Se connecter“ปีศาจหมูถูกยิงแล้ว!” เสียงร้องเฮเหมือนได้ชัย กับฝีเท้าที่วิ่งเข้ามา
“หยุดนะเจ้าปีศาจหมู”
“ใครจะยอมตายง่าย ๆ ข้าไม่มีวันให้พวกเจ้าเอาหัวใจข้าไปได้หรอก”
เข่าที่ทรุดลงดินจากความเจ็บฉับพลัน ต้องฝืนลุกขึ้นพร้อมทั้งกัดฟันดึงธนูที่ฝังในเนื้อออกไป เลือดพุ่งกระฉูดโดยพลันอาบผ้าจนชุ่ม จูซินไม่มีเวลามาเจ็บปวดหรือห้ามเลือดใด ๆ นางเอาแต่วิ่งหนีเหล่าชายฉกรรจ์พวกนั้นอย่างสุดกำลัง
วิ่งมาจนถึงเส้นขอบแนวสันเขา จูซินต้องชะงักเท้าไม่ให้ร่วงลงไปในเหว หันหน้าไปมองกลุ่มทหารที่จวนเข้าใกล้มาทุกที
“เจ้าไม่มีทางหนีแล้วเจ้าปีศาจ”
หากเบื้องหน้าหมายถึงความตายที่มาเยือน แล้วมันจะต่างอะไรหากนางหันหลังลงเหวไป อย่างไรเสียหัวใจที่มีค่าของนางไม่ควรตกอยู่ในมือคนชั่วเช่นนั้น
“หึ ใครว่าล่ะ”
จูซินยกยิ้มใต้หน้ากากผ้า ก่อนหงายหลังลงสู่เหวที่ขึ้นชื่อว่าอันตรายที่สุด นั่นคือเหวนรกชันนั่นเอง
“เฮ้ย! นางกระโดดลงไป” แม่ทัพซีซวนรีบวิ่งไปคว้าปีศาจหมู แต่ก็ไม่ทันซะแล้ว
“เจ็บใจนัก” หยางโฮวที่ตามมาติด ๆ เจ็บในที่เกือบจะได้หัวใจปีศาจหมูเสียแล้ว
“เอาอย่างไรดีขอรับท่าน” ทหารนายหนึ่งพูดขึ้น
“รีบตามลงไปดู เราจะปล่อยให้นางหนีไปไม่ได้” ผู้นำแคว้นตงฉีพูด
“แต่ว่าที่เหวนั่นยังไม่เคยมีผู้ใดเข้าไปได้เลยนะขอรับ ว่ากันว่าพื้นดินตรงนั้นเป็นเหมือนเศษแก้วใครเหยียบเข้าไปก็จะถูกบาดจนเข้าลึกถึงกระดูก หากตกจากที่สูงร่างทั้งร่างจะถูกทึ้งเหมือนโดนฉีกเนื้อเป็นชิ้น ๆ ปีศาจหมูนางจะรอดจริงหรือท่าน” แม่ทัพแห่งซีซวนพูดขึ้น
“ข้าไม่ได้หวังให้มันรอด ข้าเพียงแค่ต้องได้หัวใจของปีศาจหมู ต่อให้ร่างเน่าเปื่อยหัวใจที่เป็นเหมือนทับทิมนั่นไม่มีเสื่อมสลาย หากไม่ร่ายมนตร์ใด ๆ ไม่ว่ายังไงข้าก็จะหาวิธีตามล่ามันมาให้ได้ พวกท่านก็ทำตัวให้มีประโยชน์ได้แล้ว อย่าให้ข้าต้องเหนื่อยอยู่ผู้เดียว”
หยางโฮวพูด ดวงตาเหี้ยมเต็มไปด้วยความเจ็บใจ ก่อนหันหลังให้แล้วกระโดดขึ้นหลังม้าอย่างสง่างาม เขาต้องหาวิธีนั้นมาให้ได้เพื่อพลังและอำนาจของเขา
ทุกสายตามองผู้นำแห่งแคว้นหนานโฮวผู้ซึ่งมีหัวใจปีศาจหมูไว้ครอบครองเพียงเสี้ยวเดียว นั่นก็นับว่ามากแล้วแต่ก็ยังไม่พอกับคนมักใหญ่อยู่ดี
“หึ อย่าให้ข้ามีเหมือนท่านบ้างแล้วกัน” ผู้นำแคว้นตงฉีพูดอย่างหมั่นไส้ที่เขาเหมือนเป็นรอง หากไม่ใช่เพราะผลประโยชน์คงไม่ฟังคำไม่รื่นหูนี้
ร่างหนักสองร้อยชั่งร่วงลงสู่เหวนรกชัน คิดว่าตัวเองคงกลายเป็นหมูถูกเสียบไม้อย่างหมูหัน จึงปลงกับชีวิตและยินดีที่จะตายจากไป
ทว่าลมใต้ร่างคอยประคองไว้ให้กายของปีศาจหมูตกลงสู่เหวช้าลง เปลือกตาที่ปิดอยู่พลันลืมขึ้นเมื่อแผ่นหลังกระแทกเข้ากับร่างของใครบางคนที่ติดอยู่กับสันของแนวหินที่เป็นเหลี่ยมแหลมดั่งหอก เกี่ยวร่างนั้นไว้ด้วยเสื้อเกราะที่กำลังหลุดออก หากไม่มีร่างนี้แผ่นหลังของนางก็คงถูกเสียบไปแล้ว
จูซินรีบหมุนตัวคว้าเกาะร่างของชายผู้นั้นในอากาศ ไม่ยอมให้ตัวเองตกไปสู่เหวนรกชัน เกิดไม่อยากตายขึ้นเสียดื้อ ๆ พร้อมมองไปยังร่างที่เหมือนคนตายจากบาดแผลที่มีอยู่ทั่วตัว ใบหน้าซีดเซียวที่ถูกแสงยามแรกอรุณสาด ทำให้จูซินเห็นใบหน้าของชายผู้นี้ที่มีแผลบาดลึกที่ดวงตาทั้งสองคู่นั้นอย่างน่ากลัว
“กายของท่านยังอุ่น!”
ดวงตากลมเบิกโพลงขึ้นทันทีคิดว่าชายผู้นี้คือศพที่ตกลงจากหน้าผากเช่นกัน นางรู้มาว่าที่แห่งนี้ไม่เคยมีผู้ใดรอดชีวิตกลับไปได้ คนที่รอดพ้นคงมีแต่ผู้มีบุญญาธิการ ชายผู้นี้คงเป็นผู้มีบุญมาก
พรึ่บ!
ขณะที่กำลังพินิจในเวลาเส้นแบ่งความตาย เสื้อเกราะที่เกี่ยวร่างของชายผู้นี้ได้หลุดออก ทำให้ทั้งสองตกสู่เบื้องล่างอีกครั้ง ปีศาจหมูตัวใหญ่กว่ารีบอุ้มชายผู้นี้ไว้ พร้อมใช้วิชาที่ได้ร่ำเรียนสืบทอดมาเอาตัวรอดในเหวที่เหมือนนรกนี้ ร่างอวบอ้วนกระโดดแตะสันเขาไปมาจนในที่สุดก็ลงสู่พื้นดิน ด้วยปลายเท้าที่แตะแผ่วเบาราวกับเป็นแมลงปอบนผิวน้ำ
“ข้าคงช่วยท่านได้เพียงเท่านี้ ไปสู่สุคติเถิด”
แม้กายจะอุ่นแต่ลมหายใจผะแผ่วเกินกว่าจะยื้อได้ ปีศาจหมูที่เพิ่งถูกไล่ล่ามาไม่อาจรู้ได้ว่าชายผู้นี้เป็นพวกเดียวกับคนพวกนั้นหรือไม่ นางจึงต้องยอมใจร้ายเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอด
“ชะ...ช่วยข้า ชะ...ช่วย ขะ...ข้าด้วย”
ริมฝีปากซีดแห้งกร้านขยับเพียงเล็กน้อย แม้จะเป็นลมหายใจสุดท้ายเขาก็ยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ไม่รู้ว่าเสียงหวานที่ได้ยินนั้นเป็นเทพองค์ใดหรือไม่ เขาก็อยากเอ่ยขอออกไปทั้งที่ไม่มีแม้แต่แรงหายใจ
จูซินเงียบครู่หนึ่ง นางมองใบหน้าซีดที่มีแต่บาดแผล ปีศาจหมูเช่นนางควรชั่วช้าไม่คิดปรานีผู้ใด คนทั่วทั้งใต้หล้าก็ชิงชังและหมายเอาชีวิตนาง ไยต้องทำดีให้กับคนใกล้ตายผู้นี้ด้วย
“ข้าไม่ใช่คนดี ท่านไม่มีสิทธิ์มาร้องขอชีวิตกับข้า”
“ข้าอยากช่วยเจ้า”“หากท่านอยากช่วยข้า ท่านนั่งสานตะกร้าที่ข้าทำทิ้งไว้ก่อนเถิด งานหนักอย่างนั้นให้ข้าทำเอง”จูซินไม่รอช้าหยิบตะกร้าพร้อมไม้หวายที่ตัดเอาไว้มากองให้คนว่างงานได้ทำ“ท่านทำเป็นหรือไม่”“ข้าว่าข้าทำเป็น” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกว้าง ในที่สุดเขาก็มีประโยชน์แล้ว“ท่านสานตะกร้าไปนะ ข้าจะไปตักน้ำที่บ่อ”หลังจากนั้นจูซินได้แยกตัวเดินไปยังบ่อน้ำ ตักมันด้วยถังไม้แล้วนำมารดผักที่เจริญงอกงามอยู่ในแปลง ระหว่างที่นางตั้งใจทำงานหนักจนเหงื่อออก ดวงตากลมคอยปรายมองเหยี่ยนจิงไปด้วยชายที่นั่งบนหินก้อนใหญ่ อกผายไหล่กว้าง เสื้อผ้าของบิดาที่นำมาให้เขาได้ใส่กำลังพลิ้วไปตามลม พลันเห็นภาพซ้อนของบิดาอีกครั้ง“จูซินลูกพ่อ มานี่สิ” ใบหน้าของชายมีหนวดเครากำลังยิ้มกว้างให้ลูกสาวซึ่งเป็นปีศาจหมูในวัยเพียงสามขวบ เด็กน้อยตัวสั้นป้อมยิ้มร่ามาหาจูเชียวผู้เป็นพ่อ ทั้งเนื้อทั้งตัวมอมแมมเปื้อนโคลนไปหมด แต่คนเป็นพ่อก็ยังอ้าแขนรอพร้อมกอดลูกไว้แน่น ก่อนอุ้มขึ้นให้สูงระดับอก“ท่านพ่อ ท่านแม่นำอาหารมาให้ท่าน”“รึ วันนี้แม่ของเจ้าทำอะไรให้กินล่ะ” จูเชียวมองพวงแก้มแดงที่ขยับเล็กน้อยยามเมื่อปากเล็กกำลังพูด“ซาลาเปาไส้ผ
วันเวลาผ่านเลยนานนับเดือนจูซินยังคอยดูแลเหยี่ยนจิงเฉกเช่นเดิม และนับวันอาการของเขาได้ดีขึ้นตามลำดับ จากคนที่ขยับลุกขึ้นเดินเหินไม่ค่อยได้ ยามนี้สามารถใช้ไม้เท้าประคองตัวเองเดินไปทั่วห้อง จากการเพียรพยายามใช้ชีวิตในความมืดบอดของตัวเอง จดจำทุกย่างก้าวให้พอรู้ว่าที่มุมใดมีอะไรอยู่บ้าง ส่วนจูซินก็ช่วยอีกทาง นางไม่ขยับย้ายสิ่งของใดในบ้าน เพราะกลัวว่าเหยี่ยนจิงจะเตะโดนและล้มคะมำ ในทุกการทำกายภาพนางมักคอยดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ จากที่ไม่คุ้นชินที่บ้านหลังนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยกลายเป็นคุ้นเคยไปเสียแล้ว “ข้าอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ข้ายังไม่ได้ยินเสียงใครอื่นเลย” “ข้าอยู่คนเดียว พ่อแม่ข้าตายไปหมดแล้ว ข้าไม่มีญาติที่ไหน แม้แต่เพื่อนบ้านที่พอเป็นมิตรก็ไม่มี” น้ำเสียงเศร้าลง ก่อนลุกขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “ข้าจะออกไปรดน้ำแปลงผัก ท่านรอข้าอยู่ในบ้านก่อนนะ” “ข้าอยากไปด้วย”เหยี่ยนจิงฟังน้ำเสียงนั้นอยากตีปากตัวเองเสียจริง จิตใจของนางต้องแกร่งและเข้มแข็งเพียงใดที่ต้องใช้ชีวิตโดยลำพังเช่นนี้ เขาเริ่มเห็นใจอีกฝ่ายจึงไม่อยากให้ต้องเหน็บเหนื่อย
เช้าวันต่อมาจูซินสะดุ้งตื่นทันที นางเผลอปล่อยตัวสบายจนลืมไปว่าห้ามเผยกายหยาบให้ผู้ใดเห็น โดยเฉพาะมนุษย์ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาเช่นนี้ แม้ดวงตาทั้งสองถูกพันแผลไว้แต่ก็ห้ามประมาทเชียว ก่อนที่เหยี่ยนจิงจะตื่นนางจึงรีบลงไปเตรียมอาหารและปรุงยาให้ ก่อนกลับขึ้นมาเตรียมน้ำอุ่นให้อาบ เมื่อเข้ามานางได้เห็นอีกฝ่ายลุกนั่งพิงพนักเตียงจึงเอ่ยถาม “ท่านตื่นแล้วรึ” “ข้าตื่นแล้ว เจ้าเลี้ยงหมูด้วยรึ เมื่อคืนข้าได้ยินเสียง” “ชะ...ใช่ เป็นหมูป่าบาดเจ็บมาเหมือนกับท่าน เมื่อเช้าข้าได้ปล่อยมันไปแล้ว” “อืม” “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” “ดีขึ้นมากแล้ว” เหยี่ยนจิงยิ้มให้นาง “ท่านอยากอาบน้ำหรือไม่ ข้าเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ท่านแล้ว” “อืม” “รอข้าประเดี๋ยว ข้าได้ทำไม้เท้าไว้ให้ท่านแล้ว” จูซินรีบวิ่งไปหยิบไม้เท้าที่ตั้งใจตัดมาให้ “เจ้าไปหามาได้อย่างไร” “ตัดจากไม้แถวนี้ ไม่ได้ยากเย็นอะไร มาข้าช่วย” นางประคองคนเจ็บให้ลุกจากเตียง เหยี่ยนจิงเดินขาเดียวพร้อมเกาะไหล่นางเดินไปยังห้องน้
เสียงดังโครมครามจากชั้นล่างทำให้คนหลับสะดุ้งตื่น เหยี่ยนจิงนึกห่วงซินซินขึ้นมา เขาที่มีดวงตามืดบอดจึงพยายามมองหาและยันตัวเองขึ้น “ท่าน! จะขยับตัวไปไย” จูซินเดินเข้ามาพร้อมยาต้มสมุนไพร ก็ต้องรีบวางของในมือแล้วช่วยประคองคนเจ็บ “ข้าได้ยินเสียงดัง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม” “ข้าไม่เป็นกระไร” ใบหน้านางมีรอยยิ้ม ดีใจที่อีกฝ่ายนึกเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้น” “หมาป่าน่ะ มันเข้ามาจะกินอาหารในครัว ข้าก็เลยเอาไม้ฟาดมันไป” “อย่างนี้นี่เอง” เหยี่ยนจิงได้ยินเสียงสุนัขอย่างที่นางพูด จึงเป็นคำที่เชื่อได้ เขาจึงไม่ถามต่อ “ท่านตื่นก็ดีแล้วข้าต้มยามาให้ท่าน” ว่าแล้วจูซินก็ยกถ้วยยามาให้ดื่ม เหยี่ยนจิงทำตามอย่างว่าง่าย มือใหญ่ของเขาคอยประคองมือของนางไว้ด้วย สัมผัสแผ่วเบาที่จับบนมือนุ่มทำให้ใจของปีศาจหมูหวั่นไหวทุกครา ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรเลย “ท่านพักผ่อนเถิด คืนนี้หนาวเย็นยิ่งนัก ข้าจะนำเตาผิงไฟมาให้ท่าน” จูซินจัดการช่วยประคองคนเจ็บให้นอนลงตามเดิม พร้อมดึงผ้าห่มคลุมกายให้ ส่วนนางได้ลุกเดิน
ปีศาจหมูเอื้อมมือไปบังใบหน้าของเหยี่ยนจิงไว้ พลังแห่งการพักผ่อนจึงแผ่ออกมาช่วยให้คนเจ็บได้นอนอย่างสบาย นางมองใบหน้าหล่อนั้นอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนเดินหายออกไปจากห้องนี้จูซินเดินเข้ามาในห้องน้ำ ถึงเวลาที่นางต้องชำระล้างตัวเองสักหน่อย เสื้อผ้าถูกผลัดออกกองลงบนพื้น ร่างอวบอั๋นเปลือยเปล่ากำลังสะท้อนอยู่ในเงากระจกทองเหลือง ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นร่างอรชรอย่างคนทั่วไป ใบหน้าที่เคยเป็นหมูกลายเป็นหญิงงามจากมนต์ยามราตรีนั่นเองจูซินหย่อนกายลงในอ่างอาบน้ำ ขัดเนื้อตัวอย่างเชื่องช้า พลางนึกถึงเหตุการณ์ที่น่าระทึกจากการหลบหนีพวกทหาร นางรอดชีวิตมาได้ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีเลยว่าวันข้างหน้าจะรอดอีกหรือไม่มือทาบบนอกข้างซ้ายที่ตอนนี้ยังคงมีเส้นชีวิต หัวใจอันมีค่ายิ่งของนางกำลังเป็นอะไรกันแน่ เหตุใดถึงสั่นระรัวได้ถึงเพียงนี้อะ...ฮู้ววว!จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงสุนัขหอน จูซินที่อาบน้ำอยู่ต้องชะงักในทันที พร้อมหันมองไปรอบอย่างหวาดระแวง เห็นเงาเคลื่อนตัวอย่างว่องไวอยู่รอบห้อง ก่อนจะมีสายลมพัดดับเปลวไฟภายในห้องน้ำสนิทโดยพลัน“แย่แล้ว!” ด้วยความตกใจ จูซินจึงรีบคว้าเอาเสื้อมาคลุม ทว่ากลับคว้าได้เพียงอากาศเพร
ผ้าที่ซักจนสะอาดถูกสะบัดให้น้ำกระเด็นก่อนตากไว้บนราวไม้ไผ่จนเสร็จ จูซินรีบเดินขากะเผลกขึ้นไปหาคนเจ็บบนชั้นสองที่รออยู่ เท้าก้าวข้ามธรณีประตูโดยไม่ต้องเปิด เพราะบานประตูยังกองอยู่บนพื้น มือล้วงเอาของสำคัญในสาบเสื้อยื่นให้เหยี่ยนจิงที่ยังนั่งพิงพนักเตียงอยู่ท่าเดิม “นี่ของท่าน” “มันคืออะไร เจ้าบอกข้าให้เห็นภาพได้หรือไม่”มือใหญ่รับของสำคัญมาคลำ เขารู้ว่าในมือเป็นสร้อยคอที่ถูกแกะสลักเป็นมังกร ส่วนตราประจำตระกูลนั้นแกะแซ่ไว้ให้นูนขึ้น เขาจึงรู้ว่าตัวเองแซ่ เซี่ย คนสูญเสียความทรงจำจึงรู้นามตระกูลตนเอง “ข้าไม่รู้หนังสือ รู้แต่เพียงว่าสร้อยของท่านมีจี้เป็นมังกรคาบแก้ว สีของมันเป็นสีเขียวอมคราม ส่วนตราเหมือนแท่งหยกนี่ข้าก็อ่านไม่ออก” “ไม่เป็นไร แค่นี้ก็เพียงพอ ขอเพียงข้ามีสิ่งนี้อยู่ ญาติของข้าคงตามเจอ” “ข้าก็หวังว่าอย่างนั้น” จูซินยิ้มจาง ๆ มองดวงตาที่ถูกพันแผลไว้ในยามที่เหยี่ยนจิงหายดีนางจะพาเขาออกไปจากแดนปีศาจโดยทันที หลังจากนั้นตัดขาดกันให้สิ้น นึกดีใจอยู่บ้างที่เขาไม่รู้ถึงที่มาของตัวเองนางจะได้ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกเขาฆ่า“ข้าซ่อมประ







