LOGINอู๊ด...อู๊ด
เสียงร้องตกใจของหญิงรูปร่างอวบอ้วน มีน้ำหนักถึงหนึ่งสองร้อยชั่ง ใบหน้าถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้หน้ากากผ้าที่ปิดไปถึงครึ่งหน้า เห็นเพียงดวงตากลมสองข้าง บนศีรษะยังมีผ้าคลุมปิดไว้มิดชิด ใบหน้าอัปลักษณ์อย่างคนครึ่งปีศาจหมูจึงไม่สามารถเปิดเผยให้ผู้ใดเห็นได้ นางคือ จูซิน ปีศาจหมูที่คนทั่วแดนต่างอยากฆ่าควักหัวใจ
บนหลังบ่ามีห่อเสื้อผ้าแบกไว้ สองขาพลันเร่งรีบวิ่งไปตามพื้นขรุขระในพงไพรยามราตรี หนีการไล่ล่าจากพวกชายชุดเกราะที่มีทั้งอาวุธและม้าศึกมาหลายวันแล้ว
ร่างอวบอ้วนวิ่งหลบแนวกอไผ่ได้อย่างคล่องแคล่ว ปีศาจหมูแม้จะเป็นหญิงแต่ก็ยังมีวิทยายุทธ์พอที่จะต่อสู้กับคนที่หื่นกระหายในการฆ่าปีศาจเช่นนาง
“ปีศาจหมู มันอยู่ที่นั่น รีบไปเร็ว” เสียงทหารแว่วมา
ดวงตากลมของปีศาจหมูหันไปมองตามแสงของคบเพลิงที่เห็นมาแต่ไกล นางจึงรีบวิ่งและใช้วิชาตัวเบาหลีกหนี ทว่านางซึ่งเป็นปีศาจหมูเพียงตนเดียวในใต้หล้า ย่อมเป็นที่ต้องการของพวกคนชั่วที่กรูกันมาล้อมนางไว้ทุกทิศทาง
“เจ้าหนีพวกข้าไม่พ้นหรอก นางปีศาจหมู!” ทหารชุดเกราะสีดำทมิฬลั่นวาจา ปลายดาบชี้มายังนาง
จูซินมองพวกมันอย่างหยั่งเชิง ลมหายใจหอบและอ่อนล้าเต็มที โกรธแค้นพวกมนุษย์ที่คิดจะฆ่านางเหมือนกับพ่อแม่ที่ตายจากฝีมือของพวกมัน นางไม่เคยระรานผู้ใดอาศัยหลบอยู่ตามป่าเขา เหตุไฉนถึงต่างคนต่างอยู่ไม่ได้
เมื่อฝีเท้าของฝ่ายศัตรูขยับเข้ามาหวังทึ้งร่างนาง จูซินพลันกระทืบเท้าแตะลงธรณีใบไม้แห้งที่ร่วงอยู่ตรงนั้นกระเพื่อมขึ้นกระจายแตกเป็นวง เปลี่ยนใบไม้แห้งให้กลายเป็นใบมีดแหลมคมโจมตีพวกมันในพริบตา
เสียงร้องโหยหวน และร่างที่พลัดตกหลังม้าตามมาติด ๆ ปลายลูกศรของธนูเพลิงพุ่งเข้าใส่ปีศาจหมูรอบทิศทางด้วยเช่นกัน
ร่างหนักสองร้อยชั่งหมุนเป็นเกลียว ผ้าที่สวมกลายเป็นใบพัดปัดธนูพวกนั้นออกไปให้พ้น ใช้วิชาตัวเบาอย่างปีศาจกระโดดออกจากวงล้อม ก่อนวิ่งหนีไปอีกหน
“ตามมันไป!”
ทหารที่มีมากถูกกำจัดไปเพียงเท่านั้น วิ่งตามกันมาเหมือนเป็นดอกเห็ด ไม่อาจทำให้พวกกระหายอยากในพลังวิเศษในตัวปีศาจหมูลดลงไปได้
‘จูซินเจ้าต้องรักษาตัวให้ดี อย่าให้ใครมาทำร้ายเจ้าได้ รีบหนีไปซะ!’
“ฮือ ท่านแม่”
จูซินนึกถึงคำสั่งเสียของผู้เป็นแม่เมื่อหลายปีก่อน ในครานั้นนางยังเยาว์วัยอยู่มาก พ่อแม่ของนางถูกพวกคนทรามจับตัวไป มีเพียงนางเท่านั้นที่รอดพ้นจากการไล่ล่านี้ ปีศาจหมูตัวเล็กนิดเดียวต้องวิ่งไปทั้งน้ำตา พร้อมทั้งได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากทั้งสอง อยากคิดกลับหลังหันไปสู้ให้รู้แล้วรู้รอด แต่นางก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ของปีศาจหมูไว้ให้คงอยู่
นางปาดน้ำตาวิ่งหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว ยิ่งนางโตถึงวัยเจริญพันธุ์พลังก็ยิ่งมีอนุภาคมากขึ้น คนที่กระหายอยากได้พลังวิเศษเปรียบเท่าเทพ จึงไม่ยอมปล่อยนางไปง่าย ๆ
ฉึบ!
เสียงลูกธนูพุ่งผ่านช่องอากาศด้วยความเร็วสูงนับสิบกำลังมุ่งเป้ามาที่นาง จูซินฝืนกำลังหลบหลายครั้งหลายหน แต่มันก็ยังมีพลาดโดนที่ต้นขา
“อึก!”
หลังจากวันนั้นคนไร้ซึ่งแสงนำทางผู้นี้ได้ทำหน้าที่สามีให้กับจูซินอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ความรักของพวกเขาเบ่งบานชื่นมื่นอยู่นานเป็นปีอาการบาดเจ็บของเหยี่ยนจิงก็หายเป็นปลิดทิ้ง เหลือเพียงดวงตาคู่นี้ที่ยังมืดบอดและยังจำอดีตของตนไม่ได้ นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญในใจเขา หญิงตรงหน้าต่างหากที่สำคัญยิ่ง“ซินซินฮูหยินของข้า” กุมมือนางไว้แน่น นับวันความรักของเหยี่ยนจิงยิ่งมีมากจนล้น“เจ้าคะ”แบมือที่กำสร้อยไว้ “ข้าอยากมอบสิ่งนี้ให้กับเจ้า” ในเมื่อตอนนี้เขามีสมบัติติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น เขาจึงอยากมอบสิ่งมีค่านี้ไว้ให้เป็นตัวแทนในความรักที่เขาเต็มใจมอบให้นาง“ของสำคัญของท่านพี่นี่เจ้าคะ” หัวใจจูซินพลันเต้นแรง ตาเบิกกว้างมองของมีค่านั้น“ของสำคัญย่อมอยู่กับคนสำคัญของข้า เจ้าคือคนสำคัญที่สุดในใจของข้านะฮูหยิน”“ข้าดีใจที่ท่านพี่พูดเช่นนี้ ท่านไม่คิดเก็บไว้สืบหาญาติรึเจ้าคะ”“ไม่จำเป็นแล้ว ข้าอยู่ที่นี่มาร่วมปีแล้ว ญาติของข้าคงเข้าใจว่าข้าตายไปแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะอยู่กับเจ้าที่นี่ มี
“เจ้าเป็นกระไรรึไม่” เหยี่ยนจิงเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความเป็นห่วง“ข้าไม่เป็นกระไร ท่านถอยห่างจากครัวเถิด ข้าขอเก็บกวาดสักประเดี๋ยว เดี๋ยวข้าเอาซาลาเปาที่ยังมีในเข่งไปให้ท่าน”“ให้ข้าช่วย”“อย่าเลย เดี๋ยวมือท่านจะโดนเศษกระเบื้องบาด ข้าไหวท่านไปเถิด”“ข้าจะรอเจ้า”เหยี่ยนจิงไม่ได้ดื้อรั้น เขาเดินค้ำไม้เท้าขึ้นไปรอบนห้องแต่โดยดี ปีศาจหมูจึงต้องรีบเก็บของที่กระจัดกระจายบนพื้น อาหารที่อุตส่าห์ตั้งใจทำให้อีกฝ่ายได้ชิมรส บัดนี้เหลือเพียงซาลาเปาในเข่งเพียงไม่กี่ลูกเท่านั้น นางเก็บกวาดพื้นให้สะอาดไม่ให้เหลือเศษกระเบื้องไว้แม้แต่เล็กน้อย เพราะกลัวคนตามืดบอดจะเหยียบโดนเข้าหลังจากเก็บครัวจนเสร็จ นางจึงนำซาลาเปาขึ้นไปให้เหยี่ยนจิงได้กิน ซาลาเปาไส้ผักสูตรพิเศษแม้จะไม่ได้แตกต่างจากของชาวบ้านทั่วไป รสชาติของมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มอบให้ชายผู้นี้อย่างไม่มีข้อแม้นางยื่นซาลาเปาใส่ในมือใหญ่ นางยอมอดได้เพื่อให้เหยี่ยนจิงได้อิ่มท้อง มองอีกฝ่ายกินได้อย่างเอร็ดอร่อยเพียงเท่านั้นพลัน
ควันโชยออกนอกหน้าต่างจนโขมง พร้อมกับกลิ่นหอมของซาลาเปาไส้ผักร้อน ๆ ที่แข่งกันฟูอยู่ในเข่งอวดผิวสีขาวของเนื้อแป้งนุ่มเด้ง ที่จับจีบไว้อย่างสวยงามจูซินที่สวมผ้ากันเปื้อนหยิบเข่งซาลาเปาออกมาวางบนโต๊ะ พร้อมอาหารอีกสองสามอย่างที่ได้เตรียมไว้ให้เหยี่ยนจิง นางตั้งใจทำอาหารในมื้อนี้อย่างสุดฝีมือเพื่อระลึกถึงครอบครัวที่จากลา พลางมองไปยังชายผู้เดินด้วยไม้เท้าเข้ามาในครัวอย่างรู้เวลา แม้ดวงตาบอดสนิทนั้นจะยังไม่หายดีแต่ก็คล่องแคล่วขึ้นอย่างดีวันดีคืน“เจ้าทำกระไรให้ข้ากินบ้าง กลิ่นมันหอมตลบอบอวลไปหมด” คนหย่อนกายนั่งลงพร้อมรับกลิ่นยั่วน้ำลาย“ซาลาเปาไส้ผัก ผัดผักสามสหาย ต้มเยื่อไผ่กับเต้าหู้อ่อน”“น่ากินยิ่งนัก”!!!เสียงนั้นไม่ได้มาจากเหยี่ยนจิง แต่เป็นจากชายผู้ที่ไม่อยากให้เจอสักนิด ปีศาจจิ้งจอกถือวิสาสะเข้ามาในบ้านคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อน“ท่านมาที่นี่ทำไม” จูซินพูดด้วยความตกใจ รีบลุกขึ้นไปยืนบังหน้าเหยี่ยนจิง&
หลังจากการข่าวจากไปของแม่ทัพกังเปาแพร่สะพัดไปทั่วเขตแคว้น ภายในราชสำนักเริ่มปั่นป่วนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ทั้งยังมีความไม่สงบที่ขอบชายแดนอยู่ไม่ขาดคนที่ทุกข์ร้อนใจที่สุดนั้นคงเป็นฮองเฮาที่ประชวรอยู่ตอนนี้ จากโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เกสาได้ร่วงจนบางเป็นหย่อม ผิวแห้งติดกระดูก เรี่ยวแรงไม่มีให้พอให้ขยับตัวได้ เหมือนเป็นผักในโหลดองอย่างไรอย่างนั้นนางเฝ้ารอลูกชายกลับมาจากศึกสามแคว้น แต่กลับพบข่าวร้ายที่ว่าแม่ทัพกังเปาสิ้นชีพในแดนสงคราม นั่นเท่ากับว่า องค์ชายรองบุตรชายของฮองเฮาได้สิ้นพระชนม์ไปในศึกคราวนั้นแล้วองค์ชายรองเก่งเรื่องบู๊ได้แฝงตัวเป็นแม่ทัพแห่งวังหลวง และยังมีสิทธิ์ได้ขึ้นครองเป็นฮ่องเต้องค์ถัดไป บัดนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรเสียจนคนที่ลมหายใจอ่อน แทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อเพราะบุตรชายหมายมั่นจะตามหาปีศาจหมูมาถวายให้จงได้ นางจึงรอคอยอย่างมีหวังเพื่อจะได้กลับมาอยู่เคียงคู่บัลลังก์กับฮ่องเต้อีกครั้ง และจะได้มองลูกชายผ่านม่านแดงที่อยู่เบื้องหลังบัลลังก์นั้น ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ข่าวนั้นเป็นจริง เพราะยังไม่มีใครรู้ข่าวขององค์ชายรองที่ได้แต่ปิดเอาไว้
“ข้าอยากช่วยเจ้า”“หากท่านอยากช่วยข้า ท่านนั่งสานตะกร้าที่ข้าทำทิ้งไว้ก่อนเถิด งานหนักอย่างนั้นให้ข้าทำเอง”จูซินไม่รอช้าหยิบตะกร้าพร้อมไม้หวายที่ตัดเอาไว้มากองให้คนว่างงานได้ทำ“ท่านทำเป็นหรือไม่”“ข้าว่าข้าทำเป็น” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มกว้าง ในที่สุดเขาก็มีประโยชน์แล้ว“ท่านสานตะกร้าไปนะ ข้าจะไปตักน้ำที่บ่อ”หลังจากนั้นจูซินได้แยกตัวเดินไปยังบ่อน้ำ ตักมันด้วยถังไม้แล้วนำมารดผักที่เจริญงอกงามอยู่ในแปลง ระหว่างที่นางตั้งใจทำงานหนักจนเหงื่อออก ดวงตากลมคอยปรายมองเหยี่ยนจิงไปด้วยชายที่นั่งบนหินก้อนใหญ่ อกผายไหล่กว้าง เสื้อผ้าของบิดาที่นำมาให้เขาได้ใส่กำลังพลิ้วไปตามลม พลันเห็นภาพซ้อนของบิดาอีกครั้ง“จูซินลูกพ่อ มานี่สิ” ใบหน้าของชายมีหนวดเครากำลังยิ้มกว้างให้ลูกสาวซึ่งเป็นปีศาจหมูในวัยเพียงสามขวบ เด็กน้อยตัวสั้นป้อมยิ้มร่ามาหาจูเชียวผู้เป็นพ่อ ทั้งเนื้อทั้งตัวมอมแมมเปื้อนโคลนไปหมด แต่คนเป็นพ่อก็ยังอ้าแขนรอพร้อมกอดลูกไว้แน่น ก่อนอุ้มขึ้นให้สูงระดับอก“ท่านพ่อ ท่านแม่นำอาหารมาให้ท่าน”“รึ วันนี้แม่ของเจ้าทำอะไรให้กินล่ะ” จูเชียวมองพวงแก้มแดงที่ขยับเล็กน้อยยามเมื่อปากเล็กกำลังพูด“ซาลาเปาไส้ผ
วันเวลาผ่านเลยนานนับเดือนจูซินยังคอยดูแลเหยี่ยนจิงเฉกเช่นเดิม และนับวันอาการของเขาได้ดีขึ้นตามลำดับ จากคนที่ขยับลุกขึ้นเดินเหินไม่ค่อยได้ ยามนี้สามารถใช้ไม้เท้าประคองตัวเองเดินไปทั่วห้อง จากการเพียรพยายามใช้ชีวิตในความมืดบอดของตัวเอง จดจำทุกย่างก้าวให้พอรู้ว่าที่มุมใดมีอะไรอยู่บ้าง ส่วนจูซินก็ช่วยอีกทาง นางไม่ขยับย้ายสิ่งของใดในบ้าน เพราะกลัวว่าเหยี่ยนจิงจะเตะโดนและล้มคะมำ ในทุกการทำกายภาพนางมักคอยดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ จากที่ไม่คุ้นชินที่บ้านหลังนี้มีคนอื่นอยู่ด้วยกลายเป็นคุ้นเคยไปเสียแล้ว “ข้าอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว ข้ายังไม่ได้ยินเสียงใครอื่นเลย” “ข้าอยู่คนเดียว พ่อแม่ข้าตายไปหมดแล้ว ข้าไม่มีญาติที่ไหน แม้แต่เพื่อนบ้านที่พอเป็นมิตรก็ไม่มี” น้ำเสียงเศร้าลง ก่อนลุกขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่อง “ข้าจะออกไปรดน้ำแปลงผัก ท่านรอข้าอยู่ในบ้านก่อนนะ” “ข้าอยากไปด้วย”เหยี่ยนจิงฟังน้ำเสียงนั้นอยากตีปากตัวเองเสียจริง จิตใจของนางต้องแกร่งและเข้มแข็งเพียงใดที่ต้องใช้ชีวิตโดยลำพังเช่นนี้ เขาเริ่มเห็นใจอีกฝ่ายจึงไม่อยากให้ต้องเหน็บเหนื่อย







