LOGIN7 ตึกเฟยหลง
หงส์หยกไม่คาดคิดว่าอากาศของมาเก๊าจะแปรปรวนได้ถึงเพียงนี้ เช้ายังแดดส่องจัดจนคิดว่าเป็นวันหนึ่งที่ร้อนอบอ้าวตามปกติ แต่พอบ่ายคล้อยกลับมีฝนเทลงมาเหมือนฟ้าถูกใครบางคนฉีกเปิด
ร่างระหงยืนอยู่ใต้ชายคาระเบียงทางเดินหน้าเรือนคนรับใช้ “เรือนไป๋หลาน” สายฝนสาดเข้ามาเลยแนวกันสาดเป็นริ้ว ๆ ละอองแตกกระทบพื้นไม้จนเย็นเฉียบ ในมือเรียวเธอถือร่มกระดาษคันใหญ่สีเข้มแบบโบราณ เคลือบมันจนหยดน้ำกลิ้งเป็นเม็ดใสบนผิวร่ม
“อาเจ่…ฝนตกหนักมาก ควรสวมเสื้อคลุมกันฝนไปด้วยนะ” จินเยว่เอ่ยอย่างเป็นห่วง
หงส์หยกยื่นมือรองน้ำฝนที่สาดเข้ามา ละอองเย็นจัดไหลผ่านซอกนิ้ว ความชื้นทำให้ฝ่ามือเธอเย็นลงเร็วเหมือนถูกเตือนให้ “รู้ตัว”
“ยังพอได้ เม็ดไม่ใหญ่เท่าไร” เธอตอบพลางยกสายตาดูท้องฟ้าสีหม่น “พี่ต้องไปแล้ว ใกล้เวลา”
“อาเจ่ แล้วพี่ชงชาเป็นเหรอ”
รอยยิ้มบางแตะบนริมฝีปากหงส์หยก แผ่วแต่คมเหมือนใบมีดที่ซ่อนอยู่ในผ้า
“ไม่เป็นก็ต้องเป็นคราวนี้” เธอพูดเบา ๆ แล้วทิ้งประโยคเหมือนคาถา “น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใด…คนเราก็ฉลาดขึ้นในเวลาลำบากฉันนั้น”
จินเยว่ได้แต่มองตาม “เจ่เจ๊” ก้าวออกจากกันสาด ถือร่มคันเดียวเดินฝ่าสายฝน มุ่งหน้าไปตามทางหินกรวดผ่านสวนที่ใบไม้สั่นไหวใต้แรงลม จนถึงตึกเฟยหลง ตึกของนายใหญ่
หงส์หยกสลัดร่มกระดาษให้หยดน้ำหล่น ก่อนวางไว้หน้าทางเข้าอาคาร ด้านซ้ายขวาของประตูมีองครักษ์ประจำอยู่ข้างละหนึ่งนาย และแปลกนัก… ไม่มีใครทักท้วง ไม่มีคำถาม ไม่มีสายตาระแวง คล้ายทุกคน “รู้ล่วงหน้า” ว่าเธอต้องมา
“เชิญทางนี้”
เสียงทุ้มดังขึ้นจากด้านขวา ร่างสูงใหญ่คนหนึ่งปรากฏ คนเดียวกับที่เธอจำได้ว่าเคยยืนหลังนายใหญ่ในวันนั้นที่คาสิโน
หงส์หยกถอดรองเท้าตามธรรมเนียมเท้าสัมผัสพื้นเย็นจัดเพราะละอองฝนติดมาจากทางเดิน เธอเดินตามองครักษ์ผ่านโถงหลักที่จัดชุดเก้าอี้รับแขกอย่างเรียบขรึม ผ่านส่วนที่เหมือนห้องรับประทานอาหาร แล้วเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ แสงน้อยลงทุกที กลิ่นไม้เก่าและความเย็นยะเยือกเหมือนจับตัวเป็นควันอยู่ในอากาศ
เธอไม่รู้ว่าความเย็นนั้นมาจากฝน…หรือจากเจ้าของตึก
เดินสุดทาง โถงสลัวหยุดลงหน้าประตูบานหนึ่ง หงส์หยกแหงนมองแผ่นป้ายบนขื่อคาน
อักษรจีนคำว่า “หาน” ลายพู่กันตวัดสวย หนักแน่นและสง่างาม ลายมือเดียวกับป้าย “เฟยหลง”
ประตูเปิด เธอก้าวข้ามธรณีไม้โบราณเข้าไป และประตูปิดลงทันที เสียงไม้กระทบกรอบดัง “กึก” เบา ๆ แต่ในหูเธอเหมือนคำประกาศว่า… ทางออกถูกเก็บไว้แล้ว
ภายในเป็นห้องกึ่งห้องทำงานกึ่งห้องอ่านหนังสือ ชั้นวางหนังสือสูงเรียงเป็นแนว เงาไฟจากโคมสมัยใหม่ส่องเพียงพอให้เห็นโต๊ะไม้ใหญ่กลางห้อง กลิ่นกำยานอ่อน ๆ ไหลแทรกอยู่ในอากาศเหมือนเส้นด้ายที่ผูกใจคนให้สงบหรือให้หลง
เจี้ยงหลงอยู่ที่โต๊ะทำงาน
ชุดถังจวงผ้าไหมสีดำลายมังกรแนบไปกับร่างใหญ่ เขาก้มหน้าอ่านบางอย่างในมือ ไม่เงย ไม่พูด คล้ายคนที่ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงเพื่อควบคุมพื้นที่
หงส์หยกยืนรออย่างมั่นคง ใบหน้าหวานคมไม่ก้มต่ำอีกต่อไป เธอมองตรงไปยังเขา นายใหญ่ประมุขตระกูลเจี้ยง
มือใหญ่ของเขาตวัดปากกาเขียนเร็ว ๆ บนกระดาษ เสียงปลายปากกาขูดเนื้อกระดาษดังสม่ำเสมอ
“ฮัดเช้ย!”
เสียงจามของเธอตัดความเงียบ พาให้ปลายปากกาหยุดชั่วเสี้ยววินาที ก่อนเจี้ยงหลงจะเงยหน้าขึ้น
นัยน์ตาสีเทาหม่นอมฟ้าจับเธอไว้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เหมือนกำลังอ่าน “รายละเอียด” ของเธอทีละบรรทัด
“เธอเปียก”
ไม่ใช่คำถาม เป็นข้อสรุป
“นิดหน่อยค่ะนายใหญ่” หงส์หยกตอบเรียบ “ไม่ทราบว่าชุดชงชาอยู่ตรงไหนคะ”
เขาวางปากกาลง เก็บเอกสารเข้าลิ้นชัก แล้วลุกขึ้นจากโต๊ะ ร่างสูงใหญ่เดินอ้อมออกมาใกล้เธอทีละก้าว
หัวใจหงส์หยกเต้นแรง แต่ร่างยังฝืนนิ่ง เธอหันเหสายตาไปทางประตูที่เปิดไปสู่สวนด้านนอก เห็นใบไม้ถูกฝนซัด เสียงฝนกระทบพื้นดินยังโหมอยู่
“ตามมาทางนี้” คำสั่งสั้น ๆ
เขาพาเธอขึ้นบันไดไม้สีดำเงามัน ความเงานั้นเป็นเงาที่เกิดจากการขัดถูซ้ำ ๆ จนไม้เหมือนมีชีวิต และเมื่อเดินขึ้นไปชั้นสอง กลิ่นไม้เนื้อแข็งยิ่งชัด เสาไม้กลมต้นใหญ่เรียงรายไปตามผนังที่กรุไม้ทั้งแถบ
“ที่จริงฉันไม่ได้เปียกมากค่ะนายใหญ่” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเขายังพาเดินลึกเกิน “จำเป็น”
เจี้ยงหลงหยุดที่หน้าห้องหนึ่ง มือผลักประตูเปิด แล้วเงียบไป ปล่อยให้เธอเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะก้าวเข้าไปหรือไม่
เมื่อสายตาหงส์หยกกวาดเข้าไป เธอเห็นเตียงใหญ่กลางห้อง สีขาวสะอาดตัดกับความโบราณของเรือน
ห้องนอน… ห้องเดียวกับที่เมื่อคืนไฟติดอยู่หลายชั่วโมง
“มันไม่ค่อยเหมาะสมนะคะนายใหญ่” เธอรีบเอ่ย น้ำเสียงยังพยายามนิ่ง แต่ปลายคำเริ่มสั่น
“กลัวหรือ” เสียงทุ้มนุ่มเหมือนหยอกเล่น แต่แฝงคม
หงส์หยกสูดลมหายใจสั้น ๆ แล้วนึกถึงป้ายหยก นึกถึงแหวนของอาม่า นึกถึงเป้าหมายที่เธอต้องการ
เธอเชิดหน้า ก้าวเข้าไปในห้องด้วยท่าทีมั่นคงยิ่งกว่าที่ใจจริงเป็น และเธอไม่เห็นรอยยิ้มมุมปากของเขาในวินาทีนั้น
“ด้านหลังมีเสื้อคลุมพาดอยู่ สวมไปก่อน” เจี้ยงหลงพูดราบเรียบ “ฉันจะให้คนเอาชุดของเธอไปอบให้แห้ง”
หงส์หยกเหลือบไปตามมือที่เขาชี้ เห็นฉากบังตาแบบจีนทำด้วยผ้าปักลายนกกระเรียน ด้านหลังมีเสื้อคลุมผ้าไหมสีเข้มพาดอยู่เพียงตัวเดียว
“เปลี่ยน” เขาว่า “ฉันจะรอตรงนี้”
เขาหันหลังให้จริงอย่าง “สุภาพ” ตามมารยาท แต่หงส์หยกรู้สึกได้ว่าแม้หันหลัง… เขาก็ยัง “คุม” ห้องทั้งห้องอยู่
เธอหลบไปหลังฉาก เปลี่ยนเสื้อด้วยมือที่เย็นจากฝนและเย็นจากความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มรุกล้ำ เธอไม่กล้ามองเตียงนานนัก แต่ในหัวกลับมีภาพติดอยู่เองเหมือนฝนซึมเข้ากระดาษ
บนผนังมีภาพพู่กันจีนลายภูผา พร้อมถ้อยคำกลอนที่เธออ่านได้ทันที
“ภูเขาเล็กจะไร้สัตว์อาศัย น้ำตื้นใสจะไร้ปูปลา ต้นไม้เล็กจะไร้นกกาทำรัง” คำเตือนแบบสุภาพ… แต่เหมือนเขียนไว้เพื่อบอกว่า “ผู้ที่ไม่ใหญ่พอ จะไม่มีที่ยืน”“พาดชุดไว้ที่ราว” เสียงเขาดังผ่านฉาก “เดี๋ยวจะให้คนมาเอา”
หงส์หยกทำตาม หยิบเสื้อคลุมขึ้นสวม มันใหญ่เกินตัว ผ้าไหมเย็นลื่นจนต้องรวบชายผ้าพันเอวให้แน่น ปลายเสื้อคลุมกรอมเท้า ทำให้ทุกก้าวต้องระวัง
“เรียบร้อยแล้วค่ะนายใหญ่”
เจี้ยงหลงหันกลับมา สายตาเขาไล่สำรวจเธออีกครั้ง ไม่ใช่แบบคนดูคนใช้ แต่เป็นแบบคน “เก็บข้อมูล” และกำลังพิจารณาว่าอะไรคือจุดอ่อนของเธอ
“ยังชื้นอยู่” เขาว่าเรียบ ๆ “นั่งใกล้ลมหน่อย เดี๋ยวจะป่วย”
หงส์หยกชะงัก เธอไม่แน่ใจว่านั่นคือความห่วงใย… หรือการย้ำว่าเขารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ แม้กระทั่งความเปียกชื้นที่เธอพยายามปิดบัง
เขาเดินนำออกจากห้องนอนกลับสู่ทางเดิม ฝีเท้าของเขาหนักแน่น แต่แทบไม่มีเสียง เหมือนเสือที่เดินบนไม้โดยไม่ให้เหยื่อรู้ตัว
หงส์หยกตามห่าง ๆ ก้มหน้าต่ำ แต่สายตายังสอดส่ายเก็บรายละเอียดโถง ทางเลี้ยว ตำแหน่งประตู เงามุมของบ้าน… เพื่อวันหนึ่งที่เธออาจต้องใช้
จนกลับมาถึงห้องทำงาน เขาชี้ไปทางโต๊ะอีกตัวหนึ่งที่เธอไม่ทันสังเกต
“นั่นโต๊ะชงชา”
โต๊ะชงชาจัดไว้สมบูรณ์ อุปกรณ์ดูทันสมัยกว่าที่เธอคิด มีเครื่องต้มน้ำไฟฟ้า กล่องชาหลายชนิด จอกชาเรียงเป็นระเบียบ
หงส์หยกพยายามทำตัวให้เป็น “คนใช้” ตามบทบาท เธอเปิดเครื่องต้มน้ำ เลือกใบชาชนิดหนึ่งอย่างระมัดระวัง ทำตามความรู้ที่พอมี แม้บางขั้นตอนจะอาศัยความจำจากร้านชาเย็นหน้าปากซอยมากกว่าพิธีชงชาชั้นสูง
เธอรินน้ำแรกทิ้ง แล้วรินใหม่ ปิดฝา รอให้กลิ่นชาเริ่มคลายตัว ก่อนรินใส่จอก
เจี้ยงหลงกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เขาไม่พูด ไม่เร่ง แต่เธอรู้สึกเหมือนถูกจับตามองทุกการขยับ เหมือนการชงชาเป็นข้อสอบที่เขาออกเอง
จอกชาใบแรกถูกวางลงบนโต๊ะ นิ้วมือเรียวยาวของหงส์หยกวางจอกอย่างประณีต แต่เธอรู้ดีว่าน้ำใสไป และมีใบชาหล่นมาสองสามใบ
เจี้ยงหลงรับจอกขึ้นจิบทีละน้อยจนหมด ไม่ติติงแม้คำเดียว แล้วเลื่อนจอกกลับมาให้เธออย่างเงียบ ๆ
หงส์หยกเข้าใจ…และชงใหม่
ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม
ลมพายุภายนอกเริ่มซา เหลือเพียงฝนพรำ แต่ความเย็นกลับค้างอยู่ในห้อง เพราะประตูด้านสวนเปิดไว้รับลมอย่างตั้งใจ
เธอชงซ้ำ ๆ จนเริ่มรู้จังหวะ รู้สัดส่วน รู้ว่าควรหยุดเมื่อไรราวกับเขากำลังฝึกเธอให้ “เข้ารูป” ตามใจนาย ในที่สุดเสียงเขาก็ดังขึ้น
“พอแล้ว”
หงส์หยกรีบเก็บจอก เก็บกา จัดโต๊ะให้เรียบร้อย เตรียมยอบกายขอตัวกลับแต่เขาพูดต่อทันทีเหมือนกันทางไว้แล้ว
“ฝนยังตก รอก่อน”
“มันซามากแล้วค่ะนายใหญ่ เฟิ่งหวงคิดว่าน่าจะเดินกลับได้”
“เสื้อยังไม่มา” เขาตัดบท “นั่งรอที่โซฟาก่อน”
โซฟาตัวยาวนุ่มวางชิดผนัง ใกล้ชั้นหนังสือ เธอก้มมองเสื้อคลุมที่กรอมเท้า… แล้วเลือกทำตามคำสั่ง นั่งลงอย่างระวังและดึงสาบเสื้อให้ปิดมิดชิดที่สุด
ความเงียบในห้อง กลิ่นกำยาน เสียงฝนเบา ๆ กับความเย็นฉ่ำของลม ทำให้เปลือกตาหนักลงอย่างไม่ตั้งใจ
หงส์หยกเผลอหลับไป
35 จบบริบูรณ์เสียงเจี้ยงหลงปนหยอกเย้าทำให้หงส์หยกเอียงศีรษะเหลือบมอง หน้าคมเข้มยิ้มกว้าง นัยน์ตาเป็นประกายหยอกล้อ ก่อนเข้มขรึมลงเมื่อหันกลับไปด้านหน้าบันได หงส์หยกหันตาม องครักษ์จำนวนมากยังยืนเรียงหน้ากระดานด้านล่าง เธอไม่คาดคิดว่าจะมีมากขนาดนี้ ถึงว่าเวลาเธอไปไหน เจี้ยงหลงถึงรู้ทุกอย่างดวงตาอัลมอนด์ไหวระริก ร่างระหงเหยียดตรง สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อองครักษ์ทั้งหมดโค้งคำนับพร้อมเปล่งเสียงเรียก“นายหญิง”ชั่วเวลาอึดใจแต่เหมือนยาวนานสำหรับหงส์หยก ภาพตรงหน้าน่าเกรงขามจนเธอถอยหลัง แต่ฝ่ามือใหญ่ดันพยุงแผ่นหลังไว้ กางมือกว้างกลางหลัง“ไม่ต้องกลัว ฉันจะอยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหน”หงส์หยกเงยหน้ามองเจี้ยงหลง รอยยิ้มพึงพอใจ นัยน์ตาเทาเจิดจ้า มีร่องรอยภาคภูมิใจ เธอหันกลับมององครักษ์ที่ยังโค้งค้าง“นายหญิงต้องพูดว่า ‘เงยขึ้นได้’ พวกเขาถึงจะเงยขึ้น”มือชื้นเหงื่อกำแน่นข้างลำตัว ขณะขยับปากเปล่งเสียงหวานนุ่มดังกังวาน“เงยขึ้นได้”เสียงขยับร่างกายจำนวนมากดังขึ้นพร้อมเพรียง ยืดกายดั่งลมกระทบแผ่นไม้ ไร้เสียงแต่มีเสียง สีหน้านิ่งสนิทขององครักษ์ยังทำให้ใจหงส์หยกไม่ใคร่ดีนัก“เอาล่ะ เสร็จพิธี แยกย้ายได้”เจี้ยงหลงช
34 แต่งงานร่างระหงก้าวลงจากรถหรูสีดำสนิท หลังเดินทางจากเมืองไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัวในอีกสองวันถัดมา พิธีรับเจ้าสาวเมื่อเช้าเรียบง่ายแต่เปี่ยมความตื้นตัน ของหมั้นต้องใช้คนถือราวยี่สิบคนตั้งแถวยาวจากปากซอยซอกตึกมายังบันไดบ้าน พ่อกับแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะเดินออกมาส่งเธอขึ้นรถกลิ่นน้ำใบทับทิมและใบเซียงเช่ายังติดตัวจากอาบน้ำก่อนวันเดินทาง นางเหลียนพอรู้ว่าลูกสาวต้องแต่งงานจริง จัดแจงหามาจำนวนมาก ซ้ำยังให้หงส์หยกแช่นานจนผิวซึมซาบกลิ่นหอมอ่อนหวานชุดกี่เพ้าโบราณสีแดงทอด้ายทองเจิดจรัสสะท้อนแสงอาทิตย์ เกล้าผมสูงปักปิ่นทองคำประดับหยกเก่าแก่ ด้วยความประหม่า เธอเผลอยกมือจับกิ่งทับทิมที่แม่นมวิ่งเอามาปักไว้ก่อนลงจากชั้นสองขณะก้าวเดิน พลันยิ้มออกมาเมื่อนึกภาพนายใหญ่ตระกูลเจี้ยงเดินถือถาดหมูดิบนำหน้ายื่นให้แม่ สีหน้าแม่แม้ยิ้มแย้มแต่ยังหวาดกลัว เกรงใจ มือสั่นจนถาดเกือบหล่นไม่น่าเชื่อว่าเพียงวันเดียว ญาติที่อยู่รายล้อมย่านดาวน์ทาวน์หลั่งไหลมาดั่งน้ำหลาก อั่งเปาที่เจี้ยงหลงเตรียมมาไม่พอ จนนายใหญ่ต้องปลดนาฬิกาหรูบนข้อมือวางให้อาอึ้มแทนซองที่เหลือ บรรดาญาติหยุดกั้นประตูเมื่อยกนาฬิกาขึ้นส่อง โห่ร
33 Ncร่างระหงก้มมอง ดวงตาอัลมอนด์สีน้ำตาลไหวระริกด้วยไฟปรารถนา ลมหายใจถี่รัว ไม่แพ้เขา ร่างกายเธอโหยหาเขาจนเจ็บปวด“เฟิ่งหวง แต่งงานกันเถอะนะ อย่าทรมานฉันอีกต่อไปเลย”“เจี้ยงหลง ทำไมคุณถึงอยากแต่งงานกับฉันคะ ถึงเราจะยกน้ำชากันแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้ ถ้าเราไม่พูดก็... อือ อือ”เขาปิดปากด้วยจูบลงทัณฑ์ กดท้ายทอยตรึงแน่น ขบเม้มแรง หงส์หยกสะดุ้งร้องเจ็บ พลิกตัวอีกครั้งจนเธออยู่ใต้ร่างแกร่ง กดหัวเข่าแทรก ดันต้นขาให้เปิดกว้าง กดแก่นกายชายสู่กลางเนินเนื้อเปลือยเปล่า“อือ อย่า อาหลง”เขาปล่อยจูบลงทัณฑ์ กลายเป็นจูบอ่อนหวาน กายชายโหยหาจนเจ็บปวด มือลดลงปลดกางเกงตนเองไม่รอช้า“บ้าจริง อาหลง อย่า อา อา”เจี้ยงหลงไม่รอถอดกางเกงออกจนสุด เสือกตัวเข้าทางรักให้เอ็นใหญ่พบช่องสวาท กระแทกแน่น ความสาวที่ร้างลำใหญ่มานานสองเดือนกลับมาปิดแคบดั่งเดิม“โอ๊ย เจี้ยงหลง”อารมณ์ชายหนุ่มมึนเมาในรสสวาท เมื่อลำร้อนสัมผัสความนุ่มในปลอกสวาท สติสัมปชัญญะพลันกระเจิดกระเจิง เขายืดตัวขึ้น จับข้อเท้าหงส์หยกไว้ กระแทกเอ็นใหญ่ถี่รัว“เฟิ่งหวง ซี้ด”หงส์หยกยังใช้มือดันอย่างไม่ยอม ทั้งที่กายสาวสะท้านไหว ร่องสวาทเริ่มมีน้ำเอ่อล้น ย
32 มาตามเมียชายร่างสูงมาเฟียแห่งมาเก๊านั่งนิ่งบนโซฟาในบ้านไม้เก่าไม่ใหญ่ไม่เล็ก ซ่อนหลังตึกใหญ่ เขาจ้องพ่อตาแม่ยายที่นั่งตรงข้าม สีหน้าทั้งคู่ไม่ดีนักเจี้ยงหลงยกนาฬิกาดู ตรงมาบ้านนี้ทันทีที่ลงเครื่อง รอเกือบสองชั่วโมง หงส์หยกยังไม่กลับใบหน้าคมเข้มนิ่งสงบภายนอก แต่ภายในปั่นป่วน ชีพจรเต้นรัว สารอะดรีนาลินหลั่งพร้อมสู้ถ้าเธอปฏิเสธ“อาหงส์มาแล้ว” แม่ยายพูดภาษาไทย เจี้ยงหลงฟังไม่ออก แต่คำ “หงส์” เขาจำได้ดีร่างสูงใหญ่พยายามนั่งนิ่ง สายตาสอดส่ายไปประตู ได้ยินเสียงทักทายเบา ๆ หน้าบ้านพ่อตาแม่ยายลุกยืนทันทีเมื่อร่างสูงโปร่งของหงส์หยกปรากฏ เจี้ยงหลงจดจ้องทุกอากัปกิริยา หญิงสาวที่ไม่ได้เห็นสองเดือนหงส์หยกซีดเซียว ผอมลงชัดเจน คิ้วเฉียงขมวดนิ่ง เธอส่งถุงกับข้าวและกรอบรูปอักษรมงคลคู่สีแดงให้เด็กในบ้าน แล้วเดินเข้าห้องนั่งเล่น“นายใหญ่รอฉันตรงนี้ ฉันจะขึ้นไปหยิบป้ายหยกลงมาให้”เจี้ยงหลงผุดลุก กรามขบแน่นสะกดอารมณ์“ฉันไม่ได้มาเอาป้าย”หงส์หยกชะงัก หันมอง เขาสวมชุดถังจวงสีดำ รูปร่างสูงใหญ่ไม่เปลี่ยน ใบหน้าคมเข้มตอบลงเล็กน้อย นัยน์ตาเทาหม่นเปล่งประกายแปลกประหลาด ไม่โหยหา ไม่โกรธ แต่ล้ำลึกกว่าเคย
31 เหล่าซือ“อาหงส์หยก นี่ลื้ออายุเท่าไรแล้ว ยังไม่แต่งงานอีก เดี๋ยวอายุมากกว่านี้จะหาแฟนไม่ได้นะ”เสียงอาอึ้มตะโกนแซวออกมาจากร้านขายของชำหน้าปากซอย เสียงดังลั่นจนคนแถวนั้นหันมามอง หงส์หยกที่เพิ่งจอดรถมอเตอร์ไซค์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบของบนชั้น“อาอึ้ม หงส์คงได้อยู่ขึ้นคานแน่นอนค่ะ แล้วจะมาก่อกวนอาอึ้มแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นี่แหละ”“เหอะ พูดเหมือนคนไม่อยากแต่ง แต่ตาไม่เคยว่างนะ”อาอึ้มหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหยิบขนมกับน้ำใส่ถุงยื่นให้“อ่ะ เอาไป ไม่ต้องจ่าย เก็บเงินไว้ซื้อผู้ชาย ฉันจะได้มีหลานเขยเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”หงส์หยกหัวเราะรับอย่างฝืน ๆ รับถุงจากมืออาอึ้มแล้วโค้งหัวเล็กน้อย“ถ้ามีจริง หงส์จะพามาให้อาอึ้มดูคนแรกเลยค่ะ”“พูดแบบนี้มาสิบปีแล้วนะยะ”หงส์หยกไม่ตอบ เดินเลี้ยวเข้าซอยแคบ ๆ ที่คุ้นเคย ซอยที่เธอเดินผ่านมาตั้งแต่เด็ก ซอยที่มีร้านซักรีดเก่า ๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็น และบ้านของเหล่าซืออยู่ท้ายสุดบ้านเหล่าซือเป็นบ้านสองชั้นหลังไม่ใหญ่ มีสวนหย่อมเล็ก ๆ หน้าบ้าน ปลูกต้นโมกกับพุดจีนให้ร่มเงา กลิ่นดอกไม้จาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศเสมอ ราวกับที่นี่ถูกตัดขาดออกจากความวุ่นวายของเมืองหงส์
30 จะไม่ปล่อยนายใหญ่ตระกูลเจี้ยง ชายร่างสูงใหญ่ลูกเสี้ยวโปรตุเกส ยืนอยู่หน้ากระจกบานสูงในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเจี้ยง แสงสีเทาของรุ่งสางสาดลอดม่านบางเข้ามา กระทบกรอบหน้าคมเข้มที่ซูบตอบลงเล็กน้อยจากการพักผ่อนน้อยตลอดหลายสัปดาห์เขาแหงนใบหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีเทาอมฟ้า เมฆบางลอยช้า ๆ เหมือนโลกทั้งใบยังไม่ตื่นเต็มที่แต่ตัวเขา… ตื่นมานานแล้วดวงตาสีเทาหม่นหลุบต่ำลง มองไปยังโถงทางเดินยาวทอดจากตึกหลักไปยังตึกเฟยหลง โถงเดียวกับที่ร่างระหงในชุดถังจวงสีขาวมักเดินลัดผ่านทุกเช้าเย็น โถงที่เคยเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ และเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาคิดว่า “อยู่ตรงนี้เสมอ”แต่ตอนนี้… มันว่างเปล่าเงียบเกินไป นิ่งเกินไปเหมือนหัวใจของเขาที่ว่างอยู่ครึ่งหนึ่งนี่คงถึงเวลาแล้วจริง ๆถึงเวลาที่เขาจะหยุดรอ หยุดหวัง หยุดปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นเป็นฝ่ายเลือกฝ่ายเดียวถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ หงส์หยกอาจไม่ใช่แค่กลับเมืองไทยเธออาจ “โบยบิน” ไปจากชีวิตเขาอย่างถาวรเจี้ยงหลงผละออกจากหน้าต่าง เดินออกจากห้องนอนด้วยก้าวเท้ามั่นคง ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกาง







