ログインเสียงกระสับกระส่ายของค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า พราวพิชชาแทบไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืนหลังจากงานเลี้ยงประกาศหมั้นหมายครั้งสำคัญที่สะเทือนไปทั้งวงการไฮโซ ภาพสายตาคมกริบราวดั่งใบมีดโกนของอัครินทร์ที่มองเธอเป็นเพียงสินค้าราคาแพงยังคงตามมาหลอกหลอนแม้ในยามหลับตา ทุกครั้งที่เธอขยับกายบนเตียงนอนคิงไซส์หลังใหญ่ในห้องนอนสีชมพูพาสเทลฝุ่นของตัวเอง ความรู้สึกอึดอัดแน่นในอกก็ยิ่งทวีคูณจนแทบหายใจไม่ออก
แสงอรุณแรกของวันใหม่ส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามา ทว่ามันไม่ได้ช่วยให้จิตใจที่หม่นหมองของเธอสว่างไสวขึ้นเลย พราวพิชชาลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่กระจกเงาบานใหญ่สะท้อนภาพหญิงสาวใบหน้าหวานซีดเซียว ขอบตาคล้ำจาง ๆ จากการพักผ่อนไม่เพียงพอ เธอถอนหายใจยาว ก่อนจะรีบจัดการอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ และมันก็เป็นไปตามคาด... ทันทีที่เธอเดินลงมายังห้องโถงล่าง เสียงทรงอำนาจของพลโทประวิตรผู้เป็นบิดาก็ดังขึ้นขัดความเงียบ "แต่งตัวเสร็จแล้วก็ดีพราว วันนี้แกมีนัดสำคัญ" บิดาพูดโดยไม่เงยหน้าจากหนังสือพิมพ์การเงินในมือ "เย็นนี้คุณอัครพลและคุณอัครินทร์ส่งคนมารับแกไปดินเนอร์สองต่อสองที่ร้านอาหารฝรั่งเศสระดับมิชลินสตาร์กลางเมือง พ่อกับคุณอัครพลเห็นพ้องต้องกันว่าก่อนวันแต่งงานที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่อาทิตย์ แกทั้งสองคนควรจะใช้เวลาปรับความเข้าใจและเรียนรู้นิสัยใจคอกันให้มากขึ้น" "เรียนรู้นิสัยหรือคะคุณพ่อ?" พราวพิชชาเค่นเสียงหัวเราะขื่นในลำคอ "ผู้ชายคนนั้นเขาไม่ได้อยากรู้จักพราวหรอกค่ะ เขาแค่อยากมาตรวจดูสินค้าที่ตัวเองเพิ่งจ่ายเงินซื้อไปมากกว่า" "พราวพิชชา!" บิดาตบโต๊ะเสียงดัง แววตาดุดันตวัดมองลูกสาวอย่างตักเตือน "เลิกประชดประชันเสียที! งานแต่งงานครั้งนี้มันถูกเซ็ตไว้หมดแล้ว ไม่มีทางเปลี่ยนแปร หน้าที่ของแก คือ ไปทำตัวเป็นคู่หมั้นที่น่ารัก อ่อนหวาน และอย่าให้ทางอัครไพศาลเขาตำหนิเรื่องกิริยามารยาทเด็ดขาด!" คุณหญิงมณีรัตน์ที่เพิ่งเดินเข้ามาสมทบรีบเข้ามาลูบแขนลูกสาว พลางขยิบตาให้คนใช้ส่งชุดเดรสตัวใหม่ที่เพิ่งส่งมาจากห้องเสื้อแบรนด์หรู "โธ่... พราวลูกรัก ฟังคุณพ่อเขาเถอะนะ ดูสิ แม่เตรียมชุดเดรสผ้าไหมอิตาลีสีแชมเปญทองตัวนี้ไว้ให้แก รับรองว่าใส่แล้วจะดูขับผิวผุดผ่อง อ่อนหวานปนเซ็กซี่เล็ก ๆ จนคุณอัครเขาต้องมองตาค้างแน่ ๆ ไปเตรียมตัวเถอะนะลูก เพื่อบ้านของเรา" คำว่า 'เพื่อบ้านของเรา' มันคือโซ่ตรวนเส้นใหญ่ที่พันธนาการขาทั้งสองข้างของพราวพิชชาไว้จนไม่อาจก้าวหนีไปไหนได้ เธอทำได้เพียงพยักหน้ารับคำอย่างแกน ๆ ก่อนจะเดินกลับขึ้นห้องไปด้วยหัวใจที่บอบช้ำ เวลาหกโมงเย็นตรง รถยนต์สปอร์ตคูเป้หรูคันสีดำทมิฬแล่นเข้ามาจอดเทียบท่าที่หน้ามุขคฤหาสน์อัครเดชากุลอย่างเงียบเชียบ ทว่าทรงพลัง กระจกฝั่งคนขับลดลงเผยให้เห็นใบหน้าคมคายสลักเสลาของอัครินทร์ที่วันนี้อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนลึกขึ้นมาถึงข้อศอก โชว์เส้นเลือดและนาฬิกาหรูเรือนแพง ลุคของเขาดูภูมิฐานทว่าดิบเถื่อนและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ทางเพศอย่างร้ายกาจ จนสาวใช้ในบ้านที่แอบมองพากันหน้าแดงซ่าน พราวพิชชาก้าวลงมาจากตึกในชุดเดรสผ้าไหมสีแชมเปญทองตามที่มารดาจัดหาให้ ชุดนี้เข้ารูปเน้นอกอวบอิ่ม แผ่นหลังเนียนลึกโชว์ผิวขาวละเอียดสะท้อนแสงไฟยามเย็น เรือนผมสลวยรวบขึ้นครึ่งศีรษะเผยลำคอระหงยาว อัครินทร์ปัดสายตามองเธอแวบหนึ่ง ดวงตาเรียวรีไหววูบด้วยความพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาของคู่หมั้นสาว แต่อารมณ์ดิบในใจกลับสั่งให้เขาทำตัวเย็นชาใส่เธอเหมือนเดิม "ขึ้นรถสิครับคุณหนูพราว... ผมไม่ได้มีเวลาว่างมารอใครนาน ๆ หรอกนะ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ไม่มีแม้แต่การก้าวลงมาเปิดประตูให้ตามมารยาทสุภาพบุรุษ พราวพิชชาเม้มริมฝีปากแน่น เปิดประตูรถก้าวขึ้นไปนั่งข้างเขาข่มอารมณ์โกรธไว้ในใจ "ถ้าคุณอัครินทร์ไม่เต็มใจและยุ่งมากขนาดนั้น ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมารับฉันด้วยตัวเองเลยนี่คะ ให้คนขับรถของคุณมารับก็ได้" "หึ..." อัครินทร์แค่นหัวเราะพลางเหยียบคันเร่งจนเครื่องยนต์ส่งเสียงคำราม รถกระชากตัวออกไปอย่างรวดเร็ว "ถ้าผมไม่มาเอง ผู้ใหญ่ฝั่งคุณก็คงโทรไปรายงานพ่อผมว่าผมละเลยลูกสาวสุดที่รักของเขาอีกน่ะสิ น่ารำคาญ" ตลอดเส้นทางการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพฯ ภายในห้องโดยสารกลับเงียบกริบปนอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง พราวพิชชาเบือนหน้ามองออกไปนอกกระจก ส่วนอัครินทร์ก็มีสมาธิอยู่กับการขับรถ ทว่าสายตาของเขากลับลอบมองแผ่นหลังนวลเนียนและลำคอขาวระหงของหญิงสาวอยู่เป็นระยะ กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ แนวแป้งเด็กผสมดอกมะลิโชยมาจากผิวกายของเธอ มันช่างขัดกับกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของผู้หญิงไฮโซคนอื่น ๆ ที่เขาเคยเจอ และกลิ่นนี้เองที่กำลังปั่นป่วนสมาธิของซีอีโอหนุ่มอย่างลึกลับ ร้านอาหารฝรั่งเศสลักชัวรีระดับมิชลินสตาร์ถูกตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมหรูใจกลางเมือง ค่ำคืนนี้ค่อนข้างพิเศษเพราะอัครินทร์ได้ทำการ 'ปิดร้าน' เพื่อความเป็นส่วนตัวตามคำสั่งของคุณย่าที่ต้องการให้ทั้งสองได้คุยกันโดยไม่มีสื่อคอยรบกวน โต๊ะอาหารตัวยาวถูกจัดวางไว้กึ่งกลางดาดฟ้า รายล้อมด้วยแสงเทียนสีส้มอบอุ่นและแจกันดอกกุหลาบสีขาว รอบด้านคือทัศนียภาพแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครยามค่ำคืน พนักงานต้อนรับในชุดสูททักซิโด้คอยบริการเสิร์ฟอาหารฟายน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ทีละคอร์สอย่างประณีต ในระหว่างที่รออาหารจานหลัก พราวพิชชาเอื้อมมือจะไปหยิบแก้วน้ำขวานเพชร ทว่าจังหวะช่างประจวบเหมาะเมื่ออัครินทร์ก็เอื้อมมือไปหยิบเหยือกน้ำในเวลาเดียวกัน ปลายนิ้วหนาแกร่งที่ร้อนผ่าวขยับไปสัมผัสหลังมือบางของเธอเข้าอย่างจัง กระแสความร้อนแปลกประหลาดแล่นปราดเข้าสู่หัวใจของคนทั้งคู่ พราวพิชชาชะงักดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาคมกริบของเขาอย่างลืมตัว แสงเทียนสลัวส่องสะท้อนให้เห็นแววตาของชายหนุ่มที่อ่อนแสงลงอย่างลึกลับ เขาไม่ได้ชักมือกลับทันที ทว่ากลับใช้นิ้วหัวแม่มือลากไล้ผ่านผิวเนียนนุ่มที่หลังมือเธอเบา ๆ รอยสัมผัสที่เนิบนาบแต่อัดแน่นไปด้วยพลังงานบางอย่างทำเอาพราวพิชชาหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก ก่อนที่เธอจะเป็นฝ่ายดึงมือกลับมาประสานไว้ที่ตักด้วยความขัดเขิน อัครินทร์ลอบมองท่าทางเอียงอายที่ดูเป็นธรรมชาติของหญิงสาว มุมปากหนายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ ที่ยากจะสังเกต "คุณทานน้อยจัง... อาหารไม่ถูกปาก หรือว่ากลัวผมจะหักค่าตัวกันแน่?" เขาเย้าเสียงทุ้ม แววตาฉายประกายล้อเลียนเป็นครั้งแรก "ฉันแค่ไม่อยากอ้วนก่อนวันงานค่ะ เดี๋ยวสินค้าของคุณจะดูไม่สวยงามสมราคา" พราวพิชชาตอบกลับพร้อมเชิดหน้าขึ้นน้อย ๆ ท่าทางดื้อรั้นทว่าน่าเอ็นดูนั้นทำให้อัครินทร์หัวเราะในลำคอเบา ๆ ชายหนุ่มตักอาหารจานปลาส่วนที่นุ่มที่สุดวางลงบนจานของเธอ "ทานซะ... ผมไม่ชอบผู้หญิงผอมแห้งขี้โรคหรอกนะ" แม้คำพูดจะดูห้วน ทว่าการกระทำที่แฝงความเอาใจใส่นั้นกลับทำให้หัวใจที่หม่นหมองของพราวพิชชาอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด หลังจากดื่มด่ำกับรสชาติอาหาร (และสงครามประสาทขนาดย่อม) จนเรียบร้อย อัครินทร์ก็ยกแก้วไวน์แดงราคาแพงขึ้นจิบ สายตาคมกริบปรับกลับมาจริงจังอีกครั้ง "เอาล่ะ... ในเมื่อไม่มีผู้ใหญ่อยู่ที่นี่แล้ว เรามาคุยกันตรง ๆ ดีกว่าคุณหนูพราวพิชชา" "ฉันก็รอให้คุณพูดคำนี้อยู่เหมือนกันค่ะ" พราวพิชชาวางส้อมลง สบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสูทที่พาดไว้หลังเก้าอี้ หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลโยนลงบนโต๊ะอาหารหรูหราอย่างไม่แยแส "นี่คือข้อตกลงและสัญญาทางธุรกิจระหว่างผมกับคุณ" พราวพิชชาขมวดคิ้ว เอื้อมมือไปเปิดซองหยิบกระดาษด้านในขึ้นมาอ่าน ข้อความในนั้นระบุชัดเจน... 'สัญญาการแต่งงานในนาม มีกำหนดระยะเวลา 2 ปี โดยไม่มีความสัมพันธ์ทางกาย และหลังจากครบกำหนด ทั้งสองฝ่ายจะจดทะเบียนหย่ากันอย่างเงียบ ๆ โดยพราวพิชชาจะไม่ได้รับสินสมรสใด ๆ นอกจากเงินชดเชยหนึ่งก้อน และสิทธิ์ในที่ดินริมน้ำจะตกเป็นของอัครไพศาลโดยสมบูรณ์' "นี่มัน..." พราวพิชชาเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาสั่นไหว "แต่งงานกันแค่ในนาม 2 ปี... หน้าฉากเราคือสามีภรรยาที่รักกันปานจะกลืนกินเพื่อรักษาหุ้นและหน้าตาทางสังคมของทั้งสองตระกูล หลังฉากคุณจะไปไหน ทำอะไร ผมไม่สน และผมก็หวังว่าคุณจะไม่มายุ่งกับชีวิตส่วนตัวของผมด้วย หลังจากสองปี... ทางใครทางมัน คุณได้เงินไปเสวยสุขต่อ ส่วนพ่อแม่คุณก็รอดพ้นจากการล้มละลาย ยุติธรรมดีไหมครับ?" อัครินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยราวกับกำลังคุยเรื่องซื้อขายที่ดิน พราวพิชชาสูดหายใจเข้าลึก ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในใจที่ถูกตราหน้าว่าเป็นสินค้า แต่อีกใจหนึ่งเธอกลับรู้สึกโล่งอกอย่างประหลาด อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องตกเป็นภรรยาที่แท้จริงของผู้ชายใจดำคนนี้ไปตลอดชีวิต "ตกลงค่ะ... ฉันยอมรับข้อเสนอของคุณ" พราวพิชชาพูดเสียงหนักแน่น "สองปี... ฉันจะทำหน้าที่หน้าฉากให้ดีที่สุด และหลังจากนั้นเราเป็นคนแปลกหน้ากัน" อัครินทร์ชะงักไปเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าคุณหนูสายหวานที่ดูอ่อนแอคนนี้จะตัดสินใจได้เด็ดขาดและรวดเร็วขนาดนี้ แววตาดื้อรั้นที่ไม่ยอมคนของเธอทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่า... ผู้หญิงคนนี้อาจจะมีอะไรน่าค้นหามากกว่าที่เขาคิด ทว่า สวรรค์ดูเหมือนจะอยากแกล้งคนทั้งสองให้ใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม ในขณะที่พวกเขากำลังจะเช็คบิลเพื่อเดินทางกลับ ท้องฟ้าที่เคยเปิดโล่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึน ลมพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำเข้ามาอย่างรุนแรงจนแสงเทียนบนโต๊ะดับวูบลง พร้อมกับสายฝนเม็ดใหญ่ที่เทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย "อุ๊ย!" พราวพิชชาร้องอุทานด้วยความตกใจเมื่อลมพัดเอาร่างบางของเธอจนเกือบเสียหลัก ผ้าไหมอิตาลีบางเบาของชุดเดรสเปียกชุ่มฝนในพริบตาแนบเนื้อไปกับสรีระอวบอิ่ม อัครินทร์ไม่รอช้า ขยับตัวอย่างรวดเร็วคว้าต้นแขนเรียวของเธอไว้ "มานี่!" เขาออกแรงดึงร่างระหงให้เข้ามาหลบใต้หลังคากระจกของโซนอินดอร์ ทว่าเนื่องจากพายุฝนกระหน่ำหนัก ระบบไฟฟ้าของโรงแรมเกิดการลัดวงจร ไฟทั้งตึกดับวูบลงทันที! ความมืดมิดเข้าปกคลุม มีเพียงแสงสว่างจากสายฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นระยะ พราวพิชชาที่กลัวเสียงฟ้าร้องและค่ำคืนที่มืดมิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างห้ามไม่ได้ เธอกระชับเสื้อเชิ้ตสีดำของอัครินทร์แน่นจนยับยู่ยี่ ซบหน้าลงกับแผงอกแกร่งเพื่อหาที่พึ่ง "คุณ... ไฟดับนานไหมคะ?" เสียงหวานสั่นระริก อัครินทร์ก้มลงมองคนในอ้อมกอด ในความสลัวเขาเห็นดวงตากลมโตที่มีหยาดน้ำใส ๆ คลอเบ้าด้วยความกลัว ท่าทางอวดดีเมื่อครู่หายไปเหลือเพียงลูกแมวตัวน้อยที่น่าสงสาร ความเย็นชาในใจของชายหนุ่มละลายลงอย่างสิ้นเชิง เขาถอดเสื้อสูทตัวนอกที่แห้งสนิทคลุมลงบนลาดไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้านของเธออย่างเบามือ ก่อนจะโอบกระชับร่างของพราวพิชชาให้แฝงตัวอยู่ใต้แผงอกกว้างอันอบอุ่น "อยู่นิ่ง ๆ... มีผมอยู่ตรงนี้ทั้งคน ไม่ต้องกลัว" เสียงทุ้มต่ำของเขาคราวนี้ไม่ได้กระด้าง ทว่ามันกลับทุ้มลึก อ่อนโยน และอบอุ่นอย่างประหลาดจนพราวพิชชาหัวใจกระตุก มือหนายื่นไปปัดปอยผมที่เปียกชื้นซึ่งล้อมกรอบใบหน้าหวานและลำคอระหงของเธอออกอย่างเชื่องช้า นิ้วโป้งร้อนผ่าวไล้ผ่านผิวแก้มเนียนนุ่มเช็ดหยาดน้ำฝนและน้ำตาให้อย่างทะนุถนอม สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของเขาแผ่ซ่านความร้อนแรงเข้าสู่หัวใจที่สั่นรัวของเธอ พราวพิชชาเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเผลอไผล ลมหายใจอุ่นร้อนของอัครินทร์เป่ารดผิวแก้มและริมฝีปากบางสีเชอร์รี่จนเกิดกระแสความวาบหวามแล่นพล่านไปทั่วผิวกาย ดวงตาของทั้งสองสบกันนิ่งท่ามกลางความมืด แสงจากประกายฟ้าแลบภายนอกส่องให้เห็นใบหน้าของกันและกันชั่วขณะ อัครินทร์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาหวานก่อนจะค่อย ๆ โน้มใบหน้าคมคายลงมาจนปลายจมูกโด่งชนกัน กลิ่นกายชายชาตรีผสมน้ำหอมหรูทำเอาสมองของพราวพิชชาเบลอและไร้การต่อต้าน ริมฝีปากหนาเฉียดกรายผ่านกลีบปากบางของเธอไปอย่างอ้อยอิ่ง ทิ้งสัมผัสร้อนผ่าวที่ชวนให้ใจสั่นสะท้านไว้ใต้ความมืด ก่อนที่เหตุการณ์จะถลำลึกไปมากกว่านั้น แสงไฟจากระบบสำรองของโรงแรมก็สว่างวาบขึ้นมาทันที! พราวพิชชาสะดุ้งสุดตัวรีบผละออกจากอ้อมกอดของเขาด้วยใบหน้าแดงซ่านจนถึงใบหู ส่วนอัครินทร์ก็กระแอมไอเบา ๆ ปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งขรึมและเย็นชาตามเดิม ราวกับเหตุการณ์วาบหวามและแววตาอ่อนโยนเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น "ไฟมาแล้ว... กลับกันเถอะ สัญญาตามนี้ วันแต่งงานผมจะให้ทนายส่งเอกสารไปให้เซ็นอีกที" อัครินทร์พูดเรียบ ๆ ก่อนจะเดินนำออกไป พราวพิชชามองตามแผ่นหลังกว้างของเขาไปพลางเอามือลูบหัวใจตัวเองที่ยังคงเต้นแรงไม่หยุด ข้อตกลงแต่งงานในนาม 2 ปีที่เพิ่งทำกันไป... สัญชาตญาณบางอย่างในใจมันกลับเตือนเธอว่า กรงทองหลังนี้และผู้ชายเผด็จการคนนี้ อาจจะไม่ได้ควบคุมง่าย ๆ อย่างที่เธอคิดเสียแล้ว (จบตอนที่ 2)แสงอาทิตย์ยามสายของวันใหม่สาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงเข้ามาภายในห้องนอนใหญ่ของเพ้นท์เฮ้าส์หรู ทว่าบรรยากาศในเช้าวันนี้กลับแตกต่างจากทุกวัน ความตึงเครียดอันมหาศาลไม่ได้มาจากเรื่องบนเตียง แต่เป็นหน้าจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ตรงปลายเตียงที่กำลังรายงานข่าวเศรษฐกิจด่วนที่สุด“...สถานการณ์ล่าสุดของตระกูลอัครเดชากุล กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง หลังจากมีข่าวลือสะพัดว่า โครงการเมกะโปรเจกต์ ดิ โอเอซิส ถูกสั่งระงับการก่อสร้างชั่วคราวจากปัญหาสภาพคล่อง ส่งผลให้หุ้นในเครืออัครเดชากุลร่วงดิ่งลงเหวกว่า 15% ภายในเวลาเพียงสองชั่วโมงของการเปิดตลาดเช้าวันนี้ ด้านนักวิเคราะห์หวั่น หากไม่มีทุนใหญ่เข้ามาช้อนซื้อและค้ำประกันร่วม ตระกูลหมื่นล้านนี้อาจต้องเผชิญภาวะล้มละลาย...”พราวพิชชานั่งหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียงหนา มือเรียวบางกำผ้าห่มแน่นจนสั่นระริก หยาดน้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดจากบทรักอันดุเดือดเผ็ดร้อนเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา กำลังจะเอ่อรื้นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความวิตกกังวลถึงครอบครัว ข่าวนี้มันรุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ และดูเหมือนว่าจะมี ‘มือมืด’ จงใจปล่อยข่าวเพื่อขยี้ตระกูลของเธอให้จมดินหมับ...สัมผัสอุ่นหน
ช่วงเวลาดื่มด่ำอันแสนหวานที่เกาะส่วนตัวราวกับความฝันที่ต้องตื่นขึ้นมาพบความจริงอันโหดร้าย ทันทีที่เครื่องบินเจ็ทส่วนตัวร่อนลงจอดที่กรุงเทพมหานคร ข่าวสังคมออนไลน์ก็ระเบิดขึ้นด้วยภาพหลุดของอัครินทร์ที่เดินออกจากร้านอาหารหรูคู่กับ ‘นิชา’ ไฮโซสาวทายาทเจ้าของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ซึ่งเป็นอดีตคนรักเก่าที่เลิกรากันไปก่อนที่อัครินทร์จะแต่งงาน และเธอยังเป็นผู้หญิงที่คุณหญิงชดช้อยเคยเล็งไว้ให้ลูกชายภาพมุมกล้องที่ดูสนิทสนมบวกกับข้อความใส่สีตีไข่ของเพจกอสซิปว่า “ถ่านไฟเก่าคุ? ซีอีโอหมื่นล้านควงแฟนเก่าเย้ยเมียแต่งในนาม” ทำเอาหัวใจของพราวพิชชาที่เพิ่งเปิดรับความรักดิ่งวูบลงสู่ก้นเหว ความเชื่อมั่นที่เพิ่งสร้างถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อเธอกลับมาถึงเพ้นท์เฮ้าส์แล้วพบข้อความไลน์จากเบอร์ปริศนาที่ส่งรูปกระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดพร้อมข้อความชวนกรีดใจ:“ของขวัญต้อนรับกลับจากลอนดอนค่ะคุณพราว... อัครเขาซื้อฝากไว้ให้ฉัน ของในนาม... ยังไงก็สู้ของในใจไม่ได้หรอกนะคะ”พราวพิชชาปล่อยโฮออกมาอย่างกักเก็บไม่อยู่ ความอับอาย ความเสียใจ และความน้อยเนื้อต่ำใจประดังประเดเข้ามาจนเธอคิดว่าตัวเองเป็นแค่คนโง่ที่โดนเขาหลอกล่อ
ความบอบช้ำจากคำพูดกดดันของคนเป็นแม่สามี และมรสุมอารมณ์รักอันเร่าร้อนที่เพิ่งผ่านพ้นไปในค่ำคืนพายุฤดูร้อน ทิ้งร่องรอยแห่งความเปลี่ยนแปลงไว้ในใจของคนทั้งสองอย่างลึกลับ รอยสีกุหลาบจาง ๆ ที่ยังคงประดับอยู่บนเนินอกขาวและซอกคอระหงของพราวพิชชา คือหลักฐานชั้นดีที่ตอกย้ำว่า ‘ข้อตกลงแต่งงานในนาม’ นั้นบัดนี้แทบจะไร้ความหมายสิ้นดีอัครินทร์แสดงออกถึงความรับผิดชอบและความคลั่งรักระดับมหาเศรษฐีด้วยการเคลียร์ตารางงานข้ามสัปดาห์ด่วนที่สุด เขาสั่งเตรียมเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวเพื่อพาร่างบางหนีความวุ่นวายของสังคมไฮโซเมืองกรุง ลัดฟ้ามาพักผ่อนที่เกาะส่วนตัวของตระกูลอัครไพศาลทางภาคใต้ของไทยทันทีซ่า... ซ่า...เสียงคลื่นซัดสาดกระทบหาดทรายขาวละเอียดดังระรัวเป็นจังหวะนุ่มนวล ลมทะเลพัดโชยเอากลิ่นไอเค็มจาง ๆ เข้ามาปะทะผิวเนื้อ พราวพิชชายืนอยู่ตรงระเบียงไม้สักของวิลล่าหรูหลังใหญ่ริมหน้าผา ทัศนียภาพตรงหน้าคือท้องทะเลสีครามไล่เฉดไปจนถึงสีฟ้าอมเขียวมรกตกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เธอสวมชุดเดรสยาวผ้าพลิ้วสีขาวบริสุทธิ์ ตัวเสื้อด้านหลังแหวกลึกโชว์แผ่นหลังเนียนละเอียดสะท้อนแสงแดดยามเย็นความเงียบสงบที่ปราศจากสายตาคอยจับจ้องของ
บรรยากาศภายในห้องโถงรับรองของคฤหาสน์อัครไพศาลเต็มไปด้วยความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากเครื่องเรือนไม้สักทองสลักลายโบราณและโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดยักษ์ที่ส่องแสงสีส้มสลัว แสงแดดจัดจ้านยามบ่ายภายนอกถูกบดบังด้วยผ้าม่านกำมะหยี่ผืนหนาหนักจนทำให้ภายในห้องดูมืดครึ้มและเย็นเยียบ พราวพิชชานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหลุยส์บุนวมตัวใหญ่ มือเรียวบางทั้งสองข้างประสานกันแน่นอยู่บนตักเพื่อสะกดกั้นความประหม่าและความรู้สึกอึดอัดที่แล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอฝั่งตรงข้ามของเธอคือ ‘คุณหญิงชดช้อย’ มารดาของอัครินทร์ หญิงวัยห้าสิบกว่าที่ยังคงความงดงามและเพียบพร้อมไปด้วยราศีของสตรีชั้นสูง ทว่าดวงตาเรียวรีที่ถอดแบบมาจากลูกชายคนเดียวนั้นกลับฉายแววเรียบนิ่ง เย็นชา และจับจ้องมองมายังสะใภ้หมาด ๆ ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้า“แต่งงานกันมาได้ร่วมสองเดือนแล้วใช่ไหมหนูพราว?” คุณหญิงชดช้อยเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยกระแสความกดดันอันหนักอึ้ง พลางยกถ้วยชาเซรามิกราคาแพงขึ้นจิบช้า ๆ“ค่ะ คุณแม่” พราวพิชชาขานรับเสียงแผ่ว พยายามรักษารอยยิ้มและกิริยามารยาทให้อ่อนหวานที่สุดตามที่เคยถูกอบรมมา“แม่เห็นข่าวในหนังสือพิมพ์สั
ความเงียบงันภายในรถยนต์ซีดานหรูคันยาวเคลื่อนตัวผ่านแสงสีเสียงอันศิวิไลซ์ของค่ำคืนในกรุงเทพมหานครอย่างเชื่องช้า แสงไฟนีออนสีจัดจ้านริมทางสาดส่องกระทบใบหน้าคมคายสลักเสลาของอัครินทร์ที่นั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัย นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนขอบหนังแท้เป็นจังหวะตามความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอก ท่าทางของเขาดูนิ่งสงบ ทว่าดวงตาเรียวรีกลับดุดันและฉายแววกรุ่นโกรธจาง ๆ ยามเหลือบมองร่างระหงของภรรยาในนามที่นั่งอยู่เบาะข้าง ๆวันนี้พราวพิชชาอยู่ในชุดราตรียาวผ้าไหมชีฟองสีเทาเงิน (Silver Grey) แหวกอกลึกโชว์เนินเนื้ออวบอิ่มชวนมองและผิวขาวออร่าดุจน้ำนมบริสุทธิ์ แผ่นหลังเนียนละเอียดเปลือยเปล่าท้าทายสายตา เรือนผมยาวสลวยถูกม้วนเป็นลอนใหญ่ปัดไปไว้ข้างหนึ่งเผยให้เห็นลำคอระหงยาวที่ประดับด้วยสร้อยเพชรเม็ดเล็ก ชุดที่เธอเลือกในค่ำคืนนี้มันช่างงดงาม สง่างาม ทว่าแฝงความเซ็กซี่เย้ายวนใจจนชายหนุ่มแอบกำพวงมาลัยแน่นด้วยความรู้สึกหวงแหนลึกลับที่เขาเองก็ไม่อยากจะยอมรับ“งานเลี้ยงคืนนี้เป็นงานสโมสรโรตารี่ระดับนานาชาติ แขกเหรื่อส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและนักการเมืองระดับท็อปของประเทศ” อัครินทร์เอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงทุ้
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานยักษ์ของเพ้นท์เฮ้าส์หรู ขับไล่ความมืดมิดของค่ำคืนที่แสนตื่นเต้นให้จางหายไป พราวพิชชาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาในความเงียบสงบ สิ่งแรกที่เธอรู้สึกคือความอุ่นร้อนที่ทาบอยู่บริเวณเอวบาง เมื่อก้มลงมองก็ต้องใจหายวาบเมื่อพบว่า ‘แขนแกร่ง’ ของอัครินทร์กำลังพาดกอดเอวเธอไว้แน่น ใบหน้าคมคายสลักเสลายามหลับใหลซุกอยู่ใกล้ลาดไหล่เนียนของเธอจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวเนื้ออ่อนพราวพิชชาหน้าแดงซ่าน รีบก้าวขาลงจากเตียงช้า ๆ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตื่น เธอหยิบเสื้อคลุมผ้าซาตินสีชมพูอ่อนมาสวมทับชุดนอนสายเดี่ยว ก่อนจะเดินเลี่ยงเข้าไปในโซนห้องครัวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาวและเครื่องครัวนำเข้าราคาแพง“เอาล่ะพราว... เริ่มต้นชีวิตใหม่ วันนี้ทำอาหารเช้าง่าย ๆ ทานเองแล้วกัน” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเพื่อเรียกกำลังใจ คุณหนูที่วัน ๆ อยู่แต่ห้องเรียนแฟชั่นอย่างเธอ แทบไม่เคยเข้าครัวทำอาหารจริงๆ จัง ๆ เลยสักครั้งเธอเปิดตู้เย็นหลังใหญ่สีเงินเมทัลลิกที่อัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบสดใหม่ชั้นดี ทว่าสมองกลับว่างเปล่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอุปกรณ์ทำอาหารดีไซน์ล้ำสมัย นิ้วเรียวบางเอื้อมไปหยิบไข่ไก่สด ขนมปังโฮล
แสงสว่างแห่งเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านบานกระจกสูงเฉียดฟ้าของโรงแรมหรูระดับหกดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศภายในห้องสวีทขนาดใหญ่คลาคล่ำไปด้วยช่างแต่งหน้า ช่างทำผม และดีไซเนอร์ชื่อดังระดับประเทศที่พากันรุมล้อมร่างระหงของ พราวพิชชา ช่างแต่งหน้ามือทองกำลังสะบัดแปรงลงบนผิวหน้าเนียนละเอียดอย่างเบามือ ในขณะที
เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มอย่างนุ่มนวลของรถยนต์ซีดานหรูสัญชาติยุโรปเคลื่อนตัวผ่านประตูรั้วเหล็กดัดสีดำอัลลอยด์ขนาดใหญ่ ซึ่งสลักอักษรย่อตระกูล “อัครเดชากุล” ไว้อย่างวิจิตรบรรจง สองข้างทางเดินมุ่งสู่ตัวคฤหาสน์ทอดยาวผ่านสวนหย่อมสไตล์อังกฤษที่ถูกตัดแต่งต้นไม้ทุกต้นอย่างประณีตไม่มีที่ติ แสงแดดยามบ่ายจั







