FAZER LOGINแสงสลัวจากด้านนอกที่ลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้ามาด้านในห้อง ของค่ำคืนที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังอื้ออึงแข่งกับความเงียบอยู่เป็นระยะ ธิดาวดีหลับตาในอ้อมกอดของเขา อาการนอนไม่หลับติดต่อกันมาหลายคืนเพราะแพ้ท้องอย่างรุนแรงนั้น ตอนนี้กลับเหมือนถูกปลิดทิ้งเสียอย่างนั้นหรืออาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวเล็กที่อยู่ในท้อง จะรับรู้ถึงความอบอุ่นในอ้อมกอดของพ่อที่ส่งผ่านมาให้นะ เธอตั้งคำถามให้ตัวเอง แม้ลูกยังเป็นแค่ก้อนเลือดอยู่เท่านั้น หรืออาจจะเป็นเพราะความกังวลทั้งหลายมันหายไป และรู้สึกปลอดภัยในอ้อมกอดของเขาช่วงเวลาที่ห่างกันไปเพียงไม่นาน มาในวันนี้เธอมีคำตอบให้ตัวเองแล้วกับความรู้สึกของหัวใจที่มีต่อเขา แม้พยายามปฏิเสธ ก่อนจะซุกหน้าเข้าไปในอ้อมอก ภาษากายของเธอที่แสดงออกมานั้น สร้างรอยยิ้มให้กับทีชานนท์อย่างพอใจ ก่อนจะกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ประทับจูบลงที่เรือนผมของเธอ“พรุ่งนี้เราไปหาหมอกันนะ” พูดเสียงทุ้มอยู่ข้างหู“ไปฝากท้อง ให้หมอตรวจให้ละเอียด ผมสงสารคุณเวลาเห็นคุณแพ้ท้อง” ธิดาวดีพยักหน้าเบา ๆ “รอให้คุณดีขึ้นแล้วเราค่อยจัดงานแต่ง...ดีไหม?” “แต่งงาน...เหรอคะ?”“
ธิดาวดีเปิดอ่านทีละหน้าอย่างช้า ๆ มากมายเรื่องราวที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน รวมทั้งเรื่องที่กิตติถูกนำเข้าโครงการวิจัยโรคร้าย และถูกยกเว้นค่าใช้จ่ายนั้น มันเป็นเรื่องโกหก เป็นเขาต่างหากที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ทุกบาททุกสตางค์ นี่เขาหรอกเหรอที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ คอยซัพพอร์ทเธอในหลาย ๆ เรื่อง แต่ทำไมต่อหน้าเธอเขากลับแสดงออกมาอีกอย่าง เขารู้ว่ากิ่งฉัตรยักยอกเงิน และเตรียมเทคโอเว่อร์บริษัทต่อจากกิ่งฉัตร และโอนหุ้นคืนให้เธออ่านไปพร้อมกับความแข็งในหัวใจที่อ่อนยวบลงเช่นกัน พลันทำให้นึกถึงใบหน้าของเขาขึ้นมาทันที คนสุขุมมาดเข้มอย่างเขามีโมเม้นเขียนบันทึกความทรงจำแบบนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ“เป็นคุณเองเหรอคะคุณนนท์” พูดคนเดียวอย่างแผ่วเบาทีชานนท์เดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องทำงานชั้นล่าง หลังจากถูกสั่งห้ามไม่ให้ขึ้นไปรบกวนธิดาวดีด้านบน และคืนนี้เขาก็ต้องนอนในห้องนี้ แต่สุดท้ายก็ต้องขัดคำสั่งราณีและเดินขึ้นไปชั้นบนเพราะแพ้เสียงในหัวตัวเอง มือที่กำลังจะยกขึ้นเคาะห้องชะงักไปชั่วครู่ เมื่อตั้งคำถามให้กับตัวเอง แล้วถ้าเจอหน้าเขาแล้วเธอโมโหล่ะ หมอบอกคุณแม่ท้องอ่อนอารมณ์แปรปรวน แล้วถ้าเธอฉุนเฉีย
รอเคลื่อนออกจากบริษัทมาได้ไม่นานก็ต้องจอดข้างทาง เมื่ออาการแพ้ท้องกำเริบขึ้นอีกเหมือนแกล้งเธอ ยาดม ยาลม ยาหม่อง ที่เขาให้แม่บ้านเตรียมไว้ในรถดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร ทีชานนท์รวบผมเธอไว้เมื่อธิดาวดีโก่งคออาเจียนอยู่ริมถนน มืออีกข้างลูบหลังเธอแผ่วเบา ธิดาวดีนั่งหายใจหอบอยู่ข้างทางจนตัวโยนใบหน้าซีดเซียว ทีชานนท์เข้าไปหยิบขวดน้ำและกระดาษชำระในรถยื่นให้เธอ ก่อนจะพยุงหญิงสาวเข้าไปนั่งในรถ“ไหนบอกจะไปเอาโฉนดที่คอนโดไงคะ?” เธอหันมาถามเขาสายตาเอาเรื่อง เมื่อรถเปลี่ยนเส้นทาง“มีช่างมาซ่อมแอร์ และท่อน้ำในห้อง เครื่องมือเกะกะไปหมดคงไม่สะดวก”“คุณนนท์” ไม่บอกก็รู้ว่าโกหกชัด ๆ จ้องหน้าเขาอย่างหงุดหงิด ทีชานนท์กดสายหาภูริศและเปิดลำโพงให้เธอได้ยิน“เอาโฉนดและเอกสารทุกอย่างของคุณผึ้งอยู่ที่คอนโดมาให้ฉันที่บ้าน” เขากรอกเสียงลงไป(“ครับบอส”)“โอเคนะ” สั่งภูริศจบก็หันมาพูดกับเธอเพื่อให้อารมณ์หญิงสาวเย็นลง“งั้นให้คุณภูริศเอาไปให้ที่บ้านฉันก็แล้วกันค่ะ”“ไปส่งผึ้งที่บ้านด้วยค่ะ” ส่งเสียงบอกคนขับรถ“คุณแม่เป็นห่วงคุณมากและตอนนี้ก็ไม่สบาย ขอให้คุณแม่เจอหน้าคุณก่อนได้ไหม ให้ท่านสบายใจก่อนว่าคุณสบายดี” เอาราณ
ธิดาวดีเปิดฝายาดมและยกขึ้นจ่อจมูกสูดกลิ่นเข้าลึกจนเต็มปอด เหนื่อยกับการแพ้ท้องก็อ่อนแรงพอตัวแล้ว ไหนจะต้องมาหงุดหงิดกับคำบอกเล่าของทนายนาครที่เพิ่งวางสายไปเมื่อครู่อีก“คนโรคจิต” เธอพึมพำคนเดียวอย่างหงุดหงิด เมื่อนึกถึงใบหน้าพ่อของลูกในท้อง นึกอยากจะขอหย่าก็ขอ ยัดเยียดความผิดให้คนอื่นแบบไม่มีเหตุผล พอมาวันนี้บอกว่าไม่คิดจะหย่าแล้ว เห็นเธอเป็นที่รองรับอารมณ์ของเขาหรืออย่างไร แน่ชัดแล้วว่าเขาเป็นไบโพล่าจริง ๆ หรือไม่ก็คงปั่นประสาทเธออยู่“คุณนนท์ไล่ตามหาแกให้ขวักเลย ไหนจะป้าราณีอีก ทุกคนเป็นห่วงแกมากเลยนะ อีกหน่อยคุณนนท์ก็คงรู้ว่าแกอยู่ที่ไหน กลับมาได้แล้ว” คำพูดของเขมจิรา ฟังดูแล้วทุกคนคงคิดว่าเธอกำลังงอนเขาอยู่ เหมือนกับว่านี่มันคือความผิดของเธอเสียอย่างนั้น เขาเองต่างหากที่ผลักเธอให้ออกห่าง แต่มาวันนี้กลับวิ่งวุ่นตามหาเธอเหมือนจำการกระทำของตัวเองไม่ได้เสียอย่างนั้น นี่ขนาดไม่รู้ว่าเธอตั้งท้องทุกคนยังขอร้องแทนเขาขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าท้องไม่ตามอุ้มกลับเลยหรือยังไงแค่นึกความขุ่นมัวในอารมณ์ก็ก่อตัวเข้มขึ้น ทำไมเธอจะต้องทำตามความต้องการของเขาด้วย ไม่อยากจะหย่าตอนนี้อย่างนั้นหรือ ได้เลย น้ำผึ
“คุณน้ำผึ้งกลับมาเมื่อหลายวันก่อนแล้วค่ะ เก็บกระเป๋าออกไปพร้อมกับคุณภายังไม่กลับมาเลยค่ะคุณนนท์” คำบอกเล่าของแม่บ้านนารีที่สร้างความรู้สึกหวั่น ๆ ในใจให้กับชายหนุ่ม ถ้าอย่างนั้นเธอโกหกราณีว่าจะกลับมาบ้านสินะ“แล้วผึ้งได้บอกไหมครับว่าจะกลับมาวันไหน?”“ไม่ได้บอกค่ะ” ทีชานนท์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถ แม่บ้านนารีมองตามหลังรถที่เคลื่อนออกรั้วบ้านไป พร้อมกับถอนหายใจ“มิน่าล่ะคุณน้ำผึ้งถึงดูเศร้าจัง ที่แท้ก็ทะเลาะกันนี่เอง” เธอพึมพำคนเดียวและเดินเข้าบ้านไปทีชานนท์นั่งใช้ความคิดอยู่ในรถอย่างเงียบ ๆ ปะติดปะต่อหลายเรื่องราวและทบทวนคำพูดของแม่บ้านเมื่อครู่ หรือเธอจะเดินทางไปต่างประเทศกับวิภารัตน์ และกดสายหาผู้ช่วยหนุ่มภูริศทันที ก่อนจะกลับเข้าบ้านศตพิพัฒน์อีกครั้ง“อ้าว ไหนบอกไปรับหนูผึ้งไง” ราณีทักเมื่อเห็นชายหนุ่มกลับเข้ามาคนเดียว ผู้ถูกถามไม่ตอบแต่ก้าวขายาว ๆ กลับขึ้นไปบนห้องทันที เปิดตู้เสื้อผ้าออกสำรวจอย่างร้อนใจ พลันหัวใจก็หล่นวูบเป็นครั้งที่สอง เมื่อเสื้อผ้าของเธอหายไปเกือบเกลี้ยงตู้ ตรงไปที่หน้ากระจกทันที ของใช้ส่วนตัวของเธอไม่เหลืออยู่แม้แต่ชิ้นเดียว เปิดลิ้นชัก และสำรวจทุก
“วันนี้คุณนนท์ไม่กลับบ้านคุณผึ้งให้ตั้งโต๊ะมื้อเย็นเลยไหมคะ?” แม่บ้านพิไลเอ่ยถามธิดาวดี เมื่อกลับเข้าบ้านศตพิพัฒน์อีกครั้งหลังจากวิภารัตน์กลับต่างประเทศไปแล้วหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ทีชานนท์ก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย เขาขลุกอยู่ที่คอนโดจนถึงวันที่ต้องเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ คงไม่อยากเห็นหน้าเธอกระมัง“คุณแม่จะกลับจากปฏิบัติธรรมวันไหนเหรอคะป้าพิไล?”“วันนี้แหละค่ะคุณผึ้ง ตาเข่งออกไปรับนานแล้วค่ะ เดี๋ยวก็คงถึงมั้งคะ”“งั้นรอคุณแม่ก่อนดีกว่าค่ะ”“ได้ค่ะ”หญิงสาวขึ้นไปบนห้อง กวาดตามองไปทั่วทุกมุมที่เงียบงัน นับจากนี้ไปที่แห่งนี้ก็เป็นเพียงความทรงจำที่ไม่ควรเกิดขึ้นของเธอเท่านั้น เปิดตู้เสื้อผ้าเก็บข้าวของส่วนตัวลงกระเป๋า“เราไปเริ่มต้นใหม่ในที่ของเรานะคะ” ลูบหน้าท้องเบา ๆ ฝืนยิ้มให้ก้อนเนื้อที่อยู่ในนั้นแต่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเศร้า เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องทำให้เธอวางมือจากการเก็บของ เมื่อพิไลขึ้นมาแจ้งว่าราณีกลับมาถึงบ้านแล้ว“หนูผึ้งมาพอดีเลย” ราณีเอ่ยทักเมื่อเธอเดินเข้าไปนั่งลงที่โซฟา นายเข่งคนขับรถขนถุงของฝากมากมาย มากองรวมกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น“แม่ซื้อขนมที่หนูผึ้งชอบมาฝากด้วยนะ”







