LOGINบทที่2
Good:Say
“เบื่อ!” ผมตะโกนออกไปอย่างเซ็งๆ หลังจากที่ได้รู้ว่าอาทิตย์หน้า ไอ้เด็กดื้อจะย้ายมาอยู่ด้วยกันกับผมที่คอนโด
“อะไรของมึงเนี่ยกู๊ด! ตกใจหมด” ไอ้นอร์ทที่นั่งอยู่ด้วยกันที่ใต้ถุนคณะเอ่ยขึ้น เพราะอยู่ดีๆ ผมก็ตะโกนออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“เบื่อ! ก็อาทิตย์หน้า แม่จะส่งไอ้เด็กดื้อมาอยู่กับกูไง คราวนี้ล่ะกูต้องได้เป็นประสาทแน่ๆ” ผมต้องได้เป็นโรคประสาทตายแน่ๆ ถ้าไอ้เด็กดื้อนั่นมาอยู่กับผม
“เด็กดื้อที่ไหนวะ? แล้วทำไมแม่มึงต้องส่งมาอยู่กับมึงด้วย” ไอ้นอร์ทถามอย่างสงสัย หรือจะเรียกอย่างคนที่สนิทกันก็คือ เสือก นั่นแหละ
แต่เวลานี้ผมยังไม่มีอารมณ์จะเล่าให้มันฟังหรอก และเมื่อมันเห็นว่าผมไม่เล่า มันก็เลยเลิกเซ้าซี้ ทั้งที่ความจริงแล้วมันน่ะอยากรู้ใจจะขาด แต่เพราะมันรู้ไงว่าถ้าผมพร้อมเมื่อไหร่ผมจะเล่าให้มันฟังเอง
“ไม่เล่าก็ไม่ต้องเล่า แล้วมึงก็เลิกโวยวายได้แล้ว กูรำคาญ!” มันบ่นเลยคราวนี้
เด็กดื้อ ที่ผมเอ่ยถึงก็คือลูกชายของคุณน้าที่เป็นเพื่อนรักของแม่ผมเอง ชื่อว่าแซนด์ ไอ้เด็กนั่นเพิ่งจะเข้าปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเดียวกับผมนี่แหละ แต่ก็ยังไม่เคยเจอกันหรอก เพราะมหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดเรียนได้แค่อาทิตย์เดียว แต่ผมกับแซนด์เคยเจอกันมาก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ก็เมื่อสามปีที่แล้วโน่น ตอนนั้นแซนด์ยังเรียนอยู่ ม.4 อยู่เลย ส่วนผมก็อยู่ ม.6
และวีรกรรมของไอ้เด็กดื้อ ที่ทำให้ผมจำฝังใจจนถึงทุกวันนี้ก็คือ มันฉีกสมุดรายงานของผมทิ้ง เพียงเพราะผมไม่ยอมไปเล่นเกมด้วย ซึ่งตอนนั้นผมโกรธมากเพราะรายงานเล่มนั้นมันสำคัญมากจริงๆ เพราะถ้าผมไม่มีรายงานไปส่งอาจารย์ผมก็จะหมดสิทธิสอบ แล้วก็จะไม่จบ ม.6 เหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ
ตอนเด็กๆ ผมค่อนข้างจะเกเร โดดเรียนเป็นประจำจนเกือบหมดสิทธิสอบ อาจารย์เลยให้ผมทำรายงานส่ง และรายงานชิ้นนั้นก็ยากมาก ผมหาข้อมูลอยู่หลายอาทิตย์ กว่าจะรวบรวมออกมาได้ แต่สุดท้ายมันก็เละไม่มีชิ้นดีเพราะฝีมือไอ้เด็กแซนด์นั่น ผมเลยต้องทำรายงานขึ้นมาใหม่ในเวลาที่กระชั้นชิด ซึ่งโชคดีที่มันส่งถึงมืออาจารย์ได้ทันเวลา
วันนั้นผมดุมันเสียงดังลั่น จนไอ้เด็กนั่นเกือบจะร้องไห้ออกมาเหมือนกัน ผมคิดว่ามันจะเอาเรื่องที่ถูกผมดุไปฟ้องกับคุณน้าด้วยซ้ำ แต่ก็เปล่าคุณน้าไม่มีท่าทีไม่พอใจหรือว่าอะไรผมแม้แต่น้อย แต่หลังจากวันนั้นแซนด์ก็ไม่ได้มาที่บ้านผมอีกเลย จะมีก็แต่คุณน้าเท่านั้นที่ยังมาหาแม่ผมอยู่บ่อยๆ
จนกระทั่งผมเข้ามหาวิทยาลัย และย้ายออกมาอยู่ที่คอนโดตามลำพัง นี่ก็สามปีแล้วที่ผมไม่ได้เจอไอ้เด็กดื้อนั่นอีกเลย
“กูไปหาจีนก่อนนะ” จู่ๆ ไอ้นอร์ทมันก็เอ่ยออกมา พร้อมทั้งเก็บข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะยัดใส่เป้ของมันแบบส่งๆ
“อ่าว มึงจะรีบไปไหนวะ”
“กูนัดจีนไว้ ขืนไปช้าโดนบ่นแน่”
จีน เป็นแฟนของไอ้นอร์ทมัน เรียนอยู่คณะนิเทศ ส่วนผมกับไอ้นอร์ทเราเรียนวิศวะ คู่นี้มันคบกันตั้งแต่ปีหนึ่ง จนตอนนี้อยู่ปีสามแล้วมันสองคนก็ยังคบกันอยู่ และความรักที่มันมีให้กันก็ไม่ได้น้อยลงไปเลย
โชคดีที่นอร์ทมันเป็นคนใจเย็นไม่ขี้หึง ไม่อย่างนั้นคงมีเรื่องให้ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวันแน่ๆ ก็จีนมันเป็นถึงเดือนนิเทศ มีคนเข้ามาชอบตั้งเยอะแยะ แต่จีนมันก็ไม่เคยสนใจ รักเดียวใจเดียวแค่ไอ้นอร์ทเพื่อนผมนี่แหละ
ผมก็เคยแอบอิจฉามันสองคนเหมือนกันนะ ทำไมผมถึงไม่เจอรักดีๆ แบบนี้กับเขาบ้าง ถึงผมจะมีผู้หญิงที่พยายามจะเข้ามาสานสัมพันธ์กับผมมากมาย แต่พวกเธอก็ไม่สามารถเติมเต็มบางอย่างให้ผมได้ ซึ่งผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร ผมรู้แค่ว่าพวกเธอเหล่านั้นยังไม่ใช่สำหรับผม ทุกวันนี้ผมจึงยังไม่คิดที่จะคบกับใครแบบจริงจัง อย่างมากก็แค่คนคุยเท่านั้น
“งั้นตอนเย็นเจอกัน” ผมบอกมันไป
“โอเคเพื่อน ร้านเดิมใช่มั้ย?” ร้านเดิมที่มันบอก ก็คือร้านเหล้าปั่นหลังมหาวิทยาลัยที่ผมกับเพื่อนๆ ในกลุ่มจะนัดเจอกันเป็นประจำ
“เออ ร้านเดิม” ผมตอบกลับไป และนอร์ทมันก็เดินจนเกือบจะวิ่งไปทันที
ผมกลับเข้าสู่ความเซ็งอีกครั้ง ไม่อยากจะนึกถึงวันที่ต้องเผชิญหน้ากับไอ้เด็กดื้อนั่นเลยจริงๆ แค่คิดว่าจะต้องได้อยู่ด้วยกัน เส้นเลือดในสมองของผมมันก็ดูเหมือนจะเริ่มปูดนูนขึ้นมาแล้ว
บทที่60 Sand : say วันนี้เป็นวันที่จะจะต้องไปทานข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ของพี่กู๊ด ผมเตรียมตัวตั้งแต่เช้า ทั้งที่เรามีนัดกันช่วงเย็นที่บ้านของพี่กู๊ดแท้ๆ จนถูกพี่กู๊ดมันแซว แต่คนมันตื่นเต้นนี่นา จะได้เจอพ่อกับแม่ของแฟนเป็นครั้งแรกเชียวนะ ไม่รู้ว่าท่านจะว่ายังไงบ้างที่ผมคบกับลูกชายคนเดียวของตระกูลแบบนี้ ถึงพี่กู๊ดจะบอกว่าท่านโอเคกับเรื่องของเรา แต่ผมก็อดเป็นกังวลไม่ได้อยู่ดี ช่วงเย็นผมกับพี่กู๊ดมาที่บ้านของเขาที่อยู่แถบชานเมือง และสิ่งปลูกสร้างที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้อย่าเรียกว่าบ้านเลยเถอะ ต้องเรียกว่าคฤหาสน์ถึงจะถูก “พร้อมไหม?” พี่กู๊ดกุมมือของผมเอาไว้ “โห มือเย็นเชียว ตื่นเต้นมากเลยเหรอเนี่ย” พี่กู๊ดเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง “ก็นิดหน่อย แต่แซนด์โอเคครับ” ผมบอก พยายามฝืนยิ้มเข้าสู้ เพราะไม่อยากให้พี่กู๊ดต้องเป็นห่วง “ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” พี่กู๊ดจูงมือของผมเดินเข้ามาภายในบ้าน และคนที่เดินออกมาต้อนรับเราสองคนก็คือคุณแม่ของพี่กู๊ด “มากันแล้วเหรอลูก” พี่กู๊ดโผเข้ากอดคุณป
บทที่59 “อื้มม” ผมลืมตาขึ้นมาพร้อมกับเสียงพี่กู๊ดเปิดลิ้นชักที่หัวเตียงแล้วหยิบกล่องถุงยางอนามัยออกมา ผมไม่คิดว่าพี่มันจะเตรียมพร้อมขนาดนี้ “แซนด์คงไม่คิดว่าคนเป็นแฟนกันจะแค่นอนจับมือกันหรอกนะ” พี่กู๊ดคงเห็นสายตาที่ตกใจของผมนั่นแหละ “แซนด์ไม่คิดว่าพี่จะมีอยู่ที่ห้องตลอดเวลาต่างหากล่ะ” “พี่ซื้อเอาไว้ตั้งแต่ได้จูบแซนด์ครั้งแรกแล้วล่ะ เพราะยังไงก็ต้องได้ใช้” พี่กู๊ดฉีกซองออกอย่างลวกๆ ก่อนจะหันมายิ้มเจ้าเล่ห์ให้ผม “พี่กู๊ด” โอ้ย ผมไม่รู้เลยว่าพี่มันจ้องจะฟันผมอยู่ตลอดเวลา ให้ตายเถอะกางเกงชั้นในของเรามั้งคู่ถูกถอดออกไปแล้ว ขาของผมทั้งสองข้างถูกจับให้ตั้งขึ้น พี่กู๊ดก้มลงจูบที่หัวเขาของผมอย่างอ่อนโยน “พี่จะถนอมแซนด์ที่สุดนะครับ” ใจของผมเต้นแรง คาดเดาไปต่างๆ นาๆ ว่าพี่กู๊ดมันจะทำอะไรต่อ แล้วความคับแน่นก็จู่โจมที่ช่องทางด้านหลังของผม มันทั้งเจ็บทั้งจุก ทุกอย่างเหมือนมันใกล้จะระเบิดเต็มที ถึงพี่กู๊ดจะพยายามไล่จูบเพื่อปลอบประโลม แต่ผมก็อดที่จะเกร็งไม่ได้อยู่ดี “เด็กน้
บทที่58 “แซนด์ครับ ตอนนี้ขาแซนด์ก็หายเป็นปกติแล้ว จะยอมพี่ได้หรือยังครับ” คำพูดและสายตาที่มองมา ทำเอาผมแทบใจละลายเลย แล้วอยู่ดีๆ พี่มันวกมาเรื่องนี้ได้ยังไงวะ? แต่ก็ใช่ว่าจะมีแค่พี่กู๊ดคนเดียวเสียเมื่อไหร่ที่คิดเรื่องนี้ ผมก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่มีความต้องการไม่ต่างกันนั่นแหละ “ให้พี่ได้ไหมครับ” พี่กู๊ดถาม มองเข้ามาในแววตาของผมอย่างต้องการคำตอบ ผมมองแววตาที่เว้าวอนของคนตรงหน้า ก็แทบจะละลายอยู่บนตักแล้ว แววตาแบบนี้ผมจะปฏิเสธได้เหรอ? “ครับ..” สิ้นสุดคำพูด ร่างของผมก็ถูกอุ้มลอยขึ้นมาทั้งตัวในท่าเจ้าสาว ก่อนที่จะถูกพามาที่ห้องนอนของพี่กู๊ด ร่างของผมถูกวางลงที่เตียงนอนอย่างทะนุถนอม เหมือนกลัวว่าผมจะบุบสลาย ก่อนที่ร่างของพี่กู๊ดจะตามลงมาคล่อมทับร่างผมเอาไว้ “พี่รักแซนด์ รักมากที่สุด” มือหนาของพี่กู๊ดเกลี่ยเส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าผมออก ก่อนที่ปากร้อนชื้อของพี่เขาจะทาบทับลงมาที่เรียวปากของผม “พร้อมไหม?” พี่กู๊ดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “พะ พร้อมครับ” ผมบอกออกไปด้วยใจเต้นรัว ก่อนที่เ
บทที่57ในช่วงเย็นหลังจาที่พี่กู๊ดไปรับที่คณะ เราทั้งคู่ก็หาอะไรกินกันก่อนกลับ พอถึงห้องผมจึงอดไม่ได้ที่จะถามเรื่องพี่แคลีน“พี่กู๊ด วันนี้ไอ้ภีมมันเล่าเรื่องพี่แคลีนให้แซนด์ฟัง”“เล่าว่าอะไร” พี่มันถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ทั้งที่เรื่องที่ผมบอก พี่มันก็รู้อยู่เต็มอก“พี่อย่าถามเหมือนไม่รู้เรื่องสิ แซนด์รู้ว่าพี่รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว แถมรู้ดีอีกต่างหาก”“ถ้าเป็นเรื่องที่แคลีนถูกไล่ออก เรื่องนั้นพี่รู้แล้ว สรุปแซนด์จะบอกกับพี่เรื่องนี้เหรอ”“ก็เรื่องนี้แหละ ความจริงไม่ต้องถึงกับไล่ออกก็ได้ แค่พักการเรียนก็พอ ทำแบบนี้เหมือนเป็นการตัดอนาคตพี่เขาเลย” ที่ผมพูดไม่ใช่ว่าตัวเองเป็นคนดีอะไรหรอกนะ ผมแค่คิดว่ามันไม่น่าจะถึงขั้นไล่ออก“แคลีนก่อเรื่องไว้เยอะขนาดนั้น ก็ถูกแล้วที่ต้องโดนแบบนี้ อีกอย่างไม่ใช่แค่กับแซนด์เท่านั้นที่เขาก่อเรื่องเอาไว้ มีคนอื่นที่ถูกแคลีนเล่นงานเอาไว้อีกหลายคน” พี่กู๊ดหันมาคุยกับผม“ไม่ต้องเป็นห่วงคนอื่นหรอก ห่วงตัวเองดีกว่าไหม”“แซนด์ก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้วนี่ หายดีไปเรียนได้ตามปกติแล้ว”“หายดีก็ดีแล้ว พี่จะได้นัดกับพ่อแม่ เขาให้พี่พาแซนด์ไปทานข้าวด้วย แต่พี่บอกไปว่าขา
บทที่56สรุปแซนด์เอ็นข้อเท้าฉีก ดีนะที่ผมพามาตรวจอย่างละเอียดอีกที ส่วนเจ้าตัวพอรู้ว่าตัวเองเอ็นข้อเท้าฉีกเท่านั้นแหละ คนที่ปากแข็งว่าไม่ได้เป็นอะไร ก็บ่นปวดข้อเท้าขึ้นมาทันทีเลยคุณหมอใส่เฝือกแล้วก็จัดยาสำหรับทานแก้ปวดมาให้ พร้อมกับไม้เท้าหนึ่งอัน ไอ้ตัวดื้อมันเดี้ยงแบบนี้เลยไม่มีฤทธิ์เดชอะไรกับผมมาก เพราะแค่จะเดินด้วยตัวเองยังทำไม่ได้เลย ต้องให้ผมช่วยประครองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนเข้าห้องน้ำก็ต้องให้ผมพาเข้าไปส่ง“สรุปว่าเมื่อวานพี่กู๊ดโทรคุยอะไรกับพี่ดีนที่โรงพยาบาลครับ” เมื่อวานหลังจากที่ปล่อยให้คุณหมอใส่เฝือกให้แซนด์ ผมก็เลยออกมาโทรหาไอ้ดีน เพราะอยากรู้เรื่องราวทั้งหมด“เรื่องแคลีน ดีนมันเล่าให้ฟังว่ามันได้ยินแคลีนคุยกับแซนด์ที่บันได เสียงดังมาก เลยเดินไปดู” ผมบอก“ว่าแต่ ทำไมอยู่ดีๆ ถึงไปที่นั่นได้ พี่เห็นแค่ว่าก่อนการแสดงแคลีนก็หายตัวไป จีนมันโทรตามให้วุ่นแต่ไม่คิดว่าจะไปก่อเรื่อง แถมหลังแสดงละครจบก็หายตัวไปเลย”“คือมีพี่คนหนึ่งมาบอกกับแซนด์ว่ามีคนอยากคุยด้วย ให้แซนด์ไปหาที่โถงคณะ พอแซนด์ที่นั่นก็เจอกับพี่เขา”“คราวหน้า อย่าไปพบใครโดยที่พี่ไม่ได้ไปด้วย และถ้าเกิดเรื่องอะไรแบ
บทที่55Good : say“อะไรนะ? แซนด์ตกบันไดเหรอ?”“ครับ ตอนนี้อยู่ที่ห้องพยาบาล”“แล้วตกได้ยังไง?” ผมถามไอ้ภีมออกไปอย่างร้อนใจ ทำไมอยู่ดีๆ แซนด์ถึงตกบันไดได้ ก่อนหน้านั้นยังนั่งอยู่ที่ด้านหลังของโรงละครอยู่เลย“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันพี่ แต่ก่อนหน้านั้นมีคนมาบอกกับมันว่า มีใครบางคนอยากคุยกับมันเป็นการส่วนตัว รออยู่ที่ตึกคณะ แล้วมันก็ออกไป มารู้อีกทีก็ตอนที่พี่ดีนโทรมาบอกว่าแซนด์มันตกบันได”“ไอ้ดีนเหรอ?”“ครับ พี่ดีนเป็นคนพาแซนด์ไปที่ห้องพยาบาล แล้วโทรศัพท์แซนด์มันก็แบตหมดด้วย มันก็เลยให้ผมมาบอกพี่ก่อน กลัวพี่จะเป็นห่วง”ถึงว่า ผมมองหาแซนด์ที่หน้าเวทีเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ทีแรกผมคิดว่าน้องน่าจะยุ่งอยู่ด้านหลังเวที เลยไม่ได้ออกมาดูผมแสดง ที่แท้ก็เกิดเรื่องนี่เองดีนะที่ตอนนี้งานก็เลิกแล้ว ละครเวทีก็เพิ่งจะจบ ทีมงานกำลังนัดแนะที่จะพานักแสดงกับทีมงานเบื้องหลังไปเลี้ยงฉลองกันต่อ“มีอะไรหรือเปล่ากู๊ด” จีนที่เดินเข้ามาเอ่ยถาม“กูไม่ไปงานเลี้ยงด้วยนะ มีธุระน่ะ” ผมเอ่ยบอก เพราะไม่มีอารมณ์จะไปแล้วตอนนี้ ซึ่งความจริงก็ตั้งใจว่าจะไม่ไปอยู่แล้วนั่นแหละ พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้เลยตัดสินใจไม่ยาก“อ้าว ทำไมล่ะ แล้







