Se connecterณ โรงน้ำชาอันผิงของเมืองหลวงแม้ว่าซูหว่านชิงนั่งนิ่งอยู่ภายในห้องรับรองส่วนตัว แต่เสียง พูดคุยจากโต๊ะด้านนอกกลับลอดผ่านฉากกั้นเข้ามาอย่างชัดเจนไม่มีตกหล่นได้ยินทุกถ้อยคำราวกับนั่งร่วมโต๊ะ“ข้าได้ยินมาว่าวันก่อนคุณหนูซูถึงกับบุกไปทวงตำแหน่งฮูหยินถึงจวนแม่ทัพ แต่กลับถูกท่านแม่ทัพถามกลับอย่างหน้าตาเฉยว่าเป็นผู้ใดกัน…เหอะ! ช่างน่าขายหน้านัก”พอสิ้นประโยคนั้น เสียงหัวเราะเยาะหยันก็ดังขึ้นทันทีชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างกายผู้เป็นนายถึงกับสีหน้าดูแดงก่ำด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่น“คนพวกนี้! ปากหอยปากปูสิ้นดี!” นางตวาดด่ากลับทันทีทว่าซูหว่านชิงกลับทำเพียงนั่งนิ่งดั่งรูปสลักราวกับไม่ได้ยินและหาได้ใส่ใจนัก นางค่อยๆ ประคองถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า สีหน้าเรียบเฉยและแววตาสงบนิ่งเกินกว่าที่จะคาดคิด...ถ้อยคำพูดพล่อยๆ ของพวกคนแปลกหน้าเหล่านั้นไหนเลยจะทำอันใดนางได้อีกกันเล่า…สำหรับนางที่เคยเจ็บเจียนตายมาแล้วดังนั้น มันจึงไม่ต่างจากสายลมพัดผ่านหูเท่านั้นทว่าครู่ต่อมา น้ำเสียงทุ้มต่ำของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากโต๊ะด้านนอก“หึ! พวกเจ้าจะไปรู้จริงอันใด ข้าว่าคุณหนูซูน่ะโชคร้ายจริงแท้ แต่ผู
เพียงแค่ชั่วข้ามคืน เรื่องอื้อฉาวภายในจวนสกุลเซียวก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งหญ้าไม่ว่าจะเป็นตามร้านค้า โรงน้ำชา โรงเตี๊ยมสุรา ตลาดสดที่ผู้คนพลุ่งพล่านไปจนถึงจวนของเหล่าขุนนาง…ต่างก็มีแต่คนจับกลุ่มพูดถึงเรื่องเดียวกันอย่างสนุกปากแม่ทัพเซียวมู่เฉินสร้างคุณความชอบใหญ่หลวงกลับมาจากชายแดน ทว่าข้างกายกลับพ่วงภรรยาชาวบ้านและบุตรชายตัวน้อยกลับมาด้วย ในขณะที่คู่หมั้นตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์ก็เฝ้ารอคอยเขามานานถึงสิบปี ยังคงถูกทิ้งให้เดียวดายอยู่ที่เมืองหลวง“ข้าได้ยินว่าคุณหนูซูยอมปฏิเสธบุรุษทุกคนไม่ยอมแต่งงานกับผู้ใดก็เพราะรอเขาเพียงคนเดียว รอมานานถึงสิบปีเชียวนะ!”“ข้ายังได้ยินมาอีกว่า ในทุกๆ ปีนางจะเดินทางขึ้นเขาไปจุดธูปคุกเข่าขอพรให้ท่านแม่ทัพปลอดภัย…ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน”“เห้อ! น่าเห็นใจคุณหนูซูจริงๆ ท่านแม่ทัพก็ช่างใจดำนัก”เสียงซุบซิบนินทาที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย บ้างก็แสดงความเห็นอกเห็นใจ บ้างก็ทอดถอนใจด้วยความเวทนา ทว่าก็ยังคงมีกลุ่มคนที่หัวเราะเยาะหยันด้วยความสะใจเช่นกัน“สตรีที่อายุล่วงเลยจนถึงยี่สิบหกปีแล้ว…ยังจะโง่งมรอคอยผู้ชายอยู่อีกหรือ หากเป็นดอกไม้ก็คงรอจนตนเองเห
บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณสวนหินที่เคยร่มรื่นก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันเจือด้วยความอึดอัดไฉนเลยจะมีผู้ใดคาดว่า เรื่องราวระหองระแหงเรื่องหนึ่งจะบานปลายกลายเป็นเรื่องที่ชวนกระอักกระอ่วนถึงเพียงนี้ซูหว่านชิงยังคงยืนนิ่ง แผ่นหลังบางเหยียดตั้งตรง ดวงตาคู่งามยังคงจ้องสบกับบุรุษตรงหน้าไม่ลดละดูไร้ความเกรงกลัว แม้ว่าก้อนเนื้อในอหัวใจในอกจะปวดร้าวรุนแรงจนแทบสิ้นสติและหายใจไม่ออก แต่ศักดิ์ศรีหยิ่งทะนงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด…นางจะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนใจดำผู้นี้อีกต่อไปเซียวมู่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้าไม่วางตา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดยิ่งเขามองใบหน้าซีดเซียวที่พยายามกัดฟันฝืนแสดงความเข้มแข็งของนาง กลับยิ่งรู้สึกอึดอัดแน่นอกอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างสำคัญที่ถูกลืมเลือนเอาไว้ในส่วนลึกของความทรงจำแต่ทว่าไม่ว่าเขาจะพยายามเค้นรื้อค้นเพียงใด สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น“หว่านชิง...” ฮูหยินเซียวเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะรีบก้าวออกมายืนกั้นกลางระหว่างคนทั้งสองไว้หยาดน้ำตาของผู้อาวุโสด็หลั่งรินลงมาตามร่องแก้มอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป “พอเถิด...พอได้แล้ว”“ฮูหยิ
สำหรับเซียวมู่เฉินแล้ว ทั้งชีวิตของเขาย่อมเคยพบเจอผู้คนมากมาย แม้ว่าจะรู้สึกคุ้นหน้านางรัก…แต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก มิหนำซ้าถ้อยคำตัดพ้อที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดและแววตาที่หม่นหมองของนาง กลับทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาบีบรัดแน่นอย่างประหลาดนักยามที่นางกล่าวว่าตนเองโง่งมที่รอคอย ยามที่นางตราหน้าว่าเขาเป็นบุรุษที่น่าสมเพชและยามที่นางเอ่ยปากขอคืนสัญญาหมั้นในใจของแม่ทัพหนุ่มพลันเกิดความสับสนขึ้นมาทันทีสิ้นเสียงของซูหว่านชิง...ความเงียบงันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมทั่วสวนกลางจวนทันที ไร้แม้กระทั่งเสียงลมหายใจเซียวมู่เฉินนิ่งค้างไป คิ้วเข้มขมวดมุ่นจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาลุ่มลึกที่ยากจะอ่านออกไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงได้มองเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตาแน่วแน่นั้น แต่เขากลับไม่มีความทรงจำใดมาเชื่อมโยงกับนางได้เลยแม้แต่น้อย“หว่านชิง...” ฮูหยินเซียวเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มือที่พยายามจะคว้าแขนของซูหว่านชิงสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่แต่ในจังหวะที่ซูหว่านชิงกำลังจะหมุนตัว เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ก้าวเข้ามาจากทางด้านหล
ยามนี้นางไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับหูอื้อไปชั่วขณะซูหว่านชิงเจ็บปวดเหลือเกิน…นางหลงนึกว่าหัวใจดวงนี้จะด้านชาจนไม่รู้สึกอันใดแล้ว ทว่าความจริงมันก็กลับเจ็บแปลบขึ้นมาจุกอยู่ที่อก จนรู้สึกราวกับจะกระอักเลือดออกมาเสียให้ได้ในเมื่อสุดท้ายต้องลงเอยเช่นนี้…แล้วเหตุใดเขาจะต้องบอกให้นางรอด้วยเล่าบอกให้รอปีแล้วปีเล่า ให้นางรอไปเพื่ออันใดกันเพราะในเมื่อท้ายที่สุดแล้ว…การเฝ้ารักมั่นที่ซื่อตรงของนางตลอดสิบปีที่ผ่านมา มันเป็นเพียงการรอคอยที่ไร้ค่าถึงเพียงนี้!ซูหว่านชิงพลางหลับตาลงช้าๆ อย่างหนักอึ้ง เปลือกตาของนางร้อนผ่าว แต่กลับไม่มีหยาดน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว เกรงว่ามันคงจะแห้งเหือดไม่มีสิ่งใดให้ไหลออกมาแล้วสิบปีแห่งการรอคอยอันแสนงมงายสิ้นสุดลงแล้วจริงๆไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวังเก่าๆ ใต้ต้นดอกท้อในวัยสิบหกปีที่ยามนี้ได้กลายเป็นเพียงภาพฝันร้ายที่คอยตอกย้ำความโง่เขลาของนางไฉนเลยถ้อยคำพูดของบุรุษเป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้นซูหว่านชิงสูดลมหายใจลึกลืมตาขึ้นมา ก่อนที่จะหันไปจ้องสบตามองเซียวฮูหยิน ริมฝีปากโค้งยกขึ้นยิ้มจางๆ “เช่นนั้น…ข้าก็คงต้องรบกวนฮูหยินเซียวไปแจ้งแก่ท่านแม่ทัพเซีย
ภายในเรือนหลังหนึ่งของจวนสกุลซู...บรรยากาศโดยรอบดูเงียบงันและวังเวงเสียจนน่าใจหายแสงไฟจากตะเกียงสลัวสั่นวูบไหวตามแรงลมที่พัดโชยเล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่กลับมิอาจปัดเป่าความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปในกระดูกของสตรีในเรือนได้เลยสักนิดนับตั้งแต่กลับมาถึงเรือนนั้น ซูหว่านชิงก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ภายในห้อง นางไม่ยอมเปิดประตูต้อนรับหรือพบเจอผู้ใด แม้กระทั่งมื้อเย็นที่สาวใช้นำมาให้จนเย็นชืดหมดแล้ว นางเอาแต่นั่งเหม่อลอย ทอดสายตามองทุกอย่างตรงหน้าอย่างไร้จุดหมายชิงเอ๋อร์ชะงักนิ่งอยู่หน้าประตู นางเดินเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับถาดน้ำชาและขนมหวาน ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความสงสารและเป็นห่วงคุณหนูของตนจนจับใจ“คุณหนูเจ้าคะ...กินอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าคะ” น้ำเสียงของสาวใช้สั่นเครือซูหว่านชิงไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับไป ร่างบางยังคงนั่งนิ่งงันอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งคันฉ่องทองเหลือง ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเมล็ดซิ่งบวมช้ำเพราะร้องไห้อย่างหนักและเบื้องหน้าของนางในยามนี้มีกล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่ มันคือกล่องที่เก็บรักษาความทรงจำทั้งหมดตลอดสิบปีเอาไว้ซูหว่านชิงพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ตัวอั







