LOGINท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมของฤดูสารท ควันธูปในท้องพระโรงลอยละล่องเป็นสายใยบางๆ บดบังใบหน้าของเหล่าขุนนางที่ยืนเรียงรายกันดุจหุ่นศิลา ความเงียบที่ปกคลุมอยู่นั้นไม่ใช่ความสงบ แต่เป็นความกดดันที่พร้อมจะระเบิดออกทุกวินาที ข่าวการลอบสังหาร ใต้เท้าหลี่ ขุนนางใหญ่ผู้กุมความลับของอดีตเสนาบดีเว่ย กลายเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ราชสำนักสั่นคลอนไปถึงรากฐาน
รอยเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทบนพื้นจวนใต้เท้าหลี่ ถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำหมึกที่เขียนฎีกาโจมตีจักรพรรดิ บรรดาขุนนางเริ่มซุบซิบและทอดสายตาหวาดระแวงไปยังบัลลังก์มังกร พวกเขาสงสัยว่านี่คือการ 'กวาดล้างโปลิสลับ' หรือที่เรียกกันว่าการฆ่าปิดปากของ จ้าวลวี่ เพื่อฝังความลับเรื่องคดีทุจริตและการขึ้นสู่อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมให้ตายไปพร้อมกับพยานที่เหลืออยู่
“ฝ่าบาท! หากพระองค์ยังทรงนิ่งเฉยต่อดวงวิญญาณที่ร้องขอความเป็นธรรมของใต้เท้าหลี่ ราษฎรและเหล่านักปราชญ์จะมองว่าพระองค์ทรงเป็นทรราชที่ไร้เมตตา ฆ่าปิดปากผู้ที่เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาทเพียงเพื่อปกปิดรอยมลทินในอดีตนะพะยะค่ะ!”
เสียงของ อัครเสนาบดีซ่ง ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วโถงกว้าง เขาเป็นขุนนางเฒ่าที่มีบารมีล้นฟ้าและมีอำนาจต่อรองสูงที่สุดในขณะนี้ น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความเศร้าโศกต่อการจากไปของเพื่อนร่วมราชสำนักแม้แต่น้อย แต่มันแฝงไปด้วยการคุกคามและบีบคั้นอย่างโจ่งแจ้ง
จ้าวลวี่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรสีทองอร่าม ทว่าพระพักตร์กลับมืดครึ้มราวกับท้องฟ้ายามพายุเข้า มือหนาที่วางอยู่บนที่พักแขนรูปหัวมังกรจิกเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปนและปลายนิ้วขาวซีด พระองค์ทรงรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แล่นพล่านไปตามไขสันหลัง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความสับสนและโกรธเกรี้ยว พระองค์เริ่มสงสัยว่าใครกันที่เป็นคนสั่งการลอบสังหารครั้งนี้ ในเมื่อพระองค์ไม่ได้เป็นคนลงมือ และหน่วยองครักษ์ลับก็ยังไม่ได้รายงานความเคลื่อนไหวใดๆ
หรือนี่จะเป็นแผนการ ‘ตลบหลัง’ จากใครบางคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด?
ในขณะที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังขึ้นจากทางเข้าท้องพระโรง ประตูบานยักษ์ถูกเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างระหงในชุดทางการสีม่วงเข้ม ซึ่งเป็นสีที่สงวนไว้สำหรับขุนนางชั้นสูงหรือพระสนมเอกผู้ทรงอำนาจ
เสิ่นเวย ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามประดุจหงส์ที่เหินเวหาอยู่เหนือหมู่มวลนกกา นางไม่ได้แสดงท่าทีหวาดหวั่นต่อสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมา ในมือนางถือม้วนเอกสารหนาปึกที่มีตราประทับสีแดงชาดของศาลยุติธรรมสูงสุด
“ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันต้องเข้ามาขัดจังหวะการประชุมที่สำคัญเช่นนี้เพคะ” เสิ่นเวยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใสกระจ่างทว่าทรงพลัง มันกังวานไปทั่วท้องพระโรงจนเสียงพึมพำของขุนนางเงียบหายไป “แต่หม่อมฉันเห็นว่า หากปล่อยให้การคาดเดาที่ไร้หลักฐานดำเนินต่อไปเช่นนี้ บัลลังก์มังกรอาจจะมัวหมองด้วยคำครหาที่อยุติธรรม หม่อมฉันมีหลักฐานสำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารใต้เท้าหลี่... และที่สำคัญที่สุด มันไม่ใช่ฝ่าบาทอย่างที่พวกท่านกำลังพยายามกล่าวอ้างเพคะ”
ขุนนางทั่วทั้งโถงเงียบกริบดุจป่าช้า อัครเสนาบดีซ่งหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความชิงชัง “พระสนมเจาอี๋ นี่คือเรื่องของราชกิจ ข้อมูลที่ท่านมีจะเชื่อถือได้อย่างไรในเมื่อท่านเป็นคนโปรดของฝ่าบาท?”
เสิ่นเวยยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา นางกางม้วนเอกสารออกลงบนโต๊ะไม้กลางโถง “ความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนพูด แต่มันขึ้นอยู่กับ 'ตัวเลข' และ 'ตราประทับ' เพคะ ใต้เท้าหลี่ไม่ได้ถูกฆ่าปิดปากเพราะความลับในอดีตของใครบางคนในที่นี้หรอกเพคะ แต่เขาถูกฆ่าเพราะเขากำลังจะยื่นฎีกาเปิดเผยเรื่อง 'คลังอาวุธเถื่อน' มหาศาลที่ถูกซุกซ่อนไว้แถบชายแดนตะวันตก... ใช่ไหมคะ ใต้เท้าซ่ง?”
คำพูดนั้นดุจสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางท้องพระโรง อัครเสนาบดีซ่งหน้าถอดสีซีดเผือดในทันที “เจ้า! นังสนมปากดี! เจ้ากล้าใส่ร้ายขุนนางผู้ใหญ่กลางท้องพระโรงเชียวหรือ! หลักฐานเหลวไหลอะไรของเจ้า!”
“หลักฐานชิ้นนี้คือ 'บัญชีการขนส่งเหล็กคุณภาพสูง' ที่ถูกปลอมแปลงว่าเป็นเพียงเครื่องใช้ในครัวเรือนเพื่อหลบเลี่ยงภาษีและด่านตรวจ ซึ่งเอกสารฉบับนี้มีตราประทับลับของตระกูลซ่งกำกับอยู่ทุกหน้า” เสิ่นเวยใช้ปลายนิ้วเรียวงามชี้ไปยังรหัสตัวเลขแปลกประหลาดที่มุมกระดาษ “และที่น่าสนใจที่สุด รหัสลับที่ใช้เรียกชื่อประเภทอาวุธในบัญชีนี้... ก็คือรหัสเดียวกับที่บิดาของหม่อมฉันเคยใช้บันทึกในผังเมืองและการก่อสร้างป้อมปราการเขตชายแดนเมื่อสิบปีก่อนเพคะ”
นางเว้นจังหวะ พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยอำนาจที่เหนือกว่า “ท่านอาจจะลืมไปว่า บิดาของหม่อมฉันไม่ได้เก่งกาจเพียงเรื่องการวางผังเมืองหลวงเพื่อการประดับบารมีเท่านั้น แต่เขาคือวิศวกรผู้พิถีพิถันที่วางรากฐานป้อมปราการและคลังอาวุธทั่วทั้งแผ่นดิน รหัสลับเหล่านี้ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อให้ยากต่อการปลอมแปลง แต่ท่านกลับหยิบมันมาใช้เพื่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการซ่องสุมกำลัง... ใต้เท้าหลี่จับพิรุธนี้ได้ เขาจึงต้องตายเพื่อสังเวยความโลภของท่าน!”
“ไม่จริง! ข้าถูกใส่ร้าย!” อัครเสนาบดีซ่งพยายามดิ้นรน แต่เสียงของเขากลับสั่นพร่าอย่างเห็นได้ชัด
จ้าวลวี่มองดูการแสดงของเสิ่นเวยด้วยความทึ่งอย่างที่สุด ในชั่วพริบตาเดียว นางไม่ได้เพียงช่วยล้างมลทินให้พระองค์รอดพ้นจากข้อหาทรราชฆ่าปิดปากพยานเท่านั้น แต่นางกำลัง 'เด็ดปีก' และ 'หักขา' ขุนนางที่มีอำนาจล้นฟ้าและวางตัวเป็นศัตรูกับบัลลังก์มาโดยตลอด
นางใช้ความแค้นส่วนตัวของนางเป็นแรงขับเคลื่อน แต่ใช้ความปลอดภัยของบัลลังก์พระองค์เป็นโล่บังหน้า เพื่อสร้างฐานอำนาจใหม่ที่ขาวสะอาดและขึ้นตรงต่อพระองค์... และแน่นอนว่า ทุกอย่างต้องผ่านการกลั่นกรองจากมือนางเพียงผู้เดียว
เมื่อการประชุมจบลงด้วยความวุ่นวาย อัครเสนาบดีซ่งและพรรคพวกถูกคุมตัวไปสอบสวนโดยกองกำลังองครักษ์เสื้อแพร จ้าวลวี่เดินลงจากบัลลังก์ช้าๆ เข้าไปหาเสิ่นเวยที่กำลังเก็บรวบรวมเอกสารอยู่ในห้องโถงที่บัดนี้ว่างเปล่าและเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่าง
“เจ้าทำเช่นนี้ทำไม?” จ้าวลวี่ถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยและซับซ้อน “เจ้ามีหลักฐานพวกนี้อยู่ในมือตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเหตุใดจึงยอมนำมันออกมาช่วยข้าในยามที่เจ้าบอกว่าเจ้าเกลียดข้านักหนา?”
เสิ่นเวยเก็บม้วนเอกสารฉบับสุดท้ายลงในกระบอกไม้ไผ่ช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าสบตาพระองค์ ดวงตาของนางยังคงนิ่งสงบดุจก้นบึ้งของมหาสมุทร “หม่อมฉันบอกฝ่าบาทไปแล้วไงเพคะ... ว่าหม่อมฉันปกป้อง 'หมาก' ของหม่อมฉัน หากท่านล้มลงในตอนนี้ด้วยข้อหาทรราชที่ไร้สติ คนที่ขึ้นมาแทนท่านอาจจะเป็นคนของตระกูลซ่ง หรือขุนนางเฒ่าคนอื่นที่หม่อมฉันไม่อาจควบคุมได้ง่ายนัก”
นางก้าวเข้าไปใกล้จักรพรรดิอีกหนึ่งก้าว จนได้กลิ่นกำยานพยัคฆ์มังกรจากวรกายของพระองค์ ปลายนิ้วที่เคยหยาบกร้านจากการทำงานหนักในโรงซักล้าง แต่บัดนี้ถูกบำรุงจนเรียบเนียนละเอียดนุ่มนวล ค่อยๆ ยื่นไปลูบไล้ที่แถบผ้าไหมปักลายตรามังกรบนอกเสื้อของพระองค์อย่างแผ่วเบาทว่าหนักแน่นในความรู้สึก
“หม่อมฉันต้องการให้ท่านแข็งแกร่งที่สุดในสายตาของคนภายนอก ให้ราษฎรแซ่ซ้องสรรเสริญว่าท่านคือมหาราชผู้ทรงธรรมที่กล้ากวาดล้างขุนนางกังฉิน” นางกระซิบบอกด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้ลุ่มหลงแต่กลับทำให้หนาวเยือก “แต่ในขณะเดียวกัน... หม่อมฉันต้องการให้ท่านอ่อนแอที่สุด และไร้ทางสู้ที่สุดเมื่ออยู่ต่อหน้าหม่อมฉันเพียงลำพัง ท่านต้องรู้ว่าลมหายใจของบัลลังก์นี้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทัพหรือเหล่าขุนนางอีกต่อไป แต่มันขึ้นอยู่กับปลายพู่กันและชุดรหัสลับในมือของหม่อมฉัน”
จ้าวลวี่รู้สึกเหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดี พระองค์ทั้งโหยหาและหวาดกลัวสตรีตรงหน้าในเวลาเดียวกัน “เจ้ากำลังจะเปลี่ยนข้าให้เป็นหุ่นเชิดของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“หุ่นเชิดนั้นไร้ชีวิตเพคะฝ่าบาท... แต่ท่านคือจักรพรรดิที่มีลมหายใจ ท่านจะเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์จ้าว” เสิ่นเวยเงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มที่งามล้ำเลิศทว่าเย็นเยียบ “โดยมีหม่อมฉันเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ฉับนั้นด้วยตัวเอง และท่าน... ก็แค่ต้องทำตามบทบาทที่หม่อมฉันวางไว้ เพื่อแลกกับการที่หม่อมฉันจะยังคงยืนอยู่เคียงข้างท่าน... ในคุกสีทองแห่งนี้ตลอดไป”
จ้าวลวี่นิ่งงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือที่วางอยู่บนอกของพระองค์ไว้แน่น พระองค์รู้ดีว่านี่คือข้อตกลงที่มาพร้อมกับยาพิษ แต่พระองค์ก็เต็มใจที่จะดื่มมันลงไป เพียงเพื่อให้ได้เห็นดวงตาคู่นี้สะท้อนภาพของพระองค์ต่อไป ไม่ว่าจะในฐานะคนรัก หรือในฐานะศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดก็ตาม
สายลมวสันตฤดูโชยเอื่อยพัดผ่านมวลหมู่บุปผชาติในอุทยานหลวง ส่งกลิ่นหอมหวานละมุนละไมขจรขจายไปทั่วนอกชานพระราชวัง แสงอรุณแรกของวันใหม่ทาทาบผืนฟ้าเป็นสีทองคำนวลสว่างไสว สะท้อนภาพอาณาจักรแคว้นจ้าวที่บัดนี้ก้าวเข้าสู่ยุคทองอันรุ่งเรืองสูงสุดอย่างแท้จริง สถานการณ์ทั่วทั่วยุทธจักรสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลทหาร หรือเงาจารชนใดๆ ราษฎรทั่วมหานครต่างมีกินมีใช้ เด็กๆ มีตำราอ่านในสถานศึกษาหลวง ความมั่งคั่งผาสุกหลั่งไหลไปสู่เขตปกครองพิเศษชายแดนดั่งสายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต เป็นภาพชีวิตประจำวันอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ประทับเคียงคู่กัน ทอดมองผลผลิตแห่งสติปัญญาและอานุภาพแห่งรักแท้ที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางสระบัวหลวง เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีขาวบริสุทธิ์ปักลายหงส์ฟ้าด้วยด้ายไหมเงินยวง ดูงดงามนุ่มนวลและทรงคัมภีรภาพสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยปล่อยสยายเต็มแผ่นหลังระหง มีเพียงปิ่นหยกขาวชิ้นเดี่ยวที่ประดับอยู่ นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยความสงบผาสุกขั้นสูงสุด มือบางกำลังประคองถ้วยชาบ
เมื่อร่มเงาแห่งสันติภาพอันสมบูรณ์แบบแผ่ขยายเข้าครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วของแคว้นจ้าว นครหลวงอันยิ่งใหญ่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีสิ่งใดเทียบเคียงได้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนข้ามพรมแดนให้ต้องทรงกังวลพระทัย ทั่วทั่วมหานครต่างอบอวลไปด้วยเสียงเพลงรื่นเริงและรอยยิ้มอิ่มเอมของประชาราษฎร์ และนับเป็นเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจัด ‘พระราชพิธีสถาปนาเขตปกครองพิเศษและการขยายความมั่งคั่ง’ เพื่อกระจายโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษาหลวงออกสู่มณฑลชายแดนอย่างยั่งยืนชั่วนิรันดร์ภายในท้องพระโรงกลางอันโอ่อ่าตระการตา แสงสุริยันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างสลักลายมังกรคาบแก้ว ทอดประกายสีทองอร่ามลงบนแผ่นศิลาจารึกธรรมนูญฉบับใหม่ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักเต็มยศสีน้ำเงินเข้มขลิบทองคำบริสุทธิ์ดูสง่างามเฉลียวฉลาดปานเทพธิดาแห่งปัญญา เรือนผมยาวสลวยเกล้าขึ้นประดับด้วยรัดเกล้าหงส์สยายปีกประดับมุกราตรี นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายสุขุม นุ่มลึก และเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์อัน
ภายใต้หลังคาทรงโดมสูงตระหง่านของหออาลักษณ์หลวง กลิ่นอายหอมนวลของน้ำหมึกจีนและแผ่นกระดาษเซี่ยวกระดาษโบราณเนื้อดีอบอวลไปทั่วบริเวณ แสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายสะท้อนผ่านหน้าต่างบานแก้วเข้ามาตกกระทบแท่นศิลาจารึกขนาดใหญ่ บัดนี้ แผ่นดินแคว้นจ้าวสงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง เงาของค่ายกลสงคราม หรือภัยจารชนต่างแดน ราษฎรทั่วมหานครต่างใช้ชีวิตด้วยความเบิกบานใจสูงสุด และนี่คือช่วงเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาจารึก ‘บันทึกประวัติศาสตร์และการเฉลิมฉลองของอาณาจักร’ เพื่อประกาศความรุ่งเรืองสู่อนุชนรุ่นหลังสืบทอดนับพันปีใจกลางหออาลักษณ์ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีทองคำนวลขลิบแดงทับทิมงดงามตระการตา สมฐานะคู่บัลลังก์ผู้พลิกชะตาแผ่นดิน เรือนผมยาวสลวยรวบขึ้นเป็นมวยทรงสูง ประดับด้วยรัดเกล้าพญาหงส์สยายปีกดูสง่างามจับตา นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์คัมภีรภาพ มือบางจับพู่กันจีนด้ามหยก ค่อยๆ บรรจงขัดเกลาและตรวจสอบตัวอักษรทุกลำดับชั้นในสมุดบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัยร่วมกับหัวหน้าอาลักษณ์หลวงด้วยความใส่ใจส
แสงแดดยามเช้าอันอบอุ่นและสว่างไสวสาดส่องทั่วนครหลวงแคว้นจ้าว นำพาเอาความหวังและพลังบวกแผ่ซ่านไปสู่จิตใจของประชาราษฎร์ในทุกลำดับชั้น บัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลสงคราม หรือภัยจากจารชนต่างแดนให้ต้องทรงตรากตรำพระทัยอีกต่อไป ทุกมณฑลล้วนเจริญรุ่งเรืองด้วยระบบเศรษฐกิจและการขนส่งที่ปลอดภัย และในวันนี้ นับเป็นวันประวัติศาสตร์อันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้ร่วมกันทำพิธีเปิด ‘สถานศึกษาหลวง’ แห่งแรกเพื่อวางรากฐานทางปัญญาให้แก่บุตรหลานของชาวบ้านและพ่อค้าสามัญชน ท่ามกลางการต้อนรับอันอบอุ่นล้นพ้นจากราษฎรทั่วมหานครณ ใจกลางย่านชุมชนเมืองหลวง อาคารไม้หลังใหญ่สองชั้นที่เพิ่งสร้างเสร็จหอมกลิ่นน้ำมันสนและไม้เนื้อดีตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม ป้ายชื่อสถานศึกษาหลวงแกะสลักด้วยอักษรสีทองคำสะท้อนแสงแดดดูเด่นล้ำ เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีม่วงอ่อนราวกลีบดอกไม้ป่าดูนุ่มนวลและสง่างามสมเป็นมารดาแห่งแผ่นดิน เส้นผมยาวสลวยรวบครึ่งศีรษะปักปิ่นหงส์เหินคู่หยกนวล นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ฉายประกายฉลาดเฉลียวและเปี่ยมด้วยความเมตตาปรานี ยามทอดมองเด็กๆ ตัวน้อย
แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างสูงตระหง่านของหอตำราหลวง ทอดเงาสีทองอบอุ่นลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอมตัวยาวที่บัดนี้เต็มไปด้วยม้วนฎีกา แผนที่ภูมิศาสตร์ และตำราวิชาการหลากแขนง บรรยากาศรอบด้านเงียบสงบ ทว่าอบอวลไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ แผ่นดินแคว้นจ้าวบัดนี้สงบราบคาบในทุกลำดับชั้นอย่างแท้จริง ไร้ซึ่งรอยร้าวทางการเมือง ค่ายกลทหาร หรือเงาจารชนใดๆ ข่าวคราวการเก็บเกี่ยวพืชผลอันอุดมสมบูรณ์และเสถียรภาพทางการค้าหลั่งไหลมาจากทุกมณฑล เป็นเวลาอันประเสริษฐานยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจักได้รวมสติปัญญาและอานุภาพแห่งรักแท้ ร่วมกันร่าง ‘แผนภาพความรุ่งเรืองและการวางรากฐานสู่อนาคต’ เพื่อราษฎรทั่วมหานครสืบไปนับร้อยปีใจกลางหอตำรา เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีฟ้าครามปักลายเมฆมงคลด้วยด้ายเงินยวง เรือนผมยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นเป็นมวยอย่างเรียบร้อยและประดับด้วยปิ่นหยกขาวชิ้นเดี่ยว นัยน์ตารูปเม็ดอัลมอนด์ทอประกายฉลาดเฉลียว นุ่มลึก และเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ล้ำเลิศ มือบางกำลังประคองพู่กันจีนจุ่มหมึกดำ บรรจงลากเส้นสายลงบนผืนผ้าใบไหมขนาดยักษ์ที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะ แผนภาพนี้มิใช่แผนที่ทางทหารเพื่อการสู้รบ ทว
เมื่อม่านราตรีสีน้ำเงินเข้มขยับขยายเข้าครอบคลุมเหนือนครหลวงแคว้นจ้าว ดวงดาราพราวระยับนับแสนดวงต่างส่องแสงระยิบระยับประชันกับแสงโคมไฟสีส้มอบอุ่นที่จุดเรียงรายทั่วนอกชานวังหลวง บัดนี้ สถานการณ์บ้านเมืองสงบราบคาบในทุกลำดับชั้น ไร้รอยร้าวทางการเมืองหรือแผนการร้ายจากจารชนต่างแดนให้ต้องทรงกังวลพระทัย ราษฎรทั่วมหานครต่างหลับใหลด้วยความเบิกบานใจ และนับเป็นค่ำคืนอันแสนประเสริฐยิ่งที่คู่บัลลังก์หงส์มังกรจะได้เฉลิมฉลองบทสรุปแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน ผ่าน ‘งานเลี้ยงสวมหน้ากากกับเกมซ่อนหาในอุทยาน’ กิจกรรมยามว่างที่เนรมิตขึ้นเพื่อสร้างเสียงหัวเราะและผ่อนคลายเบาสบายขั้นสูงสุดภายในอุทยานหลวงฝั่งทิศตะวันออก โต๊ะเสวยทรงยาวถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเรียบง่ายท่ามกลางหมู่มวลบุปผาราตรีที่ส่งกลิ่นหอมขจรขจาย งานเลี้ยงสรรค์สร้างบรรยากาศเป็นกันเองอย่างลึกล้ำ ข้าราชบริพาร นางกำนัล และองครักษ์เงาคนสนิทต่างได้รับพระราชทานอนุญาตให้สวมหน้ากากไม้แกะสลักเป็นรูปสัตว์มงคลหลากชนิด ทั้งหน้ากากกระต่ายป่า หน้ากากจิ้งจอกสวรรค์ และหน้ากากกวางมูส เพื่อทลายกำแพงยศถาบรรดาศักดิ์ชั่วคราว เสิ่นเวยในชุดสตรีราชสำนักสีม่วงดอกลาเวนเดอร์งดง
ภายใต้ความสงบราบเรียบของผิวน้ำในวังหลวง มวลน้ำวนแห่งความแค้นที่ซ่อนอยู่เบื้องล่างกำลังขยายตัวอย่างเงียบเชียบและรุนแรง ในขณะที่เสิ่นเวยดูเหมือนจะคุมเกมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จผ่านเครือข่าย 'วิญญาณกระดานศิลา' ทว่าศัตรูเก่าที่แฝงกายอยู่ในเงามืดกลับไม่ได้มอดไหม้ไปพร้อมกับซากปรักหักพังของตระกูลเว่ยและตระกูลซ
ท่ามกลางกำแพงวังสีแดงชาดที่ดูเหมือนจะสูงเสียดฟ้าขึ้นทุกวัน บรรยากาศภายในวังหลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบแต่ทรงพลัง ทรงอำนาจของ เสิ่นเจาอี๋ ไม่ได้แผ่ขยายออกไปในลักษณะของการใช้อาญาเถื่อนหรือความเกรี้ยวกราด ทว่ามันกลับแทรกซึมไปตามรอยแยกของอิฐทุกก้อนและม่านมุกทุกเส้นประดุจเถาวัลย์ที่มองไม่เห
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องผ่านม่านมุกและม่านโปร่งบางในตำหนักหยาดพิรุณ ประกายระยิบระยับที่กระทบกับเครื่องเรือนไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรควรจะสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นทว่ากลับรู้สึกหนาวชืดอย่างประหลาด กลิ่นกำยานที่เคยหอมหวานบัดนี้กลับเจือไปด้วยความขมปร่าในความรู้สึกของผู้อยู่อาศัยเสิ่นเวย นั่งนิ่งสนิทอยู่หน้ากร
แสงเทียนภายในห้องหนังสือไหววับตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท เสิ่นเวยยืนนิ่งงันราวกับวิญญาณที่หลุดออกจากร่าง ในมือที่สั่นระริกคือกระดาษแผ่นเก่าที่ซ่อนความจริงอันเน่าเฟะมานานหลายปี น้ำตาที่นางเคยปฏิญาณว่าจะไม่ให้ไหลออกมาอีก บัดนี้มันกลับคลอเบ้าและหยดลงบนตัวอักษรของบิดาจนหมึกเริ่มพร่าเลื







