ความมืดมิดอันยาวนานของค่ำคืนเริ่มเจือจางลงเมื่อกงล้อแห่งกาลเวลาหมุนเข้าสูรุ่งอรุณ แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมาจากทิศตะวันออกเริ่มแทรกซึมผ่านรอยตะเข็บและรูรั่วเล็กๆ ของผ้าใบคลุมรถบรรทุก ก่อให้เกิดลำแสงสีทองพาดผ่านความมืดสลัวภายในกระบะท้าย
ซู่ชิงที่ผล็อยหลับไปเพียงชั่วครู่ด้วยความอ่อนเพลียสะดุ้งตื่นขึ้นทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงเฉื่อยที่เหวี่ยงร่างของเธอไปด้านหน้า ตามด้วยแรงกระชากเบาๆ เมื่อรถบรรทุกชะลอความเร็วลงและหยุดสนิท เสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่เคยคำรามกึกก้องตลอดคืนค่อยๆ เบาลงจนเหลือเพียงเสียงเดินเบาที่สั่นเครือ ก่อนจะดับวูบไปในที่สุด
ความเงียบที่เข้ามาแทนที่ไม่ได้อยู่ยาวนาน เพราะในวินาทีต่อมา เสียงอื้ออึงของโลกภายนอกก็แทรกผ่านเข้ามา มันคือเสียงของชีวิตที่ซู่ชิงโหยหา... เสียงตะโกนโหวกเหวกของพ่อค้าแม่ค้า เสียงล้อรถเข็นบดไปกับพื้นถนนขรุขระ เสียงไก่ขัน และเสียงจอแจของผู้คนนับร้อย
"ถึงแล้วสินะ..." ซู่ชิงพึมพำกับตัวเอง พลางขยับตัวที่แข็งเกร็งจากการนอนคดคู้มาหลายชั่วโมง ข้อต่อกระดูกส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ เธอรีบหันไปดูอาอวี๋ที่นอนซุกอยู่ข้างตะกร้าผักกาดขาว
เด็กน้อยขยับตัวยุกยิก เปลือกตาบางใสค่อยๆ ปรือขึ้น แสงสว่างที่ลอดเข้ามาทำให้เธอต้องหยีตาด้วยความไม่คุ้นชิน
"แม่จ๋า... เช้าแล้วเหรอคะ? ถึงบ้านหรือยัง?" เสียงของอาอวี๋แหบแห้งจากการขาดน้ำ
ซู่ชิงเอามือแตะริมฝีปากลูกสาวเบาๆ เป็นสัญญาณให้เงียบ
"ชู่ว... เราถึงที่ปลอดภัยแล้วลูก แต่เรายังต้องเล่นซ่อนแอบต่ออีกนิดนะ อย่าเพิ่งส่งเสียงดัง"
กลิ่นที่ลอยเข้ามาไม่ใช่กลิ่นดอกไม้ในสวนตระกูลเจียง แต่เป็นกลิ่นคาวปลาสด กลิ่นผักเน่า กลิ่นควันถ่านหิน และกลิ่นเหงื่อไคลของผู้คน สำหรับคนทั่วไปอาจมองว่าเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ แต่สำหรับซู่ชิงในเวลานี้ มันคือกลิ่นของอิสรภาพและโอกาสที่เธอจะต้องไขว่คว้ามันไว้
ซู่ชิงขยับตัวไปที่ท้ายรถอย่างระมัดระวัง พยายามถ่ายเทน้ำหนักตัวลงที่ปลายเท้าเพื่อไม่ให้พื้นกระบะไม้ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เธอแง้มชายผ้าใบขึ้นเล็กน้อยเพียงพอให้สายตาข้างหนึ่งมองลอดออกไปได้ เพื่อประเมินสถานการณ์
ภาพที่เห็นคือลานจอดรถด้านหลังตลาดสดขนาดใหญ่ รถบรรทุกของพวกเธอจอดเทียบท่าอยู่กับรถขนส่งสินค้าคันอื่นๆ คนขับรถบรรทุกและเด็กรถเพิ่งกระโดดลงจากห้องโดยสาร พวกเขาเดินอ้อมไปด้านหน้าเพื่อทักทายกับยามเฝ้าตลาดและจุดบุหรี่สูบ ควันสีเทาลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ
"จังหวะนี้แหละ..." ซู่ชิงคำนวณเวลาในใจ คนขับรถจะใช้เวลาสูบบุหรี่และคุยธุระอย่างน้อย 3-5 นาที ก่อนจะเดินกลับมาเปิดฝาท้ายเพื่อขนของลง นี่คือจุดบอดของการระวังป้องกันที่เธอต้องใช้ให้เป็นประโยชน์
"อาอวี๋ เกาะแม่ให้แน่นนะ" ซู่ชิงกระชับกอดลูกสาวไว้แนบอก แล้วใช้มืออีกข้างผลักผ้าใบให้เปิดออกกว้างพอที่ตัวจะลอดผ่านได้
เธอหย่อนขาลงไปก่อน สัมผัสถึงกันชนท้ายรถ แล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงสู่พื้นดิน โดยงอเข่าเพื่อดูดซับแรงกระแทก ทำให้เกิดเสียงดังเพียงแค่ตุบเบาๆ ซึ่งถูกกลบด้วยเสียงจอแจของตลาดไปจนหมด
ทันทีที่เท้าแตะพื้น ซู่ชิงไม่ได้ยืนนิ่งให้ใครสังเกตเห็น เธอรีบดึงฮู้ดของเสื้อคลุมตัวเก่าขึ้นมาคลุมศีรษะเพื่อบดบังใบหน้าและบาดแผล แล้วเดินก้มหน้ากึ่งวิ่งพาอาอวี๋แทรกตัวเข้าไปในช่องว่างระหว่างแผงขายของและกองลังไม้
เธอใช้วิชาพรางตัวในฝูงชนโดยปรับเปลี่ยนท่าทางการเดินให้ดูห่อไหล่และเหนื่อยล้าเหมือนชาวบ้านทั่วไปที่มาจับจ่ายซื้อของ ไม่สบตาใคร และทำตัวให้กลมกลืนไปกับกระแสของผู้คน การทำตัวให้เป็นสีเทาคือวิธีที่ดีที่สุดในการหลบซ่อนท่ามกลางสายตานับร้อยคู่
เมื่อเดินลัดเลาะออกมาจากโซนขนส่งสินค้าเข้าสู่ตัวตลาด ภาพของเมืองจือปั๋วในปี ค.ศ. 1985 ก็ปรากฏแก่สายตาของซู่ชิงอย่างชัดเจน ราวกับเธอได้เดินข้ามอุโมงค์กาลเวลา
บรรยากาศรอบตัวช่างแตกต่างจากโลกอนาคตปี 2026 ที่เธอจากมาอย่างสิ้นเชิง ไม่มีตึกระฟ้ากระจกใส ไม่มีรถไฟฟ้าความเร็วสูง และไม่มีสมาร์ทโฟนในมือผู้คน
สิ่งที่เห็นคืออาคารพาณิชย์สูง 2-3 ชั้น ก่อด้วยอิฐสีเทาแบบสถาปัตยกรรมยุคสังคมนิยมที่ดูทื่อๆ และแข็งกระด้าง ผนังตึกมีคราบเขม่าควันจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก ป้ายโฆษณาชวนเชื่อสีแดงสดที่มีข้อความอย่างรับใช้ประชาชนหรือสร้างชาติด้วยมือเรา ถูกติดไว้ตามมุมตึกและเสาไฟฟ้า
ถนนหนทางเต็มไปด้วยกองทัพจักรยานนับร้อยคัน ยี่ห้อนกพิราบโผบินและฟีนิกซ์ ที่เป็นพาหนะหลักของชาวจีนในยุคนั้น เสียงกริ่งจักรยานดัง กริ๊งๆ ประสานไปกับเสียงแตรรถเมล์เก่าๆ ที่พ่นควันดำโขมง
ผู้คนส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าโทนสีทึบๆ อย่างสีน้ำเงินกรมท่า สีเทา หรือสีเขียวขี้ม้า เป็นชุดยูนิฟอร์มแบบเหมาเจ๋อตง หรือเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่ตัดเย็บเอง บ่งบอกถึงยุคสมัยที่แฟชั่นยังไม่ได้เฟื่องฟู และความเรียบง่ายคือวิถีชีวิตหลัก
สำหรับชิง ภาพเหล่านี้ให้ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างประหลาด ในฐานะนักวิทยาศาสตร์จากอนาคต เธอมองเห็นความล้าหลัง ความไม่ถูกสุขลักษณะ และเทคโนโลยีที่ต้อยต่ำ แต่ในฐานะเหวินซู่ชิง เจ้าของร่างเดิม เธอกลับรู้สึกคุ้นเคยและโหยหา ราวกับได้กลับมายังสถานที่ที่ความทรงจำวัยเด็กเคยงอกงาม
"นี่สินะ... ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง" ซู่ชิงพึมพำ เธอรู้ดีจากประวัติศาสตร์ว่า ปี 1985 คือช่วงเวลาที่นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศกำลังเริ่มผลิดอกออกผล เศรษฐกิจกำลังจะพุ่งทะยาน และโอกาสทางธุรกิจมหาศาลกำลังรอคอยคนที่มองเห็นมัน
"แม่จ๋า... คนเยอะจังเลย" อาอวี๋มองไปรอบๆ ด้วยดวงตาเบิกกว้าง เด็กน้อยที่ไม่เคยออกจากบ้านเช่าแคบๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจกับโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยสีสันและการเคลื่อนไหว
ซู่ชิงพาอาอวี๋เดินเลี่ยงฝูงชนที่พลุกพล่าน เข้าไปในตรอกเล็กๆ ที่ค่อนข้างเงียบสงบ เพื่อตรวจสอบทรัพยากรที่มีอยู่ เธอวางลูกสาวลง แล้วล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อผ้าที่ซ่อนไว้ออกมาอย่างระมัดระวัง
ภายในห่อผ้านั้น นอกจากเอกสารสำคัญแล้ว ยังมีปึกธนบัตรใบละ 10 หยวนที่ยับยู่ยี่อยู่จำนวนหนึ่ง ซู่ชิงนับมันอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
"หนึ่ง... สอง... สาม..."
มีทั้งหมด 10 ใบ รวมเป็นมูลค่า 100 หยวน
สำหรับซู่ชิงในโลกอนาคต เงิน 100 หยวนอาจซื้อกาแฟในสตาร์บัคส์ได้แค่ 2-3 แก้ว แต่ในเมืองจือปั๋ว ปี 1985 เงินจำนวนนี้มีอำนาจซื้อมหาศาลกว่านั้นมาก
สมองอัจฉริยะของเธอเริ่มคำนวณตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์ทันที
เงินเดือนเฉลี่ยของกรรมกรทั่วไปในยุคนี้อยู่ที่ประมาณ 30-40 หยวนต่อเดือน
ราคาซาลาเปาลูกละ 5-10 เฟิน (0.05-0.10 หยวน)
ค่าเช่าห้องพักราคาถูกในย่านสลัม น่าจะอยู่ที่ 5-8 หยวนต่อเดือน
ดังนั้น เงิน 100 หยวนนี้ คือเงินทุนก้อนโตที่สามารถเลี้ยงชีวิตเธอและลูกได้นานถึง 2-3 เดือน หากใช้อย่างประหยัด แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะใช้สุรุ่ยสุร่าย
"เงินก้อนนี้... คือชีวิตของเรา" ซู่ชิงคิดในใจ
"ฉันจะใช้มันซื้อความสะดวกสบายไม่ได้ แต่ต้องใช้มันเพื่อต่อยอดให้งอกเงย เป็นเงินทุนตั้งต้นสำหรับธุรกิจแรก"
เธอแบ่งเงิน 10 หยวนออกมาใส่กระเป๋ากางเกงไว้สำหรับใช้จ่ายฉุกเฉินและซื้ออาหาร ส่วนที่เหลืออีก 90 หยวน เธอห่อกลับเข้าไปอย่างมิดชิดและซ่อนไว้ในเสื้อชั้นใน ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดจากการถูกล้วงกระเป๋า
"เรามีเงินแล้วนะอาอวี๋ เราไม่อดตายแล้ว" ซู่ชิงยิ้มให้ลูกสาว เป็นรอยยิ้มที่มีความหวังฉายชัดอยู่ในแววตา
"แม่จ๋า... หนูหิวข้าว... ปวดขาด้วย"
เสียงงอแงของอาอวี๋เริ่มดังขึ้น ทำลายสมาธิของซู่ชิง เด็กน้อยที่อดหลับอดนอนและไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานเริ่มถึงขีดจำกัด ร่างกายเล็กๆ เซไปมาเหมือนจะล้ม
ซู่ชิงรีบอุ้มลูกขึ้นมาแนบอกอีกครั้ง ความสงสารจับใจแล่นพล่าน แต่ในขณะเดียวกัน สัญญาณเตือนภัยในหัวของเธอก็ดังขึ้น
เธอสังเกตเห็นชายฉกรรจ์สองคนสวมเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำ เดินวนเวียนอยู่ที่ปากตรอก สายตาสอดส่ายมองหาใครบางคนอย่างมีพิรุธ แม้จะไม่แน่ใจว่าใช่คนของตระกูลเจียงหรือหนานกงหลานหรือไม่ แต่สัญชาตญาณบอกเธอว่าอย่าเสี่ยง
เมืองจือปั๋วแม้จะกว้างใหญ่ แต่สำหรับผู้มีอิทธิพลแล้ว การตามหาหญิงสาวกับเด็กเล็กไม่ใช่เรื่องยากเกินไป โดยเฉพาะถ้าพวกเขารู้ว่าเธอหนีมาทางรถขนส่งสินค้า
"ทนหน่อยนะคนเก่ง... เดี๋ยวแม่จะซื้อซาลาเปาร้อนๆ ให้กิน แต่ตอนนี้เราต้องรีบไปจากตรงนี้ก่อน"
ซู่ชิงกระชับอ้อมกอด ตัดสินใจพาอาอวี๋เดินออกจากตลาดมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกของเมือง ซึ่งในความทรงจำของร่างเดิม มันคือย่านสลัมหรือชุมชนแออัดที่เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยซับซ้อน เป็นเขาวงกตที่เหมาะแก่การซ่อนตัวที่สุด
เธอก้าวเท้าเร็วขึ้น หัวใจเต้นแรงระรัว ทุกสายตาที่มองมาทำให้เธอระแวง ทุกเสียงฝีเท้าข้างหลังทำให้เธอสะดุ้ง แต่เธอจะไม่หยุดเดิน เพราะเบื้องหลังคือนรก และเบื้องหน้าคือความหวังเดียวที่จะปกป้องชีวิตน้อยๆ ในอ้อมแขนนี้ได้
การหลบหนีเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น... และการเอาชีวิตรอดในเมืองใหญ่นี้ จะเป็นบททดสอบแรกของนางพญามังกรผู้เกิดใหม่