LOGINณ ห้องลับในตำหนักองค์ชายจิ้น
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจุดไฟติด ร่างขององครักษ์ผู้เคราะห์ร้ายนอนคุกเข่าเอาศีรษะโขกพื้น เลือดจากแผลที่ต้นแขนไหลซึมออกมาเปรอะเปื้อนพรมราคาแพง
“ไร้ประโยชน์!”
เพล้ง!
ถ้วยชาถูกขว้างใส่หน้าผากองครักษ์จนแตกละเอียด เลือดสีสดไหลอาบหน้าผสมกับเลือดที่แขน
“ข้าส่งเจ้าไปจัดการสตรีบอบบางเพียงคนเดียว... แต่เจ้ากลับทำงานพลาด! แถมยังปล่อยให้นางหนีกลับไปได้!”
องค์ชายจิ้นตะคอกเสียงกร้าว กิริยาสง่างามดั่งราชนิกุลที่เคยมีมลายหายสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความอำมหิตดุจสัตว์ร้ายที่กำลังคลุ้มคลั่ง
“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ!” องครักษ์ตัวสั่นงันงก
“ตะ... แต่นางไม่ได้อยู่คนเดียว! มีคนมาช่วยนางพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์ชายจิ้นชะงัก “ใคร?”
“ข้าน้อยมองไม่ชัด... มันมืดมาก... เห็นเพียงเงามืดและอาภรณ์สีน้ำเงินเข้ม...” องครักษ์เสียงสั่น พยายามนึกรายละเอียด
“มันวรยุทธ์สูงส่งมากพ่ะย่ะค่ะ ใช้เพียงพัดจีบเล่มเดียวซัดดาบข้าน้อยจนหลุดมือ!”
ชุดน้ำเงิน... พัดจีบ หรือ
คิ้วเข้มขององค์ชายจิ้นขมวดมุ่น ในวังหลวงนี้มีบุรุษที่พกพัดจีบและสวมชุดสีน้ำเงินเป็นเอกลักษณ์เพียงคนเดียว... ไป๋อวี้!
แต่ความคิดนั้นถูกปัดทิ้งไปในทันที
“ไอ้ขี้โรคนั่นน่ะรึ” องค์ชายจิ้นแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
“เป็นไปไม่ได้... เจ้าไป๋อวี้แค่เดินสามก้าวก็หอบจนตัวโยนแล้ว จะเอาแรงที่ไหนมาซัดดาบเจ้าหลุดมือ”
“แต่... แต่ลักษณะมัน...”
“หุบปาก!” องค์ชายจิ้นตวาด
“คงเป็นศัตรูทางการเมืองของข้าที่จ้างยอดฝีมือมาขัดขวาง แล้วจงใจแต่งกายเลียนแบบเจ้าขี้โรคนั่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ... หึ ช่างบังอาจนัก”
แม้ปากจะปฏิเสธ ทว่าในใจองค์ชายจิ้นกลับเกิดตะกอนแห่งความระแวง... หรือข้าจะมองข้ามสิ่งใดไป ไม่... เป็นไปไม่ได้ สายข่าวรายงานชัดเจนว่าไป๋อวี้ป่วยกระเสาะกระแสะมาแต่กำเนิด ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงแม้แต่จะประคองดาบ ย่อมไม่มีทางเป็นยอดฝีมือไปได้
“ซูเฟย...” องค์ชายหันไปเรียกสตรีข้างกายที่ยืนหน้าซีดอยู่
“เจ้าแน่ใจนะว่าเหม่ยอันไม่รู้เรื่องที่เจ้าเป็นคนล่อนางไป”
“มะ... ไม่รู้เพคะ นางยังกอดข้าร้องไห้อยู่เลย” ซูเฟยรีบตอบ
“ดี...” องค์ชายจิ้นคลี่ยิ้ม นัยน์ตาฉายแววเหี้ยมเกรียม
“ในเมื่อแผน ‘ทำลายความบริสุทธิ์’ ด้วยกำลังไม่สำเร็จ... เราก็ต้องใช้แผนที่แนบเนียนกว่านั้น”
เขาเดินไปหยิบพู่กัน จุ่มหมึกสีชาดแดงฉาน แล้วตวัดเขียนคำว่า ‘มลทิน’ ลงบนกระดาษอย่างหนักแน่น
“รุ่งสางพรุ่งนี้... จะมีพิธีตรวจคัดเลือกเรือนร่างซิ่วหนวี่ประจำปี”
ซูเฟยหรี่ตาอย่างมีนัย “พระองค์ทรงดำริจะ...”
“หากมีข่าวลือแพร่งพรายออกไปว่า... บนเรือนกายของคุณหนูหลี่ มี ‘ร่องรอย’ แปดเปื้อนของบุรุษ... เจ้าคิดว่านางจะยังมีหน้าเชิดคออยู่ในวังหลวงแห่งนี้ได้อีกหรือ”
องค์ชายจิ้นหันมามององครักษ์ที่หมอบอยู่
“ส่วนเจ้า... คนที่ทำงานพลาด ย่อมไม่มีสิทธิ์แก้ตัว”
ฉึก!
ดาบยาวถูกดึงออกจากฝักและตวัดผ่านลำคอขององครักษ์ในชั่วพริบตา ร่างนั้นกระตุกเกร็งสองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป พร้อมกับความลับที่ตายไปกับตัว
แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างเรือนไป่เหอ เหม่ยอันนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ในมือถือผ้าเช็ดหน้าสีขาวของไป๋อวี้ นางสังเกตเห็นตัวอักษรเล็กๆ ที่ปักด้วยด้ายสีเงินตรงมุมผ้า... ‘หยก’ (อวี้) กลิ่นสมุนไพรจางๆ ยังคงติดอยู่ที่ผ้า และติดอยู่ที่ปลายจมูกของนาง
ราตรีนี้ช่างยาวนานนัก ทว่านางตระหนักดีว่า ทิวาพรุ่งนี้จะยาวนานและโหดร้ายยิ่งกว่า ลางสังหรณ์บางอย่างร้องเตือนนาง... เป็นลางสังหรณ์ที่แม่นยำยิ่งกว่าคำทำนายของโหราจารย์คนใด
เสียงระฆังบอกเวลาตีบอกยามสาม เหม่ยอันลุกขึ้นเดินไปที่เตียง แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติที่โต๊ะข้างเตียง ถ้วยชาที่วางไว้
เมื่อหัวค่ำ ตำแหน่งของมันขยับไปเล็กน้อย และมีผงสีขาวบางอย่างลอยฟ่องอยู่บนผิวน้ำที่เย็นชืด
มีผู้บุกรุก... แอบลอบเข้ามาในห้องยามนางไม่อยู่ และจุดประสงค์... มิใช่เพื่อปลิดชีพ ความทรงจำเรื่องกฎวังหลวงก็ผุดขึ้น รุ่งสางพรุ่งนี้จะมี ‘พิธีตรวจแต้มพรหมจรรย์’ รอยยิ้มบางเบาแต้มขึ้นที่มุมปากของเหม่ยอัน นางตระหนักถึงแผนการอันชั่วร้ายได้ในทันที คิดจะใช้ยาปลุกกำหนัด เพื่อสร้างรอยมลทินแปดเปื้อนให้ข้าก่อนวันตรวจคัดเลือกกระนั้นรึ...
นางหยิบถ้วยชาใบนั้นขึ้นมา นัยน์ตาวาวโรจน์ในความมืด นางไม่เทมันทิ้ง มือบางประคองถ้วยยาพิษนั้นไว้อย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นของล้ำค่า
“ของกำนัลล้ำค่าเยี่ยงนี้ หากข้ามิรับไว้ ก็คงเสียมารยาทแย่”
เหม่ยอันกลับมาที่เรือนด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มนางมี ‘ไพ่ตาย’ อยู่ในมือแล้ว... แต่ปัญหาใหญ่คือ “จะนำตัวเขาเข้ามาได้อย่างไร”โรงเตี๊ยมจันทร์เสี้ยวอยู่นอกเมือง และอีกสองวันก็จะถึงวันอภิปราย... การส่งคนออกไปรับตัวจางซวินผ่านด่านตรวจที่คนของเฉินกั๋วกงคุมอยู่นั้น ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรนางต้องการ ‘อำนาจ’ ที่สามารถแหกด่านตรวจได้และในวังหลังแห่งนี้... มีเพียงสตรีผู้เดียวที่ทำได้ เหม่ยอันตัดสินใจบากหน้าไปที่ตำหนักของ องค์หญิงเจาหยาง อ้างว่านำเครื่องหอมสูตรใหม่ที่ช่วยให้ ‘สมองปลอดโปร่ง’ ไปถวาย องค์หญิงกำลังทรงพระอักษรด้วยท่าทีเบื่อหน่าย เมื่อเห็นเหม่ยอันก็แย้มสรวล“มาได้จังหวะพอดี ข้ากำลังจะเฉาตายอยู่แล้ว”หลังจากสนทนาสัพเพเหระ เหม่ยอันก็เริ่ม ‘หย่อนเบ็ด’นางแสร้งทำเป็นรินชา แล้วเปรยขึ้นมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงใสซื่อ“หม่อมฉันได้ยินเรื่องเล่าประหลาดมาเพคะองค์หญิง... ว่ากันว่าที่โรงเตี๊ยม ‘จันทร์เสี้ยว’ นอกกำแพงเมือง มีบัณฑิตตกยากนาม ‘จางซวิน&rsq
สามวันผ่านไปราวกับสามปี...บรรยากาศในวังหลวงตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ข่าวลือเรื่องการงัดข้อของสองตระกูลใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วและสิ่งที่เหม่ยอันกังวลก็เกิดขึ้นจดหมายตอบกลับจากบิดามาถึงด้วยลายมือที่เร่งรีบและหนักใจท่านขอบคุณคำเตือนของนางและได้เริ่มตรวจสอบบัญชีกองลำเลียงแล้ว แต่กลับพบ ‘ทางตัน’ขุนนางในกรมคลังและกรมโยธาฯ ซึ่งล้วนเป็นคนของเฉินกั๋วกง ต่างพร้อมใจกันปิดปากเงียบและขัดขวางการตรวจสอบทุกวิถีทาง หลักฐานที่มี... อ่อนเกินกว่าจะเอาผิด ‘เสือเฒ่า’ อย่างเฉินกั๋วกงได้ สถานการณ์เข้าตาจนนางต้องการ ‘อาวุธ’ ที่ทรงพลังหรือข้อมูลที่ลึกกว่านี้ และในวังหลังแห่งนี้... มีเพียงคนเดียวที่อาจจะรู้เหม่ยอันรีบมุ่งหน้าไปยัง ‘หอตำราหลวง’ สถานที่เดียวที่นางจะพบเขาได้บรรยากาศในหอตำราเงียบสงัด มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ และกลิ่นฝุ่นจางๆ ที่มุมลึกสุดของหมวด ‘โหราศาสตร์’ ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มยืนพิงชั้นหนังสืออย่างเกียจคร้าน แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าซีดขาวของเขา ทำให้ดูงดงามราวกับภาพวาดเทพเซียนที่จ
ความสงบสุขหลังชัยชนะช่างแสนสั้นประหนึ่งน้ำค้างยามเช้า เพียงชั่วพริบตาก็ถูกแสงตะวันแผดเผาจนเหือดแห้ง ยามรุ่งสาง ขณะที่ ‘หลี่เหม่ยอัน’ กำลังตรวจดูรายนามนางกำนัลที่นางผูกสัมพันธ์ไว้ ขันทีจากกรมวังก็นำ ‘สำเนาราชโองการ’ มามอบให้ถึงหน้าเรือนไป่เหอ แม้จะเป็นเพียงสำเนา แต่ตราประทับสีชาดนั้นกลับหนักอึ้งดุจขุนเขา... เพราะนี่คือสารที่ส่งตรงถึง ‘เสนาบดีหลี่’ บิดาของนางใจความในราชโองการระบุว่า... องค์ฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัด ‘การอภิปรายปฏิรูปการสอบขุนนาง’ ขึ้นในท้องพระโรง อีกห้าวันข้างหน้า โดยมี เสนาบดีหลี่ บิดาของนาง เป็นแกนนำฝ่ายเสนอ...และผู้ที่เป็นแกนนำฝ่ายค้าน... คือ ‘เฉินกั๋วกง’ บิดาผู้ทรงอำนาจของพระสนมฮุ่ย เหม่ยอันวางราชโองการลงบนโต๊ะด้วยมือที่เย็นเฉียบดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด... นี่ไม่ใช่การอภิปรายเพื่อบ้านเมืองตามปกติ แต่มันคือ การประกาศสงคราม พันธมิตรระหว่างองค์ชายจิ้นและพระสนมฮุ่ยเริ่มเคลื่อนไหวแล้วพวกมันรู้ว่าการเล่นงานนางโดยตรงในตอนนี้ที่มีพระพันปีหลวงหนุนหลังนั้นเสี่ยงเกินไป จึงเบนเป้า
ทิ้งทายด้วยคำปริศนาที่น่าหวาดหวั่น ก่อนจะหมุนตัวเดินหายลับไปในเงามืดของชั้นหนังสือ ทิ้งเหม่ยอันให้นั่งนิ่งงันอยู่กับข้อมูลมหาศาล และความร้อนผ่าวที่ยังคงติดตรึงอยู่ข้างขมับยามวิกาลมาเยือนพร้อมกับความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูก เหม่ยอันกลับมาถึงเรือนไป่เหอด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น คำเตือนของไป๋อวี้วนเวียนอยู่ในหัว... ‘รากแก้วที่ค้ำจุนชีวิต’“คุณหนูเจ้าคะ!”ชุนเถาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ท่าทางร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งที่ประทับตราด่วนที่สุดจากจวนสกุลหลี่“จดหมายด่วนจากนายท่านเจ้าค่ะ! คนส่งสารบอกว่าให้ถึงมือคุณหนูโดยเร็วที่สุด!”เหม่ยอันรีบคว้าจดหมายมาเปิดอ่าน มือไม้เริ่มสั่นเทาตัวอักษรหวัดๆ ของบิดาปรากฏแก่สายตา เนื้อความสั้นกระชับแต่เนื้อหาหนักอึ้งดุจภูเขาถล่ม‘อันอัน... วันนี้ในท้องพระโรงมีการเสนอฎีกาปฏิรูปการสอบขุนนาง ขุนนางฝ่ายพระสนมฮุ่ยรวมตัวกันคัดค้านหัวชนฝา ซ้ำยังใส่ร้ายว่าพ่อรับสินบนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง หลักฐานเท็จถูกตระเตรียมมาอย่างแน่นหนา พ่อถูกสั
ในขณะที่เรือนไป่เหอกำลังหอมหวานด้วยกลิ่นลาภยศ บรรยากาศ ณ ตำหนักบูรพาขององค์ชายจิ้นกลับมืดครึ้มประดุจพายุฝนที่กำลังก่อตัวเพล้ง!แจกันลายครามใบงามถูกปาอัดผนังจนแตกละเอียด เศษกระเบื้องบาดกระเด็นไปทั่วพื้น“ข้ากลายเป็นตัวตลกให้คนทั้งวังหลังหัวเราะเยาะ!”ซูเฟยกรีดร้องเสียงแหลม ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ด้วยโทสะ ร่างกายสั่นเทิ้มดั่งเจ้าเข้า“ย่างกรายไปที่ใดก็มีแต่สายตาเหยียดหยาม! พวกมันนินทาว่าข้าโง่เขลาเบาปัญญาที่ปล่อยให้บ่าวไพร่ก่อเรื่องงามหน้า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนังแพศยาเหม่ยอันเพียงคนเดียว!”องค์ชายจิ้นนั่งสงบนิ่งหลังโต๊ะหนังสือ นิ้วเรียวหมุนแหวนหยกหัวแม่มือเล่นอย่างใจเย็น ทว่าแววตากลับฉายแสงอำมหิตลึกล้ำ“สงบสติอารมณ์ลงเสียบ้างเถิดซูเฟย... โทสะที่มากเกินไป จะทำให้สตรีร่วงโรยก่อนวัยอันควร”“พระองค์จะให้หม่อมฉันใจเย็นได้อย่างไรเพคะ!”ซูเฟยตวาดแว้ด น้ำตาแห่งความคับแค้นไหลพราก“แผนการพังไม่เป็นท่า แถมตอนนี้พระพันปีหลวงกับองค์หญิงเจาหยางยังออกหน้าถือหางมัน เราจะแตะต้องมันได้อย่างไร”“แตะต้องตรงๆ ไม่ได้..
กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีตลบอบอวลไปทั่วเรือนไป่เหอ เหตุการณ์ชัยชนะในค่ำคืนวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระพันปีหลวง เปรียบประดุจการโยนก้อนหินลงในบึงน้ำนิ่ง แรงกระเพื่อมของมันแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง เปลี่ยนซิ่วหนวี่ไร้ชื่อให้กลายเป็น ‘หมากตัวสำคัญ’ ที่ทุกขั้วอำนาจในวังหลังต่างจับตามอง“คุณหนูเจ้าคะ นี่เป็นผ้าไหมต่วนจากตำหนักพระสนมลี่ ส่วนทางนั้นเป็นเครื่องประทินผิวจากตำหนักพระสนมเจี๋ยเจ้าค่ะ”ชุนเถารายงานด้วยรอยยิ้มหน้าบาน ขณะลำเลียงกล่องของขวัญกองพะเนินเข้ามาในห้องเหม่ยอันวางถ้วยชาลงอย่างเชื่องช้า ดวงตาหงส์กวาดมองกองสมบัติเหล่านั้นด้วยความว่างเปล่า“รอยยิ้มในวังหลัง... เชื่อถือได้ยากยิ่งกว่าสัจจะของโจรป่า”นางเปรยเสียงเรียบ“คัดแยกของกำนัลจากตำหนักที่เป็นกลางไว้ ส่วนของที่ส่งมาจากขั้วอำนาจสกุลเฉิน จงนำไปเก็บลงหีบ ลั่นกุญแจขังไว้ในโรงเรือนร้าง อย่าได้นำสิ่งอัปมงคลเหล่านั้นมาใช้แม้แต่ชิ้นเดียว”“เจ้าค่ะ” ชุนเถารับคำ ก่อนจะหยิบกล่องไม้ขนาดเล็กใบหนึ่งที่วางแยกออกมาส่งให้“แต่กล่องนี้แปลกนักเจ้าค่ะ... มีคนนำมาวางไว้ที่หน้าเรือนเมื่อครู่ ไม่มีชื







