INICIAR SESIÓN
แต่เธอคงลืมนึกไปว่าที่จัตุรัสซานมาร์โก สถานที่จัดงานหน้ากากเวนิสแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ซับซ้อนเอาการ เพียงแค่เดินเลี้ยวผิดก็สามารถเปลี่ยนจากจุดที่หรูหราเป็นจุดที่มืดสนิทได้เลย
แถมยิ่งเดินก็ยิ่งแคบลงไปเรื่อยๆอีก ถึงขนาดเกิดการชนและเสียดสีของหัวไหล่ หากมีการเดินสวนกันของคนสองคน
และแน่นอนว่าหญิงสาวหลุดเข้าไปในนั้น
ทีแรกเธอไม่มีความคิดที่จะเดินมาไกลขนาดนี้ เพียงเพราะหูแว่วไปได้ยินอะไรบางอย่าง คล้ายกับเสียงคนคุยกัน และเดินใกล้เข้ามาทางเธอ แถมสัญชาตญาณตอนนั้นก็คิดว่าพวกเขาจะต้องเลี้ยวเข้ามาในนี้แน่ เธอที่ยืนตรงปากซอยแต่ก็เข้ามาค่อนข้างเยอะ เพื่อที่จะหลบมุมนวดเท้า ถอดรองเท้าดูแผลว่าถูกกัดเยอะแค่ไหน จึงต้องเดินต่อไปเพราะไม่อยากให้พวกเขาเจอตัวเอง
ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครตามมา ที่มั่นใจเพราะเสียงหัวเราะและพูดคุยกันคนในงานก็หายไปด้วย
เหลือแต่ความเงียบสงบแลกมาด้วยอันตรายที่เธอไม่อาจรู้ ร่างเล็กเดินต่อไป คิดว่าอาจจะเจอที่ใดสักแห่งที่สามารถพากลับไปยังจุดที่เธอจากมา คือโรงแรมหรูห้าดาวของเธอ ทว่ายิ่งเดินก็เหมือนจะยิ่งลึก เสียงอึกทึกภายในงานได้หายไปแล้ว เหลือแต่เสียงส้นเข็มตอกพื้น และลมหายใจเหนื่อยหอบของตัวเอง
ลลิสาเดินฝ่าความเงียบไปตามตรอกซอกซอยลำพัง จนกระทั่งเจอทางแยกถึงจะหยุดนิ่ง พลันหันกลับไปยังทางเก่า
ความเจ็บปวดของเท้าและอึดอัดของชุดที่เธอสวมใส่ ทำให้เธอหงุดหงิด ตัดสินใจดึงหน้ากากออกไปจนพ้นทาง จบสิ้นงานที่ทำแล้วนาทีนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไร สิ่งที่กำลังประหม่าและเกรงกลัวอยู่ คือเส้นทางข้างหน้า และเส้นทางที่จากมานั้นมากกว่า
กลายเป็นว่านางแบบสาวตกอยู่ในสภาพกลับก็ไม่ได้ไปก็ไม่ถึง ยืนลังเลอยู่อย่างนั้น
จนกระทั่ง..
“เอาวะ เผื่อเจอทางออก”
เธอเลือกที่จะเดินต่อ เพราะไม่อยากกลับไปทางเก่า
หญิงสาวรู้สึกว่า นาทีนี้ ณ ที่นี่ คงมีแค่เธอแล้ว หลังตัดสินใจเดินเข้ามาแล้วได้ยินแค่เสียงลมหายใจของตัวเอง
กับส้นสูงที่กระทบพื้นหินสลับกับเสียงน้ำในคลองที่กระฉอกขึ้นมาตามรอยแตก เธอเลี้ยวโค้งผ่านแสงไฟเส้นสุดท้ายเข้าไปหาความมืดเรื่อยๆ หากมีคงเป็นเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องนำทาง แต่เพราะเป็นพระจันทร์กึ่งข้างแรมจึงสาดส่องไม่ค่อยจะเต็มที่นัก ถัดไปทางส่งผลให้ชวนขนลุกซะมากกว่า เมื่อรอบๆแสงเหลืองนวลนั้น มีแสงสีเงินปะปนอยู่ด้วย หากอยู่กลางน้ำคลองเวนิส บนเรือแท็กซี่ แล้วทอดสายตามองออกไกล ไม่นับแสงไฟจากการแสดงพาดมากระทบพื้นผิว พระจันทร์ดวงนี้ที่ลอดผ่านหมอกปกคลุมเหนือน้ำสีดำสนิทจะมองว่ามันคล้ายกับเกล็ดงูนั่นเอง
ทว่าที่ที่เธอยืนอยู่ไม่เป็นอย่างนั้น นอกจากไม่โรแมนติกชวนหลงใหลแล้ว ยังชวนเธอขนลุกอีกด้วย
“เวรกรรมอะไรของฉันเนี่ย หรือว่าจะกลับไปทางเดิมดี”
เมื่อเดินมาค่อนข้างไกลแล้วยังไม่เจอทางออก ใจของคนตัวเล็กก็เริ่มแป้ว เธอพึมพำกับตัวเอง และชะลอหยุดเดินอีกรอบ
แต่แล้ว..
จังหวะนั้นเหมือนจะได้ยินเสียงปริศนา ที่แว่วตามสายลมมา ซึ่งคล้ายกับเสียงของคน หญิงสาวเงี่ยหูฟังให้ดีอีกรอบ ก่อนจะใจชื้นกลับขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นจึงจะเดินตามเสียงไป เพราะคิดว่าเป็นเสียงคนแน่นอน
และถ้ามีเสียงคน นั้นก็คงจะเป็นทางออก
เธอเดินเร็วกว่าปกติพร้อมกับชุดราตรีที่เป็นอุปสรรค ฝ่าความมืดไปยังเสียงที่ได้ยินแว่วๆ แต่จินตนาการล้ำเลิศ เพียงแค่คิดว่ามันคือเสียงของคน บวกกับความเหนื่อยล้าที่เธอมี ลืมนึกไปว่าขนาดเธอยังหลบหลีกความวุ่นวายจนหลงทางเข้ามาในนี้โดยไม่ตั้งใจได้ แล้วบุคคลเหล่านั้นที่ตั้งใจ เขามาทำอะไรกัน
กว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่สายไปแล้ว
ฉึก!
“............”
หลังเจอกลุ่มคน เธอจำได้ทันทีเลยว่าคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มเดียวกันกับที่เจอมาก่อน
“คะ คานโลเหรอ..”
เสียงที่เธอควรจะได้ยินต้องเป็นเสียงพูดคุยกัน แต่ทว่ากลับเป็นเสียงของคมดาบเสียบปักเข้ากลางอก ทะลุไปถึงหลังของใครคนหนึ่ง
ภาพนั้นไม่ต่างจากฉากในหนัง คนถูกฆ่ากำลังนั่งคุกเข่า มือสังหารแทงจวกเข้าไปอย่างไม่ลังเล นำพาเสียงคมดาบเฉือนเนื้อดังกังวาน เท้าข้างหนึ่งของเขาค้ำกับไหล่แกร่งเอาไว้ ถีบดันยันไปข้างหลังเพื่อให้ดาบหลุดออก แทนที่ตนจะเป็นฝ่ายดึงออกมาซะเอง จนร่างนั้นร่วงหล่นตกพื้น แล้วแน่นิ่งไป
เธอไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เนื่องจากพวกเขาสวมหน้ากากกันทุกคน รู้แค่ว่ามือสังหารไม่ใช่คานโลแน่ เพราะคานโลยืนอยู่ฝั่งซ้ายของผู้ตาย มีหน้าที่คอยคุมไม่ให้ผู้ตายหนี ส่วนมือแทงยืนหันหลัง ทว่าความเหี้ยมโหดถึงปานนั้น ผู้หญิงที่รักตัวกลัวตาย ใช้ชีวิตอยู่แต่ในวงการมายา อย่าได้ถามหาเรื่องมีสติ
เพราะมันหลุดหายไปทั้งแต่นั้น
“กรี๊ด!!!!”
เธอร้องสุดเสียง เรียกคนเหล่านั้นหันมาทั้งกลุ่ม หากแต่ว่าสายตาเวรนี่กลับสบตาแค่ฆาตกรคนเดียว ที่ค่อยๆหันกลับมาอย่างเชื่องช้า ไม่มีทีท่าว่าจะตกใจแม้แต่น้อย
ไม่พอ แสงสลัวจากพระจันทร์กึ่งข้างแรมขับให้ความอำมหิตที่มีอยู่ทวีคูณมากขึ้นไปอีก ตอนมันจับใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา หน้ากากสีเงินเย็นเยียบ มือที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทยังคงถือดาบปลายแหลมไว้มั่น เธอหลุบตาขึงกว้างมองไปตรงจุดนั้น เห็นของเหลวสีเข้มหยดลงจนนองพื้น
ความตกใจทำให้เธอหลบหนี กลายเป็นว่าช้อนตาขึ้นมามองเขา คราวนี้แสงจันทราสาดส่องเสี้ยวหน้า เผยให้เห็นดวงตาครั่นคร้าม ภายใต้หน้ากากเหมือนหลุมดำที่ไม่มีก้นบึ้ง
เธอกลัวจนตัวสั่น มือตะปบปากของตัวเอง และจังหวะนั้นถึงเพิ่งนึกได้ว่าเธอ... ไม่มีหน้ากากครอบอยู่แล้ว
ตายแน่ๆ
จังหวะเขาเดินมา สมองสั่งให้ถอยร่นและวิ่งหนีไป แต่เท้าทั้งสองข้างกลับแข็งทื่อไร้เรี่ยวแรง กลายเป็นหงายท้องก้นกระแทกพื้น
“ยะ อย่าเข้ามานะ”
เธอพยายามกรีดร้องอีกรอบ แต่ความกลัวที่พุ่งสูงทำให้ออกซิเจนในอากาศหายไป ชุดราตรีที่ให้ความสวยตอนเดินในงานในตอนแรก ตอนนี้กลับกลายเป็นพันธนาการของเธอ นอกจากหนีไปไหนไม่ได้ ยังลุกไม่ขึ้นอีก
ได้ยินแต่เสียงหัวใจของตัวเองเต้นรัวอยู่ในหู แข่งกับเสียงฝีเท้าของมือสังหารที่เดินเข้ามาอย่างไม่รีบ ร้อน เธอที่กลัวจนถึงขีดสุดช็อคจนหมดสติ ครั้งสุดท้ายที่ได้ยิน และสมองรับรู้คือความเจ็บปวดจากขมับ และเสียงของเขาที่เป็นเอกลักษณ์
“ลลิสา คุณนี่มัน .. หาเรื่องใส่ตัวจริงๆ”
ตุบ!
“ถ้าอย่างนั้นสาขอถามหน่อยได้ไหมคะ”“ครับ”“สาผิดอะไร”ความเงียบเข้ามาปกคลุมเหมือนทุกที แต่ครั้งนี้ไม่นาน เขาแค่นหัวเราะ จ้องนิ่งเข้ามาในม่านตาเธอ ถึงขนาดสะท้อนหน้าของเธออยู่ในม่านตาเขา “คุณไม่ได้ผิด แต่คุณพลาด” จ้องเขม็งมองมา ตาไม่กะพริบ “พลาดที่เลือกเชื่อใจคนผิด”“คุณหมายถึงผู้จัดการสาเหรอ เรื่องนั้นยอมรับว่าช็อคอยู่เหมือนกัน แต่คิดอีกทีมันก็คือการกระทำของคนเลว สาไม่สามารถโกรธคนเลวได้ เพราะมันเสียเวลา อีกอย่างสาอยู่ที่นี่กับคุณ จะทำอะไรเขาได้”“ผมยังไม่ได้จ่ายเงินคุณ”หญิงสาวพยักหน้า“ค่ะ สาทราบ จะต้องขอบคุณด้วยหรือเปล่า”“ก็แล้วแต่สะดวกครับ”จ้า!“ว่าแต่จะมีโอกาสได้ใช้มันไหม”“ได้ครับ ทำไมจะไม่ได้” เธอเกือบจะยิ้มอยู่แล้วเชียว ติดตรงที่ว่ามันยังมีต่อ “ถึงไม่ได้ใช้ที่นี่ก็ได้ใช้ที่อื่น เรายังต้องไปอีกหลายที่ อีกหลายประเทศ”“สรุปว่า ฉันจะต้องตายไปพร้อมกับคุณสินะคะ”“ไม่ครับ คุณอาจตายก่อน ถ้าเกิดตุกติก ขึ้นอยู่ที่คุณจะหาเรื่องใส่ตัวอีกไหม”หญิงสาวคว่ำปาก เสมองไปทางอื่น เริ่มจะเกลียดขี้หน้าไอ้หมอนี่ขึ้นมาจริงๆแล้วแต่พอฉุกใจคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงจำเป็นต้องหันมาอีกครั้ง ก่อนจะชะงักเ
ลลิสานิ่วหน้า สำหรับเธอนี่ไม่ใช่เรื่องตลก คนตรงหน้าดูเคร่งขรึมจนเธอประหม่า“คือ..”เธอจะตอบได้ยังไงในเมื่อใจของเธอตอนนี้อยากขอให้เขาปล่อยเพราะมัวแต่อ้ำอึ้ง เขาก็เลยขมวดคิ้ว หากแต่ยืนมองนิ่งไม่ถามไถ่ แน่นอนว่ามันยิ่งทำให้เธออึดอัดสายตาของเขาตอนนี้น่ากลัวมากๆ“ถ้าอยากจะให้ปล่อยกันไป คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”ไม่รู้เป็นเพราะสีหน้าของเธอที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน หรือว่าเขากันแน่ที่ฉลาดหลักแหลมถึงได้อ่านใจออก หากเป็นอย่างหลังก็สมแล้วที่เขาเป็นมาเฟีย ถือว่าเก่งกาจในเรื่องของการมองคน ทว่าการพูดออกมาตรงๆด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแบบนั้น ราวกับไม่ได้ทุกข์ร้อน ทั้งที่กำลังทำเรื่องไร้มนุษยธรรม กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ และทำเธอเสี่ยงหัวใจวายตายฟังแล้วหดหู่ฉิบหายเขาเอาจริงดิ?“แบบนี้ก็ใจร้ายกันเกินไปนะ”“หรือว่าจะตาย ผมว่ามันก็ง่ายดี”ง่ายกับผีน่ะสิร่างเล็กชะงัก นึกไม่ถึงขนาดพึมพำเสียงเบา ต้องการให้ได้ยินแค่ตัวเอง เขายังได้ยิน ทำเอาเธอหน้าร้อนวูบวาบ ไปไม่ถูกเลยทีนี้แต่ไหนๆก็ไหนแล้ว เธอออยากลอง“คุณ..ฉันจะไม่บอกใครจริงๆนะ”ทว่า กลายเป็นการสร้างแรงประหม่าเพิ่ม เมื่อความเงียบเข้า
สองชั่วโมงผ่านไปไวมาก เธอในสภาพเหลือแต่ดวงตาเพราะใส่แมส นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง คานโลสั่งให้เธอหลับแต่ใครมันจะหลับลง ตอนเข้ามาแล้วเปิดไฟสีขาวที่สว่างไปทั้งห้อง มันคงจะดีมากและห้องคงน่าอยู่มากหากมันสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่เธอที่กำลังนั่งสบตากับแมงมุมอยู่แบบนี้ แถมความว่างปนเหงาเพราะไม่มีโทรศัพท์การนั่งจ้องมองสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอในปัจจุบัน จนเห็นวิวัฒนาการของมันทั้งหมดจนจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่รอมร่อ จนกระทั่ง.. ก็อก ก๊อก ก๊อก บานประตูห้องของเธอถูกเคาะ เพราะมั่นใจว่าไม่ใช่ใครอื่นแน่ เธอจึงลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจแล้วไปเปิดอย่างว่าง่าย ภาพที่เห็นคือคานโลเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ไปแล้ว ส่วนเธอยังคงสวมชุดเดิม แถมมอมแมม “เขาให้มาตามแล้วเหรอ” “ครับ ตามผมมา” ลลิสาพยักหน้าเดินตามแผ่นหลังกว้างนั่นแต่โดยดี ระหว่างเธอแวะชมบรรยากาศข้างทางไปด้วย ตอนนี้รอบนอกคือหิมะเบาบาง และมีโปรยลงมาเล็กน้อย โชคดีที่ชุดของเธอเนื้อผ้าหนา จึงไม่รู้สึกว่าหนาวเท่าไหร่ หากจะรู้สึกก็คงเป็นใจขอ
ลลิสาไม่มีเวลาให้อึ้งนาน ตอนนี้ชีวิตของเธออยู่ในขั้นตอนของการเปลี่ยนที่จะเกิดได้ทุกเมื่อ ตามผู้นำของเธอ คือคานโลซึ่งรับคำสั่งมาจากนายเขาอีกทีมาถึงตอนนี้เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำเขานั้นเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร รู้แค่เป็นคนที่ลึกลับและมีอิทธิพลมาก ไม่อย่างนั้นการเดินทางของพวกเขาคงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้หลังจากทานมื้อเที่ยง และรอจนมืดค่ำ เธอก็ถูกเปลี่ยนที่อยู่อาศัยจากราชวังเก่าเป็นเรือเร็วที่ทำจากไม้ฮอกกานีขัดเงาวับและกันกระสุนทั้งเรือ แล่นออกจากประตูลับมุ่งหน้าสู่เรือส่วนตัวที่อยู่นอกเขตตรวจการณ์ของตำรวจน้ำ แน่นอนว่าเธอถูกซ่อน ไม่มีโอกาสได้คิดหาวิธีหนีรอดต่อมาคือการเดินทางไกล รู้เพียงว่าเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังที่ไหนสั่งแห่งที่เธอยิ่งไม่รู้จัก อีกทั้งเป็นช่วงกลางดึกซึ่งเธอมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากไฟดวงเล็กจากบ้านพลเรือนและตึกสูงหลายชั้นทว่าที่เธอนั่งอยู่นั้นสูงกว่าใช้เวลานานพอสมควรก็ถึงจุดจอด คือบนภูเขาลานลับในเขตที่ดินส่วนตัว ซึ่งอาณาเขตตรงจุดยืนคาบเกี่ยวอยู่สองประเทศ โดยหากต้องการจะข้ามพรมแดนนี้ไปอีกพรมแดนใช้การเดินรถเพียงไม่กี่อึดใจและตอนนี้เธออยู่ในรถกับใครคนหนึ่งที
เพราะเอาแต่ตะโกนทั้งที่ลำคอแห้งผาก ลลิสาจึงเกิดอาการไอจนตัวงอ เธอหมดแรงส่งเสียงตั้งแต่ครั้งที่สาม เพราะร่างกายอ่อนแรงเกินจะไหว ก่อนทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ในเวลาต่อมา แอด..ผ่านไปครึ่งค่อนวัน ประตูห้องนั้นถูกเปิดออก ปล่อยลำแสงภายนอกเข้ามาเจิดจ้ากระทบผิวเนียนถัดไปทางขาวซีดลลิสาผงกศีรษะขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นคานโลจึงหายจากอาการงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง “คุณคานโล..”เสียงแหบพร่าผลจากการขาดน้ำมานานเกินไปเรียกชื่อ ร่างสูงตรงหน้าไม่ได้ตอบสนอง ทว่าคลี่ยิ้มบางๆ ประหนึ่งมาพบเจอใครคนหนึ่งที่นัดหมายกันเอาไว้ ไม่ใช่ถูกมัดหลังติดเก้าอี้อยู่แบบนี้ ท่าทางนั้นเลือดเย็นซะจนน่ากลัว“นายส่งผมมาเจรจา”ไม่พอเสียงพูดก็เย็นชาอีกด้วย “นายของคุณคือคนที่ถือดาบคนนั้นใช่ไหม”แต่แล้ว..เพียงแค่เธอเอ่ยประโยคนี้ ราวกับว่าแสงที่เจิดจ้าบ่งบอกช่วงเวลาเที่ยงวันดับวูบหายไป สายตาตวัดมองมา ไม่เหมือนเขาคนเมื่อวาน“ปกติคุณเป็นคนปากพล่อยแบบนี้เหรอครับ”เมื่อรู้ว่าพลาดไปแล้ว เธอไม่ควรถามเขาตรงๆจึงเม้มปากแน่น และรู้ทันทีว่านี่คือสาเหตุทำให้เธอถูกมัดแบบนี้“มะ ไม่ ปกติไม่ปากพล่อย ฉันไม่ค่อยยุ่งเรื่องชาวบ้าน และถ้ามีคนสั่งว่าไม่ให้พู
เปลือกตาสีอ่อนที่ปิดสนิทมาทั้งคืนผลจากความเหนื่อยล้า ค่อยๆเปิดขึ้นในช่วงเช้าของอีกวัน หากเป็นความฝันที่ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน ก็ควรจะจบลงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา แต่นี่..กึก!จากตาปรือที่งัวเงียจะต้องสู้รบกับแสงแดดสาดส่องผ่านช่องลมประตูเข้ามา คือค่อยๆเปิดตาขึ้นก่อนจึงจะถูก บัดนี้ข้ามขั้นตอนนั้นเป็นเบิกกว้างชนวนเหตุเพราะเสียงไม่เป็นมิตร และความอึดอัดจากการถูกพันธนาการแทน ในดวงตาสีน้ำตาลเข้มโดดเด่นความแพรวพราวจากน้ำหล่อเลี้ยงคล้ายตาแมวที่ใครต่างเห็นเป็นต้องตกภวังค์ ยามนี้ได้เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก หลังเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้นหลังกวาดมองไปรอบ แล้วก้มลงมองตัวเอง ชุดราตรีกำมะหยี่ที่ยับเยินไม่ต่างจากผิวหน้า เครื่องตกแต่งประทินโฉมเมื่อคืนหมดอายุการใช้งานไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไหลมากองรวมกัน โดยเฉพาะที่เขียนตา มาสคาร่า และอายไลเนอร์ ทำเธอเป็นผีบ้าดีๆนี่เอง และเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้ทำให้ใจหายวาบเท่ากับโซ่ตรวน ใช่ เธอถูกมัด!ในห้องที่เคยหรูหรา ทว่าปัจจุบันเก่ากึก ลำคอระหงของเธอแห้งผาก ขยับเขยื้อนเป็นระยะเนื่องจากการกลืนของก้อนเจ็บ เธอรู้สึกกระหายน้ำขั้นรุนแรง ไอ้ที่หิวข้าวก่อนหน้านี้ไม่ม







