เข็มนาฬิกาแห่งโชคชะตาเดินเคลื่อนผ่านเที่ยงคืนเข้าสู่ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของวัน ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์หลับลึกที่สุดและสติสัมปชัญญะหย่อนยานที่สุด ซู่ชิงรู้ดีว่านี่คือหน้าต่างแห่งโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่เธอมี หากพลาดไป วินาทีถัดไปอาจหมายถึงความตาย
ภายในห้องเก็บของเก่าซอมซ่อที่ใช้ขังสองแม่ลูก ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วจนได้ยินเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาของตัวเอง ซู่ชิงค่อยๆ พยุงร่างที่บอบช้ำลุกขึ้นยืน ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ศีรษะยังคงเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจร ราวกับมีค้อนปอนด์ทุบอยู่ข้างในกะโหลก แต่สารอะดรีนาลีนที่หลั่งออกมาจากการตอบสนองต่อภัยคุกคาม ช่วยกดทับความเจ็บปวดนั้นไว้ชั่วคราว ทำให้เธอสามารถโฟกัสกับภารกิจตรงหน้าได้
เธอเดินไปที่หน้าต่างบานเล็กด้านหลังห้อง ซึ่งอยู่สูงจากพื้นพอสมควร บานพับเหล็กขึ้นสนิมเขรอะบ่งบอกว่ามันไม่ถูกเปิดใช้งานมานานหลายปี ซู่ชิงใช้เศษผ้าชุบน้ำมันพืชที่เหลือติดก้นขวดมาหยอดตามรอยต่อของบานพับ เพื่อลดแรงเสียดทานและป้องกันไม่ให้เกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเปิดออก นี่คือหลักการพื้นฐานทางวิศวกรรมเครื่องกลที่เธอคุ้นเคยดี การหล่อลื่นเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตาย
"อาอวี๋... มาหาแม่เร็วลูก" ซู่ชิงกวักมือเรียกลูกสาว
เธออุ้มอาอวี๋ขึ้นแนบอก สัมผัสได้ถึงน้ำหนักตัวที่เบาหวิวผิดปกติของเด็กวัย 4 ขวบ ซึ่งเกิดจากภาวะทุพโภชนาการ ยิ่งตอกย้ำความแค้นในใจเธอที่มีต่อตระกูลเจียงและหนานกงหลาน ซู่ชิงค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนลังไม้เก่าที่นำมาต่อกันเป็นบันได ดันตัวลอดผ่านกรอบหน้าต่างแคบๆ ออกไปสู่โลกภายนอก
ลมหนาวยามดึกพัดปะทะใบหน้า ความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าบางๆ เข้าไปกัดกินผิวหนัง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความหนาวคือ "แสงไฟ"
เบื้องล่างนั้น คืออาณาบริเวณกว้างใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเจียง ซึ่งซู่ชิงเพิ่งตระหนักได้จากความทรงจำที่ชัดเจนขึ้นว่า บ้านเช่ารูหนูนี้ตั้งอยู่ที่มุมอับที่สุดในเขตที่ดินของตระกูลเจียง เหมือนเรือนคนใช้ที่ถูกลืม ยามรักษาความปลอดภัยสองคนกำลังเดินลาดตระเวน พร้อมไฟฉายกระบอกยาวที่มีกำลังส่องสว่างสูง ลำแสงสีขาวตัดผ่านความมืดกวาดไปมาตามพุ่มไม้และตัวอาคาร
ซู่ชิงกดหัวอาอวี๋ให้หมอบลงต่ำแนบไปกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้าง เธอคำนวณจังหวะการเดินของยามด้วยสายตา ยามสองคนเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอ และจะหันกลับที่มุมตึกทุกๆ 45 วินาที นั่นหมายความว่าเธอมีเวลาเพียงไม่ถึงนาทีในการเคลื่อนที่จากจุดซ่อนตัวหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
"จำไว้นะอาอวี๋... เราต้องเป็นเหมือนเงา ไร้เสียง ไร้ตัวตน" ซู่ชิงกระซิบข้างหูลูกสาว พลางจ้องมองลำแสงไฟฉายที่กวาดผ่านเหนือศีรษะไปอย่างเฉียดฉิว หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุอก แต่สติยังคงมั่นคงดุจหินผา
เมื่อยามเดินลับมุมตึกไป ซู่ชิงก็ออกตัวทันที เธอไม่ได้วิ่ง แต่ใช้วิธีการย่องแบบย่อเข่าต่ำเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วงและทำให้เงาของเธอทาบไปกับพื้นดิน ยากต่อการสังเกตเห็นจากระยะไกล อาอวี๋เกาะหลังแม่แน่น แขนเล็กๆ โอบรอบคอซู่ชิงไว้เหมือนลูกลิง
เส้นทางที่ซู่ชิงเลือกไม่ใช่ทางเดินปูหินอ่อนที่สะดวกสบาย แต่เป็นเส้นทางลัดเลาะผ่านสวนหลังบ้านที่รกร้าง เต็มไปด้วยพุ่มกุหลาบป่าและวัชพืชที่มีหนามแหลมคม นี่คือเส้นทางที่ยามมักจะมองข้ามเพราะความรกชัฏ
กิ่งไม้แห้งและหนามแหลมเกี่ยวเสื้อผ้าและขีดข่วนผิวหนังของซู่ชิงจนได้เลือด แต่เธอกัดฟันแน่นไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว เธอใช้ร่างกายของตัวเองเป็นเกราะกำบัง ปัดป้องกิ่งไม้ไม่ให้โดนตัวอาอวี๋
"แม่จ๋า... หนูหนาว... หนูมืด..." อาอวี๋เริ่มส่งเสียงสะอื้นเบาๆ ร่างกายเล็กๆ สั่นเทาอย่างรุนแรง ความหนาวเย็นบวกกับความกลัวในความมืดทำให้เด็กน้อยเริ่มสติแตก
ซู่ชิงรีบหยุดชะงัก เธอทรุดตัวลงนั่งหลังพุ่มไม้ใหญ่ ดึงลูกสาวมาไว้ในอ้อมกอด ถ่ายเทไออุ่นจากร่างกายตัวเองไปสู่ลูก มือข้างหนึ่งรีบปิดปากอาอวี๋ไว้อย่างนุ่มนวลแต่แน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงร้องเล็ดลอดออกไป
"ชู่ว... อาอวี๋ ฟังแม่นะลูก" ซู่ชิงกระซิบเสียงแผ่วเบาชิดใบหูเล็กๆ
"แม่รู้ว่าหนูกลัว แม่ก็กลัว... แต่ถ้าเราส่งเสียง ปีศาจข้างนอกนั่นจะจับเราได้ หนูอยากกลับไปหาป้าหวังใจร้ายไหม?"
อาอวี๋ส่ายหน้าดิก น้ำตาไหลพรากอาบแก้มมอมแมม
"ถ้าไม่อยากกลับไป หนูต้องอดทน อีกนิดเดียว... เรากำลังเล่นซ่อนแอบกันอยู่ ถ้าเราชนะ เราจะได้ไปกินของอร่อยๆ กัน ตกลงไหม?" ซู่ชิงใช้วิทยาจิตวิทยาเด็ก เปลี่ยนสถานการณ์เลวร้ายให้เป็นเกม เพื่อลดความตื่นตระหนกของลูก
อาอวี๋พยักหน้า พยายามกลั้นเสียงสะอื้น ซู่ชิงจูบหน้าผากลูกสาวเบาๆ สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของลูกที่เริ่มเย็นลง เธอรู้ว่าต้องรีบพาอาอวี๋ไปจากที่นี่ก่อนที่เด็กจะเกิดภาวะตัวเย็นเกิน
หลังจากใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการฝ่าดงหนามและหลบหลีกสายตาของเวรยาม ซู่ชิงก็พาอาอวี๋มาถึงกำแพงด้านหลังสุดของคฤหาสน์ บริเวณนี้เป็นโซนขนส่งสินค้าสำหรับนำวัตถุดิบและเสบียงเข้าสู่ครัวใหญ่ของตระกูลเจียง
กำแพงอิฐสูงตระหง่านกว่า 3 เมตรดูเหมือนปราการที่ไม่มีวันข้ามพ้นสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ และเด็กน้อย แต่สายตาเฉียบคมของซู่ชิงมองเห็นช่องทางรอด
ที่ลานจอดรถด้านในกำแพง มีรถบรรทุกหกล้อคันเก่าจอดอยู่ กลิ่นน้ำมันดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ บ่งบอกว่าเครื่องยนต์เพิ่งถูกสตาร์ท เป็นรถบรรทุกผักสดที่มารับส่งสินค้าในยามเช้าตรู่ เพื่อให้ทันปรุงอาหารเช้าสำหรับคนในคฤหาสน์
บรื้น... ครืด...
เสียงเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นเก่าคำรามขึ้น ทำลายความเงียบงัน เสียงโลหะกระทบกันและการสั่นสะเทือนของตัวถังรถบ่งบอกถึงสภาพเครื่องยนต์ที่ขาดการบำรุงรักษา แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญคือมันกำลังจะออกเดินทาง
ซู่ชิงวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว รถคันนี้คือตั๋วเที่ยวเดียวสู่อิสรภาพ คนขับรถกำลังเดินอ้อมไปปิดประตูรั้วด้านหลัง เปิดโอกาสทองในช่วงเวลาสั้นๆ ที่หน้ารถจะไม่มีคนเฝ้า
"นั่นไงรถของเรา..." ซู่ชิงชี้ไปที่รถบรรทุกสกปรกๆ คันนั้น
"เราจะขึ้นไปบนนั้น แล้วมันจะพาเราไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก"
อาอวี๋มองรถคันใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเหมือนสัตว์ร้ายทำให้เธอกลัว แต่เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของแม่ ความกลัวก็ลดลงกึ่งหนึ่ง
"หนูเชื่อแม่ค่ะ"
"ไป!"
สิ้นเสียงกระซิบสั่งตัวเอง ซู่ชิงก็รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย อุ้มอาอวี๋วิ่งฝ่าความมืดออกจากเงามืดของกำแพง มุ่งหน้าสู่ท้ายรถบรรทุก ระยะทางประมาณ 20 เมตร แต่ในความรู้สึกของเธอ มันยาวไกลเหมือนวิ่งมาราธอน
รองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของเธอย่ำลงบนพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบ พยายามลงน้ำหนักที่ปลายเท้าเพื่อลดเสียงฝีเท้า คนขับรถกำลังเดินกลับมาที่ห้องโดยสาร เขาผิวปากเบาๆ อย่างอารมณ์ดี โดยไม่รู้เลยว่ามีผู้โดยสารไม่ได้รับเชิญกำลังวิ่งแข่งกับเวลาอยู่ด้านหลัง
ซู่ชิงวิ่งมาถึงท้ายรถบรรทุก โชคดีที่ฝาท้ายไม่ได้ปิดล็อกแน่นหนา และผ้าใบคลุมรถถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย เธอส่งอาอวี๋ขึ้นไปก่อน
"มุดเข้าไปลูก! เข้าไปลึกๆ!"
อาอวี๋ปีนขึ้นไปอย่างทุลักทุเล แล้วซู่ชิงก็รีบปีนตามขึ้นไป ร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เธอเกือบพลัดตกลงมา แต่เธอใช้แขนเกี่ยวกระบะรถไว้แล้วดึงตัวขึ้นไปด้วยแรงใจล้วนๆ
ภายในกระบะรถเต็มไปด้วยตะกร้าไม้ไผ่ใส่ผักกาดขาวหัวใหญ่ กลิ่นเหม็นเขียวของผักสดผสมกับกลิ่นดินโคลนตลบอบอวล ซู่ชิงรีบดึงอาอวี๋ให้แทรกตัวเข้าไปในช่องว่างระหว่างตะกร้าผักกาดขาวที่วางซ้อนกันอยู่
"ขยับตะกร้านี้หน่อย... สร้างโพรงอากาศให้เราหายใจได้" ซู่ชิงจัดแจงขยับตะกร้าผักอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง เพื่อสร้างพื้นที่เล็กๆ พอให้สองคนแม่ลูกขดตัวซ่อนได้โดยไม่ถูกทับ
ทันใดนั้น เสียงประตูด้านคนขับถูกเปิดออกและปิดลงดัง ปัง! แรงสั่นสะเทือนทำให้ซู่ชิงต้องรีบกดหัวอาอวี๋ลงต่ำ และดึงผ้าใบคลุมรถลงมาปิดบังสายตาจากภายนอก หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียงเลือดสูบฉีดในหู
"เฮ้ย! ปิดฝาท้ายดีหรือยังวะ?" เสียงคนขับตะโกนถามเพื่อนอีกคน
ซู่ชิงกลั้นหายใจ มือข้างหนึ่งกอดลูก มืออีกข้างกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ ถ้าพวกเขาเดินมาเปิดผ้าใบดูตอนนี้ ทุกอย่างก็จบ
"เออ! ปิดแล้ว! รีบไปเถอะ เดี๋ยวไม่ทันตลาดเช้า!" เสียงตอบรับดังมาจากด้านหน้า
ซู่ชิงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ รอดไปหวุดหวิด...
รถบรรทุกกระตุกเกร็งเล็กน้อยเมื่อคนขับเข้าเกียร์ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า แรงเหวี่ยง จากการเลี้ยวรถทำให้ตะกร้าผักกาดขาวเอียงกระเท่เร่ ซู่ชิงต้องใช้หลังยันตะกร้าไว้ไม่ให้ล้มทับอาอวี๋
ล้อรถบดไปกับพื้นถนนลูกรัง เสียงกรวดหินกระเด็นกระทบซุ้มล้อดังเปาะแปะ ซู่ชิงค่อยๆ แง้มผ้าใบคลุมรถด้านหลังออกเล็กน้อยเป็นช่องขนาดเท่าฝ่ามือ เพื่อมองดูทิวทัศน์เบื้องหลัง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟของคฤหาสน์ตระกูลเจียง ที่ค่อยๆ หดเล็กลงและห่างออกไปเรื่อยๆ คฤหาสน์ที่ภายนอกดูหรูหราโอ่อ่าราวกับสวรรค์บนดิน แต่สำหรับเธอและลูก มันคือนรกขุมที่ลึกที่สุด คือกรงขังที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด การทรยศ และความตาย
แสงไฟเหล่านั้นเริ่มพร่ามัว ไม่ใช่เพราะระยะทาง แต่เพราะม่านน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาจากดวงตาของซู่ชิง มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่คือน้ำตาแห่งการปลดปล่อย
"ลาก่อน... ตระกูลเจียง ลาก่อน... เจียงมู่หยาง ลาก่อน... หนานกงหลาน" ซู่ชิงกระซิบคำอำลากับอดีตที่ขมขื่น "ครั้งหน้าที่เราเจอกัน... ฉันจะไม่ใช่เหยื่อที่พวกคุณจะเหยียบย่ำได้อีกต่อไป"
เธอดึงผ้าใบกลับมาปิดสนิท หันกลับมาโอบกอดลูกสาวตัวน้อยที่ผล็อยหลับไปแล้วด้วยความเพลียในอ้อมแขน ความอบอุ่นจากร่างกายของอาอวี๋เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเธอยังมีชีวิตอยู่
รถบรรทุกแล่นฝ่าความมืดมิดของยามค่ำคืน มุ่งหน้าสู่ทิศทางของแสงตะวันที่จะขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ซู่ชิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปล่อยวางความตึงเครียดทั้งหมดลง แม้หนทางข้างหน้าจะยังมืดมนและไม่รู้จุดหมาย แต่ในวินาทีนี้ เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่า... เธอเป็นอิสระแล้ว และตำนานบทใหม่ของนางพญามังกรกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ ปลายทางของถนนสายนี้