LOGINหยดโลหิตอุ่นระอุที่เกาะพราวอยู่บนปลายปิ่นหยกขาว... เป็นเพียงประจักษ์พยานเดียวที่ตอกย้ำว่าเหตุการณ์นองเลือดเมื่อครู่ มิใช่เพียงภาพฝันอันเลือนราง
วามเงียบสงัดแผ่เข้าปกคลุมศาลาริมน้ำอีกครา เหม่ยอันยืนนิ่งขึง พยายามข่มลมหายใจให้ราบเรียบ มือข้างที่กุมอาวุธสังหารสั่นระริก... มิใช่เพราะหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะเพลิงโทสะที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในอก
เบื้องหน้าของนาง... ‘ไป๋อวี้’ บุรุษชุดน้ำเงินเข้มยืนสงบนิ่ง แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าซีดเซียวจนดูราวกับรูปสลักหยกขาวที่ไร้ชีวิต
“ข้าน้อยหลี่เหม่ยอัน... ขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”
นางยอบกายลงอย่างชดช้อย กิริยางดงามไร้ที่ติราวกับเมื่อครู่มิได้เพิ่งจ้วงแทงคนมา
ไป๋อวี้มิได้เอ่ยตอบในทันที เขาค่อยๆ สืบเท้าเข้ามา ท่วงท่าการเคลื่อนไหวช่างลื่นไหลและไร้เสียงดุจภูตพราย ผิดวิสัยคนป่วยกระเสาะกระแสะที่ร่ำลือกันทั่ววังหลวง เขาเดินวนรอบกายเหม่ยอันอย่างเชื่องช้า สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องสำรวจนางอย่างพินิจพิเคราะห์
“น่าประทับใจยิ่ง...”
สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่ากลับดังกังวานในโสตประสาท
“โดยปกติสตรีในห้องหอ เมื่อเผชิญโจรราคะ ย่อมกรีดร้องขอความช่วยเหลือ หรือมิเช่นนั้นก็ตื่นตระหนกจนทำอันใดไม่ถูก”
เขาหยุดยืนเบื้องหน้านาง ระยะห่างเพียงเอื้อมมือ
“ทว่าเจ้า... กลับเลือกที่จะ ‘สงบปาก’ และ ‘ลงมือ’ ...ซ้ำยังเล็งจุดตายได้อย่างแม่นยำเสียด้วย”
เหม่ยอันเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางใสซื่อบริสุทธิ์
“ข้าน้อยเพียงแต่ตกใจ... ทำไปโดยมิรู้ตัวเจ้าค่ะ”
“มิตั้งใจกระนั้นหรือ” ไป๋อวี้แค่นหัวเราะในลำคอ
“คนมิตั้งใจ... จะรู้จักเช็ดคราบโลหิตออกจากอาวุธทันทีที่ภัยพ้นตัวเช่นนั้นรึ”
เหม่ยอันชะงักกึก ก้มลงมองมือตนเอง... ปิ่นหยกในมือขาวสะอาดปราศจากมลทิน เพราะนางเผลอใช้นิ้วโป้งปาดเช็ดคราบเลือดออกตามความเคยชินที่ฝังลึกในจิตวิญญาณ!
พลาดท่าเสียแล้ว!
ความเงียบระหว่างทั้งสองตึงเครียดขึ้นทันที เหม่ยอันรู้ได้ในวินาทีนั้นว่าบุรุษผู้นี้... อันตรายยิ่งกว่าองค์ชายจิ้น!
“คุณชายต้องการจะกล่าวสิ่งใดเจ้าคะ” นางถามเสียงแข็งขึ้นเล็กน้อย เลิกเล่นละครสาวน้อยผู้บอบบาง
ไป๋อวี้ขยับเข้ามาประชิดตัวนาง รวดเร็วประดุจภูตพราย มือเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งคว้าข้อมือของนางไว้แน่น!
“ข้าเพียงแต่นึกสงสัย... ว่าภายใต้หน้ากากบุปผางามพิสุทธิ์นี้ ซุกซ่อนนางปีศาจตนใดเอาไว้กันแน่”
เขาก้มลงกระซิบชิดริมหู กลิ่นสมุนไพรต้มรสขมปร่าโชยมาแตะจมูก กลิ่นอายแห่งโรคาพยาธิที่แผ่ออกมาจากร่างสูงโปร่งนั้น เข้มข้นเสียจนกลบกลิ่นคาวโลหิตในอากาศไปจนสิ้น
“ระวังตัวไว้เถิดแม่นางหลี่... วังหลวงแห่งนี้มิได้มีเพียงเจ้าที่สวมหน้ากาก หากก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว ความลับของเจ้าอาจกลายเป็นเชือกแขวนคอ”
เขายัดผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดใส่มือนาง ก่อนจะปล่อยมือออกและถอยหลังไป ไอโขลกๆ สองสามที ร่างกายกลับมาดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงดังเดิม ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา
“รีบกลับไปเสีย... ก่อนที่ ‘สหายรัก’ ของเจ้าจะตามมาเจอ”
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินหายลับไปในเงามืดของแมกไม้ ทิ้งเหม่ยอันให้ยืนนิ่งงันอยู่กลางศาลา... หัวใจเต้นรัวแรงไม่ใช่เพราะความรัก แต่เพราะความหวาดหวั่นในสัญชาตญาณของอีกฝ่าย
ไป๋อวี้... ท่านเป็นใครกันแน่?
เมื่อกลับมาถึงเรือนไป่เหอ เหม่ยอันรีบซ่อนปิ่นหยกและผ้าเช็ดหน้าของไป๋อวี้ไว้ในกล่องลับใต้เตียง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับความวุ่นวาย
“อันอัน! เจ้าอยู่นี่เอง!”
ซูเฟยวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา สภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยเพื่อความสมจริง “ข้าใจหายหมดเลย! ข้าหลงทางอยู่ในสวนตั้งนาน พอวิ่งกลับไปที่ศาลาก็ไม่เจอเจ้าแล้ว... เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
เหม่ยอันมองการแสดงระดับงิ้วโรงใหญ่ตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่าชั่ววูบ ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูตื่นตระหนก น้ำตาเอ่อคลอเบ้าทันที
“ซูเฟย... ฮือ... ข้ากลัวเหลือเกิน”
นางโผเข้ากอดซูเฟย ตัวสั่นเทาราวกับลูกนก “มีคนร้าย... มันเข้ามาจะทำมิดีมิร้ายข้า!”
ซูเฟยลอบยิ้มมุมปาก สำเร็จ!
“แล้ว... แล้วเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? มันได้... แตะต้องเจ้าหรือไม่?”
“ไม่... ข้าดิ้นหลุดมาได้” เหม่ยอันสะอึกสะอื้น “ข้าใช้ปิ่นขู่มัน... มันคงตกใจเลยวิ่งหนีไป ข้ากลัวมากเลยรีบวิ่งกลับมาที่นี่”
นางจงใจละเว้นเรื่องไป๋อวี้... และปิดบังเรื่องที่นางลงมือสังหารมันจนเลือดสาด
ซูเฟยขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังขา... แปลกพิกล องครักษ์ฝีมือฉกาจปานนั้น จะปล่อยให้เหยื่อหลุดมือเพียงเพราะถูกปิ่นขู่กระนั้นหรือ
ทว่าเมื่อเห็นเรือนร่างที่สั่นเทาราวลูกนกของเหม่ยอัน นางก็จำต้องปัดความสงสัยทิ้งไป“ไม่เป็นไรนะ... เจ้าปลอดภัยแล้ว” ซูเฟยลูบหลังปลอบโยน แต่สายตากลับฉายแววผิดหวัง “พักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะมาเยี่ยมใหม่”
ทันทีที่ซูเฟยหันหลังเดินออกจากห้อง รอยยิ้มและคราบน้ำตาบนใบหน้าของเหม่ยอันก็เลือนหายไปในพริบตา
เหลือเพียงดวงตาคู่เย็นชาที่จ้องมองแผ่นหลังของเพื่อนรัก...
สนุกไหมซูเฟย... กับการเล่นบทพี่สาวผู้แสนดี? รอก่อนเถิด... บทต่อไป ข้าจะเป็นคนเขียนให้เจ้าเล่นเอง
หยดโลหิตอุ่นระอุที่เกาะพราวอยู่บนปลายปิ่นหยกขาว... เป็นเพียงประจักษ์พยานเดียวที่ตอกย้ำว่าเหตุการณ์นองเลือดเมื่อครู่ มิใช่เพียงภาพฝันอันเลือนรางวามเงียบสงัดแผ่เข้าปกคลุมศาลาริมน้ำอีกครา เหม่ยอันยืนนิ่งขึง พยายามข่มลมหายใจให้ราบเรียบ มือข้างที่กุมอาวุธสังหารสั่นระริก... มิใช่เพราะหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะเพลิงโทสะที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในอกเบื้องหน้าของนาง... ‘ไป๋อวี้’ บุรุษชุดน้ำเงินเข้มยืนสงบนิ่ง แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าซีดเซียวจนดูราวกับรูปสลักหยกขาวที่ไร้ชีวิต“ข้าน้อยหลี่เหม่ยอัน... ขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”นางยอบกายลงอย่างชดช้อย กิริยางดงามไร้ที่ติราวกับเมื่อครู่มิได้เพิ่งจ้วงแทงคนมาไป๋อวี้มิได้เอ่ยตอบในทันที เขาค่อยๆ สืบเท้าเข้ามา ท่วงท่าการเคลื่อนไหวช่างลื่นไหลและไร้เสียงดุจภูตพราย ผิดวิสัยคนป่วยกระเสาะกระแสะที่ร่ำลือกันทั่ววังหลวง เขาเดินวนรอบกายเหม่ยอันอย่างเชื่องช้า สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องสำรวจนางอย่างพินิจพิเคราะห์“น่าประทับใจยิ่ง...”สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว
การที่นางเข้าไปแทรกแซงเรื่องบิดา และเปลี่ยนที่พัก ทำให้จังหวะเวลาและความสัมพันธ์ของคนในวังเคลื่อนตามไปด้วย บัดนี้เหมือนคนตาบอดที่เดินอยู่ริมหน้าผา ไม่มีเข็มทิศแห่งอนาคตนำทางอีกต่อไป สิ่งเดียวที่พึ่งพาได้คือสติปัญญาของตนเอง!“อันอัน...”เสียงหวานหูที่นางเกลียดที่สุดดังขึ้น ซูเฟยเดินเข้ามาคล้องแขนนางอย่างสนิทสนม“งานเลี้ยงน่าเบื่อนัก... เราไปเดินเล่นรับลมที่ศาลาริมน้ำกันเถิด ตรงนั้นเงียบสงบ เห็นพระจันทร์ชัดที่สุด”มาแล้ว... กับดัก!เหม่ยอันรู้ทันทีว่านี่คือหลุมพราง แต่นางไม่อาจปฏิเสธได้ในทันที หากทำตัวมีพิรุธ ศัตรูอาจเปลี่ยนแผนไปใช้วิธีที่นางคาดเดาไม่ได้“แต่ข้า...”“ไปเถอะนะ ถือว่าข้าขอร้อง” ซูเฟยบีบมือนางแน่น แววตาวิงวอน“เมื่อครู่องค์ชายจิ้นแอบฝากความถึงข้า... ว่าพระองค์ไปรอเจ้าอยู่ที่นั่น มี ของขวัญ พิเศษอยากมอบให้เจ้าเป็นการส่วนตัว”เหม่ยอันลอบถอนหายใจ... เอาเถอะ ในเมื่ออยากเล่นละคร ข้าก็จะเล่นด้วย“ก็ได้” นางรับคำ แต่ก่อนจะเดินตามไป นางแอบส่งสัญญาณมือไพล่หลังให้ชุนเถาที่ยืนอยู่ห่างออกไป... สัญญาณขอความช่วย
ราตรีแรกในวังหลวง... หนาวเหน็บยิ่งกว่าเหมันต์ฤดูใดที่นางเคยพานพบเรือนไป่เหอแม้จะตั้งปลีกวิเวก แต่กำแพงวังนั้นมีหู ประตูวังนั้นมีช่อง เสียงซุบซิบนินทาของเหล่านางกำนัลลอยตามลมมาเข้าหูเหม่ยอันเป็นระยะ“ได้ยินหรือไม่ สตรีสกุลหลี่ผู้นั้นช่างอวดดีนัก กล้าท้าทายมาม่าหลิวตั้งแต่วันแรก”“อ้างชื่อพระสนมเอกเสียใหญ่โต... คอยดูเถิด ปีกกล้าขาแข็งเช่นนี้จะอยู่ได้สักกี่น้ำ”เหม่ยอันนั่งนิ่งหน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชุนเถาสางเรือนผมที่เปียกชื้นให้อย่างเงียบงัน ถ้อยคำนินทาเหล่านั้นนางล้วนได้ยินสิ้น ทว่าดวงหน้ากลับเรียบเฉยดุจผิวน้ำไร้ระลอก... ชัยชนะย่อมต้องแลกมาด้วยราคาค่างวด การยืนเด่นเป็นเป้าสายตาย่อมดีกว่าการเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าให้ผู้อื่นชักใยนางจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลืองดรุณีน้อยวัยสิบเจ็ด... ผิวพรรณผุดผ่อง ดวงตากระจ่างใส แต่...วูบ!ทันใดนั้น เงาสะท้อนในคันฉ่องก็บิดเบี้ยว! ใบหน้าดรุณีแรกรุ่นแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าอาบโลหิต นัยน์ตาเบิกโพลงฉายแววอาฆาตโลหิตดำคล้ำทะลักออกจากริมฝีปาก สายตานั้นจ้องเขม็งมาที่นางดั
ลานหน้าตำหนักคุนหนิง เต็มไปด้วยเหล่าสาวงามที่รอการคัดเลือก ‘มาม่าหลิว’ หัวหน้าขันทีฝ่ายในร่างท้วม ยืนถือบัญชีรายชื่อด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ นางกวาดสายตามองเหม่ยอันหัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม“หลี่เหม่ยอัน... บุตรีเสนาบดีกรมพิธีการ” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น“เรือนว่างทางทิศใต้เต็มหมดแล้ว เหลือเพียง... เรือนจื่อเวย ทางทิศเหนือ เจ้าไปพักที่นั่นแล้วกัน”เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบทิศ เหล่านางกำนัลต่างรู้ดีว่า ‘เรือนจื่อเวย’ คือเรือนร้างที่ทรุดโทรม ห่างไกล และหนาวเหน็บที่สุดในวัง ซูเฟยแสร้งทำหน้าตกใจ“ตายจริง... เรือนจื่อเวยเชียวหรือ มาม่าหลิว พอจะมีที่อื่นหรือไม่ สหายข้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง...”“กฎคือกฎ!” มาม่าหลิวตวาดเสียงแข็ง “หากไม่พอใจ ก็กลับบ้านไปเสีย!”เหม่ยอันมองละครลิงตรงหน้าด้วยความสมเพช ซูเฟยคงติดสินบนมาม่าหลิวไว้หนาพอสมควร เพื่อส่งนางไปตายอย่างช้าๆ ในเรือนร้างนั่นแต่เหม่ยอันคนเก่าตายไปแล้ว...นางก้าวออกมาข้างหน้า ไม่มีความหวาดกลัวในแววตา มีเพียงความนิ่งสงบดุจบ่อน้ำลึก“เรียนมาม่าหลิว ข้าน้อยมิบังอาจเกี่ยงงอนเรื่องที่พัก... เพียงแต่...” นางเว้นจังหวะ ชำเลืองมองไปทางซูเฟยเล็กน้อย แล้วลด
บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลันหนักอึ้ง ราวกับมีหินผานับพันชั่งกดทับลงบนบ่าของทุกคนจนแทบหายใจไม่ออก...เหม่ยอันยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบิดา แผ่นหลังเหยียดตรง แม้ภายในใจจะเต้นรัวราวกองศึก แต่นางรู้ดีว่าวินาทีนี้คือเส้นด้ายบางๆ ที่กั้นขวางระหว่าง 'ความอยู่รอด' กับ 'หายนะ'“ของกำนัลจากแดนไกล...”เสนาบดีหลี่พึมพำแผ่วเบา สายตาจับจ้องบานประตูไม้สักที่ปิดสนิท ราวกับจะมองทะลุไปยังห่อผ้าไหมที่พ่อบ้านประคองรออยู่ด้านนอก“รับไว้เถิดเจ้าค่ะท่านพี่” ฮูหยินหลี่เอ่ยเสียงแผ่ว เจือความกังวล“ใต้เท้าเกามีน้ำใจไมตรี หากปฏิเสธจะเสียมารยาทต่อสหายเก่าได้...”“มิได้เจ้าค่ะ!”สุ้มเสียงของเหม่ยอันมิได้เกรี้ยวกราด ทว่าเย็นยะเยือกบาดลึกจนบิดามารดาต้องหันขวับมามอง นางเงยหน้าสบตาบิดา แววตาคู่สวยลึกล้ำเกินวัย“ท่านพ่อ... ท่านจำคำสอนสั่งก่อนสิ้นใจของท่านปู่ได้หรือไม่ ‘ทรัพย์ที่มิได้มาจากหยาดเหงื่อ มักเคลือบด้วยยาพิษ’ ...เมื่อครู่ ลูกมิได้เพียงแค่ฝันร้าย หากแต่ลูกเห็น... เห็นตราประทับสีดำทมิฬซุกซ่อนอยู่ภายใต้ทองคำเหล่านั้น มันคือตราประทับของศัตรู!เสนาบดีหลี่เจ้ากรมพิธีการชะงักกึก คำว่า ‘ตราศัตรู’ กระตุกต่อมระแวงของข
“ชุนเถา... มาช่วยข้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์”น้ำเสียงของนางเยือกเย็น ทรงพลัง และเด็ดขาดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน“จะ... เจ้าค่ะ ชุดสีชมพูอ่อนที่เตรียมไว้...”“ไม่!” เหม่ยอันตวาดเสียงแข็ง นางจำได้แม่นยำว่าชุดนั้นซูเฟยเป็นผู้เลือกให้ เพื่อให้นางดูอ่อนแอและจืดชืดไร้ราศีในสายตาองค์ชายจิ้น“นำชุดสีน้ำเงินเข้มตัวนั้นมา... และมิต้องประทินโฉมให้มากความ ข้าจะไปพบท่านพ่อเดี๋ยวนี้”“แต่... ท่านเสนาบดีสั่งว่าห้ามรบกวน ท่านกำลังเตรียมตัว...”“ข้าบอกให้ทำ!”ชุนเถาสะดุ้งโหยง รีบลนลานหยิบเสื้อผ้าด้วยมือไม้ที่สั่นเทา นางไม่เคยเห็นคุณหนูเป็นเช่นนี้มาก่อน แววตาคู่นั้นลึกซึ้งราวมหาสมุทรที่ซ่อนคลื่นยักษ์เอาไว้เหม่ยอันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลแผนการอย่างถี่ถ้วน หากนางบอกความจริงว่าย้อนเวลามา บิดาผู้ยึดมั่นในหลักการย่อมไม่มีทางเชื่อ และอาจมองว่านางเสียสติเพราะความกลัวต้องใช้วิธีอื่น... วิธีที่จะหยุดคนหัวรั้นอย่างบิดาได้นางก้าวเท้าออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือใหญ่ของจวน ทุกย่างก้าวหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขา บ่าวไพร่ที่เดินสวนทางต่างก้มหน้าหลบสายตาด้วยความยำเกรง รังสีอำมหิตบางอย่างที่แ




![ภรรยาเช่นข้าหาได้ยากยิ่ง [นางร้าย]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


