เข้าสู่ระบบนลินดานั่งตรงข้ามกับชินวุฒิภายในสวนซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอชื่นชอบ ต่างคนต่างก็มองกันไปมาไม่มีใครพูดอะไร จนนลินดาเป็นฝ่านทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน
"พี่ชินมีอะไรหรือเปล่าคะ คิ้วชนกันแล้วรู้ตัวมั้ย" "หมอก..." "คะ" "คุณพ่อจะให้พี่แต่งงานกับคนที่ท่านทาบทามไว้" ชินวุฒิตัดสินใจบอกกับนลินดาเพราะต้องการสังเกตท่าทีของเธอ "จริงเหรอคะ! เป็นข่าวดีมากๆเลย!" หญิงสาวฝรั่งทำตื่นเต้นแล้วยิ้มกว้างจนดวงตาเป็นประกาย ซึ่งมันทำให้ชินวุฒิแปลกใจมากเนื่องจากเขาคิด ว่าจะได้เห็นเธอเศร้าหมอง หรือแสดงความอาลัยอาวรณ์ที่เขาต้องแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น "ทำไม...หมอกดูดีใจจัง" "จะไม่ดีใจได้ยังไงละคะ พี่ชายของหมอกจะแต่งงานทั้งที" ชินวุฒิอึ้งไม่น้ยเมื่อเธอพูดว่าเขาเป็นพี่ชายอย่างหนักแน่น ซ้ำยังแสดงความตื่นเต้นดีใจที่เขาจะแต่งงาน ทั้งๆที่ตลอดมาเธอแสดงออกเหมือนมีใจให้กับเขา "พี่ชายหรอ" "ใช่ค่ะ พี่ชินน่ะเป็นพี่ชายที่หมอกรัก พี่กำลังจะมีครอบครัว มีความสุขทำไมหมอกจะไม่ดีใจด้วยละคะ" ชายหนุ่มพยักหน้าในใจเกิดความผิดหวังเล็กน้อยที่เธอบอกว่ารักเขาแบบพี่ชาย ไม่ใช่มีใจให้แบบชู้สาวอย่างที่เขาเข้าใจ แต่ความผิดหวังนั้นมันก็มาพร้อมความโล่งใจ เพราะหากนลินดาไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษกับเขาเธอก็จะได้ไม่ต้องเจ็บปวด ด้วยชินวุฒิรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยง "อื้ม...ขอบใจนะที่ดีใจกับพี่" ทั้งคู่คุยกันต่อสักพักชินวุฒิก็มีสายเข้าซึ่งเป็นงานด่วน และทันทีที่เขาเดินออกไปรอยยิ้มบนใบหน้าของนลินดาก็เลือนหาย น้ำตาเอ่อรื้นเต็มหน่วยตาเพราะความเจ็บปวด เธออายุยี่สิบปีเต็มแต่ไม่เคยมีใจให้กับใคร ชินวุฒิเป็นผู้ชายคนแรกที่เธอรู้สึกว่าตกหลุมรักเขา และอีกฝ่ายก็ทำดีกับเธอจนหัวใจเริ่มถลำลึก แต่ที่เธอพูดกับเขาไปอย่างนั้น เพราะรู้ดีว่า ถ้าเธอทำเป็นอาลัยอาวรณ์หรือบอกว่ารักเขาก็จะทำให้ชินวุฒิลำบากใจเสียเปล่า ดีไม่ดีอาจจะทำให้เขามีปัญหากับคุณชาคริตก็เป็นได้ เธอมาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ทุกคนดูแลเธอเป็นอย่างดี มันคงจะเป็นการเนรคุณ หากเธอทำให้คนในบ้านต้องขัดแย้งกันเพราะเธอ ... ( 2 สัปดาห์ต่อมา ) หลังจากที่นรินดาพยายามทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอก็สามารถพูดคุยกับชินวุฒิได้เหมือนปกติ เพียงแต่ระวังใจตัวเองมากขึ้นเท่านั้น พร้อมกับบอกตัวเองเสมอ ว่าเธอควรมีความสุขไปกับเขาด้วย "วันนี้หมอกเรียนขนมไทยนะคะ ของหวานเลยเป็นมะยงชิดลอยแก้ว" "ดีๆ ชื่นใจป้าชอบ" "นี่ตั้งแต่หมอกหัดเรียนทำขนมน้ำหนักลุงขึ้นหลายกิโลเลยนะ และคาดว่าคงจะขึ้นต่อไปเรื่อยๆ" คำพูดของคุณชาคริตเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากทุกคนได้อย่างพร้อมเพรียง "อารมณ์ดีกันเหลือเกินนะครับ!" ชัชวินทร์ก้าวเข้ามาในห้องอาหารด้วยใบหน้าเอาเรื่อง น้ำเสียงที่เกล้ากระด้างบ่งบอกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน "เป็นอะไรน่ะชัช มานั่งกินข้าวด้วยกันก่อนสิลูก" คุณวัลภาพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบแต่มันไม่เป็นผล เพราะใจของชัชวินทร์ตอนนี้ร้อนยิ่งกว่าไฟนรกเสียอีก "ทำไมไม่มีใครบอกผม!" "บอกอะไร แกจะมาโวยวายเรื่องอะไรก็ช่วยพูดให้มันชัดเจนหน่อย" "เรื่องที่ชินจะแต่งงานกับเอม! เรื่องที่คุณพ่อจะสละเก้าอี้ประธาน!" "มันเป็นแค่แพลนเอาไว้ยังไม่เป็นทางการพ่อกำลังจะบอกแกอยู่เหมือนกัน" "ถึงจะยังไม่เป็นทางการพ่อก็ควรบอกผมก่อนไหม ทุกคนเห็นผมเป็นคนในครอบครัวอยู่หรือเปล่า ทำไมต้องให้ผมรู้เรื่องนี้จากคนอื่น!" ถึงแม้จะพยายามซ่อนความอ่อนแอแต่ปลายเสียงของชัชวินทร์ก็ยังสั่นดวงตาแดงก่ำจนนลินดารู้สึกเห็นใจ "แล้วแกจะโวยวายให้มันได้อะไรขึ้นมา น้อยใจเป็นเด็กๆไปได้" "ผมควรชินใช่มั้ยที่ถูกกันให้เป็นคนอื่น!" "มันไม่ใช่อย่างนั้นนะชัช!" "ไม่ใช่อย่างนั้นแล้วมันอย่างไหนครับ พ่อจะยกทุกอย่างให้มัน ทั้ง CK ทั้งน้องเอม คุณพ่อลืมไปหรือเปล่า ว่าผมก็เป็นลูกคนนึงเหมือนกัน!" "ถ้าแกอยากคุยและต้องการคำอธิบายเราจะไปที่ห้องทำงานกันตอนนี้เลย" "ไม่ครับ! ผมจะคุยที่นี่ตอนนี้!" "ไอ้ชัช..." "มึงหุบปาก!" ชัชวินทร์ตวาดพี่ชายที่พยายามจะปรามเขา "ผมชอบน้องเอมคุณพ่อก็รู้! ไอ้ชัชก็รู้! ส่วน Ck ผมพยายามทุ่มเทแค่ไหนไม่มีใครเห็นเลยเหรอ!" "เรื่องหนูเอมทางบ้านโน้นเขาก็ต้องการให้แต่งงานกับตาชิน พ่อทาบทามหนูเอมไว้ให้ชินไม่ใช่แกจะไปเปลี่ยนตัวคิดว่าเขาจะยอมเหรอ" "ส่วน Ck ที่พ่อยกให้ชินก็เพราะมันเป็นลูกชายคนโต พ่อยังมีกิจการหลายอย่างที่จะยกให้แก พ่อจะยกให้แก มากกว่ามันด้วยซ้ำ แต่ขอ CK ให้ชินเถอะนะ" คุณชาคริตพยายามบอกอย่างใจเย็น แต่ชัชรินทร์ที่กำลังโกรธและน้อยใจแบบสุดขีดไม่อาจเข้าใจได้ง่ายๆ "พ่อไม่จำเป็นต้องยกเหตุผลอะไรมาอ้างให้มันดูดี! ที่ผมไม่ได้ทั้งเอมทั้ง Ck ก็เพราะผมมันเป็นแค่ลูกเมียน้อย! พ่อพูดมาชัดๆแบบนั้นยังเข้าใจง่ายกว่า!" นลินดาค่อนข้างตกใจเมื่อรู้ว่าชัชรินทร์ไม่ใช่ลูกของคุณวัลภา เพราะไม่มีใครบอกเรื่องนี้กับเธอมาก่อนแม้กระทั่งชินวุฒิก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้ให้เธอฟัง "ชัช! ไอ้ชัช!" "ปล่อยน้องชิน ให้เขาอยู่คนเดียวสักพัก" ชินวุฒิทำท่าจะลุกตามน้องชายที่เดินออกจากห้องอาหารไปแต่ก็ถูกบิดาเรียกเอาไว้เสียก่อน นลินดาได้แต่ คิดว่าสิ่งที่เธอเห็นมันไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว เพราะมันไม่ใช่แค่การที่พี่น้องไม่ถูกกัน แต่มันคือรอยร้าวและความบาดหมางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมากพอกินอิ่มกันแล้วสองพ่อลูกก็ออกจากคาเฟ่กลับบ้าน เด็กชายชลธีก็ไปเล่นกับเด็ก ๆ แถวนั้นตามประสา แต่ก็ไม่ได้ไปไกลเกินบริเวณบ้าน ส่วนชัชวินทร์ก็ไปที่ห้องทำงานเพื่อทำงานต่อ เวลาไม่ได้ออกไปดูงานที่ไร่เขาก็จะมานั่งทำเอกสารบัญชีรายรับรายจ่ายอยู่ที่ห้องทำงานทั้งวัน เมื่อถึงเวลาบ่ายอุ๊ยจันทร์ก็ส่งตะกร้าสานใบใหญ่ที่มีฝาปิดด้านบนให้พ่อเลี้ยง "เที่ยวให้สนุกนะคะพ่อเลี้ยง" "อืม เดี๋ยวผมกลับมาตอนเย็น" ชัชวินทร์รับตะกร้ามาแล้วเดินออกจากบ้าน เรียกลูกชายที่วิ่งเล่นแถวนั้นมาหา "พ่อจะไปไหนฮะ" "พาแม่กับชลเที่ยวไงครับ ไปเถอะ" "เที่ยวเหรอ" เด็กชายชลธีสายตาเป็นประกายเมื่อผู้เป็นพ่อจะพาไปเที่ยว ซึ่งนาน ๆ ครั้งจึงจะได้ออกจากเขตพื้นที่ไร่แสนกว้างใหญ่ จึงทำให้เด็กน้อยตื่นเต้นมาก ชัชวินทร์ขับรถไปที่ฟาร์มแกะเพื่อรับภรรยา จากนั้นก็ขับรถออกจากไร่ไปตามถนนที่คดเคี้ยว สักพักก็เลี้ยวเข้าทางแยกที่เป็นถนนแคบ ๆ ของชาวบ้าน "คุณชัชจะไปที่ไหนคะ" นลินดาอดถามไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่เส้นทางไปในเมือง แต่เหมือนจะเป็นป่ามากกว่า "ปิกนิกไง" "ในป่าเนี่ยนะ" นลินดายิ่งไม่เข้าใจมากขึ้น แต่ชัชวินทร์ไม่ตอบเธออีก เธอ
หลังจากมื้อเช้ากันแล้ว ชัชวินทร์ก็เตรียมตัวไปทำงานที่ไร่ ส่วนนลินดาก็เตรียมไปดูแลคาเฟ่ของเธอที่ฟาร์มแกะ ทุกๆอย่างคือกิจวัตรประจำวันที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย แต่มีความสุขสงบใบแบบที่ทั้งเขาและเธอต่างต้องการ "ไปป้อนหญ้าแกะกัน" ชัชวินทร์อุ้มลูกชายออกจากบ้านไปทางฟาร์มแกะที่ตอนนี้เปิดเป็นฟาร์มกึ่งสวนสัตว์สำหรับนักท่องเที่ยว ซื้อแกะมาเพิ่ม และยังปรับพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน สร้างคอกกวาง คอกนกกระจอกเทศ มีนกยูงกับไก่ฟ้าที่ปล่อยให้เดินเล่นบนสนามหญ้าที่กั้นตาข่ายเอาไว้ และมีร้านค้าของที่ระลึกกับของพื้นเมืองที่เปิดให้ชาวบ้านมาขายของ รวมถึงคาเฟ่ที่นลินดาบริหารงานเอง จัดโซนพักผ่อนและมุมถ่ายรูปสวย ๆ ไว้หลายจุด มีบ่อปลาคาร์ปสีสวยตลอดแนวทางเดินจนทั่วฟาร์ม ส่วนไร่ชา ไร่สตรอว์เบอร์รี่ ไร่องุ่น ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเก็บชิมและซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปอย่างไวน์องุ่น ไวน์สตรอว์เบอร์รี่ ใบชาอบแห้ง สตรอว์เบอร์รี่อบแห้งติดมือกลับไปได้ ไร่อุ่นไอหมอกจึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ ชัชวินทร์จูงมือลูกชายเดินเข้าไปที่คอกแกะที่ตอนนี้นักท่องเที่ยวหลายคนกำลังรับหญ้าเส้นยาวจากมือคนเลี้ยงเอาไปป้อนแกะในคอกที
เมื่อคลายปมใที่เคยผูกไว้ในใจได้ชัชวินทร์ก็คือผู้ชายที่สมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน เขาไม่เคยทำให้นลินดารู้สึกว่าตัวเองคิดผิดที่เลือกให้โอกาส เพราะทุกนาทีที่เธอเคียงข้างเขามันผ่านไปอย่างมีความสุข "หมอกว่าเอาสีอะไรดี" นลินดาเงยหน้ามองร้านคาเฟ่ของไร่อุ่นไอหมอกอย่างครุ่นคิด "คุณชัชว่าสีอะไรดีคะ" "สีขาวสิ หรือหมอกว่าไง" "สีขาวหมอกก็ว่าดีค่ะ ร้านคาเฟ่เล็กๆสีขาวท่ามกลางธรรมชาติสีเขียว หมอกคงมีความสุขกับที่นี่ทั้งวันแน่ๆค่ะ" "หืม..." เขาทำเสียงในลำคอพร้อมเลิกคิ้วใส่ภรรยา "ฉันไม่ยอมให้หมอกมาอยู่ที่นี่ทั้งวันหรอกนะ ให้ทำแก้เหงานิดหน่อยเท่านั้น ยิ่งตอนเจ้าตัวน้อยคลอดหมอกก็ยิ่งต่องดูแลลูก ต้อง..." "พอค่ะ เรื่องนั้นหมอกรู้แล้ว หมอกแค่เปรียบเทียบเฉยๆ" ฟู่!! ชัชวินทร์ถอนใจโล่งอกทำราวกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย "ค่อยยังชั่ว นึกว่าคิดจะมาขลุกอยู่ที่นี่ทั้งวันจริงๆจะได้สั่งรื้อเลย" ดวงตาคู่สวยค้อนขวับใส่สามีทันทีที่ได้ยินอย่างนั้น "ล้อเล่นจ้า...คาเฟ่ของเมียผัวจะไปกล้าแตะได้ยังไง" ชัชวินทร์ไม่ใช่เพียงพูดเอาใจแต่หมายความตามนั้นจริงๆ ทุกวันนี้อะไรที่จะทำให้เธอกระทบกระเทือนความรู้สึกเขาจะไม่ทำอย่างเด็ด
นอกจากจะมีบรรยากาศที่ดีแล้วเชียงรายยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และวัดต่างๆที่งดงามตระการตา บางที่ก็เก่าแก่ควรค่ากับการอนุรักษ์ ทริปสุดท้ายของครอบครัวก่อนที่พวกเขาจะกลับกรุงเทพฯ ชัชวินทร์จึงเลือกพาไปไหว้พระตามวัดต่างๆ ซึ่งดูเหมือนสาวๆจะถูกใจมากเป็นพิเศษ "วัดต่อไปชื่อวัดป่าแฝกนะ ที่นั่นมีที่ให้อาหารปลาด้วย" "ดีจ้ะ แม่ชอบ ทำบุญแล้วก็ต้องทำทานด้วย" "วันนี้คุณไม่บ่นปวดเมื่อยเลยนะลืมหรือเปล่า" คุณชาคริตแซวภรรยาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มแต่คนถูกแซวกลับส่งยิ้มกว้างตอบมา "เหมือนอาการปวดเมื่อยจะหายไปเลยค่ะ สงสัยจะสนุกจนลืมเจ็บลืมปวด" "ผมจำได้นะครับว่าครั้งสุดท้ายที่เราไปเที่ยวกันเป็นครอบครัวก็ตอนผมเป็นเด็กๆ จากนั้นเราก็ไม่ได้ไปกันอีกเพราะบ้านเรามีเด็กขี้น้อยใจอยู่คนนึง" ชินวุฒิบอกเสียงกลั้วหัวเราะพลางปรายตามองน้องชาย "แหม...ทีแบบนี้จำแม่นะไอ้พี่ชาย" "แม่นสิ เด็กอะไรก็ไม่รู้โคตรใจน้อยโคตรงอแง ระวังเถอะหมอกลูกออกมาจะงอแงเหมือนพ่อมัน" "ไม่หรอกค่ะ ขนาดคุณชัชหมอกยังเปลี่ยนจากสามีเจ้าอารมณ์ให้น่ารักได้ขนาดนี้ กับลูกหมอกเชื่อว่าไม่เกินความสามารถค่ะ แต่ถ้ามีพ่อคอยให้ท้ายหมอกก็จะกำราบทั้งพ่อทั้งลูก" "ฮ
สยบเข่าวลือศึกสายเลือดได้ชนิดที่ว่าขาเม้าท์ต้องถึงกับหน้าหงาย เมื่อสะใภ้คนโตของรุ่งกิจวัฒนาโพสต์ภาพสามีที่นอนกอดกับพ่อและน้องชายที่ก่อนหน้านี้มีวงในบอกว่าเกิดศึกสายเลือดแย่งชิงมรดกกัน แต่จากภาพที่เห็นทำให้ทุกคนรู้ว่าข่าวลือก็คือข่าวลือ เพราะสองพี่น้องเขารักกันแน่นแฟ้นเอามากๆ... ทุกสำนักข่าวพาดหัวด้วยข้อความที่ไปในทิศทางเดียวกันซึ่งมันเกิดผลดีอย่างเกินคาด และเมื่อสามหนุ่มได้เห็นภาพของตัวเองโชว์หราอยู่ในข่าว ก็ถึงกับเขินจนหน้าแดงเพราะทุกครั้งที่ออกสื่อ พวกเขาจะต้องหล่อเนี้ยบตั้งแต่หัวจรดเท้า "เอมอะ จะถ่ายก็ไม่บอกพี่ก่อน พี่ไม่หล่อเลย" "เขาเรียกภาพหลุดไงคะ" "แล้วมีเด็กซนคนนึงไปคอมเมนต์ว่า 'เมาแล้วก็นอน' ด้วยนะพี่เห็น" ชัชวินทร์พูดพลางปรายตาไปหาภรรยาที่ยิ้มแหยอยู่ข้างๆ "แหม...ก็ภาพมันฟ้องนี่คะ หมอกก็อดคอมเมนต์ไม่ได้" นลินดาซบใบหน้ากับต้นแขนของสามีอย่างออดอ้อน เพียงเท่านั้นชัชวินทร์ก็แทบจะใจละลาย "พ่อไม่เคยสนุกอย่างนี้มานานมากๆแล้วนะเนี่ย" "เชื่อค่ะ เห็นนอนกลิ้งเมื่อคืนก็รู้แล้ว แก่แล้วเมากลิ้งกับลูกได้ ห้ามไปเมากลิ้งที่อื่นนะคะเตือนไว้ก่อน" คุณวัลภาเอ่ยแซวจนทุกคนอมยิ้มไปตามๆกัน
กองไฟเล็กๆถูกก่อขึ้นที่ลานข้างบ้าน ทุกคนในครอบครัวล้อมรับรับไออุ่น ชัชวินทร์ร้องเพลงคลอเบาๆในขณะที่ชินวุฒิดีดกีตาร์ให้จังหวะ นลินดานั่งมองสามีด้วยแววตาเปี่ยมรักซึ่งชัชวินทร์เองก็มองภรรยาด้วยแววตาเช่นเดียวกัน เสียงปรบมือดังขึ้นเมื่อเพลงจบต่างคนต่างจูบแก้มสามีเป็นการตอบแทนบทเพลงที่เพิ่งจบไป "สามีหมอกร้องเพลงเพราะจังค่ะ..." "สามีเอมก็ดีดกีตาร์เก่งมากค่ะ" สองสาวต่างก็อวยสามีอย่างไม่มีใครยอมใครจนสองพี่น้องยิ้มแก้มปริ "ผมมีความสุขจังคุณ" "ฉันเองก็มีความสุขค่ะ" คุณวัลภาบอกสามีแล้วส่งยิ้มให้คู่ชีวิต ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าสามีสุขแค่ไหนที่เห็นลูกชายทั้งสองรักใคร่กัน "ชัช..." "ครับพ่อ" "พ่ออยากคุยด้วยเรื่องบริษัทก่อสร้างของเรา" "ครับ" "พ่ออยากส่งต่อให้ลูกดูแล" "ผมไม่..." "อย่าปฏิเสธเลยนะพ่อตั้งใจยกให้แกจริงๆ" "อย่ามาทำเป็นลังเลเลยว่ะ แกจะปฏิเสธพ่อลงเลยหรือไง คุณพ่อตั้งใจยกให้แกจริงๆนะชัช" ชินวุฒิรีบสนับสนุนคำพูดของบิดาเมื่อเห็นน้องชายทำสีหน้าคล้ายลำบากใจ "ฉันชอบที่นี่ว่ะชิน อยากอยู่กับหมอกแล้วก็ลูกที่นี่ ถ้าฉันต้องดูแลบริษัทก่อสร้างก็ต้องไปๆมาๆระหว่างกรุงเทพ-เชียงราย ฉันไม่อยากทิ้ง







