Share

บทที่ 4

Penulis: XueXiangXiang
last update Terakhir Diperbarui: 2026-02-15 18:09:15

ความมืดมิดอันยาวนานของค่ำคืนเริ่มเจือจางลงเมื่อกงล้อแห่งกาลเวลาหมุนเข้าสูรุ่งอรุณ แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมาจากทิศตะวันออกเริ่มแทรกซึมผ่านรอยตะเข็บและรูรั่วเล็กๆ ของผ้าใบคลุมรถบรรทุก ก่อให้เกิดลำแสงสีทองพาดผ่านความมืดสลัวภายในกระบะท้าย

ซู่ชิงที่ผล็อยหลับไปเพียงชั่วครู่ด้วยความอ่อนเพลียสะดุ้งตื่นขึ้นทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงเฉื่อยที่เหวี่ยงร่างของเธอไปด้านหน้า ตามด้วยแรงกระชากเบาๆ เมื่อรถบรรทุกชะลอความเร็วลงและหยุดสนิท เสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่เคยคำรามกึกก้องตลอดคืนค่อยๆ เบาลงจนเหลือเพียงเสียงเดินเบาที่สั่นเครือ ก่อนจะดับวูบไปในที่สุด

ความเงียบที่เข้ามาแทนที่ไม่ได้อยู่ยาวนาน เพราะในวินาทีต่อมา เสียงอื้ออึงของโลกภายนอกก็แทรกผ่านเข้ามา มันคือเสียงของชีวิตที่ซู่ชิงโหยหา... เสียงตะโกนโหวกเหวกของพ่อค้าแม่ค้า เสียงล้อรถเข็นบดไปกับพื้นถนนขรุขระ เสียงไก่ขัน และเสียงจอแจของผู้คนนับร้อย

"ถึงแล้วสินะ..." ซู่ชิงพึมพำกับตัวเอง พลางขยับตัวที่แข็งเกร็งจากการนอนคดคู้มาหลายชั่วโมง ข้อต่อกระดูกส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ เธอรีบหันไปดูอาอวี๋ที่นอนซุกอยู่ข้างตะกร้าผักกาดขาว

เด็กน้อยขยับตัวยุกยิก เปลือกตาบางใสค่อยๆ ปรือขึ้น แสงสว่างที่ลอดเข้ามาทำให้เธอต้องหยีตาด้วยความไม่คุ้นชิน

"แม่จ๋า... เช้าแล้วเหรอคะ? ถึงบ้านหรือยัง?" เสียงของอาอวี๋แหบแห้งจากการขาดน้ำ

ซู่ชิงเอามือแตะริมฝีปากลูกสาวเบาๆ เป็นสัญญาณให้เงียบ

"ชู่ว... เราถึงที่ปลอดภัยแล้วลูก แต่เรายังต้องเล่นซ่อนแอบต่ออีกนิดนะ อย่าเพิ่งส่งเสียงดัง"

กลิ่นที่ลอยเข้ามาไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ในสวนตระกูลเจียง แต่เป็นกลิ่นคาวปลาสด กลิ่นผักเน่า กลิ่นควันถ่านหิน และกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คน สำหรับคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ แต่สำหรับซู่ชิงในเวลานี้ มันคือกลิ่นของอิสรภาพและโอกาสที่เธอจะต้องไขว่คว้ามันไว้

ซู่ชิงขยับตัวไปที่ท้ายรถอย่างระมัดระวัง พยายามถ่ายเทน้ำหนักตัวลงที่ปลายเท้าเพื่อไม่ให้พื้นกระบะไม้ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เธอแง้มชายผ้าใบขึ้นเล็กน้อยเพียงพอให้สายตาข้างหนึ่งมองลอดออกไปได้ เพื่อประเมินสถานการณ์

ภาพที่เห็นคือลานจอดรถด้านหลังตลาดสดขนาดใหญ่ รถบรรทุกของพวกเธอจอดเทียบท่าอยู่กับรถขนส่งสินค้าคันอื่นๆ คนขับรถบรรทุกและเด็กรถเพิ่งกระโดดลงจากห้องโดยสาร พวกเขาเดินอ้อมไปด้านหน้าเพื่อทักทายกับยามเฝ้าตลาดและจุดบุหรี่สูบ ควันสีเทาลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ

"จังหวะนี้แหละ..." ซู่ชิงคำนวณเวลาในใจ คนขับรถจะใช้เวลาสูบบุหรี่และคุยธุระอย่างน้อย 3-5 นาที ก่อนจะเดินกลับมาเปิดฝาท้ายเพื่อขนของลง นี่คือจุดบอดของการระวังป้องกันที่เธอต้องใช้ให้เป็นประโยชน์

"อาอวี๋ เกาะแม่ให้แน่นนะ" ซู่ชิงกระชับกอดลูกสาวไว้แนบอก แล้วใช้มืออีกข้างผลักผ้าใบให้เปิดออกกว้างพอที่ตัวจะลอดผ่านได้

เธอหย่อนขาลงไปก่อน สัมผัสถึงกันชนท้ายรถ แล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงสู่พื้นดิน โดยงอเข่าเพื่อดูดซับแรงกระแทก ทำให้เกิดเสียงดังเพียงแค่ตุบเบาๆ ซึ่งถูกกลบด้วยเสียงจอแจของตลาดไปจนหมด

ทันทีที่เท้าแตะพื้น ซู่ชิงไม่ได้ยืนนิ่งให้ใครสังเกตเห็น เธอรีบดึงฮู้ดของเสื้อคลุมตัวเก่าขึ้นมาคลุมศีรษะเพื่อบดบังใบหน้าและบาดแผล แล้วเดินก้มหน้ากึ่งวิ่งพาอาอวี๋แทรกตัวเข้าไปในช่องว่างระหว่างแผงขายของและกองลังไม้

เธอใช้วิชาพรางตัวในฝูงชนโดยปรับเปลี่ยนท่าทางการเดินให้ดูห่อไหล่และเหนื่อยล้าเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่มาจับจ่ายซื้อของ ไม่สบตาใคร และทำตัวให้กลมกลืนไปกับกระแสของผู้คน การทำตัวให้เป็นสีเทาคือวิธีที่ดีที่สุดในการหลบซ่อนท่ามกลางสายตานับร้อยคู่

เมื่อเดินลัดเลาะออกมาจากโซนขนส่งสินค้าเข้าสู่ตัวตลาด ภาพของเมืองจือปั๋วในปี ค.ศ. 1985 ก็ปรากฏแก่สายตาของซู่ชิงอย่างชัดเจน ราวกับเธอได้เดินข้ามอุโมงค์กาลเวลา

บรรยากาศรอบตัวช่างแตกต่างจากโลกอนาคตปี 2026 ที่เธอจากมาอย่างสิ้นเชิง ไม่มีตึกระฟ้ากระจกใส ไม่มีรถไฟฟ้าความเร็วสูง และไม่มีสมาร์ทโฟนในมือผู้คน

สิ่งที่เห็นคืออาคารพาณิชย์สูง 2-3 ชั้น ก่อด้วยอิฐสีเทาแบบสถาปัตยกรรมยุคสังคมนิยมที่ดูทื่อๆ และแข็งกระด้าง ผนังตึกมีคราบเขม่าควันจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก ป้ายโฆษณาชวนเชื่อสีแดงสดที่มีข้อความอย่างรับใช้ประชาชนหรือสร้างชาติด้วยมือเรา ถูกติดไว้ตามมุมตึกและเสาไฟฟ้า

ถนนหนทางเต็มไปด้วยกองทัพจักรยานนับร้อยคัน ยี่ห้อนกพิราบโผบินและฟีนิกซ์ ที่เป็นพาหนะหลักของชาวจีนในยุคนั้น เสียงกริ่งจักรยานดัง กริ๊งๆ ประสานไปกับเสียงแตรรถเมล์เก่าๆ ที่พ่นควันดำโขมง

ผู้คนส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าโทนสีทึบๆ อย่างสีน้ำเงินกรมท่า สีเทา หรือสีเขียวขี้ม้า เป็นชุดยูนิฟอร์มแบบเหมาเจ๋อตง หรือเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่ตัดเย็บเอง บ่งบอกถึงยุคสมัยที่แฟชั่นยังไม่ได้เฟื่องฟู และความเรียบง่ายคือวิถีชีวิตหลัก

สำหรับชิง ภาพเหล่านี้ให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างประหลาด ในฐานะนักวิทยาศาสตร์จากอนาคต เธอมองเห็นความล้าหลัง ความไม่ถูกสุขลักษณะ และเทคโนโลยีที่ต้อยต่ำ แต่ในฐานะเหวินซู่ชิง เจ้าของร่างเดิม เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยและโหยหา ราวกับได้กลับมายังสถานที่ที่ความทรงจำวัยเด็กเคยงอกงาม

"นี่สินะ... ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง" ซู่ชิงพึมพำ เธอรู้ดีจากประวัติศาสตร์ว่า ปี 1985 คือช่วงเวลาที่นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศกำลังเริ่มผลิดอกออกผล เศรษฐกิจกำลังจะพุ่งทะยาน และโอกาสทางธุรกิจมหาศาลกำลังรอคอยคนที่มองเห็นมัน

"แม่จ๋า... คนเยอะจังเลย" อาอวี๋มองไปรอบๆ ด้วยดวงตาเบิกกว้าง เด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้านเช่าแคบๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสันและการเคลื่อนไหว

ซู่ชิงพาอาอวี๋เดินเลี่ยงฝูงชนที่พลุกพล่าน เข้าไปในตรอกเล็กๆ ที่ค่อนข้างเงียบสงบ เพื่อตรวจสอบทรัพยากรที่มีอยู่ เธอวางลูกสาวลง แล้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อผ้าที่ซ่อนไว้ออกมาอย่างระมัดระวัง

ภายในห่อผ้านั้น นอกจากเอกสารสำคัญแล้ว ยังมีปึกธนบัตรใบละ 10 หยวนที่ยับยู่ยี่อยู่จำนวนหนึ่ง ซู่ชิงนับมันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

"หนึ่ง... สอง... สาม..."

มีทั้งหมด 10 ใบ รวมเป็นมูลค่า 100 หยวน

สำหรับซู่ชิงในโลกอนาคต เงิน 100 หยวนอาจซื้อกาแฟในสตาร์บัคส์ได้แค่ 2-3 แก้ว แต่ในเมืองจือปั๋ว ปี 1985 เงินจำนวนนี้มีอำนาจซื้อมหาศาลกว่านั้นมาก

สมองอัจฉริยะของเธอเริ่มคำนวณตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ทันที

เงินเดือนเฉลี่ยของกรรมกรทั่วไปในยุคนี้อยู่ที่ประมาณ 30-40 หยวนต่อเดือน

ราคาซาลาเปาลูกละ 5-10 เฟิน (0.05-0.10 หยวน)

ค่าเช่าห้องพักราคาถูกในย่านสลัม น่าจะอยู่ที่ 5-8 หยวนต่อเดือน

ดังนั้น เงิน 100 หยวนนี้ คือเงินทุนก้อนโตที่สามารถเลี้ยงชีวิตเธอและลูกได้นานถึง 2-3 เดือน หากใช้อย่างประหยัด แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะใช้สุรุ่ยสุร่าย

"เงินก้อนนี้... คือชีวิตของเรา" ซู่ชิงคิดในใจ

"ฉันจะใช้มันซื้อความสะดวกสบายไม่ได้ แต่ต้องใช้มันเพื่อต่อยอดให้งอกเงย เป็นเงินทุนตั้งต้นสำหรับธุรกิจแรก"

เธอแบ่งเงิน 10 หยวนออกมาใส่กระเป๋ากางเกงไว้สำหรับใช้จ่ายฉุกเฉินและซื้ออาหาร ส่วนที่เหลืออีก 90 หยวน เธอห่อกลับเข้าไปอย่างมิดชิดและซ่อนไว้ในเสื้อชั้นใน ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดจากการถูกล้วงกระเป๋า

"เรามีเงินแล้วนะอาอวี๋ เราไม่อดตายแล้ว" ซู่ชิงยิ้มให้ลูกสาว เป็นรอยยิ้มที่มีความหวังฉายชัดอยู่ในแววตา

"แม่จ๋า... หนูหิวข้าว... ปวดขาด้วย"

เสียงงอแงของอาอวี๋เริ่มดังขึ้น ทำลายสมาธิของซู่ชิง เด็กน้อยที่อดหลับอดนอนและไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานเริ่มถึงขีดจำกัด ร่างกายเล็กๆ เซไปมาเหมือนจะล้ม

ซู่ชิงรีบอุ้มลูกขึ้นมาแนบอกอีกครั้ง ความสงสารจับใจแล่นพล่าน แต่ในขณะเดียวกัน สัญญาณเตือนภัยในหัวของเธอก็ดังขึ้น

เธอสังเกตเห็นชายฉกรรจ์สองคนสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำ เดินวนเวียนอยู่ที่ปากตรอก สายตาสอดส่ายมองหาใครบางคนอย่างมีพิรุธ แม้จะไม่แน่ใจว่าใช่คนของตระกูลเจียงหรือหนานกงหลานหรือไม่ แต่สัญชาตญาณบอกเธอว่าอย่าเสี่ยง

เมืองจือปั๋วแม้จะกว้างใหญ่ แต่สำหรับผู้มีอิทธิพลแล้ว การตามหาหญิงสาวกับเด็กเล็กไม่ใช่เรื่องยากเกินไป โดยเฉพาะถ้าพวกเขารู้ว่าเธอหนีมาทางรถขนส่งสินค้า

"ทนหน่อยนะคนเก่ง... เดี๋ยวแม่จะซื้อซาลาเปาร้อนๆ ให้กิน แต่ตอนนี้เราต้องรีบไปจากตรงนี้ก่อน"

ซู่ชิงกระชับอ้อมกอด ตัดสินใจพาอาอวี๋เดินออกจากตลาดมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกของเมือง ซึ่งในความทรงจำของร่างเดิม มันคือย่านสลัมหรือชุมชนแออัดที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยซับซ้อน เป็นเขาวงกตที่เหมาะแก่การซ่อนตัวที่สุด

เธอก้าวเท้าเร็วขึ้น หัวใจเต้นแรงระรัว ทุกสายตาที่มองมาทำให้เธอระแวง ทุกเสียงฝีเท้าข้างหลังทำให้เธอสะดุ้ง แต่เธอจะไม่หยุดเดิน เพราะเบื้องหลังคือนรก และเบื้องหน้าคือความหวังเดียวที่จะปกป้องชีวิตน้อยๆ ในอ้อมแขนนี้ได้

การหลบหนีเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น... และการเอาชีวิตรอดในเมืองใหญ่นี้ จะเป็นบททดสอบแรกของนางพญามังกรผู้เกิดใหม่
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 86

    "ทำไมฉันถึงโง่แบบนี้!" เจียงมู่หยางก่นด่าตัวเองด้วยความเจ็บใจ "ทำไมฉันไม่เคยเอะใจเลยว่าการไปของฉันทิ้งอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง!"เขาคิดย้อนกลับไปถึงจดหมายที่ซู่ชิงเคยส่งไปที่ค่ายทหารเมื่อ 4 ปีก่อน... จดหมายที่เขาไม่เคยแกะอ่านเพราะยุ่งอยู่กับภารกิจ หรือบางทีอาจจะถูกคนของหนานกงหลานดักจับไปทำลายในจดหมาย

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 85

    ความมืดมิดภายในห้องโดยสารของรถจี๊ปทหารเปรียบเสมือนถ้ำที่เงียบสงบ ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่ เจียงมู่หยาง พาตัวเองกลับเข้ามานั่งหลังพวงมาลัยได้สำเร็จ เขาก็ทิ้งร่างอันใหญ่โตและเหนื่อยล้าพิงลงกับเบาะหนังเทียมที่เย็นเฉียบ เสียงลมหายใจของเขาดัง เฮือก... เฮือก... ประสานกับเสียงเครื

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 84

    "แล้วคุณลุงก็หายไป..."ซู่ชิงผละออกจากลูกสาว แล้วลุกขึ้นยืนกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณเกิดเหตุอย่างละเอียดภาพที่เห็นคือความโกลาหลที่เริ่มคลี่คลาย รถบรรทุกคันก่อเหตุยังจอดสนิทอยู่กลางถนน คนขับรถยืนหน้าซีดเผือดให้การกับตำรวจจราจรที่เพิ่งมาถึง ไทยมุงบางส่วนเริ่มทยอยแยกย้ายกันไปเมื่อเห็นว่าไม่มีใครตายแต

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 83

    ม่านฝุ่นควันสีขาวขุ่นที่เกิดจากการเสียดสีของยางรถยนต์กับพื้นถนนลาดยางเริ่มจางลง เผยให้เห็นภาพที่บีบหัวใจของผู้ที่พบเห็น บนฟุตบาทริมถนนที่ร้อนระอุด้วยไอร้อนจากแสงแดดยามบ่าย ร่างของหญิงสาวในชุดทำงานที่เปรอะเปื้อนฝุ่นกำลังคุกเข่ากอดร่างเล็กๆ ของเด็กหญิงไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปในอากาศซู่ชิงหอ

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 82

    การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและลื่นไหลราวกับเงาผี จนกระทั่งไม่มีใครทันสังเกตเห็นว่าฮีโร่ผู้ช่วยชีวิตเด็กได้หายตัวไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยการไถลบนพื้นและความว่างเปล่าเจียงมู่หยางยืนแนบหลังพิงเสาไฟฟ้า กัดฟันข่มความเจ็บปวดจากบาดแผลที่เริ่มประท้วง แต่สายตาของเขายังคงชะโงกแอบมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด

  • วิศวกรสาวเกิดใหม่ พาลูกหนีสามีไร้ใจ ยุค 80   บทที่ 81

    ม่านฝุ่นสีขาวขุ่นที่เกิดจากการเสียดสีอย่างรุนแรงระหว่างยางรถยนต์กับพื้นถนนลาดยางยังคงลอยฟุ้งคว้างอยู่ในอากาศ บดบังทัศนวิสัยเบื้องหน้าให้ดูเลือนรางราวกับภาพฝันร้าย กลิ่นไหม้ของยางที่เกิดจากความร้อนสูงฉุนกึกจนแสบจมูก ผสมปนเปไปกับกลิ่นน้ำมันดีเซลและกลิ่นความตายที่เพิ่งเฉียดผ่านไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดท่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status