تسجيل الدخول
ดวงตาคมมองรอบๆ ร้านอย่างเฉยชาก่อนที่สายตาคู่คมจะหยุดอยู่ที่หญิงสาวคนหนึ่ง
ในมุมที่เขานั่งอยู่นั้นสามารถมองเห็นเธอได้อย่างชัดเจน ผู้หญิงผิวขาวผ่อง ผมยาวดำสลวย กำลังนั่งกินเค้กคำโตอย่างเอร็ดอร่อย โดยที่ไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้างเลยสักนิด
“นายขึ้นไปก่อนได้เลยฉันจะรอเอาเค้กให้คุณแม่เอง” เสียงเรียบสั่งเลขาข้างกายในขณะที่สายตายังคงจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าตลอดเวลา
เธอเป็นใครกัน?
ศิลาหรือนายศิลา วัฒธนา ชายหนุ่มผู้มีดวงหน้าหล่อเหลาจมูกโด่ง ดวงตาคมเข้ม รูปหน้าหล่อราวกับรูปปั้น ผู้เป็นเจ้าของส่วนสูง 185 เซนติเมตรมีอายุเพียง 17 ปี
ชายหนุ่มผู้เป็นลูกชายคนเดียวของคุณพิเชฐ วัฒธนา เจ้าของบริษัทอสังหารายใหญ่ในประเทศไทย
ชายหนุ่มเข้ามาดูงานภายในบริษัทเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา ทว่าในวันนี้กลับแปลกไปจากเดิม เขานั่งอยู่ในร้านขนมหวานที่ไม่ชอบได้นานกว่าทุกครั้ง เพียงเพราะว่าภายในร้านมีใครบางคนที่ทำให้เขาสามารถนั่งอยู่ในร้านที่มีกลิ่นเค้กแบบนี้ได้นาน
ผู้หญิงตรงหน้าทำให้เขาลืมไปว่าเขาเกลียดร้านขนมหวานมากแค่ไหน
“เอ่อ จะดีเหรอครับ” ชัยธวัชเลขาวัยกลางคนรู้ดีว่าคุณชายน้อยของบ้านไม่ชอบกลิ่นเค้กกลิ่นชา ทว่าที่ชายหนุ่มทนมานั่งรอเค้กเพียงเพราะต้องการซื้อไปฝากคนเป็นแม่เท่านั้น
แม่เลี้ยงของเขาโปรดปรานขนมหวานมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะขนมเค้ก เขาเป็นชายหนุ่มที่รักแม่มากแม้ว่าจะไม่ชอบขนมหวานแต่ก็ยอมมาซื้อให้แม่ได้
“อืม ไปเถอะ” แค่อยากจะนั่งมองสาวสวยตรงหน้าก็แค่นั้น อยากรู้อยากจดจำใบหน้าสวยๆของเธอเอาไว้ เผื่อมีโอกาสจะได้ทำความรู้จักกับเธอ
ร่างสูงยิ่งมองยิ่งอยากรู้จักหญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะคิดอะไรบางอย่างได้ เขาจึงเดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์
“คุณศิลาต้องการอะไรเพิ่มหรือเปล่าคะ” พนักงานสาวที่มองเห็นลูกชายคนเดียวของเจ้าของตึกทำงานที่เธอเช่าทำร้านคาเฟ่ ได้แต่แก้มแดงเขินอายยามที่ได้มองหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่ม
“ของผู้หญิงโต๊ะนั้นผมจ่ายเอง” หน้าคมพยักหน้าไปยังหญิงสาวร่างบางสวยสง่าที่นั่งกินเค้กอยู่มุมหนึ่งของร้าน
“ดะได้ค่ะ”
“ฝากให้เธอด้วย” นี้เป็นไลน์ติดต่อเขาเอง แม้ว่ามันจะเป็นความหวังริบหรี่ที่คนตัวเล็กจะติดต่อกลับมา ทว่าต่อให้มันจะมีหวังเพียงเล็กน้อยเขาก็ยินดีที่จะเสี่ยง
ที่จริงก็อยากจะเดินเข้าไปของไลน์สาวเจ้าด้วยตัวเอง แต่เขากลัวว่าเธอจะไม่สนใจ
เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก สวยจนเขาไม่มั่นใจว่าหน้าตาแบบนี้ของเขาเธอจะสนใจหรือเปล่า สังเกตได้จากภายในร้านที่มีพนักงานบริษัทชายหลายคนเหลือบมองเธออยู่เป็นระยะ เพียงแต่เธอไม่ได้สนใจ
ความสนใจของคนตัวเล็กคงมีแต่เค้กก้อนน่าเกลียดพวกนั้น เมื่อก่อนเขาเกลียดกลิ่นเค้กมาก แต่ว่าตอนนี้ไม่ใช่แค่กลิ่นแล้วแต่เป็นหน้าตาและรูปร่างของพวกมันด้วย
พนักงานสาวที่เห็นข้อมูลของเด็กหนุ่มจึงได้แต่ตาโต รู้สึกอิจฉาหญิงสาวคนนั้นที่จู่ๆก็ได้เบอร์ติดต่อของลูกชายเจ้าของบริษัท
เธออยากมีวาสนาแบบนี้บ้าง จะต้องทำยังไงทำบุญที่วัดไหนกัน ถึงจะสามารถทำให้น้องศิลาคนหล่อเข้าหาแบบนี้
“พี่ครับ อย่าลืมเอาให้เธอนะ” ศิลาเรียกพนักงานอีกครั้งเมื่อเห็นว่าเธอมองกระดาษโน๊ตแผ่นเล็กในมือเขานานเกินไป
“ได้ค่ะพี่จะจัดการให้”
“ขอบคุณครับ”
ก่อนที่ศิลาจะจากไปสายตาของเขาเอาแต่จ้องมองร่างบางไม่ห่าง ในใจแอบหวังให้คนตัวเล็กติดต่อเขากลับมา
...............
เอื้อยหญิงสาวบ้านนาลูกสาวเศรษฐีภูธรจังหวัดขอนแก่น หญิงสาวผู้มีใบหน้าสวยงามราวกับรูปปั้น เพียงใครได้เห็นได้สบตาต่างต้องลุ่มหลงในความมีเสน่ห์ของเธอ
ลูกสาวเศรษฐีภูธรผู้ที่เบื่อกับชีวิตที่ถูกคนเป็นพ่อแม่ตามใจ จนต้องออกมาจากบ้านเข้าหางานทำในกรุงเทพ
ตำแหน่งงานที่อยากจะทำคืออะไรก็ได้ขอเพียงได้งานทำ เงินไม่เน้นเพราะชีวิตนี้เธอไม่ได้ขาดเงิน ขอเพียงได้ใช้ชีวิตสงบสุขตามแบบฉบับสาวโสดก็พอ
ที่เหลืออนาคตจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ชีวิตมันจะเป็นไปเถอะ........
“อืม ไม่เสียแรงที่ตามมาจากรีวิว” ก่อนหน้านั้นร่างบางอยากกินเค้กมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะกินที่ร้านไหนเลยหาข้อมูลจากกลุ่มคนรักเค้ก
จึงได้พิกัดมาที่บริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเค้กร้านนี้ตั้งอยู่ในตึกบริษัท ทว่าข้างล่างตึกกลับเป็นร้านอาหารร้านคาเฟ่เธอจึงมากินที่ร้านนี้ตามคำแนะนำ
“ซื้อเก็บไปไว้กินที่ห้องดีกว่า” ร่างบางพึมพำกับตัวเองก่อนจะเดินเข้าไปเลือกเค้กตรงตู้เก็บเค้กและทำการเช็กบิลกลับไปนอนตากแอร์ที่ห้อง
“ขอนมสดเพิ่ม 2 ชิ้นคะ” ในร้านนี้เธอติดใจเค้กนมสดมากจึงไม่พลาดที่จะสั่งไปเก็บไว้กิน พนักงานสาวจัดการให้เสร็จสับก่อนจะส่งเค้กให้ร่างบางตรงหน้า
“เอ่อ มีคนจ่ายให้คุณผู้หญิงแล้วนะคะ” ผู้หญิงคนนี้สวยมากจริงๆ ก่อนหน้านั้นมองด้วยระยะไกลยังสวยสะดุดตาแต่พอได้จ้องมองใกล้ๆ กลับสวยจนหยุดมองไม่ได้เลย ไม่น่าคุณศิลาถึงได้มีอาการแบบนี้ พนักงานคิดในใจ
“เอ่อ ใครเหรอคะ?” ใคร? เธอมาที่นี่ยังไม่ได้บอกเพื่อนสาวเพื่อนกะเทยเลยสักคนไม่รู้จักใครด้วยซ้ำ แล้วเขาเป็นใครกันที่กล้ามาเลี้ยงเค้กให้คนไม่รู้จักแบบนี้
“นี่เป็นไลน์ติดต่อของเขาคะ”
“.........” มีทิ้งไลน์ติดต่อเอาไว้ด้วย ใครจะกล้าติดต่อไปโรคจิตหรือเปล่า
หลังจากวันนั้นผ่านมา วันที่ศิลาข่มขู่พ่อตาให้ยอมรับเขา เรื่องทั้งหมดก็ผ่านไปได้ด้วยดี พ่อตายอมที่จะให้เขาคบกับพี่เอื้อยแต่ไม่ยอมให้เขาไปขอหมั้นพี่เอื้อยเขาให้เหตุผลว่าอยากจะดูพฤติกรรมเด็กหนุ่มก่อน หากว่าทำตัวไม่ดีทำให้ลูกสาวของท่านเสียใจ เรื่องการหมั้นหมายเขาจะเก็บไปพิจารณาอีกที“พ่อครับ ผมกับพี่เอื้อยกลับกรุงเทพก่อนนะ” ศิลายกมือไหว้คนเป็นว่าที่พ่อตาและแม่ยาย ทว่าชายวัยกลางคนกลับไม่แม้แต่จะยกมือไหว้ตอบแม้เขาจะยอมรับไอ้เด็กหนุ่มคนนี้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะหายโกรธที่มันรังแกลูกสาวของเขา“พ่อแม่คะหนูกลับก่อนนะ”“อืม ลูกเดินทางปลอดภัยนะ” ต่างจากหญิงสาวที่เป็นลูกในไส้อย่างเอื้อย ที่คนเป็นพ่ออวยพรให้เดินทางปลอดภัยศิลาที่เห็นท่าทีแบบนี้ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธแต่อย่างไร กลับเข้าใจความรู้สึกของว่าที่พ่อตาด้วยซ้ำเมื่ออำลาคนในครอบครัวเสร็จแล้ว ชายหนึ่งหญิงหนึ่งจึงออกเดินทางกลับกรุงเทพเพราะยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีก“ศิลาอย่าโกรธพ่อไปเลยนะ”“ผมไม่โกรธหรอกครับ ผมเข้าใจ” ศิลายิ้มร่าก่อนจะเอี่ยวตัวไปหอมแก้มสาวเจ้า ที่กำลังขับรถอย่างหมั่นเคี้ยว“ฉวยโอกาส” เผลอไม่ได้ตอนที่เธอไม่ทันตั้งตัว ก็หาแต่โอกาสแตะต้
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นอย่างที่ศิลาคิดเอาไว้ เมื่อเช้ามาชายวัยกลางคนกลับมองหาบุตรสาวคนสวยรอบบ้านเพราะไม่เห็นเอื้อยเลยตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ปกติยามที่ลูกสาวของเขาอยู่บ้านหญิงสาวจะไม่ตื่นสายแบบนี้“คุณวันนี้จะทำอะไรให้ผมทานเหรอ” เห็นแต่ผู้เป็นภรรยาที่กำลังเข้าครัวทำอาหาร ใจจริงก็อยากถามหาลูกสาวด้วย แต่กลัวว่าภรรยาจะไม่ชอบขี้หน้าเข้าอีกเดี๋ยวก็หาว่าเขาจับผิดลูกสาว......“ของคุณน่ะทานกาแฟดำแก้วเดียวก็พอ” ทว่าผู้เป็นภรรยาก็ไม่ได้สนใจสักเท่าไหร่ ยังคงเมินสามีอยู่กลายๆ“แบบนั้นมันจะไปอิ่มอะไร” เขาว่าพรางก้มหน้าเศร้า ส่งเสียงออดอ้อนอยากให้ผู้เป็นภรรยาเห็นใจ“ถ้าเกิดว่าอยากกินรอศิลาก่อนก็แล้วกัน” ผู้เป็นภรรยาว่าขณะที่ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองสามีด้วยซ้ำ“.........” ชายวัยกลางคนที่ได้ยินชื่อนี้ก็ยิ่งขุ่นเคืองใจ รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าไอ้เด็กหนุ่มคนนั้นมากขึ้นทว่าพอภรรยาพูดถึงมันแล้วตั้งแต่เช้าเขาก็ยังไม่เห็นมันเลยนิ หนูเอื้อยลูกสาวของเขาก็ยังไม่เจอ.....“หรือว่า....” ชายวัยกลางคนยืนนิ่งสีหน้าตกใจ ก่อนจะกลับหลังหันวิ่งไปยังบันไดบ้านเพื่อไปยังชั้นสองของบ้าน“คุณ!” ผู้เป็นภรรยาที่เห็นแบบนั้นก็เริ่มเข้าใจแล้ว
“พี่เอื้อย...” เพียงแค่ได้ยินประโยคนี้ศิลาก็ตัวนิ่ง หน้าตาเหม่อลอยไม่กล้าขยับไปไหน เพราะยังตกใจกับคำพูดของคนตัวเล็กที่บอกประมาณว่า เรามาคบกันเถอะ“ทำไมเหรอ? หรือว่านายไม่อยากคบกับพี่แล้ว” หญิงสาวโน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของศิลา ก่อนจะผละออกมาจ้องมองหน้าคมของเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาหวานหยาดเยิ้ม“เปล่านะครับผมแค่ตกใจ พะพี่เอื้อยพูดจริงเหรอครับ” ที่ถามย้ำแค่ไม่อยากคิดว่าตอนนี้มันเป็นความฝัน แต่ว่าคนตัวเล็กขอเขาคบเป็นแฟนจริงๆ“แล้วหายตกใจหรือยัง” มุมปากบางยกยิ้มระคนอารมณ์ดี คิดไม่ตกว่าศิลาจะมีท่าทีที่ตลกแบบนี้“พี่เอื้อย พี่ยังไม่ตอบเลยว่าพี่พูดจริงหรือเปล่า”“หื้ม? แล้วทำไมพี่จะพูดไม่จริงล่ะ” เรื่องแบบนี้ต้องโกหกด้วยเหรอแล้วจะทำไปเพื่ออะไร“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เราเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหมครับ” ศิลาดีใจมากจนแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ มือหนาเขย่าไหล่มนต์อย่างคาดหวังกับคำตอบที่จะได้ยิน“ฮ่าฮ่า!จริงสิ ตอนนี้เราสองคนเป็นแฟนกันแล้ว” เอื้อยว่าก่อนที่เพียงไม่นาน เธอจะจู่โจมเข้าไปจูบศิลาอย่างรวดเร็วเธอน่ะไปหาอ่านมาว่าความรักของคนสองคน จะต้องผลักกันรุกและรับ ในครั้งก่อนที่น้ำตก ศิลาเป็นคนจูบและจู่โจ
ตกดึกมาทั้งสองคนแม่ลูกไม่ยอมคุยกับชายวัยกลางคนเลย หลังจากที่สองแม่ลูกรู้ว่าคนเป็นพ่อและสามีกลั่นแกล้งศิลา จนทำให้เด็กหนุ่มเป็นลมเป็นแล้งไปคนงานที่ไร่เล่าว่าไปเจอศิลานอนสลบอยู่กลางทุ่งไร่ พร้อมกับวัวที่ยืนอยู่ตรงนั้นหลายร้อยตัวพอเค้นถามชายวัยกลางคนจึงรู้ว่า ศิลาถูกใช้ให้แบกน้ำในถังไปให้วัวในไร่จนเป็นลมไป คนเป็นภรรยาที่รู้ว่าสามีทำแบบนี้ยิ่งไม่พอใจเขาทำเกินไปศิลาเองก็ไม่ได้ผิดอะไรด้วยซ้ำ ทำไมสามีของเธอถึงได้ใจดำแบบนี้ เขาแค่รักและชอบลูกสาวของเธอมันผิดด้วยเหรอ ดีอีกที่ลูกสาวของเธอมีคนรักคนดูแล เธอจะได้หายห่วงยามที่เอื้อยต้องอยู่ไกลบ้าน“เอ่อ เราไม่กินข้าวแล้วเหรอ” เสียงราบเรียบว่าอย่างสลดไม่คิดว่าภรรยาและลูกสาวจะโกรธมากขนาดนี้ โกรธจนไม่ตั้งโต๊ะกินข้าวเลยกระทั่งของโปรดที่เขาชอบ ภรรยาสุดที่รักก็เทมันทิ้งลงถังขยะต่อหน้าเขา เหลือไว้ก็แต่ผัดเปรี้ยวหวานกับต้มซุปเอ็นร้อยหวายซึ่งเขามารู้ทีหลังว่ากับข้าวทั้งสองอย่างนี้เป็นของโปรดของไอ้เด็กหน้าจืดนั้น“คุณยังต้องกินข้าวด้วยเหรอ งานการก็ไม่ทำจะกินทำไมให้เสียข้าวสุก” ภรรยาสวนกลับผู้เป็นสามี โทษฐานที่ปล่อยให้ศิลาทำงานอยู่คนเดียวจนไม่สบาย“โถ่ว!อ
“เอ่อจะให้ผมทำอะไรครับ” ทำไมเขาถึงได้รู้สึกถึงรางไม่ดี พ่อของพี่เอื้อยจะให้เขาทำอะไรกันแน่“เอ็งไปเอาน้ำให้วัวพวกนั้นสิ” นิ้วมือหนาชี้ไปยังวัวที่ถูกปล่อยให้เดินกินหญ้ากลางทุ่งหลายร้อยตัว พร้อมกับเอาถังสีส่งให้เด็กหนุ่ม“นั้นสายยางเปิดน้ำ เอาให้มันกินทุกตัวล่ะ” ชายวัยกลางคนว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ศิลาที่มองตามนิ้วชี้ของชายวัยกลางคนได้แต่ตาโตตกใจกับงานที่ว่าที่พ่อตาให้เขาทำ“แต่พ่อครับ!” เขาตายแน่ๆ ถ้าเกิดว่าต้องเอาน้ำให้วัวพวกนั้นกินทั้งหมด“เอ็งมีสิทธิ์ปฏิเสธด้วยเหรอ?” หึ เอาสิตอนนี้ไหนล่ะสีหน้ายิ้มระรื่นนั้นมันหายไปไหนแล้ว หน้าตาอวดดีแบบนั้นมันหายไปไหนกันพ่อหนุ่มน้อยเขาล่ะอยากจะถ่ายรูปของไอ้เด็กหนุ่มคนนี้ไปให้พ่อมันดูจังเลย อยากเห็นสีหน้าของไอ้พิภพว่ามันจะเป็นยังไง ยามที่เห็นเขารังแกลูกชายสุดที่รักของมัน“เอ้า!จะยื่นนิ่งอยู่ทำไมรีบไปเอาน้ำให้ลูกๆของข้าสิ เดี๋ยวมันหิวน้ำตาย” ชายวัยกลางคนไล่เด็กหนุ่มให้เร่งมือ ก่อนที่ภรรยาและลูกสาวของเขาจะกลับมาเห็นเดี๋ยวจะหาว่าพ่อและสามีคนนี้ใจร้ายใจดำอีก ที่ไปรังแกเด็กมัน แต่ก็น่ะ.....ช่วยไม่ได้มันมาทำหน้าตากวนๆ ให้เขาหมั่นไส้เองชายวัยกลางคนนั่งมอ
ยังไม่ทันที่รถยนต์คันหรูจะจอดอยู่หน้าบ้าน เอื้อยก็เห็นคนเป็นพ่อยืนกอดอกรอแล้ว เธอใช้เวลาขับรถไม่นานเท่าไหร่ เพราะต่างจังหวัดหากไม่ใช่ช่วงเทศกาลรถจะไม่ติดทำให้หลังจากที่ไปดูที่ดินกับศิลาแล้ว ก็ขับรถมาที่บ้านที่ขอนแก่นได้เลย“พี่เอื้อย พี่ทะเลาะกับพ่อเหรอครับ” คนที่กล้ายืนกอดอกจ้องมองรถของพี่เอื้อยขนาดนี้ คงมีแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งก็เป็นพ่อของพี่เอื้อยแต่ทำไมคุณพ่อต้องทำท่าทางและสีหน้าแบบนี้ด้วย เขากับพี่เอื้อยทะเลาะกันเหรอ ศิลาคิดในใจเมื่อได้ลองย้อนไปเมื่อคืนถึงสีหน้าของพี่เอื้อย ที่ไม่ค่อยสู้ดีหนักหลังจากคุยโทรศัพท์กับคนเป็นพ่อ“ไม่ใช่ พ่อพี่นิสัยเป็นแบบนี้เอง” เธอหันไปมองศิลาอดเป็นห่วงเด็กหนุ่มไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าพ่อจะรังแกเด็กหนุ่มหรือเปล่า และก็ไม่รู้ว่าศิลาจะรับมือกับพ่อยังไง“ครับ” เขาก็พอจะรู้หรอก ว่าพ่อพี่เอื้อยเป็นคนยังไงเพราะพ่อของเขาก็เตือนมาเหมือนกัน ว่าพ่อพี่เอื้อยหวงลูกสาวมากยิ่งเป็นลูกสาวคนเดียวยิ่งหวง“ศิลาเราลงไปกันเถอะ” เอื้อยพาเด็กหนุ่มเดินเข้าไปทักทายคนเป็นพ่อและแม่ของเธอ ที่กำลังเดินออกมารับเธอที่หน้าบ้านด้วยความที่เป็นบ้านนาบ้านของเอื้อยจึงแตกต่างจากที่บ้านขอ







