Mag-log inเขาที่ว่าก็คือ เหม่ยจูนั่นเอง
ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้นางเคยลิ้มรสสุราเสียที่ไหนเล่า!!! นอกจะหมกมุ่นในกามารมณ์แล้ว ยังบ้าอำนาจอีกด้วย โถ ใครบอกว่านางบุญช่วยหนุนนำ นางว่าสวรรค์แกล้งนางเสียมากกว่า ในสถานะเยี่ยงบ่าวคนนึงนางหาได้มีสิทธิ์ปฏิเสธได้ไม่ เหม่ยจูในชุดเนื้อผ้าหยาบใบหน้าและตัวทาถ่านดำเดินเข้าไปยกสุราในจอกขึ้นดื่มอย่างจำใจ รสขมแสบคอไหลลงผ่านลำคอร้อนลวกจนหลับตาหยีน้ำตาเล็ด เรียกเสียงหัวเราะจากบุรุษชุดน้ำเงินได้ดียิ่ง “ข้าเรียกแม่นางสักคนสองคนให้ไหม ท่านอยู่ชายแดนมานานคงขาดแคลนมิใช่น้อยกระมัง” เหม่ยจูได้ยินดันนั้นก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย ตอนนี้นางรู้สึกมึนหัวประหลาด จากบุรุษสองคนตรงหน้าไยมองอีกทีก็มีสี่คนได้เล่า “ไม่ต้อง! ข้าไม่ชอบกลิ่นของพวกนาง” “ประหลาดโดยแท้ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเอกบุรุษทุกด้านอย่างท่าน สตรีทั่วเมืองหลวงต่างวาดฝันถึง ผ่านสตรีมาไม่รู้เท่าไหร่ กลับไม่ชอบกลิ่นสตรี จุ๊จุ๊” ใบหน้าเคร่งขรึมไม่มีหลุดราวคำพูดก่อนหน้าไม่เข้าหูเขาแม้แต่น้อย เหม่ยจูสะบัดหัวเผื่อว่าจะหายมึนบ้าง แต่ก็ทำให้ร่างเล็กเซไปด้านข้างแทน “ตัวตายตัวแทนที่เจ้าเลือกคงไม่ไหวแล้วกระมัง” บุรุษชุดน้ำเงินหันมาสนใจบ่าวร่างเล็กผิวเข้มแทน ใบหนาของบ่าวผู้นี้ขนาดเท่ามือของเขาเองกระมัง ไม่ทันจบประโยคเหม่ยซูก็ล้มลงนั่งกับพื้นแล้ว นัยน์ตาเริ่มร่องลอย “ท่านดื่มต่อเถิด ไม่ต้องสนใจ” หยางหลงเหลือบมองบ่าวผิวเข้มตัวเล็กชั่ววาบเดียวก็รินสุราให้คนตรงหน้าต่อ และไม่วายรินใส่ถ้วยตัวเองด้วย พอคนตรงหน้ายกดื่มหมดจอดเสร็จเขาก็ยกจอกสุราตนยื่นให้บ่าวที่นั่งตาลอยบนพื้นด้านข้างตนต่อ ซึ่งบ่าวผู้นี้ก็ยื่นมือมารับอย่างว่าง่าย ตลอดเวลาที่หยางหลงคุยกับบุรุษตรงหน้าเขาก็มักยื่นสุราให้บ่าวด้านล่างดื่มแทนเสมอจนหมดไปสองจอก บุรุษชุดน้ำเงินขอตัวกลับ เขาจึงเตรียมตัวจะกลับบ้าง แต่ก่อนออกจากห้องก็ลอบมองบ่าวผิวเข้มที่เอนนอนบนพื้นหมดสภาพ มือหนาหยิบก้อนเงินออกมาจากอกเสื้อก่อนยัดใส่อกเสื้อของบ่าวบนพื้นและเริ่มก้าวเท้าจะออกไป “เดี๋ยว! กินเสร็จแล้วคิดจะเบี้ยวหรือ รู้จักข้าน้อยไปเสียแล้ว” คนเมาบนพื้นไม่พูดอย่างเดียว มือเล็กล้วงเข้าอกเสื้อควานหาบางอย่างอยู่นาน ซึ่งหยางหลงก็ไม่หนีไปไหน เขาหยุดยืนรออยู่ที่เดิมใกล้บ่าวผู้นี้ ...เขาก็อยากรู้ว่าบ่าวผู้นี้จะทำอันใดกับเขาได้ จึ๊ก! หืม เป็นเพียงบ่าวกลับกล้านำเข็มเงินมาจิ้มเขา บังอาจสิ้นดี!!! ในขณะที่ขาอันแข็งแกร่งยกขึ้นจะวาดเท้าเตะบ่าวผู้เมามายก็ต้องหยุดชะงักกึก ก่อนที่ร่างทั้งร่างของเขาจะเอนไปด้านหน้าไร้การควบคุม ภายในเวลาชั่ววาบเดียวร่างหนาเต็มไปด้วยมัดกล้ามล้มลงคร่อมทับบ่าวเจ้าของเข็มพิษอย่างจัง และก่อนใบหน้าคมสันจะกระแทกพื้นก็ได้สองมือของตนค้ำไว้ก่อน ทำให้ร่างใหญ่ไม่ทับคนตัวเล็กใต้ร่างจนเกิดการฆาตกรรมขึ้น “ฮ่า สมน้ำหน้า ถูกฤทธิ์สุดยอดยาชาข้าไปสิ้นฤทธิ์เลย” ลมหายใจอุ่นของคนใต้ร่างเป่ารดใบหน้าคมสันของคนด้านบนอย่างจัง เนื่องจากระยะห่างเพียงฝ่ามือกั้นทำให้เขารับรู้ทั้งลมหายใจกลิ่นสุราและไอร้อนจากร่างเล็ก ใจนึกรังเกียจโดยพลันแต่ไม่สามารถลุกออกไปได้อย่างใจคิด ร่างกายส่วนล่างเขาชาไร้ความรู้สึกไม่สามารถขยับได้ มีเพียงช่วงอกขึ้นไปเท่านั้นจึงเป็นอิสระ รังสีอำมหิตแผ่กำจายโดยรอบ นัยน์ตาดุดันมองคนใต้ร่างจนร่างแทบพรุน ด้วยไม่อยากสัมผัสร่างกายสกปรกของบุรุษเจ้าเรื่องจึงทำได้เพียงเกร็งแขนรับน้ำหนักตัวเองไม่ให้ร่างกายของตนแนบชิดคนใต้ร่างแทน เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อฤทธิ์ยาจึงหมดลงพร้อมร่างบุรุษกำยำเบี่ยงตัวลงด้านข้าง ใบหน้าแดงก่ำจากการอดทนเก็บอารมณ์แสนโกรธเคืองมานานและไฟในอกยิ่งลุกกระพือเมื่อมองบ่าวขี้เมาที่ตอนนี้หลับสบายไปแล้ว “นายท่านกะ...” ปี้ฉวนเปิดประตูเข้ามาจะมาถามว่าต้องการกลับหรือยังนิ่งมองภาพตรงหน้าฉับพลัน อ้าปากค้างกระพริบตาปริบ ๆ นัยน์ตาฉายแววสงสัย “ท่านแม่ทัพไปทำอะไรบนพื้นขอรับ” รองแม่ทัพหนุ่มไล่มองท่านแม่ทัพของตนสลับบุรุษอีกคนที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ข้างกาย ...ท่านแม่ทัพเปลี่ยนรสนิยมแล้วหรือ และยิ่งมองใบหน้าขึ้นสีระเรื่อของทั้งท่านแม่ทัพและบ่าวที่นอนหลับยิ่งคิดไปใหญ่ นี่เขามิได้เข้ามาขัดจังหวะอะไรใช่ไหมนะ “กลับเถอะ” ร่างกำยำเด้งตัวพรวดเดียวก้าวออกจากห้องไม่แลหลัง ปี้ฉวนสลัดความสงสัยทิ้งไปเร่งเดินตามท่านแม่ทัพออกไป ทิ้งให้อีกคนบนพื้นนอนอยู่อย่างนั้นไม่เหลียวแลสิบเก้า“หม่อมฉันสามารถรักษาได้เพคะ” ทุกคนหันมองตามที่มาเสียงทันที ตรงฝั่งสำหรับสตรีมีเพียงนางเดียวที่ยื่นเด่นสง่าอยู่ นางสวมชุดเยี่ยงสาวใช้ธรรมดา แต่สิ่งที่ไม่ธรรมดาคือแววตาแสนมาดมั่นนั่น หงเสี่ยวหม่าหน้าเสียทันที แม้เขาจะไม่เจอบุตรีคนโตคนนี้มานานแต่ด้วยใบหน้าที่คล้ายผู้เป็นมารดาเขาย่อมจำได้อยู่แล้ว …เหม่ยจูนั่นเองที่เอ่ยขึ้นมา “เจ้าคือ” ฮองเฮาเอ่ยถาม นางก็ยังงงงวยไม่แพ้คนอื่นนักหรอก “ถวายพระพรฮองเฮา หม่อมฉันคุณหนูใหญ่ตระกูลหงเพคะ” เหม่ยเฉินและโต่งฮูหยินมองหน้ากัน ในส่วนของเหม่ยเฉินนั้นนางแทบอยากเอาหน้ามุดแผ่นดิน จ้องมองหน้าขาตัวเองแววตาแสนแค้นเคือง เล็บจิกลงอย่างอดกลั้น สิ่งที่นางเกลียดที่สุดในชีวิตก็คือการที่ตัวเองเกิดมาเป็นบุตรีของฮูหยินรอง แม้มารดาของนางจะได้รับการเลื่อนขั้นภายหลัง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับเรื่องนี้ และนอกจากนี้ก็ยังเป็นบุตรีคนรองอีกต่างหาก ด้วยค่านิยมในสังคมมักจะต้องให้คนพี่ได้ทุกอย่างก่อนเรียงตามลำดับ ฉะนั้นเหม่ยเฉินจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางแย่งสิ่งที่นางอยาก
หมอหลวงคังเอ่ยถาม สายตาเขามองด้วยความไม่ไว้ใจเช่นเดียวกับผู้อื่น ซึ่งเหม่ยจูก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอันใด “คารวะท่านหมอหลวงคัง ข้าจะใช้ยาผสมกับฝังเข็มเจ้าค่ะ” “เจ้าแน่ใจใช่หรือไม่”หมอหลวงคังใช้จังหวะที่เดินเข้ามาใกล้นางกระซิบถาม เพราะหากนางไม่สามารถถอนพิษได้ เขาก็อาจถูกดึงไปเกี่ยวด้วยเหม่ยจูยิ้มปลอบประโลมชายผมขาว หมอหลวงคังน่าจะอายุเลยหกสิบได้“ท่านวางใจเถิด ข้าไม่ทำให้ท่านลำบากหรอก ขอเพียงช่วยข้าบางเรื่องเท่านั้น”หมอหลวงคังรู้สึกวางใจประหลาดเมื่อได้รับรอยยิ้มราวไม่กังวลแต่อย่างใด แม้เขาจะไม่สามารถรักษาได้แต่หากแน่นางน้อยนางนี้ทำได้เขาย่อมยินดี และอยากจะขอเรียนสูตรการถอนพิษนี้ด้วยซ้ำ“ข้าต้องการของตามนี้สามารถหาให้ได้หรือไม่”หมอหลวงคังรับใบกระดาษมาก่อนพยักหน้าและส่งให้ผู้ช่วยไปหาตามที่เหม่ยจูเขียนมา ระหว่างนั้นก็ได้แต่รอ ส่วนหมอหลวงคังนั้นก็คอยตรวจอาการของจิ้นโจวอยู่ตลอดเพื่อให้ความมั่นใจแก่ฮองเฮา องค์ชายและคนอื่น ๆ รอจนกระทั่งผู้ช่วยนำของที่เหม่ยจูต้องการมาให้“เจ้าต้องการอะไรอีกหรือไม่”เหม่ยจูก้มมองของที่วางในหีบตรงหน้า นิ่งชั่วครู่ก่อนเงยหน้าขึ้น
ยี่สิบเหม่ยจูหยักยิ้มบางเบา “ไว้มีเวลามากกว่านี้ข้าจะบอกท่านหมอแล้วกัน ตอนนี้ท่านช่วยยืนยันกับท่านทั้งหลายด้านนอกก่อนเถิด”เหม่ยจูสะบัดหัวเบา ๆ นางรู้สึกเหมือนในกายร้อนลวกประหลาด และรู้สึกว่าตนมีความรู้สึกช้าลงด้วย อย่างนั้นเหม่ยจูจำต้องหาทางออกจากสถานการณ์นี้ให้เร็วที่สุด“ถวายพระพรฮองเฮา องค์รัช…”“มิต้องมากความ ฝ่าบาทเป็นอย่างไรบ้าง”สีหน้าทุกคนดูร้อนรนและกังวลต่างจากหมอหลวงคังที่เดินยิ้มคิ้วดูผ่อนคลาย เดินออกมาจากหลังม่าน“พิษโป๋หรูถูกถอนออกหมดแล้วพะยะค่ะ ตอนนี้ต้องให้ฝ่าบาทพักฟื้นจนร่างกายฟื้นจึงจะรู้สึกตัวพะยะค่ะ”“เจ้าแน่ใจนะ ทั้งหมดนี่เป็นฝีมือนางหรือ”จิ้นฝูมองเหม่ยจูที่เดินตามออกมาอย่างนิ่งเงียบ ใบหน้านางยังคงสงบนิ่งไร้ความโอ้อวดทั้งที่ตนเองทำความดีงามไว้อย่างใหญ่หลวง“เป็นฝีมือคุณหนูใหญ่ตระกูลหงผู้นี้ทั้งหมดพะยะค่ะ กระหม่อมขอรับรอง”เป็นหมอหลวงคังเสียอีกที่แสดงอาการตื่นเต้นจนออกนอกหน้า ตามจริงเขาอยากรู้วิธีการพิษของเหม่ยซูแทบใจขาดดิ้นสิ้นคำพูดของหมอหลวงคังก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเหล่าขุนนางและสตรีอีกฝั่งตรงข้ามอย่างออกรส หลายสายตาจ้องมองไปยังฝั่งสตรีสองนางที่ได้ชื่อว่
สิบแปด เคร้ง!!! ช้อนกระเบื้องตกลงกระทบพื้นแตกกระจาย“ฝ่าบาท!”ฮองเฮาที่นั่งอยู่ข้าง ๆพยุงแผ่นหลังบุรุษผู้เป็นสามีอย่างยากลำบาก นางตัวสั่นเทิ้มเพราะเห็นว่ามีเลือดสีดำไหลออกทางปากของจิ้นโจว ไม่เพียงเท่านั้นตายังตาเหลือกและมือหงิกงอเกร็งทั่งร่าง“ฝ่าบาทถูกพิษ ปิดทางเข้าออกทุกทางและคุมตัวทุกคนไว้ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด!”องค์รักษ์รักษาส่วนพระองค์ลุกขึ้นประกาศกร้าว หลังจากนั้นบุรุษในชุดองค์รักษ์หลายสิบนายก็กระจายกำลังทำตามที่บอกทันที“ไปนำหัวหน้าหอโอสถมาที่นี่โดยด่วน”เป็นองค์รัชทายาทจิ้นฝูเอ่ยกับองค์รักษ์คนหนึ่ง ส่วนจิ้นหลี่นั้นได้กันให้เหล่านางสนมรวมถึงหวังกุ้ยเฟยให้ออกห่างไปแล้ว มีเพียงฮองเฮาที่นั่งนิ่งอยู่ใกล้ ๆ มีจิ้นฝูคอยปลอบ ส่วนขุนนางและคนทั้งหมดในตำหนักแห่งนั้นไม่มีใครกล้าแม้ขยับกาย ทุกคนต่างหวาดหวั่นกลัวตนถูกดึงไปเกี่ยวข้องเรื่องฮ่องเต้ถูกวางยาพิษทั้งสิ้นไม่ถึงเค่อหัวหน้าหอโอสถหรือคนส่วนใหญ่เรียกหมอคังก็ถูกหิ้วเข้ามาโดยองครักษ์ส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ เขาถูกวางไว้ต่อหน้าใบหน้าของจิ้นโจวที่เริ่มคล้ำขึ้น จากอาการพิษกำเริบ เขาก้มลงตรวจอาการทันที“ฝ่าบาทถูกพิษโป๋หรูพะยะค่ะ น่าจ
“ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมนามฮ้าวปี้ กุนซือของแม่ทัพปราบอุดรพะยะค่ะ ฝ่าบาทอาจรู้บ้างแล้วว่าหลังจากท่านแม่ทัพกรำศึกมานานเกิดสุขภาพไม่ดีขึ้นมาจึงได้กลับมาพักรักษาตัวครานี้ เกิดรับสตรีเหล่านี้เข้ามาย่อมเป็นการขัดขวางต่อการพักฟื้นได้ ด้วยความงดงามสมคำล่าลือแล้วยากทานทน ฝ่าบาทโปรดพิจารณาใหม่อีกครั้งพะยะค่ะ”คำเอ่ยของฮ้าวปี้ทำเอาเหล่าบุรุษหัวเราะขบขัน ส่วนสตรีบ้างก็ก้มหน้าใบหน้าเปลี่ยนสีจิ้นโจวพยักหน้าอีกครา แม้ในใจจะมีรู้สึกโกรธเคืองบ้างแต่ด้วยจนด้วยเหตุผล“เสด็จพ่อพะยะค่ะ หากไม่เป็นการล่วงเกิน ด้วยการแสดงเมื่อครู่ช่างถูกใจลูกยิ่งนัก ลูกขอรับไว้ทั้งหมดเองพะยะค่ะ”องค์รัชทายาทจิ้นฝูเอ่ยน้ำเสียงติดเล่น ซึ่งจิ้นโจวก็มีสีหน้าดีขึ้นทันตาพร้อมหันไปยิ้มพอใจให้แก่จิ้นฝู“ได้สิ”จิ้นฝูน้อมรับของกำนัล เขาหยักยิ้มยินดี ด้วยการที่เขาเสนอตัวรับสตรีเหล่านั้นเข้ามาแม้จะเป็นการลำบากแก่เข้าในภายภาคหน้าแต่ก็เป็นการสร้างความชอบอย่างใหญ่เช่นกัน เขาได้ช่วยฮ่องเต้ขณะที่เมื่อครู่กำลังลำบาก อีกทั้งเป็นการช่วยหยางหลงด้วยโดยอ้อมต่อมาบุรุษผู้หนึ่งจากอาณาจักรต้าฮวางก็ก้าวออกมา เขาเป็นชายอายุน่าจะประมาณยี่สิบกว่า ดูม
สิบเจ็ดภายในตำหนักที่จัดงานพอได้เวลาเริ่มงานทั้งสตรีและบุรุษก็ถูกพามารวมกันที่นี่ ตามมาด้วยฮ่องเต้ และเหล่าสตรีของเขาเข้านั่งประจำที่ ส่วนคณะทูตทั้งสามเมืองที่มาเข้าร่วมก็นั่งถัดลงมา ตามด้วยขุนนางเรียงตามลำดับขั้น ส่วนเหล่าสตรีนั่งรวมกันอีกด้าน เรียงตามยศของตระกูลเช่นกัน“เจ้าไปไหนมา คุณหนูเฟิงฉินเข้ามาตั้งนานแล้วไยเจ้าเพิ่งมา”เหม่ยเฉินหันไปมองเหม่ยจูที่เพิ่งมายืนด้านหลังนางอย่างอดไม่ได้ ดูเหมือนการที่นางส่งให้ไปดูแลคุณหนูเฟิงฉินจะเป็นการคิดผิดเสียแล้ว เพราะตอนที่นางเพิ่งเข้ามาในตำหนักจัดพิธีนางยิ้มให้เฟิงฉินแต่กลับได้รับสายตาดูหมิ่นกลับมาแทน“หลงน่ะ”เหม่ยจูปาดเหงื่อที่ไหลออกมาเพราะนางรีบวิ่งเข้ามาเพราะกลัวประตูจะปิดก่อนเหม่ยเฉินไม่ได้สนใจเหม่ยจูอีก นางหันมาด้านหน้า ยกน้ำชาบนโต๊ะขึ้นจิบอย่างสง่างามและพยายามโปรยยิ้มหวานไปทั่ว ส่วนหน้าที่ของบ่าวใช้ก็คือยืนคอยเป็นเพื่อนเหล่าเจ้านาย หากเจ้านายต้องการให้ทำอะไรก็ทำตามฮ่องเต้กล่าวเปิดงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นผู้เป็นเจ้าแผ่นดินตัวเป็น ๆแม้ระยะจะห่างพอควรแต่ก็พอเห็นได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เขาดูเป็นชายวัยกลางคนท







