LOGIN9 แลกวันเดือนปีเกิด
“ป๊า… ทางมาเก๊าส่งข่าวมา”
เสียงนางเหลียนดังขึ้นกลางบ้านในยามเช้า พร้อมร่างผอมบางที่เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น มือหนึ่งถือโทรศัพท์ อีกมือยังจับผ้ากันเปื้อนที่เพิ่งถอดจากครัว
นายเจียงเงยหน้าขึ้นจากถ้วยน้ำชาที่ควันยังลอยอุ่น ๆ ในมือขวายังคงถือปาท่องโก๋หน้าปากซอย เตรียมส่งเข้าปากแต่ต้องหยุดค้างไว้กลางอากาศ
ตั้งแต่หงส์หยกเดินทางไปมาเก๊าเกือบอาทิตย์ บ้านที่เคยมีเสียงเดินขึ้นลงชั้นบนจากลูกสาวคนเดียวกลับเงียบเหมือนถูกปิดไฟไว้ทั้งหลัง เขาต้องออกไปตรวจงานเองทุกวัน กินข้าวก็ไม่อร่อย นอนก็ไม่ค่อยหลับ
“ทางนั้นว่าไงบ้าง” เขาถามเสียงต่ำ
ยังไม่ทันที่นางเหลียนจะตอบ เสียงฝีเท้าถี่ ๆ ก็ดังจากด้านหลังบ้าน อากงหวังซอยเท้าเข้ามาอย่างรีบร้อนกว่าทุกวัน ท่าทางเหมือนคนไม่ป่วยไม่แก่ ทั้งที่อายุเกือบแปดสิบ ผมขาวโพลนแต่ตาแวววาว เขานั่งลงข้างลูกชายทันทีราวกับไม่อยากพลาดข่าวแม้ครึ่งคำ
“ว่าไง ๆ” อากงหวังเงยหน้ามองลูกสะใภ้ตาโต “เขาว่าไงบ้าง”
นางเหลียนสูดลมหายใจเหมือนกำลังกลืนความไม่สบายใจลงไปก่อนพูด “เพิ่งวางสายไปค่ะ นายแม่เขาขอแลกวันเดือนปีเกิด”
“ไอ่หยา!” อากงหวังตบหัวเข่าฉาดใหญ่ เสียงดังจนถ้วยชาบนโต๊ะสะเทือนเล็กน้อย แทนที่จะหน้าหมองกลับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอย่างคนถูกใจ “ว่าแล้ว! อาหงส์เราดีพร้อมขนาดนั้น มีหรือทางตระกูลเจี้ยงจะยอมปล่อยมือ!”
นางเหลียนหันมองพ่อสามีด้วยแววตาระอาใจ ตัวต้นเหตุทำเหมือนเรื่องนี้เป็นข่าวมงคลประจำหมู่บ้าน ทั้งที่คนที่ต้องไปเสี่ยงอยู่ไกลถึงมาเก๊าคือ “ลูก” ของเธอ
“แต่ม๊าว่ามันดูแปลก ๆ ยังไงชอบกล” นางเหลียนลดเสียงลงโดยไม่รู้ตัว ราวกับกลัวคำพูดจะพาเคราะห์ “นี่อาหงส์ไปแค่ไม่นาน ทางนั้นถึงกับเร่งรัดจะขอแลกวันเดือนปีเกิด แถมยังแจ้งว่า… ขอไม่เกินสามเดือน”
คำว่า “ไม่เกินสามเดือน” ทำให้อากาศในห้องนิ่งไปหนึ่งจังหวะ แม้แต่เสียงรถจากถนนใหญ่เหมือนจะไกลออกไป
นายเจียงวางปาท่องโก๋ลงบนจานช้า ๆ “ก็แสดงว่าเขาชอบอาหงส์จริง ๆ ล่ะมั้ง ม๊าก็อย่าไปคิดมาก”
“ป๊า…” นางเหลียนหันมามองสามี สีหน้าซีดกว่าปกติ “ม๊าเป็นแม่ ลูกสาวจะแต่งงานทั้งที ถึงแม้มันจะเป็นเพราะอากงก็เถอะ…แต่ใจแม่ก็อยากเห็นลูกมีความสุข นี่ไปไม่ถึงไหน ทางนั้นรีบร้อนแบบนี้ ไม่รู้ว่าอาหงส์เต็มใจหรือเปล่า”
นายเจียงเอื้อมไปตบหลังมือภรรยาอย่างปลอบใจ เขาเองก็ห่วง แต่เขารู้ลูกสาวดี หงส์หยกไม่ใช่ผู้หญิงที่ใคร “บังคับ” ได้ง่าย ๆ
“ม๊าอย่าคิดมาก ลื้อก็รู้นิสัยอาหงส์” นายเจียงพูดเหมือนพยายามทำให้เสียงมั่นคง “ถ้าอาหงส์ไม่ยอม ทางนั้นคงมีวิธีเดียวคือต้องจับอีมัดแล้ว…แต่คนอย่างอาหงส์เอาตัวรอดเก่ง ฉลาดเป็นกรด ไม่มีทางให้เขาจับแต่งงานง่าย ๆ หรอก”
นางเหลียนถอนใจยาว “เฮ้อ…อั๊วก็รู้ว่าอาหงส์เก่ง แต่เป็นห่วงอยู่ดี”
“แล้วทำไมไม่โทรไปหาอีล่ะ” อากงหวังแทรกขึ้นมา พลางหยิบปาท่องโก๋ชิ้นสุดท้ายเข้าปากเหมือนไม่มีอะไรหนักหนาในโลก
“โทรแล้วค่ะ ไม่ติด ติดต่อไม่ได้” นางเหลียนตอบทันที เสียงนั้นห้วนกว่าเดิมนิดหนึ่ง เหมือนคำว่า “ไม่ติด” มันบาดคอ
อากงหวังเคี้ยวตุ้ย ๆ ก่อนพูดปลอบแบบคนไม่อยากคิดไกล “งั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้ามีปัญหา ทางตระกูลเจี้ยงต้องแจ้งมาแล้ว เขาตระกูลเก่าแก่ ไม่ทำเรื่องเลวร้ายหรอก”
นางเหลียนมองพ่อสามีอย่างอยากถอนใจเป็นครั้งที่สิบ ตัวต้นเหตุยังยิ้มได้ ยังหน้าตาสดชื่น ปล่อยให้หลานสาวแก้ปัญหาตามลำพัง
นายเจียงพยายามตัดบทให้เป็นรูปเป็นร่าง “เราอยู่ทางนี้ก็ทำหน้าที่ของเราไปม๊า แลกวันเดือนปีเกิดไปแล้ว…พรุ่งนี้ไปวัดหาฤกษ์”
นางเหลียนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ก็ดีนะป๊า…ม๊าอยากเสี่ยงเซียมซีดูสักหน่อย ว่าอาหงส์สบายดีไหม”
คำว่า “สบายดีไหม” เบา แต่หนักจนวางอยู่ในอกเหมือนก้อนหิน
หางตานางเหลียนเห็นอากงหวังเอื้อมมือไปหยิบปาท่องโก๋จากจานลูกชายขึ้นมากินต่อหน้าตาเฉย เธอได้แต่ส่ายหน้าอีกครั้ง
อาหงส์เอ้ย…อากงทำให้อาหงส์ต้องลำบากแท้ ๆ แม่ได้แต่หวังว่าตอนนี้ลูกคงสบายดี…และยังเป็น “คนเดิม” อยู่
“ฮัดเช้ย!”
หงส์หยกจามอย่างแรงขณะเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสามของบ้านหลังหลัก สองมือยกขึ้นปิดจมูกตามมารยาท แล้วค่อยลูบปลายจมูกตัวเองปรอย ๆ
หรือว่ามีคนพูดถึง… เธอหัวเราะในใจสั้น ๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นไม่ถึงดวงตา
“คงเพราะตากฝนเมื่อวาน” เธอคิดพลางส่ายหน้า ทั้งที่ในความจริง…เธอรู้ดีว่ามาเก๊ามีฝนตกแทบทุกวัน และคนที่ “ตากฝน” ไม่ใช่แค่ร่างกาย
เธอหยุดหน้าห้องหนึ่งที่ถูกจัดเป็น “ห้องน้ำชา” ของบ้านหลังนี้ ห้องที่อนุรักษ์ของเดิมไว้จนกลิ่นไม้เก่าและกลิ่นชาฝังแน่นอยู่ในอากาศเหมือนความทรงจำ
“อากงชุน” หงส์หยกย่อกายทำความเคารพอย่างเรียบร้อย
ชายชราหันมาช้า ๆ อากงชุนอายุพอ ๆ กับอากงหวัง แต่รูปร่างสูงใหญ่กว่า ไม่ไว้หนวดเครายาว ใบหน้ามีเค้าของเจี้ยงหลงอยู่บางส่วน โครงคาง สันจมูก และสายตาที่นิ่งเหมือนผ่านเรื่องราวมามาก
วันนี้เขาสวมชุดถังจวงผ้าไหมสีอ่อน เหมาะกับวัยและเหมาะกับบรรยากาศสงบของห้องชา
“มาแล้ว” อากงชุนพูดเรียบ ๆ
“ค่ะ…ให้เฟิ่งหวงเริ่มจากอะไรก่อนคะ”
อากงชุนผายมือให้นั่งตรงข้ามโต๊ะชงชา บนโต๊ะมีโถชาเรียงราย แต่ละใบติดชื่อแหล่งผลิตและฤดูกาลเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเหมือนคลังสมบัติ
“อาหลงสั่งไว้ให้สอนอาหวงชงชา” เขาวางกาน้ำบนเตาแก๊สเล็ก ๆ แล้วหันมายิ้มบาง ๆ “วันนี้เราเริ่มจาก…ดูชาก่อนดีหรือไม่”
หงส์หยกนั่งลงอย่างสงบ แต่ในใจกลับมีคำถามมากกว่าคำตอบ เธอมองมืออากงชุนที่หยิบจับโถชาอย่างคุ้นเคย แล้วอดถามไม่ได้
“ทำไมอากงชุนไม่เรียกเฟิ่งหวงว่าอาเฟิ่งเหมือนคนอื่นคะ”
อากงชุนหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนเบาไฟลงเหมือนรู้จังหวะการสอนดี
“ก็เพราะ ‘อาเฟิ่ง’ มันเป็นชื่อผู้ชายน่ะสิ” เขาหันมามองเธอตรง ๆ “ในเมื่ออาหวงเป็นผู้หญิง ให้อากงเรียกว่า ‘อาหวง’ ถึงจะถูก”
หงส์หยกพยักหน้าเข้าใจ ดวงตาอัลมอนด์ยังมองตามมือเขา เลือกใบชาเหมือนเลือกคำพูด
“แล้วเราจะเรียนชงชากันวันนี้เลยหรือไม่คะ” เธอถามต่ออย่างอดไม่ได้ เพราะในหัวเธอยังติดคำสั่งของนายใหญ่…ชงชาให้เขายามบ่าย
อากงชุนหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้มีแววเอ็นดูปนรู้ทัน
“วันนี้เรายังไม่เรียนชง” เขาพูดช้า ๆ “เพียง…ดื่มชาเป็นพอ”
หงส์หยกชะงัก “แล้วบ่ายนี้เฟิ่งหวงจะชงชาให้นายใหญ่ดื่มได้อย่างไรคะ”
อากงชุนหยิบไม้คีบชา คีบใบชาชนิดหนึ่งลงไปในกาชาทรงอ้วนกลมพวยยาวอย่างมืออาชีพ
“ชงอย่างไรไป อาหลงย่อมดื่มได้” เขาพูดราบเรียบเหมือนสรุปโลก “อาหวงไม่ต้องกังวลไป”
คำว่า “ย่อมดื่มได้” ฟังเหมือนปลอบ แต่ในหูหงส์หยกกลับเหมือนบอกว่า ต่อให้เธอชงผิด เขาก็จะรับมันไว้… เพราะเขาตั้งใจอะไรบางอย่างอยู่แล้ว
อากงชุนเริ่มพิธีอย่างเงียบงัน เขาเทน้ำร้อนลวกกา ลวกจอกอย่างช้าและเป็นจังหวะ มือเหี่ยวย่นแต่มั่นคง เขาคีบจอกชาแล้วเทน้ำร้อนออก รดน้ำร้อนผ่านด้านนอกกาชาให้น้ำไหลลงถาด ทำซ้ำจนความร้อนซึมเข้าวัสดุเหมือนปลุกให้ “ชา” ตื่น
“กรรมวิธีสมัยนี้ไม่ได้ยุ่งยากเหมือนก่อน” อากงชุนเอ่ยเหมือนพูดกับอากาศ “ทุกอย่างง่ายขึ้น…เร็วขึ้น เพื่อให้เหมาะกับเวลาที่เราต้องเสียไป”
หงส์หยกเงียบ ฟังและดู
อากงชุนเปิดฝากา ยกกาน้ำร้อนรินลงให้เต็ม ปิดฝา แล้วเทน้ำร้อนบนฝากาอีกครั้งช้า ๆ จากนั้นจึงรินน้ำชาลงในจอกต่ำ
สีของน้ำชาใส สว่าง และมีกลิ่นสดแบบชาที่ไม่ผ่านการหมัก
“เป็นชาเขียว” หงส์หยกเอ่ยอย่างรู้ตัว
อากงชุนพยักหน้า “ใช่” เขาวางจอกชาไว้ตรงหน้าเธอ “ช่วงนี้ยังหน้าร้อน ควรดื่มชาเขียว ฤทธิ์เย็นช่วยแก้ร้อนใน แก้กระหายได้ดี…ดื่มเสียสิ”
หงส์หยกยกจอกขึ้น จิบเพียงเล็กน้อยก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่กลับมาเป็นตัวเอง นิ่งและคม
“มีรสขมเล็กน้อย…แต่ให้ความสดชื่น”
อากงชุนจิบตาม แล้วเติมน้ำร้อนลงในกาตัวเดิม ปิดฝาทิ้งไว้ราวกับตั้งเวลาให้ความคิดงอกขึ้น
“ชาหลงจิ่งที่เพิ่งเก็บปลายเดือนมีนาคม” เขาบอก “เราซื้อไว้ไม่เยอะ แค่พอดื่มในหน้าร้อน หลังจากนั้นปีหน้าเราค่อยสั่งใหม่”
หงส์หยกมองโถชาอื่น ๆ อย่างอยากถามต่อ “แล้วต่อไปเราจะดื่มชาอะไรกันคะอากงชุน”
“วันนี้พอก่อน” อากงชุนตอบสั้น “พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”
คิ้วซ้ายของหงส์หยกโก่งขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เธอไม่ชอบความคลุมเครือ แต่กำลังอยู่ในบ้านที่ทุกคนพูดเหมือนรู้ครึ่งเดียวแล้วให้คนฟังเดาเอง
“ดื่มให้หมด แล้วกลับได้” อากงชุนกล่าวเหมือนปิดบทเรียน
หงส์หยกยกจอกขึ้นดื่มจนหมด รสขมเย็นไหลลงคอ ทิ้งความสดชื่นไว้ปลายลิ้น แต่ในอกกลับยังค้างความกังวลที่อธิบายไม่ได้
ระหว่างเธอกำลังลุก อากงชุนก็เริ่มล้างจอก ล้างกา เทน้ำทิ้งอย่างเป็นระเบียบเหมือนจัดบ้านให้สะอาดก่อนต้อนรับพายุ
หงส์หยกย่อกายลา แล้วเดินออกไปเงียบเชียบตามนิสัยที่ถูกฝึกมา ไม่ทิ้งเสียงฝีเท้าไว้ให้ใครจับได้
อากงชุนมองตามหลังเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกจอกชาที่เหลือขึ้นจิบช้า ๆ รำพึงรำพันเหมือนพูดกับเงาอดีตของเพื่อนรักที่ห่างหายไปหลายสิบปี
สวยสิบอย่าง พบคนถูกใจ ดื่มพันจอก ยังว่าน้อยคุยไม่ถูกคอ ครึ่งคำ ก็มากเกินอนาคตหมื่นลี้…
35 จบบริบูรณ์เสียงเจี้ยงหลงปนหยอกเย้าทำให้หงส์หยกเอียงศีรษะเหลือบมอง หน้าคมเข้มยิ้มกว้าง นัยน์ตาเป็นประกายหยอกล้อ ก่อนเข้มขรึมลงเมื่อหันกลับไปด้านหน้าบันได หงส์หยกหันตาม องครักษ์จำนวนมากยังยืนเรียงหน้ากระดานด้านล่าง เธอไม่คาดคิดว่าจะมีมากขนาดนี้ ถึงว่าเวลาเธอไปไหน เจี้ยงหลงถึงรู้ทุกอย่างดวงตาอัลมอนด์ไหวระริก ร่างระหงเหยียดตรง สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อองครักษ์ทั้งหมดโค้งคำนับพร้อมเปล่งเสียงเรียก“นายหญิง”ชั่วเวลาอึดใจแต่เหมือนยาวนานสำหรับหงส์หยก ภาพตรงหน้าน่าเกรงขามจนเธอถอยหลัง แต่ฝ่ามือใหญ่ดันพยุงแผ่นหลังไว้ กางมือกว้างกลางหลัง“ไม่ต้องกลัว ฉันจะอยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหน”หงส์หยกเงยหน้ามองเจี้ยงหลง รอยยิ้มพึงพอใจ นัยน์ตาเทาเจิดจ้า มีร่องรอยภาคภูมิใจ เธอหันกลับมององครักษ์ที่ยังโค้งค้าง“นายหญิงต้องพูดว่า ‘เงยขึ้นได้’ พวกเขาถึงจะเงยขึ้น”มือชื้นเหงื่อกำแน่นข้างลำตัว ขณะขยับปากเปล่งเสียงหวานนุ่มดังกังวาน“เงยขึ้นได้”เสียงขยับร่างกายจำนวนมากดังขึ้นพร้อมเพรียง ยืดกายดั่งลมกระทบแผ่นไม้ ไร้เสียงแต่มีเสียง สีหน้านิ่งสนิทขององครักษ์ยังทำให้ใจหงส์หยกไม่ใคร่ดีนัก“เอาล่ะ เสร็จพิธี แยกย้ายได้”เจี้ยงหลงช
34 แต่งงานร่างระหงก้าวลงจากรถหรูสีดำสนิท หลังเดินทางจากเมืองไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัวในอีกสองวันถัดมา พิธีรับเจ้าสาวเมื่อเช้าเรียบง่ายแต่เปี่ยมความตื้นตัน ของหมั้นต้องใช้คนถือราวยี่สิบคนตั้งแถวยาวจากปากซอยซอกตึกมายังบันไดบ้าน พ่อกับแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะเดินออกมาส่งเธอขึ้นรถกลิ่นน้ำใบทับทิมและใบเซียงเช่ายังติดตัวจากอาบน้ำก่อนวันเดินทาง นางเหลียนพอรู้ว่าลูกสาวต้องแต่งงานจริง จัดแจงหามาจำนวนมาก ซ้ำยังให้หงส์หยกแช่นานจนผิวซึมซาบกลิ่นหอมอ่อนหวานชุดกี่เพ้าโบราณสีแดงทอด้ายทองเจิดจรัสสะท้อนแสงอาทิตย์ เกล้าผมสูงปักปิ่นทองคำประดับหยกเก่าแก่ ด้วยความประหม่า เธอเผลอยกมือจับกิ่งทับทิมที่แม่นมวิ่งเอามาปักไว้ก่อนลงจากชั้นสองขณะก้าวเดิน พลันยิ้มออกมาเมื่อนึกภาพนายใหญ่ตระกูลเจี้ยงเดินถือถาดหมูดิบนำหน้ายื่นให้แม่ สีหน้าแม่แม้ยิ้มแย้มแต่ยังหวาดกลัว เกรงใจ มือสั่นจนถาดเกือบหล่นไม่น่าเชื่อว่าเพียงวันเดียว ญาติที่อยู่รายล้อมย่านดาวน์ทาวน์หลั่งไหลมาดั่งน้ำหลาก อั่งเปาที่เจี้ยงหลงเตรียมมาไม่พอ จนนายใหญ่ต้องปลดนาฬิกาหรูบนข้อมือวางให้อาอึ้มแทนซองที่เหลือ บรรดาญาติหยุดกั้นประตูเมื่อยกนาฬิกาขึ้นส่อง โห่ร
33 Ncร่างระหงก้มมอง ดวงตาอัลมอนด์สีน้ำตาลไหวระริกด้วยไฟปรารถนา ลมหายใจถี่รัว ไม่แพ้เขา ร่างกายเธอโหยหาเขาจนเจ็บปวด“เฟิ่งหวง แต่งงานกันเถอะนะ อย่าทรมานฉันอีกต่อไปเลย”“เจี้ยงหลง ทำไมคุณถึงอยากแต่งงานกับฉันคะ ถึงเราจะยกน้ำชากันแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้ ถ้าเราไม่พูดก็... อือ อือ”เขาปิดปากด้วยจูบลงทัณฑ์ กดท้ายทอยตรึงแน่น ขบเม้มแรง หงส์หยกสะดุ้งร้องเจ็บ พลิกตัวอีกครั้งจนเธออยู่ใต้ร่างแกร่ง กดหัวเข่าแทรก ดันต้นขาให้เปิดกว้าง กดแก่นกายชายสู่กลางเนินเนื้อเปลือยเปล่า“อือ อย่า อาหลง”เขาปล่อยจูบลงทัณฑ์ กลายเป็นจูบอ่อนหวาน กายชายโหยหาจนเจ็บปวด มือลดลงปลดกางเกงตนเองไม่รอช้า“บ้าจริง อาหลง อย่า อา อา”เจี้ยงหลงไม่รอถอดกางเกงออกจนสุด เสือกตัวเข้าทางรักให้เอ็นใหญ่พบช่องสวาท กระแทกแน่น ความสาวที่ร้างลำใหญ่มานานสองเดือนกลับมาปิดแคบดั่งเดิม“โอ๊ย เจี้ยงหลง”อารมณ์ชายหนุ่มมึนเมาในรสสวาท เมื่อลำร้อนสัมผัสความนุ่มในปลอกสวาท สติสัมปชัญญะพลันกระเจิดกระเจิง เขายืดตัวขึ้น จับข้อเท้าหงส์หยกไว้ กระแทกเอ็นใหญ่ถี่รัว“เฟิ่งหวง ซี้ด”หงส์หยกยังใช้มือดันอย่างไม่ยอม ทั้งที่กายสาวสะท้านไหว ร่องสวาทเริ่มมีน้ำเอ่อล้น ย
32 มาตามเมียชายร่างสูงมาเฟียแห่งมาเก๊านั่งนิ่งบนโซฟาในบ้านไม้เก่าไม่ใหญ่ไม่เล็ก ซ่อนหลังตึกใหญ่ เขาจ้องพ่อตาแม่ยายที่นั่งตรงข้าม สีหน้าทั้งคู่ไม่ดีนักเจี้ยงหลงยกนาฬิกาดู ตรงมาบ้านนี้ทันทีที่ลงเครื่อง รอเกือบสองชั่วโมง หงส์หยกยังไม่กลับใบหน้าคมเข้มนิ่งสงบภายนอก แต่ภายในปั่นป่วน ชีพจรเต้นรัว สารอะดรีนาลินหลั่งพร้อมสู้ถ้าเธอปฏิเสธ“อาหงส์มาแล้ว” แม่ยายพูดภาษาไทย เจี้ยงหลงฟังไม่ออก แต่คำ “หงส์” เขาจำได้ดีร่างสูงใหญ่พยายามนั่งนิ่ง สายตาสอดส่ายไปประตู ได้ยินเสียงทักทายเบา ๆ หน้าบ้านพ่อตาแม่ยายลุกยืนทันทีเมื่อร่างสูงโปร่งของหงส์หยกปรากฏ เจี้ยงหลงจดจ้องทุกอากัปกิริยา หญิงสาวที่ไม่ได้เห็นสองเดือนหงส์หยกซีดเซียว ผอมลงชัดเจน คิ้วเฉียงขมวดนิ่ง เธอส่งถุงกับข้าวและกรอบรูปอักษรมงคลคู่สีแดงให้เด็กในบ้าน แล้วเดินเข้าห้องนั่งเล่น“นายใหญ่รอฉันตรงนี้ ฉันจะขึ้นไปหยิบป้ายหยกลงมาให้”เจี้ยงหลงผุดลุก กรามขบแน่นสะกดอารมณ์“ฉันไม่ได้มาเอาป้าย”หงส์หยกชะงัก หันมอง เขาสวมชุดถังจวงสีดำ รูปร่างสูงใหญ่ไม่เปลี่ยน ใบหน้าคมเข้มตอบลงเล็กน้อย นัยน์ตาเทาหม่นเปล่งประกายแปลกประหลาด ไม่โหยหา ไม่โกรธ แต่ล้ำลึกกว่าเคย
31 เหล่าซือ“อาหงส์หยก นี่ลื้ออายุเท่าไรแล้ว ยังไม่แต่งงานอีก เดี๋ยวอายุมากกว่านี้จะหาแฟนไม่ได้นะ”เสียงอาอึ้มตะโกนแซวออกมาจากร้านขายของชำหน้าปากซอย เสียงดังลั่นจนคนแถวนั้นหันมามอง หงส์หยกที่เพิ่งจอดรถมอเตอร์ไซค์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบของบนชั้น“อาอึ้ม หงส์คงได้อยู่ขึ้นคานแน่นอนค่ะ แล้วจะมาก่อกวนอาอึ้มแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นี่แหละ”“เหอะ พูดเหมือนคนไม่อยากแต่ง แต่ตาไม่เคยว่างนะ”อาอึ้มหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหยิบขนมกับน้ำใส่ถุงยื่นให้“อ่ะ เอาไป ไม่ต้องจ่าย เก็บเงินไว้ซื้อผู้ชาย ฉันจะได้มีหลานเขยเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”หงส์หยกหัวเราะรับอย่างฝืน ๆ รับถุงจากมืออาอึ้มแล้วโค้งหัวเล็กน้อย“ถ้ามีจริง หงส์จะพามาให้อาอึ้มดูคนแรกเลยค่ะ”“พูดแบบนี้มาสิบปีแล้วนะยะ”หงส์หยกไม่ตอบ เดินเลี้ยวเข้าซอยแคบ ๆ ที่คุ้นเคย ซอยที่เธอเดินผ่านมาตั้งแต่เด็ก ซอยที่มีร้านซักรีดเก่า ๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็น และบ้านของเหล่าซืออยู่ท้ายสุดบ้านเหล่าซือเป็นบ้านสองชั้นหลังไม่ใหญ่ มีสวนหย่อมเล็ก ๆ หน้าบ้าน ปลูกต้นโมกกับพุดจีนให้ร่มเงา กลิ่นดอกไม้จาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศเสมอ ราวกับที่นี่ถูกตัดขาดออกจากความวุ่นวายของเมืองหงส์
30 จะไม่ปล่อยนายใหญ่ตระกูลเจี้ยง ชายร่างสูงใหญ่ลูกเสี้ยวโปรตุเกส ยืนอยู่หน้ากระจกบานสูงในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเจี้ยง แสงสีเทาของรุ่งสางสาดลอดม่านบางเข้ามา กระทบกรอบหน้าคมเข้มที่ซูบตอบลงเล็กน้อยจากการพักผ่อนน้อยตลอดหลายสัปดาห์เขาแหงนใบหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีเทาอมฟ้า เมฆบางลอยช้า ๆ เหมือนโลกทั้งใบยังไม่ตื่นเต็มที่แต่ตัวเขา… ตื่นมานานแล้วดวงตาสีเทาหม่นหลุบต่ำลง มองไปยังโถงทางเดินยาวทอดจากตึกหลักไปยังตึกเฟยหลง โถงเดียวกับที่ร่างระหงในชุดถังจวงสีขาวมักเดินลัดผ่านทุกเช้าเย็น โถงที่เคยเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ และเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาคิดว่า “อยู่ตรงนี้เสมอ”แต่ตอนนี้… มันว่างเปล่าเงียบเกินไป นิ่งเกินไปเหมือนหัวใจของเขาที่ว่างอยู่ครึ่งหนึ่งนี่คงถึงเวลาแล้วจริง ๆถึงเวลาที่เขาจะหยุดรอ หยุดหวัง หยุดปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นเป็นฝ่ายเลือกฝ่ายเดียวถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ หงส์หยกอาจไม่ใช่แค่กลับเมืองไทยเธออาจ “โบยบิน” ไปจากชีวิตเขาอย่างถาวรเจี้ยงหลงผละออกจากหน้าต่าง เดินออกจากห้องนอนด้วยก้าวเท้ามั่นคง ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกาง







