เข้าสู่ระบบ
แต่เธอคงลืมนึกไปว่าที่จัตุรัสซานมาร์โก สถานที่จัดงานหน้ากากเวนิสแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ซับซ้อนเอาการ เพียงแค่เดินเลี้ยวผิดก็สามารถเปลี่ยนจากจุดที่หรูหราเป็นจุดที่มืดสนิทได้เลย
แถมยิ่งเดินก็ยิ่งแคบลงไปเรื่อยๆอีก ถึงขนาดเกิดการชนและเสียดสีของหัวไหล่ หากมีการเดินสวนกันของคนสองคน
และแน่นอนว่าหญิงสาวหลุดเข้าไปในนั้น
ทีแรกเธอไม่มีความคิดที่จะเดินมาไกลขนาดนี้ เพียงเพราะหูแว่วไปได้ยินอะไรบางอย่าง คล้ายกับเสียงคนคุยกัน และเดินใกล้เข้ามาทางเธอ แถมสัญชาตญาณตอนนั้นก็คิดว่าพวกเขาจะต้องเลี้ยวเข้ามาในนี้แน่ เธอที่ยืนตรงปากซอยแต่ก็เข้ามาค่อนข้างเยอะ เพื่อที่จะหลบมุมนวดเท้า ถอดรองเท้าดูแผลว่าถูกกัดเยอะแค่ไหน จึงต้องเดินต่อไปเพราะไม่อยากให้พวกเขาเจอตัวเอง
ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครตามมา ที่มั่นใจเพราะเสียงหัวเราะและพูดคุยกันคนในงานก็หายไปด้วย
เหลือแต่ความเงียบสงบแลกมาด้วยอันตรายที่เธอไม่อาจรู้ ร่างเล็กเดินต่อไป คิดว่าอาจจะเจอที่ใดสักแห่งที่สามารถพากลับไปยังจุดที่เธอจากมา คือโรงแรมหรูห้าดาวของเธอ ทว่ายิ่งเดินก็เหมือนจะยิ่งลึก เสียงอึกทึกภายในงานได้หายไปแล้ว เหลือแต่เสียงส้นเข็มตอกพื้น และลมหายใจเหนื่อยหอบของตัวเอง
ลลิสาเดินฝ่าความเงียบไปตามตรอกซอกซอยลำพัง จนกระทั่งเจอทางแยกถึงจะหยุดนิ่ง พลันหันกลับไปยังทางเก่า
ความเจ็บปวดของเท้าและอึดอัดของชุดที่เธอสวมใส่ ทำให้เธอหงุดหงิด ตัดสินใจดึงหน้ากากออกไปจนพ้นทาง จบสิ้นงานที่ทำแล้วนาทีนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไร สิ่งที่กำลังประหม่าและเกรงกลัวอยู่ คือเส้นทางข้างหน้า และเส้นทางที่จากมานั้นมากกว่า
กลายเป็นว่านางแบบสาวตกอยู่ในสภาพกลับก็ไม่ได้ไปก็ไม่ถึง ยืนลังเลอยู่อย่างนั้น
จนกระทั่ง..
“เอาวะ เผื่อเจอทางออก”
เธอเลือกที่จะเดินต่อ เพราะไม่อยากกลับไปทางเก่า
หญิงสาวรู้สึกว่า นาทีนี้ ณ ที่นี่ คงมีแค่เธอแล้ว หลังตัดสินใจเดินเข้ามาแล้วได้ยินแค่เสียงลมหายใจของตัวเอง
กับส้นสูงที่กระทบพื้นหินสลับกับเสียงน้ำในคลองที่กระฉอกขึ้นมาตามรอยแตก เธอเลี้ยวโค้งผ่านแสงไฟเส้นสุดท้ายเข้าไปหาความมืดเรื่อยๆ หากมีคงเป็นเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องนำทาง แต่เพราะเป็นพระจันทร์กึ่งข้างแรมจึงสาดส่องไม่ค่อยจะเต็มที่นัก ถัดไปทางส่งผลให้ชวนขนลุกซะมากกว่า เมื่อรอบๆแสงเหลืองนวลนั้น มีแสงสีเงินปะปนอยู่ด้วย หากอยู่กลางน้ำคลองเวนิส บนเรือแท็กซี่ แล้วทอดสายตามองออกไกล ไม่นับแสงไฟจากการแสดงพาดมากระทบพื้นผิว พระจันทร์ดวงนี้ที่ลอดผ่านหมอกปกคลุมเหนือน้ำสีดำสนิทจะมองว่ามันคล้ายกับเกล็ดงูนั่นเอง
ทว่าที่ที่เธอยืนอยู่ไม่เป็นอย่างนั้น นอกจากไม่โรแมนติกชวนหลงใหลแล้ว ยังชวนเธอขนลุกอีกด้วย
“เวรกรรมอะไรของฉันเนี่ย หรือว่าจะกลับไปทางเดิมดี”
เมื่อเดินมาค่อนข้างไกลแล้วยังไม่เจอทางออก ใจของคนตัวเล็กก็เริ่มแป้ว เธอพึมพำกับตัวเอง และชะลอหยุดเดินอีกรอบ
แต่แล้ว..
จังหวะนั้นเหมือนจะได้ยินเสียงปริศนา ที่แว่วตามสายลมมา ซึ่งคล้ายกับเสียงของคน หญิงสาวเงี่ยหูฟังให้ดีอีกรอบ ก่อนจะใจชื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นจึงจะเดินตามเสียงไป เพราะคิดว่าเป็นเสียงคนแน่นอน
และถ้ามีเสียงคน นั้นก็คงจะเป็นทางออก
เธอเดินเร็วกว่าปกติพร้อมกับชุดราตรีที่เป็นอุปสรรค ฝ่าความมืดไปยังเสียงที่ได้ยินแว่วๆ แต่จินตนาการล้ำเลิศ เพียงแค่คิดว่ามันคือเสียงของคน บวกกับความเหนื่อยล้าที่เธอมี ลืมนึกไปว่าขนาดเธอยังหลบหลีกความวุ่นวายจนหลงทางเข้ามาในนี้โดยไม่ตั้งใจได้ แล้วบุคคลเหล่านั้นที่ตั้งใจ เขามาทำอะไรกัน
กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่สายไปแล้ว
ฉึก!
“............”
หลังเจอกลุ่มคน เธอจำได้ทันทีเลยว่าคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เจอมาก่อน
“คะ คานโลเหรอ..”
เสียงที่เธอควรจะได้ยินต้องเป็นเสียงพูดคุยกัน แต่ทว่ากลับเป็นเสียงของคมดาบเสียบปักเข้ากลางอก ทะลุไปถึงหลังของใครคนหนึ่ง
ภาพนั้นไม่ต่างจากฉากในหนัง คนถูกฆ่ากำลังนั่งคุกเข่า มือสังหารแทงจวกเข้าไปอย่างไม่ลังเล นำพาเสียงคมดาบเฉือนเนื้อดังกังวาน เท้าข้างหนึ่งของเขาค้ำกับไหล่แกร่งเอาไว้ ถีบดันยันไปข้างหลังเพื่อให้ดาบหลุดออก แทนที่ตนจะเป็นฝ่ายดึงออกมาซะเอง จนร่างนั้นร่วงหล่นตกพื้น แล้วแน่นิ่งไป
เธอไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เนื่องจากพวกเขาสวมหน้ากากกันทุกคน รู้แค่ว่ามือสังหารไม่ใช่คานโลแน่ เพราะคานโลยืนอยู่ฝั่งซ้ายของผู้ตาย มีหน้าที่คอยคุมไม่ให้ผู้ตายหนี ส่วนมือแทงยืนหันหลัง ทว่าความเหี้ยมโหดถึงปานนั้น ผู้หญิงที่รักตัวกลัวตาย ใช้ชีวิตอยู่แต่ในวงการมายา อย่าได้ถามหาเรื่องมีสติ
เพราะมันหลุดหายไปทั้งแต่นั้น
“กรี๊ด!!!!”
เธอร้องสุดเสียง เรียกคนเหล่านั้นหันมาทั้งกลุ่ม หากแต่ว่าสายตาเวรนี่กลับสบตาแค่ฆาตกรคนเดียว ที่ค่อยๆหันกลับมาอย่างเชื่องช้า ไม่มีทีท่าว่าจะตกใจแม้แต่น้อย
ไม่พอ แสงสลัวจากพระจันทร์กึ่งข้างแรมขับให้ความอำมหิตที่มีอยู่ทวีคูณมากขึ้นไปอีก ตอนมันจับใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา หน้ากากสีเงินเย็นเยียบ มือที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทยังคงถือดาบปลายแหลมไว้มั่น เธอหลุบตาขึงกว้างมองไปตรงจุดนั้น เห็นของเหลวสีเข้มหยดลงจนนองพื้น
ความตกใจทำให้เธอหลบหนี กลายเป็นว่าช้อนตาขึ้นมามองเขา คราวนี้แสงจันทราสาดส่องเสี้ยวหน้า เผยให้เห็นดวงตาครั่นคร้าม ภายใต้หน้ากากเหมือนหลุมดำที่ไม่มีก้นบึ้ง
เธอกลัวจนตัวสั่น มือตะปบปากของตัวเอง และจังหวะนั้นถึงเพิ่งนึกได้ว่าเธอ... ไม่มีหน้ากากครอบอยู่แล้ว
ตายแน่ๆ
จังหวะเขาเดินมา สมองสั่งให้ถอยร่นและวิ่งหนีไป แต่เท้าทั้งสองข้างกลับแข็งทื่อไร้เรี่ยวแรง กลายเป็นหงายท้องก้นกระแทกพื้น
“ยะ อย่าเข้ามานะ”
เธอพยายามกรีดร้องอีกรอบ แต่ความกลัวที่พุ่งสูงทำให้ออกซิเจนในอากาศหายไป ชุดราตรีที่ให้ความสวยตอนเดินในงานในตอนแรก ตอนนี้กลับกลายเป็นพันธนาการของเธอ นอกจากหนีไปไหนไม่ได้ ยังลุกไม่ขึ้นอีก
ได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัวอยู่ในหู แข่งกับเสียงฝีเท้าของมือสังหารที่เดินเข้ามาอย่างไม่รีบ ร้อน เธอที่กลัวจนถึงขีดสุดช็อคจนหมดสติ ครั้งสุดท้ายที่ได้ยิน และสมองรับรู้คือความเจ็บปวดจากขมับ และเสียงของเขาที่เป็นเอกลักษณ์
“ลลิสา คุณนี่มัน .. หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ”
ตุบ!
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
เมื่อความมืดเข้าปกคลุมน่านฟ้า แสงไฟในห้องโดยสารเริ่มสลัวลง น้ำตาที่สะกดกลั้นมานานก็ไหลอาบแก้มเนียนเงียบๆ ลลิสายกมือขึ้นกอดตัวเองซุกหน้าลงกับหมอนใบเล็ก สะอื้นไห้จนตัวโยนโดยไร้เสียง เพื่อไม่ให้รบกวนผู้โดยสารคนอื่น ...เธอไม่ได้อยากห่างกับเขาเลยสักนิด . . บรรยากาศภาย
ภายในห้องนั่งเล่นที่แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามา แต่กลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บในใจของคนทั้งคู่ได้ ลลิสาอยู่หน้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มือเรียวของเธอจัดเสื้อผ้าเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อซ่อนความสั่นเทา อย่างที่บอก..เธอเลือกทีจะเก็บความจริงไว้ข้างหลัง ยอมให้คนทั้งโลกสรุปเอาเองว่าสามีของเธอได้ตายไปแล้ว
โทรศัพท์ที่ตกหล่นลงพื้นไม่ได้ถูกหยิบกลับขึ้นมา การยืนอยู่ตรงนี้ก็เช่นกันไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนไกล มีเพียงแก้วน้ำก่อนหน้านี้ที่เคยถือไว้โชคดีมากเธอวางลงบนโต๊ะไปก่อนที่จะกดรับสาย ไม่อย่างนั้นคงได้ตกแตกด้วย ไม่มีคำพูดอะไรออกมาจากปากเธอ และเหมือนว่าจะไม่มีน้ำตาภายในวินาทีนั้น เธอลื
วันนี้อากาศดี ลลิสาจึงพาตัวเองมาเดินทอดน่องบนชายหาด ก่อนหน้านี้มรสุมเข้าคลื่นลมแรงขึ้นสูงกระทบโขดหินทีน้ำกระเซ็น ถอยลงเหมือนจะลากหินก้อนนั้นลงไปด้วย เธอถึงได้ไม่กล้ามา ทว่าตอนนี้ เขาว่าฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ เธอ..ก็อยากให้มันเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แม้ในชีวิตของเธอไม่เคยเชื่อเรื







