่ไร้คนเหลียวแล แต่ท่านกลับใช้ชีวิตของหม่อมฉัน... ลูกสาวคนเดียวของเขาไปเป็นเครื่องต่อรอง บีบให้เขายอมรับผิดแทนท่านในคดีงบประมาณกองทัพ เพื่อให้ท่านรอดพ้นจากการถูกปลด!”
“ตอนนั้นข้าไม่มีทางเลือก!” จ้าวลวี่ก้าวเข้าไปหาและจับไหล่นางไว้แน่น แรงบีบของเขาบ่งบอกถึงความอัดอั้นไม่แพ้กัน “หากเสิ่นอี้ไม่รับผิด คดีนั้นจะลามมาถึงข้า และข้าจะไม่มีวันได้ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์นี้! หากข้าไม่มีอำนาจ ข้าจะปกป้องใครได้? แม้แต่ตัวเจ้าเอง... หากข้าล้มลงในวันนั้น เจ้าคงไม่ได้มีชีวิตรอดไปถึงโรงซักล้างด้วยซ้ำ!”
“ปกป้องหม่อมฉันงั้นหรือ?” เสิ่นเวยสะบัดตัวออกอย่างแรง แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “ท่านส่งหม่อมฉันไปอยู่อย่างหมาจนตรอกในโรงซักล้างนานถึงสามปี ปล่อยให้หม่อมฉันถูกเหยียบย่ำ ถูกน้ำกัดปลายนิ้วจนแทบเน่า เพื่อที่วันหนึ่ง เมื่อท่านต้องการกำจัดตระกูลเว่ย ท่านจะได้ดึงหม่อมฉันกลับมาเป็น ‘หมาก’ ที่ใช้งานง่ายที่สุด เพราะท่านรู้ดีว่าความแค้นที่มีต่อตระกูลเว่ยจะทำให้หม่อมฉันถวายชีวิตให้ท่าน!”
นางแค่นหัวเราะทั้งน้ำตา “ท่านไม่ได้รักหม่อมฉัน... ท่านแค่รัก ‘ผลประโยชน์’ ที่หม่อมฉันมอบให้ได้ ท่านใช้มือของหม่อมฉันทำลายคนที่เคยร่วมสมรู้ร่วมคิดกับท่าน เพื่อให้ท่านกลายเป็นจักรพรรดิที่ขาวสะอาดที่สุดในสายตาราษฎร! ท่านมันเลือดเย็นยิ่งกว่าใครในแผ่นดินนี้!”
จ้าวลวี่นิ่งไป แววตาของเขาสั่นไหวด้วยความเจ็บปวดที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน มือที่เคยแข็งแกร่งกลับดูไร้เรี่ยวแรง “ข้า... ข้ายอมรับว่าจุดเริ่มต้นมันคือกลเกมทางการเมือง แต่เสิ่นเวย... ทุกวันที่ข้าได้อยู่ใกล้เจ้าในห้องหนังสือแห่งนี้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันคือเรื่องจริง ข้าพยายามจะชดเชยทุกอย่างให้เจ้า...”
“ความรู้สึกที่สร้างขึ้นบนซากศพของบิดาหม่อมฉัน... มีค่าแค่ไหนกันเพคะ?” เสิ่นเวยเช็ดน้ำตาออกช้าๆ แววตาของนางกลับมานิ่งสงบและเย็นเยียบยิ่งกว่าครั้งไหนๆ “ท่านต้องการให้หม่อมฉันกำจัดตระกูลเว่ย เพราะท่านอยากกำจัด ‘พยาน’ ที่รู้เห็นเรื่องในอดีตด้วยใช่ไหม? ตอนนี้ทุกอย่างสำเร็จแล้ว ท่านจะกำจัดหม่อมฉันเป็นรายต่อไปหรือไม่เพคะ?”
จ้าวลวี่มองสตรีที่เขารักที่สุด แต่บัดนี้นางกลับกลายเป็นศัตรูที่ยืนอยู่คนละฝั่งกำแพงใจ “เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป? จะนำหลักฐานนี้ไปเปิดโปงข้า เพื่อให้บัลลังก์นี้สั่นคลอนงั้นหรือ?”
“ไม่เพคะ...” เสิ่นเวยตอบด้วยเสียงที่มั่นคง “การตายหรือการเสียตำแหน่งมันง่ายเกินไปสำหรับสิ่งที่ท่านทำกับครอบครัวหม่อมฉัน หม่อมฉันจะพำนักอยู่ในวังหลวงนี้ ในฐานะ ‘เงา’ ที่จะคอยติดตามท่านไปทุกที่ หม่อมฉันจะกุมความลับนี้ไว้ และทุกครั้งที่ท่านกอดหม่อมฉัน หรือมองหน้าหม่อมฉัน ท่านจะจำได้เสมอว่าความสุขที่ท่านได้รับ แลกมาด้วยเลือดและคราบน้ำตาของคนที่รักท่านที่สุดเพียงใด”
นางย่อตัวลงทำความเคารพอย่างสง่างามเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินหันหลังให้เขาและก้าวออกจากห้องหนังสือไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
จ้าวลวี่ประทับนิ่งอยู่กลางห้องหนังสือที่มืดมิด เขาได้บัลลังก์มาครอบครอง ได้กำจัดศัตรูจนสิ้นซาก แต่ในหัวใจเขากลับรู้สึกเหมือนถูกกรีดเป็นแผลเหวอะหวะที่ไม่มีวันรักษาหาย บนกระดานศิลานี้ เขาอาจจะเป็นผู้ชนะในเกมอำนาจ... แต่เขากลับพ่ายแพ้อย่างยับเยินในเกมของหัวใจ
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือต่อจากนี้ไป 'หมาก' ที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือ จะเป็นผู้ที่กุมลมหายใจของเขาไว้ตลอดกาล
สายลมวสันตฤดูโชยเอื่อยพัดผ่านมวลหมู่บุปผชาติในอุทยานหลวง ส่งกลิ่นหอมหวานละมุนละไมขจรขจายไปทั่วนอกชานพระราชวัง แสงอรุณแรกของวันใหม่ทาทาบผืนฟ้าเป็นสีทองคำนวลสว่างไสว สะท้อนภาพอาณาจักรแคว้นจ้าวที่บัดนี้ก้าวเข้าสู่ยุคทองอันรุ่งเรืองสูงสุดอย่างแท้จริง สถานการณ์ทั่วทั่วยุทธจักรสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลทหาร หรือเงาจารชนใดๆ ราษฎรทั่วมหานครต่างมีกินมีใช้ เด็กๆ มีตำราอ่านในสถานศึกษาหลวง ความมั่งคั่งผาสุกหลั่งไหลไปสู่เขตปกครองพิเศษชายแดนดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นภาพชีวิตประจำวันอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ประทับเคียงคู่กัน ทอดมองผลผลิตแห่งสติปัญญาและอานุภาพแห่งรักแท้ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวหลวง เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์ฟ้าด้วยด้ายไหมเงินยวง ดูงดงามนุ่มนวลและทรงคัมภีรภาพสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังระหง มีเพียงปิ่นหยกขาวชิ้นเดี่ยวที่ประดับอยู่ นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยความสงบผาสุกขั้นสูงสุด มือบางกำลังประคองถ้วยชาบ
เมื่อร่มเงาแห่งสันติภาพอันสมบูรณ์แบบแผ่ขยายเข้าครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วของแคว้นจ้าว นครหลวงอันยิ่งใหญ่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงได้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนข้ามพรมแดนให้ต้องทรงกังวลพระทัย ทั่วทั่วมหานครต่างอบอวลไปด้วยเสียงเพลงรื่นเริงและรอยยิ้มอิ่มเอมของประชาราษฎร์ และนับเป็นเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจัด ‘พระราชพิธีสถาปนาเขตปกครองพิเศษและการขยายความมั่งคั่ง’ เพื่อกระจายโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษาหลวงออกสู่มณฑลชายแดนอย่างยั่งยืนชั่วนิรันดร์ภายในท้องพระโรงกลางอันโอ่อ่าตระการตา แสงสุริยันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างสลักลายมังกรคาบแก้ว ทอดประกายสีทองอร่ามลงบนแผ่นศิลาจารึกธรรมนูญฉบับใหม่ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักเต็มยศสีน้ำเงินเข้มขลิบทองคำบริสุทธิ์ดูสง่างามเฉลียวฉลาดปานเทพธิดาแห่งปัญญา เรือนผมยาวสลวยเกล้าขึ้นประดับด้วยรัดเกล้าหงส์สยายปีกประดับมุกราตรี นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายสุขุม นุ่มลึก และเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อัน
ภายใต้หลังคาทรงโดมสูงตระหง่านของหออาลักษณ์หลวง กลิ่นอายหอมนวลของน้ำหมึกจีนและแผ่นกระดาษเซี่ยวกระดาษโบราณเนื้อดีอบอวลไปทั่วบริเวณ แสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายสะท้อนผ่านหน้าต่างบานแก้วเข้ามาตกกระทบแท่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ บัดนี้ แผ่นดินแคว้นจ้าวสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาของค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนต่างแดน ราษฎรทั่วมหานครต่างใช้ชีวิตด้วยความเบิกบานใจสูงสุด และนี่คือช่วงเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจารึก ‘บันทึกประวัติศาสตร์และการเฉลิมฉลองของอาณาจักร’ เพื่อประกาศความรุ่งเรืองสู่อนุชนรุ่นหลังสืบทอดนับพันปีใจกลางหออาลักษณ์ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีทองคำนวลขลิบแดงทับทิมงดงามตระการตา สมฐานะคู่บัลลังก์ผู้พลิกชะตาแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยรวบขึ้นเป็นมวยทรงสูง ประดับด้วยรัดเกล้าพญาหงส์สยายปีกดูสง่างามจับตา นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์คัมภีรภาพ มือบางจับพู่กันจีนด้ามหยก ค่อยๆ บรรจงขัดเกลาและตรวจสอบตัวอักษรทุกลำดับชั้นในสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยร่วมกับหัวหน้าอาลักษณ์หลวงด้วยความใส่ใจส
แสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นและสว่างไสวสาดส่องทั่วนครหลวงแคว้นจ้าว นำพาเอาความหวังและพลังบวกแผ่ซ่านไปสู่จิตใจของประชาราษฎร์ในทุกลำดับชั้น บัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลสงคราม หรือภัยจากจารชนต่างแดนให้ต้องทรงตรากตรำพระทัยอีกต่อไป ทุกมณฑลล้วนเจริญรุ่งเรืองด้วยระบบเศรษฐกิจและการขนส่งที่ปลอดภัย และในวันนี้ นับเป็นวันประวัติศาสตร์อันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ร่วมกันทำพิธีเปิด ‘สถานศึกษาหลวง’ แห่งแรกเพื่อวางรากฐานทางปัญญาให้แก่บุตรหลานของชาวบ้านและพ่อค้าสามัญชน ท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่นล้นพ้นจากราษฎรทั่วมหานครณ ใจกลางย่านชุมชนเมืองหลวง อาคารไม้หลังใหญ่สองชั้นที่เพิ่งสร้างเสร็จหอมกลิ่นน้ำมันสนและไม้เนื้อดีตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม ป้ายชื่อสถานศึกษาหลวงแกะสลักด้วยอักษรสีทองคำสะท้อนแสงแดดดูเด่นล้ำ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีม่วงอ่อนราวกลีบดอกไม้ป่าดูนุ่มนวลและสง่างามสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เส้นผมยาวสลวยรวบครึ่งศีรษะปักปิ่นหงส์เหินคู่หยกนวล นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียวและเปี่ยมด้วยความเมตตาปรานี ยามทอดมองเด็กๆ ตัวน้อย
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างสูงตระหง่านของหอตำราหลวง ทอดเงาสีทองอบอุ่นลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตัวยาวที่บัดนี้เต็มไปด้วยม้วนฎีกา แผนที่ภูมิศาสตร์ และตำราวิชาการหลากแขนง บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบ ทว่าอบอวลไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ แผ่นดินแคว้นจ้าวบัดนี้สงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลทหาร หรือเงาจารชนใดๆ ข่าวคราวการเก็บเกี่ยวพืชผลอันอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพทางการค้าหลั่งไหลมาจากทุกมณฑล เป็นเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาและอานุภาพแห่งรักแท้ ร่วมกันร่าง ‘แผนภาพความรุ่งเรืองและการวางรากฐานสู่อนาคต’ เพื่อราษฎรทั่วมหานครสืบไปนับร้อยปีใจกลางหอตำรา เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีฟ้าครามปักลายเมฆมงคลด้วยด้ายเงินยวง เรือนผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นหยกขาวชิ้นเดี่ยว นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ล้ำเลิศ มือบางกำลังประคองพู่กันจีนจุ่มหมึกดำ บรรจงลากเส้นสายลงบนผืนผ้าใบไหมขนาดยักษ์ที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะ แผนภาพนี้มิใช่แผนที่ทางทหารเพื่อการสู้รบ ทว
เมื่อม่านราตรีสีน้ำเงินเข้มขยับขยายเข้าครอบคลุมเหนือนครหลวงแคว้นจ้าว ดวงดาราพราวระยับนับแสนดวงต่างส่องแสงระยิบระยับประชันกับแสงโคมไฟสีส้มอบอุ่นที่จุดเรียงรายทั่วนอกชานวังหลวง บัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบในทุกลำดับชั้น ไร้รอยร้าวทางการเมืองหรือแผนการร้ายจากจารชนต่างแดนให้ต้องทรงกังวลพระทัย ราษฎรทั่วมหานครต่างหลับใหลด้วยความเบิกบานใจ และนับเป็นค่ำคืนอันแสนประเสริฐยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจะได้เฉลิมฉลองบทสรุปแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน ผ่าน ‘งานเลี้ยงสวมหน้ากากกับเกมซ่อนหาในอุทยาน’ กิจกรรมยามว่างที่เนรมิตขึ้นเพื่อสร้างเสียงหัวเราะและผ่อนคลายเบาสบายขั้นสูงสุดภายในอุทยานหลวงฝั่งทิศตะวันออก โต๊ะเสวยทรงยาวถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเรียบง่ายท่ามกลางหมู่มวลบุปผาราตรีที่ส่งกลิ่นหอมขจรขจาย งานเลี้ยงสรรค์สร้างบรรยากาศเป็นกันเองอย่างลึกล้ำ ข้าราชบริพาร นางกำนัล และองครักษ์เงาคนสนิทต่างได้รับพระราชทานอนุญาตให้สวมหน้ากากไม้แกะสลักเป็นรูปสัตว์มงคลหลากชนิด ทั้งหน้ากากกระต่ายป่า หน้ากากจิ้งจอกสวรรค์ และหน้ากากกวางมูส เพื่อทลายกำแพงยศถาบรรดาศักดิ์ชั่วคราว เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีม่วงดอกลาเวนเดอร์งดง
ภายใต้ความสงบราบเรียบของผิวน้ำในวังหลวง มวลน้ำวนแห่งความแค้นที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างกำลังขยายตัวอย่างเงียบเชียบและรุนแรง ในขณะที่เสิ่นเวยดูเหมือนจะคุมเกมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จผ่านเครือข่าย 'วิญญาณกระดานศิลา' ทว่าศัตรูเก่าที่แฝงกายอยู่ในเงามืดกลับไม่ได้มอดไหม้ไปพร้อมกับซากปรักหักพังของตระกูลเว่ยและตระกูลซ
แสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายสาดส่องลงบนหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองของวังหลวงจนดูราวกับมังกรยักษ์ที่กำลังขยับเกล็ด แต่สำหรับ เสิ่นเวย ความงดงามเหล่านี้เปรียบเสมือนกรงขังที่โอ่อ่าหรูหราเท่านั้น ตำหนักหยาดพิรุณที่นางพำนักอยู่เดิมทีเป็นเพียงตำหนักรกร้างทางทิศตะวันตกที่เงียบเหงาปานป่าช้า ทว่าบัดนี้มันกลับมามีชี
กลิ่นหอมของกำยาน ‘มังกรสงบ’ อบอวลอยู่ในตำหนักทรงอักษร แต่มันกลับไม่ได้ทำให้ผู้ที่ประทับอยู่รู้สึกสงบตามชื่อแม้แต่น้อย จ้าวลวี่ ทอดพระเนตรฎีกาที่กองสูงท่วมหัวด้วยสายพระเนตรที่เหนื่อยหน่าย ขุนนางในราชสำนักส่วนใหญ่ดีแต่ประจบประแจง ส่วนพวกที่มีฝีมือกลับซ่อนเล็บเก็บงำผลประโยชน์ โดยเฉพาะเรื่อง 'อุทกภัยปร
ลมคิมหันต์ในวังหลวงมักหอบเอาความร้อนระอุที่ชวนให้หายใจไม่ออกมาด้วยเสมอ แต่วังหลังอันกว้างใหญ่กลับมีซอกมุมหนึ่งที่แสงอาทิตย์ดูเหมือนจะส่องไปไม่ถึง นั่นคือ "กองซักล้าง" ท้ายตำหนักเย็น ที่นั่นมีเพียงความเย็นชืดจากน้ำในถังไม้ที่กัดกินปลายนิ้วจนขาวซีด และกลิ่นอับชื้นของผ้าหยาบๆ ที่ซ้อนทับกันเป็นภูเขาเลา







