Home / รักโบราณ / วาสนารักไม่หวนคืน / ๕ คุณหนูผู้นี้คือผู้ใด

Share

๕ คุณหนูผู้นี้คือผู้ใด

last update publish date: 2026-09-29 23:18:15

ยามนี้นางไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับหูอื้อไปชั่วขณะ

ซูหว่านชิงเจ็บปวดเหลือเกิน…นางหลงนึกว่าหัวใจดวงนี้จะด้านชาจนไม่รู้สึกอันใดแล้ว ทว่าความจริงมันก็กลับเจ็บแปลบขึ้นมาจุกอยู่ที่อก จนรู้สึกราวกับจะกระอักเลือดออกมาเสียให้ได้

ในเมื่อสุดท้ายต้องลงเอยเช่นนี้…แล้วเหตุใดเขาจะต้องบอกให้นางรอด้วยเล่า

บอกให้รอปีแล้วปีเล่า ให้นางรอไปเพื่ออันใดกัน

เพราะในเมื่อท้ายที่สุดแล้ว…การเฝ้ารักมั่นที่ซื่อตรงของนางตลอดสิบปีที่ผ่านมา มันเป็นเพียงการรอคอยที่ไร้ค่าถึงเพียงนี้!

ซูหว่านชิงพลางหลับตาลงช้าๆ อย่างหนักอึ้ง เปลือกตาของนางร้อนผ่าว แต่กลับไม่มีหยาดน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว เกรงว่ามันคงจะแห้งเหือดไม่มีสิ่งใดให้ไหลออกมาแล้ว

สิบปีแห่งการรอคอยอันแสนงมงายสิ้นสุดลงแล้วจริงๆ

ไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวังเก่าๆ ใต้ต้นดอกท้อในวัยสิบหกปีที่ยามนี้ได้กลายเป็นเพียงภาพฝันร้ายที่คอยตอกย้ำความโง่เขลาของนาง

ไฉนเลยถ้อยคำพูดของบุรุษเป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น

ซูหว่านชิงสูดลมหายใจลึกลืมตาขึ้นมา ก่อนที่จะหันไปจ้องสบตามองเซียวฮูหยิน ริมฝีปากโค้งยกขึ้นยิ้มจางๆ “เช่นนั้น…ข้าก็คงต้องรบกวนฮูหยินเซียวไปแจ้งแก่ท่านแม่ทัพเซียวด้วยเถอะเจ้าค่ะ”

น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นเนิบนาบ ทว่ากลับหนักแน่นจนคนในห้องโถงต้องชะงัก

“วันพรุ่งนี้ให้เขาเตรียมหนังสือถอนหมั้นเอาไว้พร้อมดี ข้า…ซูหว่านชิง จะเป็นฝ่ายเดินไปรับมันคืนที่จวนสกุลเซียวด้วยตัวเอง”

พอสิ้นประโยคที่เด็ดเดี่ยวของซูหว่านชิง บรรยากาศภายในห้องโถงกลางก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันชวนน่าอึดอัด ฮูหยินเซียวถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและรู้สึกผิดจนท่วมท้นอก

“หว่านชิง...” น้ำเสียงของนางสั่นเครืออย่างอับจนหนทาง

“จะไม่ทบทวนดูอีกสักหน่อยหรือ…อย่างไรตั้งสิบปี”

ซูหว่านชิงกลับทำเพียงแค่โค้งยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ

แม้ว่าจะยังคงดูอ่อนโยนและนุ่มนวลเช่นดั่งวันวาน ทว่ามันกลับเป็นรอยยิ้มที่ชวนให้คนมองขมขื่นต้องหลั่งน้ำตาด้วยความปวดใจยิ่งกว่าเห็นนางร้องไห้ฟูมฟานเสียอีก

“สิบปีที่ผ่านมานี้…ข้าใช้เวลาคิดทบทวนมามากพอแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินเซียว” ซูหว่านชิงเอ่ยขึ้นช้าๆ เนิบนาบ แม้จะพยายามข่มความเจ็บปวด ทว่าน้ำเสียงหวานกลับสั่นเครือยากจะควบคุม

“คงถึงเวลาที่ข้าควรปล่อยวางและคืนอิสระให้กันเสียที”

แท้จริงแล้ว…เรื่องระหว่างนางและเขาก็คงจบสิ้นไปตั้งนานแล้ว ทว่ากลับเป็นตัวนางเองที่ดื้อรั้นไม่ยอมปล่อยมือเสียที

นางพยายามใชทั้งชีวิตเพื่อฉุดรั้งมันเอาไว้ แต่เขากลับใช้ทั้งชีวิตของนาง…เหยียบย่ำจนแหลกลาญไม่เหลือชิ้นดีอย่างน่าสมเพช

 

เช้าวันต่อมา...

รถม้าประทับตราสกุลซูก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวฝ่าสายลมหนาวมาหยุดลงที่หน้าประตูจวนแม่ทัพใหญ่

จวนสกุลเซียวในวันนี้ทั้งคึกคักและครึกครื้นเป็นพิเศษ ผู้คนสวมใสอาภรณ์เนื้อดีเดินเข้าออกประตูกว้างขวางไม่ขาดสาย ดูแล้วก็ล้วนแต่เป็นเหล่าขุนนางในราชสำนักและตระกูลใหญ่โตต่างเดินทางมาแสดงความยินดีกับท่านแม่ทัพใหญ่ที่นำชัยชนะกลับมา

ชิงเอ๋อร์พลางยื่นไปมือประคองผู้เป็นนายลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอม ยามเมื่อสายตาของซูหว่านชิงทอดมองป้ายชื่อจวนอันโอ่อ่าเบื้องหน้า ก้อนเนื้อในอกซ้ายของนางก็พลันบีบรัดแน่นจนหายใจไม่ออกและสะดุดขาดเป็นห้วง

สถานที่แห่งนี้...ครั้งหนึ่งในอดีตนางเคยทึกทักเอาเองว่ามันจะเป็นบ้านของตนในอนาคต ทว่ายามนี้มันกลับกลายเป็นเพียงเรื่องชวนขันที่น่าสมเพชเรื่องหนึ่ง

ไม่นานนัก สาวใช้ในจวนก็พาพวกนางเดินลัดเลาะผ่านสวนหินเข้าไปยังเรือนรับรอง

แต่ในระหว่างทางเดินริมระเบียงนั้น น้ำเสียงหัวเราะคิกคักร่าเริงอย่างอารมณ์ดีของเด็กน้อยผู้หนึ่งก็ดังแว่วมาจากสวนด้านหลัง

น้ำเสียงนั้นใสกังวานและเต็มล้นไปด้วยความสุขท่วมท้น

ซูหว่านชิงเผลอชะงักเท้าและค่อยๆ หันไปมองตามต้นเสียงนั้นโดยสัญชาตญาณ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแข็งทื่อราวก้อนหิน

ภาพใต้ต้นหลิวใหญ่ริมสระน้ำร่มรื่น...เด็กชายตัวน้อยน่ารักน่าเอ็นดูกำลังวิ่งเล่นไล่จับผีเสื้ออย่างสนุกสนาน โดยมีบุรุษผู้หนึ่งยืนมองดูอยู่เคียงข้าง

ยามนี้บุรุษผู้นั้นถอดชุดเกราะเหล็กอันน่าเกรงขามออกแล้ว สวมเพียงชุดบุรุษธรรมดาสีเข้มเท่านั้น ทว่าท่วงท่าของเขากลับยังคงดูสง่างามและโดดเด่นไม่ต่างจากสิบปีก่อนเลยสักครึ่งส่วน

เด็กชายตัวน้อยหัวเราะร่าแล้ววิ่งโผเข้าไปกอดขาผู้เป็นบิดาเอาไว้แน่น

“ท่านพ่อ! ดูนี่ขอรับ…ข้าจับผีเสื้อได้แล้ว!” น้ำเสียงใสเอ่ย

เซียวมู่เฉินพลันย่อตัวลงต่ำ ฝ่ามือหนาที่เคยจับดาบสังหารศัตรูนับร้อยพัน บัดนี้กลับลูบเส้นผมของบุตรชายด้วยความอ่อนโยนสายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่

ภาพครอบครัวอันแสนอบอุ่นตรงนั้นช่างงดงามเหลือเกิน

ดูงดงามเสียจนใจของซูหว่านชิงถูกเหยียบย้ำบดขยี้ซ้ำๆ จนกลายเป็นผุยผงไม่เหลือชินดี…เพราะบุรุษที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างครอบครัวกับนาง  ยามนี้เขากลับสร้างมันกับสมบูรณ์แบบแล้ว

เพียงแต่ในนั้นไม่มีนางก็เท่านั้น

และราวกับรับรู้ถึงสายตาที่จับจ้อง เซียวมู่เฉินพลันเงยหน้าขึ้นมา ดวงของทั้งสองสบประสานกันกลางอากาศพอดี

แม่ทัพหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดมุ่นดูราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง และซูหว่านชิงเผลอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

หัวใจดวงน้อยระรัวอย่างควบคุมไม่ได้...แม้นางจะเจ็บ หรือปากจะพร่ำบอกว่าจบสิ้นแล้ว ทว่าในส่วนลึกในใจอันโง่งมนางยังคงแอบหวังลึกๆ ว่า บางทีเขาอาจจะยังจำนางได้

แม้เพียงสักเศษเสี้ยวก็ยังดี ทว่า…ประโยคถัดมาที่หลุดออกจากริมฝีหนาปากของบุรุษตรงหน้า กลับเป็นน้ำเย็นจัดที่สาดใส่หน้าของนางจนชาปวดไปถึงกระดูก

“คุณหนูผู้นี้...คือผู้ใดกันหรือ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างสุภาพและมีมารยาท ทว่ามันกลับไม่ต่างจากคมมีดแหลมที่ปักทะลุทะลวงถึงขั้วหัวใจของคนฟังอย่างโหดเหี้ยม

ซูหว่านชิงยืนนิ่งงันราวกับร่างไร้วิญญาณ แม้นางจะเตรียมใจยอมรับความผิดหวังมาตลอดทั้งคืน แต่เมื่อได้ยินความจริงเย็นชาเช่นนี้จากปากของเขาเอง ความเจ็บปวดก็ยิ่งทวีความรุนแรงจนนางแทบจะทรงตัวไม่อยู่

สายตาที่เซียวมู่เฉินมองมายังนางนั้น ช่างราบเรียบและว่างเปล่า ไร้แววความคุ้นเคย ไร้ซึ่งความถวิลหาและไร้แม้กระทั่งเศษเงาของความทรงจำในอดีตที่เคยมี

ราวกับ...คนทั้งสองเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยร่วมทางกันมาก่อนในชีวิต

ร่างบางระหงยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงหน้าบุรุษใจดำ คำพูดนับหมื่นคำที่เตรียมมาก็พลันจุกอยู่กลางอกจนไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ได้

ยามนี้นางอยากจะร่ำไห้ออกมาให้สาสมเหลือเกิน อยากให้เขาไดเเห็นหยาดน้ำตาที่แทบเป็นสายเลือด และได้รับรู้ว่านางกำลังเจ็บปวดเจียนตายเพราะเขามากเพียงใดกัน

แต่ในชั่วขณะนั้น ฮูหยินเซียวที่เพิ่งก้าวเท้าตามออกมาเห็นเหตุการณ์ถึงกับน้ำตาร่วงรินตกในด้วยความอัดอั้น

“เซียวมู่เฉิน!” นางตวาดใส่บุตรชายปรามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือปนโกรธจัด ก่อนจะที่นางรีบยกชายกระโปรงเดินดุ่มพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว

“เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดออกมา นี่คือคุณหนูซู! ซูหว่านชิงคู่หมั้นของเจ้าที่เฝ้าคอยอยู่ที่เมืองหลวงมานานถึงสิบปีอย่างไรเล่า!”

พอสิ้นคำตวาดนั้น บรรยากาศทั่วทั้งสวนพลันเงียบกริบลงฉับพลัน แม้แต่สาวใช้ที่ยืนอยู่รายรอบยังมิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง

เซียวมู่เฉินขมวดที่ได้ยินคำพูดของมารดา หัวคิ้วมุ่นเข้มก็ยิ่งกว่าเดิม สายตาคมกริบหันกลับมาจับจ้องใบหน้าซีดเผือดของสตรีผู้นี้อีกครั้ง คล้ายพยายามจะรื้อค้นความทรงจำเลือนรางที่ของตนเอง

ทว่าสุดท้าย... แววตาของเขากลับยังคงว่างเปล่าดังเดิม

“ขออภัยด้วย” เขาเอ่ยขึ้นช้าๆ น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์

“ข้าจำคุณหนูไม่ได้จริงๆ” เซียวมู่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้า อยู่หนึ่ง แม้ว่าจะรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง ทว่าเขากลับจำไม่ได้จริงๆ

ประโยคนั้นแผ่วเบาเหลือเกิน ทว่ามันกลับทุบทำลายหัวใจของซูหว่านชิงจนแหลกละเอียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว...สิบปีแห่งการรอคอยอันแสนไร้ค่า สิบปีของความรักมั่นอันซื่อตรง

และสิบปีแห่งคำมั่นสัญญาใต้ต้นดอกท้อในวันวาน

สุดท้ายแล้ว...สิ่งที่หลงเหลือกลับคืนมามีเพียงประโยคสั้นๆ ที่เยียบเย็นว่าข้าจำคุณหนูไม่ได้เท่านั้นเอง

เหอะ! ช่างน่าสมเพชเหลือเกิน

ในเมื่อเขากล่าวว่าจำไม่ได้ นางเองก็อยากจะลืมเลือนเขาไปให้สิ้นซากเช่นกัน นับจากนี้จะไม่ขอจดจำเศษเสี้ยวความทรงจำของเขาอีกตลอดชั่วชีวิตนี้ และทุกภพทุกชาติก็อย่าได้มาพบเจอกันอีก!

ซูหว่านชิงพลางแค่นหัวเราะเยาะออกมาแผ่วเบา ริมฝีปากบางกระตุกโค้งยกยิ้มกว้าง…หากแต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตาคู่งาม นางเงยหน้าขึ้นสบตาบุรุษตรงหน้าซึ่งๆ หน้า แล้วจ้องลึกเข้าไปในแววตาคู่นั้นของเขาอีกครั้งอย่างไม่คิดหลบเลี่ยง

“ไม่เจอกันนานถึงสิบปี…ท่านไม่เพียงแต่นำชัยชนะกลับมายังเมืองหลวง ได้เลื่อนขั้นเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ทั้งยังมีชีวิตรอดปลอดภัยกลับมา มิหนำซ้ำข้างกายก็ยังมีทั้งภรรยาและบุตรชายตัวน้อย” น้ำเสียงของนางสั่นเครือจนยากเกินที่จะควบคุม ก่อนแผ่วเบาลงในประโยคท้ายอย่างไม่อาจซ่อนความปวดร้าว

แม้ว่าท่าทางภายนอกจะดูดื้อรั้น แววตาแน่วแน่ไม่ยอมก้มหัวให้แก่ความพ่ายแพ้…ทว่าหัวใจในอกกลับเต้นกระหน่ำรัวแทบจะทะลุออกมา ฝ่ามือบางทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกลึกเนื้อ คล้ายเตือนสติไม่ให้ตัวเองล้มลงไป

“ทว่าสิบปีที่ผ่านมาสำหรับข้านั้น ช่างโง่งมนัก! ที่ข้าเอาแต่เฝ้ารอแล้วรอเล่า ดูมิต่างจากคนโง่เขลาผู้หนึ่ง…หึ! เราสองคนจบกันตรงนี้เถิด ข้ายังอยากเจอใครสักคน และได้แต่งงานออกเรือนก่อนที่จะแก่ตัวไปมากกว่านี้ ใครสักคนที่ดีต่อข้า นึกถึงจิตใจของข้าและไม่ปล่อยให้ข้าต้องทนรอคอยอย่างสิ้นหวังเฉกเช่นนี้อีก…คนที่เขาจะรักข้า มากเสียยิ่งกว่าที่ข้าเคยรักตัวเอง”

ซูหว่านชิงแค่นยกยิ้มเย้ยหยัน นัยน์ตาเมล็ดซิ่งสั่นไหวระริกจ้องมองคนตรงหน้าราวกับว่ามันเป็นคราสุดท้าย “หึ! ข้าช่างโง่เขลาเสียจริง ที่ข้าต้องมาเสียเวลาทั้งชีวิตไปกับบุรุษที่น่าสมเพชเช่นท่าน”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๙ งานเลี้ยงที่ชวนขายหน้า

    ณ โรงน้ำชาอันผิงของเมืองหลวงแม้ว่าซูหว่านชิงนั่งนิ่งอยู่ภายในห้องรับรองส่วนตัว แต่เสียง พูดคุยจากโต๊ะด้านนอกกลับลอดผ่านฉากกั้นเข้ามาอย่างชัดเจนไม่มีตกหล่นได้ยินทุกถ้อยคำราวกับนั่งร่วมโต๊ะ“ข้าได้ยินมาว่าวันก่อนคุณหนูซูถึงกับบุกไปทวงตำแหน่งฮูหยินถึงจวนแม่ทัพ แต่กลับถูกท่านแม่ทัพถามกลับอย่างหน้าตาเฉยว่าเป็นผู้ใดกัน…เหอะ! ช่างน่าขายหน้านัก”พอสิ้นประโยคนั้น เสียงหัวเราะเยาะหยันก็ดังขึ้นทันทีชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างกายผู้เป็นนายถึงกับสีหน้าดูแดงก่ำด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่น“คนพวกนี้! ปากหอยปากปูสิ้นดี!” นางตวาดด่ากลับทันทีทว่าซูหว่านชิงกลับทำเพียงนั่งนิ่งดั่งรูปสลักราวกับไม่ได้ยินและหาได้ใส่ใจนัก นางค่อยๆ ประคองถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า สีหน้าเรียบเฉยและแววตาสงบนิ่งเกินกว่าที่จะคาดคิด...ถ้อยคำพูดพล่อยๆ ของพวกคนแปลกหน้าเหล่านั้นไหนเลยจะทำอันใดนางได้อีกกันเล่า…สำหรับนางที่เคยเจ็บเจียนตายมาแล้วดังนั้น มันจึงไม่ต่างจากสายลมพัดผ่านหูเท่านั้นทว่าครู่ต่อมา น้ำเสียงทุ้มต่ำของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากโต๊ะด้านนอก“หึ! พวกเจ้าจะไปรู้จริงอันใด ข้าว่าคุณหนูซูน่ะโชคร้ายจริงแท้ แต่ผู

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๘ ข่าวลือทั่วเมืองหลวง

    เพียงแค่ชั่วข้ามคืน เรื่องอื้อฉาวภายในจวนสกุลเซียวก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งหญ้าไม่ว่าจะเป็นตามร้านค้า โรงน้ำชา โรงเตี๊ยมสุรา ตลาดสดที่ผู้คนพลุ่งพล่านไปจนถึงจวนของเหล่าขุนนาง…ต่างก็มีแต่คนจับกลุ่มพูดถึงเรื่องเดียวกันอย่างสนุกปากแม่ทัพเซียวมู่เฉินสร้างคุณความชอบใหญ่หลวงกลับมาจากชายแดน ทว่าข้างกายกลับพ่วงภรรยาชาวบ้านและบุตรชายตัวน้อยกลับมาด้วย ในขณะที่คู่หมั้นตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์ก็เฝ้ารอคอยเขามานานถึงสิบปี ยังคงถูกทิ้งให้เดียวดายอยู่ที่เมืองหลวง“ข้าได้ยินว่าคุณหนูซูยอมปฏิเสธบุรุษทุกคนไม่ยอมแต่งงานกับผู้ใดก็เพราะรอเขาเพียงคนเดียว รอมานานถึงสิบปีเชียวนะ!”“ข้ายังได้ยินมาอีกว่า ในทุกๆ ปีนางจะเดินทางขึ้นเขาไปจุดธูปคุกเข่าขอพรให้ท่านแม่ทัพปลอดภัย…ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน”“เห้อ! น่าเห็นใจคุณหนูซูจริงๆ ท่านแม่ทัพก็ช่างใจดำนัก”เสียงซุบซิบนินทาที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย บ้างก็แสดงความเห็นอกเห็นใจ บ้างก็ทอดถอนใจด้วยความเวทนา ทว่าก็ยังคงมีกลุ่มคนที่หัวเราะเยาะหยันด้วยความสะใจเช่นกัน“สตรีที่อายุล่วงเลยจนถึงยี่สิบหกปีแล้ว…ยังจะโง่งมรอคอยผู้ชายอยู่อีกหรือ หากเป็นดอกไม้ก็คงรอจนตนเองเห

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๗ คนที่ถูกลืมเลือน

    บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณสวนหินที่เคยร่มรื่นก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันเจือด้วยความอึดอัดไฉนเลยจะมีผู้ใดคาดว่า เรื่องราวระหองระแหงเรื่องหนึ่งจะบานปลายกลายเป็นเรื่องที่ชวนกระอักกระอ่วนถึงเพียงนี้ซูหว่านชิงยังคงยืนนิ่ง แผ่นหลังบางเหยียดตั้งตรง ดวงตาคู่งามยังคงจ้องสบกับบุรุษตรงหน้าไม่ลดละดูไร้ความเกรงกลัว แม้ว่าก้อนเนื้อในอหัวใจในอกจะปวดร้าวรุนแรงจนแทบสิ้นสติและหายใจไม่ออก แต่ศักดิ์ศรีหยิ่งทะนงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด…นางจะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนใจดำผู้นี้อีกต่อไปเซียวมู่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้าไม่วางตา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดยิ่งเขามองใบหน้าซีดเซียวที่พยายามกัดฟันฝืนแสดงความเข้มแข็งของนาง กลับยิ่งรู้สึกอึดอัดแน่นอกอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างสำคัญที่ถูกลืมเลือนเอาไว้ในส่วนลึกของความทรงจำแต่ทว่าไม่ว่าเขาจะพยายามเค้นรื้อค้นเพียงใด สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น“หว่านชิง...” ฮูหยินเซียวเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะรีบก้าวออกมายืนกั้นกลางระหว่างคนทั้งสองไว้หยาดน้ำตาของผู้อาวุโสด็หลั่งรินลงมาตามร่องแก้มอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป “พอเถิด...พอได้แล้ว”“ฮูหยิ

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๖ ภรรยาจากชายแดน

    สำหรับเซียวมู่เฉินแล้ว ทั้งชีวิตของเขาย่อมเคยพบเจอผู้คนมากมาย แม้ว่าจะรู้สึกคุ้นหน้านางรัก…แต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก มิหนำซ้าถ้อยคำตัดพ้อที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดและแววตาที่หม่นหมองของนาง กลับทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาบีบรัดแน่นอย่างประหลาดนักยามที่นางกล่าวว่าตนเองโง่งมที่รอคอย ยามที่นางตราหน้าว่าเขาเป็นบุรุษที่น่าสมเพชและยามที่นางเอ่ยปากขอคืนสัญญาหมั้นในใจของแม่ทัพหนุ่มพลันเกิดความสับสนขึ้นมาทันทีสิ้นเสียงของซูหว่านชิง...ความเงียบงันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมทั่วสวนกลางจวนทันที ไร้แม้กระทั่งเสียงลมหายใจเซียวมู่เฉินนิ่งค้างไป คิ้วเข้มขมวดมุ่นจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาลุ่มลึกที่ยากจะอ่านออกไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงได้มองเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตาแน่วแน่นั้น แต่เขากลับไม่มีความทรงจำใดมาเชื่อมโยงกับนางได้เลยแม้แต่น้อย“หว่านชิง...” ฮูหยินเซียวเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มือที่พยายามจะคว้าแขนของซูหว่านชิงสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่แต่ในจังหวะที่ซูหว่านชิงกำลังจะหมุนตัว เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ก้าวเข้ามาจากทางด้านหล

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๕ คุณหนูผู้นี้คือผู้ใด

    ยามนี้นางไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับหูอื้อไปชั่วขณะซูหว่านชิงเจ็บปวดเหลือเกิน…นางหลงนึกว่าหัวใจดวงนี้จะด้านชาจนไม่รู้สึกอันใดแล้ว ทว่าความจริงมันก็กลับเจ็บแปลบขึ้นมาจุกอยู่ที่อก จนรู้สึกราวกับจะกระอักเลือดออกมาเสียให้ได้ในเมื่อสุดท้ายต้องลงเอยเช่นนี้…แล้วเหตุใดเขาจะต้องบอกให้นางรอด้วยเล่าบอกให้รอปีแล้วปีเล่า ให้นางรอไปเพื่ออันใดกันเพราะในเมื่อท้ายที่สุดแล้ว…การเฝ้ารักมั่นที่ซื่อตรงของนางตลอดสิบปีที่ผ่านมา มันเป็นเพียงการรอคอยที่ไร้ค่าถึงเพียงนี้!ซูหว่านชิงพลางหลับตาลงช้าๆ อย่างหนักอึ้ง เปลือกตาของนางร้อนผ่าว แต่กลับไม่มีหยาดน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว เกรงว่ามันคงจะแห้งเหือดไม่มีสิ่งใดให้ไหลออกมาแล้วสิบปีแห่งการรอคอยอันแสนงมงายสิ้นสุดลงแล้วจริงๆไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวังเก่าๆ ใต้ต้นดอกท้อในวัยสิบหกปีที่ยามนี้ได้กลายเป็นเพียงภาพฝันร้ายที่คอยตอกย้ำความโง่เขลาของนางไฉนเลยถ้อยคำพูดของบุรุษเป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้นซูหว่านชิงสูดลมหายใจลึกลืมตาขึ้นมา ก่อนที่จะหันไปจ้องสบตามองเซียวฮูหยิน ริมฝีปากโค้งยกขึ้นยิ้มจางๆ “เช่นนั้น…ข้าก็คงต้องรบกวนฮูหยินเซียวไปแจ้งแก่ท่านแม่ทัพเซีย

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๔ เขากลับมาแล้ว

    ภายในเรือนหลังหนึ่งของจวนสกุลซู...บรรยากาศโดยรอบดูเงียบงันและวังเวงเสียจนน่าใจหายแสงไฟจากตะเกียงสลัวสั่นวูบไหวตามแรงลมที่พัดโชยเล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่กลับมิอาจปัดเป่าความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปในกระดูกของสตรีในเรือนได้เลยสักนิดนับตั้งแต่กลับมาถึงเรือนนั้น ซูหว่านชิงก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ภายในห้อง นางไม่ยอมเปิดประตูต้อนรับหรือพบเจอผู้ใด แม้กระทั่งมื้อเย็นที่สาวใช้นำมาให้จนเย็นชืดหมดแล้ว นางเอาแต่นั่งเหม่อลอย ทอดสายตามองทุกอย่างตรงหน้าอย่างไร้จุดหมายชิงเอ๋อร์ชะงักนิ่งอยู่หน้าประตู นางเดินเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับถาดน้ำชาและขนมหวาน ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความสงสารและเป็นห่วงคุณหนูของตนจนจับใจ“คุณหนูเจ้าคะ...กินอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าคะ” น้ำเสียงของสาวใช้สั่นเครือซูหว่านชิงไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับไป ร่างบางยังคงนั่งนิ่งงันอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งคันฉ่องทองเหลือง ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเมล็ดซิ่งบวมช้ำเพราะร้องไห้อย่างหนักและเบื้องหน้าของนางในยามนี้มีกล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่ มันคือกล่องที่เก็บรักษาความทรงจำทั้งหมดตลอดสิบปีเอาไว้ซูหว่านชิงพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ตัวอั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status