Share

บทที่ 3

Auteur: XueXiangXiang
last update Dernière mise à jour: 2026-02-15 18:08:49

เข็มนาฬิกาแห่งโชคชะตาเดินเคลื่อนผ่านเที่ยงคืนเข้าสู่ช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดของวัน ซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์หลับลึกที่สุดและสติสัมปชัญญะหย่อนยานที่สุด ซู่ชิงรู้ดีว่านี่คือหน้าต่างแห่งโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่เธอมี หากพลาดไป วินาทีถัดไปอาจหมายถึงความตาย

ภายในห้องเก็บของเก่าซอมซ่อที่ใช้ขังสองแม่ลูก ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วจนได้ยินเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาของตัวเอง ซู่ชิงค่อยๆ พยุงร่างที่บอบช้ำลุกขึ้นยืน ความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ศีรษะยังคงเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจร ราวกับมีค้อนปอนด์ทุบอยู่ข้างในกะโหลก แต่สารอะดรีนาลีนที่หลั่งออกมาจากการตอบสนองต่อภัยคุกคาม ช่วยกดทับความเจ็บปวดนั้นไว้ชั่วคราว ทำให้เธอสามารถโฟกัสกับภารกิจตรงหน้าได้

เธอเดินไปที่หน้าต่างบานเล็กด้านหลังห้อง ซึ่งอยู่สูงจากพื้นพอสมควร บานพับเหล็กขึ้นสนิมเขรอะบ่งบอกว่ามันไม่ถูกเปิดใช้งานมานานหลายปี ซู่ชิงใช้เศษผ้าชุบน้ำมันพืชที่เหลือติดก้นขวดมาหยอดตามรอยต่อของบานพับ เพื่อลดแรงเสียดทานและป้องกันไม่ให้เกิดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเมื่อเปิดออก นี่คือหลักการพื้นฐานทางวิศวกรรมเครื่องกลที่เธอคุ้นเคยดี การหล่อลื่นเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างความเป็นและความตาย

"อาอวี๋... มาหาแม่เร็วลูก" ซู่ชิงกวักมือเรียกลูกสาว

เธออุ้มอาอวี๋ขึ้นแนบอก สัมผัสได้ถึงน้ำหนักตัวที่เบาหวิวผิดปกติของเด็กวัย 4 ขวบ ซึ่งเกิดจากภาวะทุพโภชนาการ ยิ่งตอกย้ำความแค้นในใจเธอที่มีต่อตระกูลเจียงและหนานกงหลาน ซู่ชิงค่อยๆ ปีนขึ้นไปบนลังไม้เก่าที่นำมาต่อกันเป็นบันได ดันตัวลอดผ่านกรอบหน้าต่างแคบๆ ออกไปสู่โลกภายนอก

ลมหนาวยามดึกพัดปะทะใบหน้า ความเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าบางๆ เข้าไปกัดกินผิวหนัง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความหนาวคือ "แสงไฟ"

เบื้องล่างนั้น คืออาณาบริเวณกว้างใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเจียง ซึ่งซู่ชิงเพิ่งตระหนักได้จากความทรงจำที่ชัดเจนขึ้นว่า บ้านเช่ารูหนูนี้ตั้งอยู่ที่มุมอับที่สุดในเขตที่ดินของตระกูลเจียง เหมือนเรือนคนใช้ที่ถูกลืม ยามรักษาความปลอดภัยสองคนกำลังเดินลาดตระเวน พร้อมไฟฉายกระบอกยาวที่มีกำลังส่องสว่างสูง ลำแสงสีขาวตัดผ่านความมืดกวาดไปมาตามพุ่มไม้และตัวอาคาร

ซู่ชิงกดหัวอาอวี๋ให้หมอบลงต่ำแนบไปกับพื้นหญ้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้าง เธอคำนวณจังหวะการเดินของยามด้วยสายตา ยามสองคนเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอ และจะหันกลับที่มุมตึกทุกๆ 45 วินาที นั่นหมายความว่าเธอมีเวลาเพียงไม่ถึงนาทีในการเคลื่อนที่จากจุดซ่อนตัวหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

"จำไว้นะอาอวี๋... เราต้องเป็นเหมือนเงา ไร้เสียง ไร้ตัวตน" ซู่ชิงกระซิบข้างหูลูกสาว พลางจ้องมองลำแสงไฟฉายที่กวาดผ่านเหนือศีรษะไปอย่างเฉียดฉิว หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะทะลุอก แต่สติยังคงมั่นคงดุจหินผา

เมื่อยามเดินลับมุมตึกไป ซู่ชิงก็ออกตัวทันที เธอไม่ได้วิ่ง แต่ใช้วิธีการย่องแบบย่อเข่าต่ำเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วงและทำให้เงาของเธอทาบไปกับพื้นดิน ยากต่อการสังเกตเห็นจากระยะไกล อาอวี๋เกาะหลังแม่แน่น แขนเล็กๆ โอบรอบคอซู่ชิงไว้เหมือนลูกลิง

เส้นทางที่ซู่ชิงเลือกไม่ใช่ทางเดินปูหินอ่อนที่สะดวกสบาย แต่เป็นเส้นทางลัดเลาะผ่านสวนหลังบ้านที่รกร้าง เต็มไปด้วยพุ่มกุหลาบป่าและวัชพืชที่มีหนามแหลมคม นี่คือเส้นทางที่ยามมักจะมองข้ามเพราะความรกชัฏ

กิ่งไม้แห้งและหนามแหลมเกี่ยวเสื้อผ้าและขีดข่วนผิวหนังของซู่ชิงจนได้เลือด แต่เธอกัดฟันแน่นไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว เธอใช้ร่างกายของตัวเองเป็นเกราะกำบัง ปัดป้องกิ่งไม้ไม่ให้โดนตัวอาอวี๋

"แม่จ๋า... หนูหนาว... หนูมืด..." อาอวี๋เริ่มส่งเสียงสะอื้นเบาๆ ร่างกายเล็กๆ สั่นเทาอย่างรุนแรง ความหนาวเย็นบวกกับความกลัวในความมืดทำให้เด็กน้อยเริ่มสติแตก

ซู่ชิงรีบหยุดชะงัก เธอทรุดตัวลงนั่งหลังพุ่มไม้ใหญ่ ดึงลูกสาวมาไว้ในอ้อมกอด ถ่ายเทไออุ่นจากร่างกายตัวเองไปสู่ลูก มือข้างหนึ่งรีบปิดปากอาอวี๋ไว้อย่างนุ่มนวลแต่แน่นหนา เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงร้องเล็ดลอดออกไป

"ชู่ว... อาอวี๋ ฟังแม่นะลูก" ซู่ชิงกระซิบเสียงแผ่วเบาชิดใบหูเล็กๆ

"แม่รู้ว่าหนูกลัว แม่ก็กลัว... แต่ถ้าเราส่งเสียง ปีศาจข้างนอกนั่นจะจับเราได้ หนูอยากกลับไปหาป้าหวังใจร้ายไหม?"

อาอวี๋ส่ายหน้าดิก น้ำตาไหลพรากอาบแก้มมอมแมม

"ถ้าไม่อยากกลับไป หนูต้องอดทน อีกนิดเดียว... เรากำลังเล่นซ่อนแอบกันอยู่ ถ้าเราชนะ เราจะได้ไปกินของอร่อยๆ กัน ตกลงไหม?" ซู่ชิงใช้วิทยาจิตวิทยาเด็ก เปลี่ยนสถานการณ์เลวร้ายให้เป็นเกม เพื่อลดความตื่นตระหนกของลูก

อาอวี๋พยักหน้า พยายามกลั้นเสียงสะอื้น ซู่ชิงจูบหน้าผากลูกสาวเบาๆ สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของลูกที่เริ่มเย็นลง เธอรู้ว่าต้องรีบพาอาอวี๋ไปจากที่นี่ก่อนที่เด็กจะเกิดภาวะตัวเย็นเกิน

หลังจากใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงในการฝ่าดงหนามและหลบหลีกสายตาของเวรยาม ซู่ชิงก็พาอาอวี๋มาถึงกำแพงด้านหลังสุดของคฤหาสน์ บริเวณนี้เป็นโซนขนส่งสินค้าสำหรับนำวัตถุดิบและเสบียงเข้าสู่ครัวใหญ่ของตระกูลเจียง

กำแพงอิฐสูงตระหง่านกว่า 3 เมตรดูเหมือนปราการที่ไม่มีวันข้ามพ้นสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ และเด็กน้อย แต่สายตาเฉียบคมของซู่ชิงมองเห็นช่องทางรอด

ที่ลานจอดรถด้านในกำแพง มีรถบรรทุกหกล้อคันเก่าจอดอยู่ กลิ่นน้ำมันดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ บ่งบอกว่าเครื่องยนต์เพิ่งถูกสตาร์ท เป็นรถบรรทุกผักสดที่มารับส่งสินค้าในยามเช้าตรู่ เพื่อให้ทันปรุงอาหารเช้าสำหรับคนในคฤหาสน์

บรื้น... ครืด...

เสียงเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นเก่าคำรามขึ้น ทำลายความเงียบงัน เสียงโลหะกระทบกันและการสั่นสะเทือนของตัวถังรถบ่งบอกถึงสภาพเครื่องยนต์ที่ขาดการบำรุงรักษา แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น สิ่งสำคัญคือมันกำลังจะออกเดินทาง

ซู่ชิงวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็ว รถคันนี้คือตั๋วเที่ยวเดียวสู่อิสรภาพ คนขับรถกำลังเดินอ้อมไปปิดประตูรั้วด้านหลัง เปิดโอกาสทองในช่วงเวลาสั้นๆ ที่หน้ารถจะไม่มีคนเฝ้า

"นั่นไงรถของเรา..." ซู่ชิงชี้ไปที่รถบรรทุกสกปรกๆ คันนั้น

"เราจะขึ้นไปบนนั้น แล้วมันจะพาเราไปในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก"

อาอวี๋มองรถคันใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเหมือนสัตว์ร้ายทำให้เธอกลัว แต่เมื่อเห็นแววตามุ่งมั่นของแม่ ความกลัวก็ลดลงกึ่งหนึ่ง

"หนูเชื่อแม่ค่ะ"

"ไป!"

สิ้นเสียงกระซิบสั่งตัวเอง ซู่ชิงก็รวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย อุ้มอาอวี๋วิ่งฝ่าความมืดออกจากเงามืดของกำแพง มุ่งหน้าสู่ท้ายรถบรรทุก ระยะทางประมาณ 20 เมตร แต่ในความรู้สึกของเธอ มันยาวไกลเหมือนวิ่งมาราธอน

รองเท้าผ้าใบเก่าๆ ของเธอย่ำลงบนพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบ พยายามลงน้ำหนักที่ปลายเท้าเพื่อลดเสียงฝีเท้า คนขับรถกำลังเดินกลับมาที่ห้องโดยสาร เขาผิวปากเบาๆ อย่างอารมณ์ดี โดยไม่รู้เลยว่ามีผู้โดยสารไม่ได้รับเชิญกำลังวิ่งแข่งกับเวลาอยู่ด้านหลัง

ซู่ชิงวิ่งมาถึงท้ายรถบรรทุก โชคดีที่ฝาท้ายไม่ได้ปิดล็อกแน่นหนา และผ้าใบคลุมรถถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย เธอส่งอาอวี๋ขึ้นไปก่อน

"มุดเข้าไปลูก! เข้าไปลึกๆ!"

อาอวี๋ปีนขึ้นไปอย่างทุลักทุเล แล้วซู่ชิงก็รีบปีนตามขึ้นไป ร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เธอเกือบพลัดตกลงมา แต่เธอใช้แขนเกี่ยวกระบะรถไว้แล้วดึงตัวขึ้นไปด้วยแรงใจล้วนๆ

ภายในกระบะรถเต็มไปด้วยตะกร้าไม้ไผ่ใส่ผักกาดขาวหัวใหญ่ กลิ่นเหม็นเขียวของผักสดผสมกับกลิ่นดินโคลนตลบอบอวล ซู่ชิงรีบดึงอาอวี๋ให้แทรกตัวเข้าไปในช่องว่างระหว่างตะกร้าผักกาดขาวที่วางซ้อนกันอยู่

"ขยับตะกร้านี้หน่อย... สร้างโพรงอากาศให้เราหายใจได้" ซู่ชิงจัดแจงขยับตะกร้าผักอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง เพื่อสร้างพื้นที่เล็กๆ พอให้สองคนแม่ลูกขดตัวซ่อนได้โดยไม่ถูกทับ

ทันใดนั้น เสียงประตูด้านคนขับถูกเปิดออกและปิดลงดัง ปัง! แรงสั่นสะเทือนทำให้ซู่ชิงต้องรีบกดหัวอาอวี๋ลงต่ำ และดึงผ้าใบคลุมรถลงมาปิดบังสายตาจากภายนอก หัวใจของเธอเต้นแรงจนแทบจะได้ยินเสียงเลือดสูบฉีดในหู

"เฮ้ย! ปิดฝาท้ายดีหรือยังวะ?" เสียงคนขับตะโกนถามเพื่อนอีกคน

ซู่ชิงกลั้นหายใจ มือข้างหนึ่งกอดลูก มืออีกข้างกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อ ถ้าพวกเขาเดินมาเปิดผ้าใบดูตอนนี้ ทุกอย่างก็จบ

"เออ! ปิดแล้ว! รีบไปเถอะ เดี๋ยวไม่ทันตลาดเช้า!" เสียงตอบรับดังมาจากด้านหน้า

ซู่ชิงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ รอดไปหวุดหวิด...

รถบรรทุกกระตุกเกร็งเล็กน้อยเมื่อคนขับเข้าเกียร์ ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปข้างหน้า แรงเหวี่ยง จากการเลี้ยวรถทำให้ตะกร้าผักกาดขาวเอียงกระเท่เร่ ซู่ชิงต้องใช้หลังยันตะกร้าไว้ไม่ให้ล้มทับอาอวี๋

ล้อรถบดไปกับพื้นถนนลูกรัง เสียงกรวดหินกระเด็นกระทบซุ้มล้อดังเปาะแปะ ซู่ชิงค่อยๆ แง้มผ้าใบคลุมรถด้านหลังออกเล็กน้อยเป็นช่องขนาดเท่าฝ่ามือ เพื่อมองดูทิวทัศน์เบื้องหลัง

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟของคฤหาสน์ตระกูลเจียง ที่ค่อยๆ หดเล็กลงและห่างออกไปเรื่อยๆ คฤหาสน์ที่ภายนอกดูหรูหราโอ่อ่าราวกับสวรรค์บนดิน แต่สำหรับเธอและลูก มันคือนรกขุมที่ลึกที่สุด คือกรงขังที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด การทรยศ และความตาย

แสงไฟเหล่านั้นเริ่มพร่ามัว ไม่ใช่เพราะระยะทาง แต่เพราะม่านน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาจากดวงตาของซู่ชิง มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเสียใจ แต่คือน้ำตาแห่งการปลดปล่อย

"ลาก่อน... ตระกูลเจียง ลาก่อน... เจียงมู่หยาง ลาก่อน... หนานกงหลาน" ซู่ชิงกระซิบคำอำลากับอดีตที่ขมขื่น "ครั้งหน้าที่เราเจอกัน... ฉันจะไม่ใช่เหยื่อที่พวกคุณจะเหยียบย่ำได้อีกต่อไป"

เธอดึงผ้าใบกลับมาปิดสนิท หันกลับมาโอบกอดลูกสาวตัวน้อยที่ผล็อยหลับไปแล้วด้วยความเพลียในอ้อมแขน ความอบอุ่นจากร่างกายของอาอวี๋เป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเธอยังมีชีวิตอยู่

รถบรรทุกแล่นฝ่าความมืดมิดของยามค่ำคืน มุ่งหน้าสู่ทิศทางของแสงตะวันที่จะขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ซู่ชิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปล่อยวางความตึงเครียดทั้งหมดลง แม้หนทางข้างหน้าจะยังมืดมนและไม่รู้จุดหมาย แต่ในวินาทีนี้ เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่า... เธอเป็นอิสระแล้ว และตำนานบทใหม่ของนางพญามังกรกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ ปลายทางของถนนสายนี้
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 86

    "ทำไมฉันถึงโง่แบบนี้!" เจียงมู่หยางก่นด่าตัวเองด้วยความเจ็บใจ "ทำไมฉันไม่เคยเอะใจเลยว่าการไปของฉันทิ้งอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง!"เขาคิดย้อนกลับไปถึงจดหมายที่ซู่ชิงเคยส่งไปที่ค่ายทหารเมื่อ 4 ปีก่อน... จดหมายที่เขาไม่เคยแกะอ่านเพราะยุ่งอยู่กับภารกิจ หรือบางทีอาจจะถูกคนของหนานกงหลานดักจับไปทำลายในจดหมาย

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 85

    ความมืดมิดภายในห้องโดยสารของรถจี๊ปทหารเปรียบเสมือนถ้ำที่เงียบสงบ ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่ เจียงมู่หยาง พาตัวเองกลับเข้ามานั่งหลังพวงมาลัยได้สำเร็จ เขาก็ทิ้งร่างอันใหญ่โตและเหนื่อยล้าพิงลงกับเบาะหนังเทียมที่เย็นเฉียบ เสียงลมหายใจของเขาดัง เฮือก... เฮือก... ประสานกับเสียงเครื

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 84

    "แล้วคุณลุงก็หายไป..."ซู่ชิงผละออกจากลูกสาว แล้วลุกขึ้นยืนกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณเกิดเหตุอย่างละเอียดภาพที่เห็นคือความโกลาหลที่เริ่มคลี่คลาย รถบรรทุกคันก่อเหตุยังจอดสนิทอยู่กลางถนน คนขับรถยืนหน้าซีดเผือดให้การกับตำรวจจราจรที่เพิ่งมาถึง ไทยมุงบางส่วนเริ่มทยอยแยกย้ายกันไปเมื่อเห็นว่าไม่มีใครตายแต

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 83

    ม่านฝุ่นควันสีขาวขุ่นที่เกิดจากการเสียดสีของยางรถยนต์กับพื้นถนนลาดยางเริ่มจางลง เผยให้เห็นภาพที่บีบหัวใจของผู้ที่พบเห็น บนฟุตบาทริมถนนที่ร้อนระอุด้วยไอร้อนจากแสงแดดยามบ่าย ร่างของหญิงสาวในชุดทำงานที่เปรอะเปื้อนฝุ่นกำลังคุกเข่ากอดร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปในอากาศซู่ชิงหอ

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 82

    การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและลื่นไหลราวกับเงาผี จนกระทั่งไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่าฮีโร่ผู้ช่วยชีวิตเด็กได้หายตัวไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยการไถลบนพื้นและความว่างเปล่าเจียงมู่หยางยืนแนบหลังพิงเสาไฟฟ้า กัดฟันข่มความเจ็บปวดจากบาดแผลที่เริ่มประท้วง แต่สายตาของเขายังคงชะโงกแอบมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 81

    ม่านฝุ่นสีขาวขุ่นที่เกิดจากการเสียดสีอย่างรุนแรงระหว่างยางรถยนต์กับพื้นถนนลาดยางยังคงลอยฟุ้งคว้างอยู่ในอากาศ บดบังทัศนวิสัยเบื้องหน้าให้ดูเลือนรางราวกับภาพฝันร้าย กลิ่นไหม้ของยางที่เกิดจากความร้อนสูงฉุนกึกจนแสบจมูก ผสมปนเปไปกับกลิ่นน้ำมันดีเซลและกลิ่นความตายที่เพิ่งเฉียดผ่านไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดท่

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status