“รันจะทำอาหารง่าย ๆ ที่รันทำเป็นนะคะ...ไข่เจียวหมูสับกับต้มจืด ได้ไหมคะ” เธอตอบอย่างกระตือรือร้น
“สุดยอดเลยครับ” ธีรภัทร์เดินเข้าไปยืนข้างเธอ “บอกพี่นะครับว่าต้องทำอะไรบ้าง พี่อยากเป็นลูกมือคุณแม่ครัวคนสวย”
“งั้นมาเริ่มกันได้เลยค่ะ” รัญชิดาว่าพลางเดินไปหยิบวัตถุดิบที่เพิ่งซื้อมา
การทำอาหารร่วมกันเริ่มต้นขึ้นในครัวที่เงียบสงบ ธีรภัทร์ทำตัวเป็นลูกมือที่ตั้งใจแต่ก็งุ่มง่ามไปเสียทุกอย่างเมื่อต้องเจอกับงานครัวจริง ๆ
“พี่ภีมต้องสับหมูให้ละเอียดกว่านี้นะคะ” รัญชิดาหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นเขาถือมีดอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“นี่ละเอียดแล้วนะครับ!” ธีรภัทร์เถียงอย่างขำขัน แต่ก็ยอมให้รัญชิดายื่นมือเข้ามาประคองมือเขาที่กำลังถือมีดไว้ ความใกล้ชิดทางกายเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อปลายแขนของทั้งคู่สัมผัสกันเบา ๆ ขณะที่พวกเขาก้มลงมองเขียงพร้อมกัน
“แบบนี้ค่ะ...ค่อย ๆ นะคะ” รัญชิดาสอนอย่างใจเย็น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเธอทำให้ธีรภัทร์ต้องแอบสูดหายใจลึก แทนที่จะมองหมูสับ เขากลับมองใบหน้าด้านข้างที่เปื้อนรอยยิ้มของเธอ
“สับหมูสิค่ะ มองรันทำไม” รัญชิดาเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาอย่างจับได้
ธีรภัทร์ไม่ปฏิเสธ เขาโน้มตัวลงมาใกล้กว่าเดิมเล็กน้อยจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน “ก็รันน่ามองกว่าหมูสับเยอะเลยนี่ครับ” เขาตอบด้วยเสียงกระซิบที่แสนเจ้าเล่ห์
รัญชิดาหน้าแดงก่ำ เธอผลักไหล่เขาเบาๆ เพื่อให้อีกฝ่ายถอยห่างไปบ้าง “มาค่ะเดี๋ยวรันทำเอง พี่ภีมไปนั่งรอที่โต๊ะเลย"
“ไม่ ๆ พี่จะตั้งใจทำแล้ว รันไปทำอย่างอื่นต่อเถอะ” ธีรภัทร์คว้ามีดมาถือไว้มั่น เขายืนยันจะทำหน้าที่ลูกมือต่อไป แม้จะรู้ตัวว่ายังคงเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ก็ตาม
รัญชิดายิ้มอย่างยอมแพ้ เธอเดินไปจัดการตั้งหม้อต้มจืดแทน และหันมามองเขาเป็นระยะ ๆ อย่างเอ็นดู ความใกล้ชิดทางกายและเสียงหัวเราะเบา ๆ ขณะที่เขาพยายามอย่างหนักในการสับหมู ทำให้บรรยากาศในครัวอบอวลไปด้วยความโรแมนติกและความรู้สึกของการเป็น 'คู่กัน' อย่างสมบูรณ์
ในที่สุด อาหารทั้งสองอย่างก็วางอยู่บนโต๊ะทานอาหาร ไข่เจียวหมูสับสีเหลืองทองและต้มจืดร้อน ๆ ดูเรียบง่ายแต่เป็นมื้อที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ธีรภัทร์ตักไข่เจียวเข้าปากคำใหญ่ “อร่อยมากครับรัน อร่อยที่สุดตั้งแต่พี่เคยทานมาเลย” เขาพูดด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“รันดีใจที่พี่ภีมชอบค่ะ” รัญชิดายิ้มอย่างมีความสุข
พวกเขาคุยกันเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่มีเรื่องธุรกิจที่ตึงเครียด มีเพียงเสียงหัวเราะเบา ๆ และการสบตากันเนิ่นนาน ความใกล้ชิดทางอารมณ์ ทำให้ช่องว่างทางฐานะที่รัญชิดาเคยรู้สึกห่างไกลมลายหายไปสิ้น
เมื่อทานอาหารเสร็จ รัญชิดารีบจัดการเก็บจานไปที่อ่างล้างจาน เธอเปิดน้ำเบา ๆ เตรียมล้างทำความสะอาด แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเริ่มขัดจาน ธีรภัทร์ก็ก้าวเข้ามาด้านหลังอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะโอบกอดเธอไว้จากด้านหลังอย่างนุ่มนวล เขาซบใบหน้าลงบนกลุ่มผมของเธออย่างรักใคร่ สูดดมกลิ่นหอมสะอาดที่เธอใช้เป็นประจำ
“พี่ภีมทำอะไรค่ะ ปล่อยรันได้แล้ว รันจะล้างจาน” รัญชิดาว่าด้วยน้ำเสียงดุ ๆ แกมเขิน
“พี่ก็ทำแบบคนรักกัน เขาทำกันไงครับ” ธีรภัทร์ กระซิบเสียงทุ้มที่ข้างหูเธอ เขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมปล่อย แต่กลับกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอีก
“ปล่อยค่ะ รันจะรีบล้างให้เสร็จ นี่มันจะดึกแล้ว รันต้องรีบกลับบ้าน” รัญชิดา พยายามแกะมือเขาออก น้ำเสียงเริ่มมีความเร่งรีบและความกังวล
“ไม่กลับไม่ได้เหรอ มันดึกแล้วรันก็นอนที่นี่เลยสิครับ” ธีรภัทร์อ้อนเสียงเบา พลางจุมพิตที่ซอกคอของเธออย่างแผ่วเบา
“ไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวที่บ้านดุเอา” น้ำเสียงของรัญชิดามีความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ความสุขที่ได้รับตลอดคืนกำลังถูกแทนที่ด้วยความกลัวที่จะต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความจริง
“งั้นเอาไว้อย่างนี้ล่ะ เดี๋ยวพี่ล้างเอง รันไปเตรียมตัวเถอะเดี๋ยวพี่ไปส่ง” ธีรภัทร์เอ่ยอย่างหนักแน่น ไม่ยอมให้เธอปฏิเสธอีกต่อไป
“งั้นก็ได้ค่ะ” รัญชิดาตอบรับอย่างโล่งใจ เธอรีบจูบเบา ๆ ที่มุมปากของเขา ก่อนจะเดินแยกไปเตรียมตัว
ธีรภัทร์มองตามหลังเธอไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจัดการกับจานชามที่เหลืออยู่ในอ่างล้างจานอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาไม่ได้มีความรำคาญ แต่เต็มไปด้วยความจริงจัง
เช้าวันต่อมารัญชิดา เดินลงบันไดบ้านมาอย่างรีบเร่งในชุดที่เตรียมพร้อมสำหรับทำงาน ขณะที่เธอกำลังจะก้าวออกจากประตูบ้าน เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากโต๊ะอาหารอย่างไม่รีบเร้อน
"รัน! วันนี้... อย่าลืมซื้อพวกอาหารสดเข้าบ้านด้วยล่ะ"
รัญชิดาชะงัก ร่างกายที่เคยเร่งรีบหยุดลงทันที เธอหันกลับไปมองสมพร ผู้เป็นแม่ ที่กำลังนั่งจิบกาแฟอยู่ตรงโต๊ะอาหารด้วยความงุนงง
"อ้าว... รันเพิ่งให้ค่ากับข้าวแม่ไปนี่คะ" เธอทักท้วงเสียงอ่อน
"ให้มานิดเดียว! มันจะไปพออะไรล่ะ" สมพรตอบกลับทันควันและเย็นชา เธอวางช้อนลงกระทบจานรองเสียงดัง 'กริ๊ก!' พร้อมมองหน้าลูกสาวอย่างตำหนิ
"ทำไมฉันฝากแกซื้อแค่นี้ จะทำมาเป็นบ่นเหรอ" สมพรเน้นเสียงที่คำว่า 'บ่น' จ้องมองรันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและไม่พอใจในที รังสีแห่งความกดดันแผ่ออกมารอบตัวเธอ
“ไม่ใช่น่ะแม่…” รัญชิดารีบปฏิเสธ เสียงของเธออ่อนลงทันที “เดี๋ยวหนูจะจัดการให้แล้วกันนะคะ”
พูดจบ เธอก็รีบก้าวออกไปทางประตูแทบจะทันทีเหมือนต้องการหลบหนี
“ดี! ให้มันได้อย่างนี้สิ”
เสียงบ่นของสมพรดังตามหลังลูกเลี้ยงไป ขณะที่รัญชิดากำมือแน่น พยายามกลั้นความน้อยใจไว้ในอก
ระหว่างที่รัญชิดาเดินไปทำงาน เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาธีรภัทร์ เสียงสัญญาณดังอยู่เพียงครู่เดียว ปลายสายก็กดรับ
[“วันนี้โทรมาแต่เช้าเลย มีอะไรหรือเปล่าครับ”] น้ำเสียงทุ้มอบอุ่นของ ธีรภัทร์ดังลอดออกมาทันที มันเป็นเสียงที่ทำให้หัวใจเธอรู้สึกปลอดภัยเสมอ
“วันนี้ตอนเย็นพี่ภีมไม่ต้องมารับรันนะคะ” รัญชิดาพูดเสียงเบา
[“หืม…ทำไมล่ะครับ”] ธีรภัทร์ถามทันที น้ำเสียงฟังดูเหมือนแฝงความกังวลอยู่ด้วย
“รันมีธุระค่ะ ต้องไปตลาดซื้อของให้แม่”
มีเพียงความเงียบแผ่วสั้น ๆ ก่อนที่เขาจะตอบกลับมาอย่างอ่อนโยน
[“ครับ…ไม่เป็นไร วันหลังพี่ไปรับใหม่ก็ได้”]
“ขอบคุณนะคะพี่ภีม งั้นรันเดินไปทำงานก่อนนะคะ” เธอรีบเอ่ยลา กลัวว่าความรู้สึกในใจจะเผลอหลุดออกมา
[“ครับ…ไปเถอะ ระวังตัวด้วยนะ”] น้ำเสียงอบอุ่นของเขายังคงดังอยู่ในหู แม้สายจะถูกตัดไปแล้วก็ตาม
รัญชิดากดโทรศัพท์ปิดสายลง หัวใจกลับเต้นแรงขึ้นกว่าเดิมโดยไม่รู้สาเหตุ
วันนี้ทั้งวันที่ร้านมีลูกค้าเยอะกว่าปกติ ทำให้รัญชิดาต้องใช้พลังงานเพิ่มไปอีกหลายเท่าตัว หลังเลิกงาน รัญชิดา หิ้วถุงพลาสติกขนาดใหญ่หลายถุงที่เต็มไปด้วยอาหารสดและเครื่องใช้ที่จำเป็นกลับมาถึงบ้านหลังเลิกงาน ขาของเธอเมื่อยล้าจากการยืนทำงานมาทั้งวัน แต่ความเหนื่อยทั้งหมดกลับถูกแทนที่ด้วยความกังวลเมื่อได้ยินเสียงโต้เถียงที่ดังออกมาจากด้านใน
เธอเปิดประตูบ้านเข้ามาอย่างเงียบเชียบ แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถง เสียงตวาดที่ดุดันก็พุ่งเข้าปะทะโสตประสาท
"ฉันบอกคุณกี่ครั้งแล้ว ว่าอย่าไปยุ่งกับไอ้พวกนอกหนี้ระบบ! ทำไมถึงยังไม่หาทางคืนเขาไปซะที! นี่มันจะถึงกำหนดแล้วนะ!" นั่นคือเสียงของสมพร ผู้เป็นแม่เลี้ยง ซึ่งปกติเป็นคนที่คุมอำนาจในบ้าน แต่ตอนนี้เสียงของเธอกลับสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว
สุรพล นั่งอยู่ตรงขอบโซฟา ใบหน้าก้มต่ำอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก แต่ก็ยังพยายามแก้ตัว
"แล้วจะให้ฉันทำยังไง! สมพร! ฉันก็พยายามหาเงินไปคืนพวกมันอยู่ แล้วที่อ้ายหาได้เอาไปคืนพวกมันก็มีแต่หักดอกเบี้ยไม่ได้หักเงินต้นสักที"
รัญชิดาตัวแข็งทื่ออยู่ตรงประตู ถุงอาหารสดที่หนักอึ้งในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง 'ตุบ!' เธอรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นสาดใส่ ความเหนื่อยล้าทั้งหมดหายไป แทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่แล่นเข้าสู่หัวใจ
นี่พ่อเธอเป็นหนี้นอกระบบ!
ความจริงนั้นกระแทกเข้าใส่เธออย่างจัง หนี้ที่ไม่มีวันจบสิ้น ดอกเบี้ยที่ทับถม และภัยคุกคามที่มาพร้อมกับมัน ไม่ใช่แค่ค่ากับข้าวที่ไม่พออย่างที่เธอเคยเข้าใจ แต่เป็นปัญหาที่สามารถทำลายชีวิตทั้งครอบครัวได้เลย
สมพรหันมาเห็นรัญชิดาที่ยืนนิ่งอยู่ตรงประตู ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงทันที ความโกรธถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนก "รัน... กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่"
"หนี้นอกระบบเหรอคะ!" รัญชิดาถามเสียงสั่น แต่แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างรุนแรง เธอเดินเข้าไปหาพ่อแม่ "ทำไมไม่บอกรัน! ทำไมต้องปิดบัง! แล้วที่แม่บอกว่าเงินไม่พอ... มันคือเอาไปจ่ายพวกนี้ใช่ไหมคะ!"
สมพร กำลังจะอ้าปากพูดเพื่อปกป้องสามี แต่ สุรพล ชิงตัดหน้าก่อน เขาเงยหน้าขึ้นจากความสิ้นหวัง แต่ในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่ฉาบฉวยและไม่เป็นความจริง
"เรื่องนี้พ่อจัดการเองได้ รันไม่ต้องห่วง"
รัญชิดาลุกขึ้นยืนทันทีอย่างไม่เชื่อหู "จัดการได้ยังไงคะพ่อ! พ่อบอกเองว่าที่หามาได้มันมีแต่หักดอกเบี้ย ไม่ได้หักเงินต้นสักที"
"พ่อจะไปเอาเงินมาจากไหนคะ!" เธอถามซ้ำอย่างต้องการคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่คำพูดปลอบใจที่ว่างเปล่า
สุรพลถอนหายใจยาว แล้วหันหลังเดินหนีไปสองก้าว ราวกับไม่อยากให้ลูกสาวเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกลัวและความจนตรอกของเขา
"พ่อมีวิธีการของพ่อก็แล้วกัน หนูไม่ต้องห่วง" เขาพูดเสียงหนักแน่น "พ่อไม่ทำให้หนูลำบากหรอก พรุ่งนี้พ่อจะออกไปคุยกับพวกมันเอง"
สุรพลเดินหนีไปอีกครั้งอย่างตัดบท ทิ้งให้บรรยากาศในบ้านยังคงตึงเครียดและอึดอัด สมพร มองตามหลังสามีด้วยสีหน้าแค้นเคือง ก่อนที่เธอจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับ รัญชิดา อย่างฉับพลัน แววตาที่สั่นเทาด้วยความกลัวหนี้สินเมื่อครู่ ถูกแทนที่ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์และกดดัน
"ยายรัน..." สมพรเอ่ยเสียงเย็น "แกมีแฟนแล้วใช่ไหม"
คำถามที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้รัญชิดาชาวาบไปทั้งร่าง เธอไม่คิดว่าแม่เลี้ยงจะรู้เรื่องนี้ รัญชิดาเลือกที่จะก้มหน้านิ่ง เงียบ ไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น ปล่อยให้ความเงียบนั้นเป็นคำยืนยันในตัวเอง
"ฉันเห็นนะว่ามีรถมาส่งแกที่ปากซอยบ่อย ๆ เขาเป็นคนรวยใช่มั้ย" สมพรพูดเสียงดังอย่างเหนือกว่า น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความโลภอย่างชัดเจน
"ถ้าเป็นคนมีเงินจริง... งั้นก็ขอเงินแฟนแกมาช่วยพวกเราสิ! ไหน ๆ ก็คบกันแล้ว คงไม่ใจจืดใจดำเหรอมั้ง" สมพรเร่งเร้า
“แม่!” รัญชิดาเผลอหลุดเสียงออกมาอย่างตกใจ ดวงตาเบิกกว้าง
"เอ่อ ไม่พูดก็ได้ ปล่อยให้พ่อแกจัดการเอาเองก็แล้วกัน" สมพรพูดเสียงเรียบเย็น แต่ทุกพยางค์เต็มไปด้วยความหมาย 'ถ้าไม่ช่วย ก็ต้องรับผลที่ตามมา'
พูดจบ สมพร ก็เดินสะบัดออกไปจากห้องโถงทันที ทิ้งให้รัญชิดายืนอยู่กลางความเงียบที่น่ากลัว พร้อมกับถุงอาหารสดที่ยังคงกองอยู่บนพื้น
รัญชิดาทรุดตัวลงนั่งบนพื้น น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ พร้อมกับความคิดที่ถาโถมเข้าใส่
เธอกับธีรภัทร์ยังคบกันได้ไม่ถึงเดือนเลย! นี่แม่จะให้เราไปขอยืมเงินเขาแล้วเหรอ
รัญชิดาคิดอย่างตื่นตระหนก ความสัมพันธ์ของเธอกับ ธีรัทร์ เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นด้วยความสุขและความเข้าใจที่ดีงาม แล้วเธอจะกล้าขอยืมเงินก้อนใหญ่จากเขาได้อย่างไร นี่ไม่ใช่แค่การยืมเงินเล็กน้อย แต่มันคือการขอยืมเงินเพื่อไป ปลดหนี้นอกระบบ ของครอบครัว!
เขาจะมองเธอเป็นอะไร เธอถามตัวเองอย่างเจ็บปวดในใจ เขาจะคิดว่าเธอเข้าหาเขาเพราะต้องการเงินตั้งแต่แรกใช่ไหม เขาจะมองว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวและใช้ความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือทำมาหากินใช่ไหม
แค่ความคิดว่า ธีรภัทร์ จะมองเธอด้วยแววตาที่ผิดหวังหรือรังเกียจ ก็ทำให้หัวใจของรัญชิดาปวดร้าวอย่างแสนสาหัส เธอรักเขาอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้หวังพึ่งพาเรื่องเงินทองเลยแม้แต่น้อย