LOGIN
เสียงเครื่องยนต์ V12 ของรถสปอร์ตสีแดงเพลิงคันละเหยียบสามสิบล้าน คำรามลั่นไปทั่วลานจอดรถหน้าคณะนิเทศศาตร์ นักศึกษาแถวนั้นต่างพากันหลบวูบเพราะรู้ดีว่าเจ้าของรถคันนี้ไม่ชอบรอและไม่ชอบให้ใครมาขวางทาง
เพนนีก้าวลงจากรถในชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เนมที่ส่งให้รูปร่างของเธอดูเพรียวบางทว่าสง่างาม เส้นผมสีน้ำตาลเข้มดัดลอนสลวยรับกับใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างประณีต ดวงตาเฉี่ยวคมกวาดมองไปรอบๆด้วยสายตาที่บอกเป็นนัยว่าที่นี่คือถิ่นของตน “ยัยเพนนีมาแล้ว!” เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีที่เธอเดินผ่าน ชีวิตของเพนนีคือความสมบูรณ์แบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ พ่อของเธอคือสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงอิทธิพล ส่วนแม่คืออดีตนางงามที่ผันตัวมาทำธุรกิจอสังหาริมาทรัพย์ ตั้งแต่เกิดมาคำว่าไม่ได้มันไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของเธอเลย ถ้าเธออยากได้กระเป๋ารุ่นลิมิเตดเธอก็แค่ดีดนิ้ว ถ้าเธออยากได้คะแนนสอบดีๆพ่อของเธอก็แค่บริจาคห้องสมุดใหม่ “เลขาเอกสารลงทะเบียนมาให้หรือยัง?” เพนนีเอ่ยถามเสียงเรียบขณะที่กอหญ้ารุ่นน้องปี1ที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดีรีบก้มหน้าก้มตาหลบ “เอ่อ พี่เพนนีคะ คือ” “ฉันถามก็ตอบ” เพนนีหยุดเดินแล้วถอดแว่นกันแดดราคาแพงออก เผยให้เห็นดวงตาที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างถ้าไม่ได้ดั่งใจ “อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำ” “มาแล้วค่ะคุณหนู” เสียงเลขาคนสนิทของพ่อเธอวิ่งกระหืดกระหอบเอาแฟ้มมาส่งให้ “จัดการให้เรียบร้อยแล้วค่ะ ทั้งตารางเรียนแล้วก็ที่จอดรถ VVIP ของคุณหนู” เพนนียกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เธอชอบความรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกที่ทุกคนต้องสยบอยู่ใต้เท้า ความร้ายกาจของเธอไม่ใช่ความลับแต่มันคือเกราะที่เธอใช้บอกโลกนี้ว่าอย่าคิดจะมาแหยมกับคนอย่างเธอ “ดี อ้อ แล้วนัดช่างทำผมให้ฉันด้วยนะตอนเย็น ฉันมีนัดทานข้าวกับลูกชายท่านทูต” แต่ใครจะรู้ว่าชีวิตที่ถูกปูด้วยพรมแดงมาตลอดยิ่งทำให้เพนนีรู้สึกเบื่อ เธอเบื่อผู้ชายที่เข้ามาประจบเอาใจเพื่อผลประโยชน์ เบื่อความง่ายดายที่ทำให้ทุกอย่างดูไร้ราคา จนกระทั่งบ่ายวันนั้น ระหว่างที่เธอกำลังอารมณ์เสียเพราะรถคันสวยถูกรถเข็นขยะของใครบางคนครูดจนเป็นรอยที่หน้าคณะวิศวะ “นี่นาย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เพนนีตะโกนใส่แผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มในชุดช็อปสีกรมท่าที่กำลังเดินหนีเธอไปเหมือนเธอเป็นธาตุอากาศ เขานิ่งไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำ แถมยังเดินต่อด้วยจังหวะเนิบนาบจนเพนนีต้องวิ่งไปดักหน้า “ฉันบอกให้หยุดไง หูหนาวกเหรอฮะ?!” อาร์ตค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองเธอ ดวงตาของเขาดูง่วงงุนและไร้ซึ่งความตื่นเต้นในความสวยงามของเธออย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้มองเธอด้วยซ้ำแต่มองไปที่รอยถลอกบนรถสปอร์ตของเธอครู่หนึ่งก่อนจะหันมาสบตา “อ๋อ รอยนั่นเหรอ? เดี๋ยวผมซื้อสติกเกอร์มาแปะทับให้ละกันครับ ผมรีบจะไปกินไอติมกับเพื่อน” เขากำลังจะเดินผ่านเธอไปเหมือนเธอเป็นเพียงเสาต้นหนึ่งในมหาวิทยาลัย เพนนียืนอึ้งค้างอยู่กับที่หัวใจเต้นแรงไม่ใช่เพราะความรัก แต่เป็นเพราะความโกรธที่พุ่งปรี๊ด ‘นายเป็นใคร? กล้าดียังไงมาบอกว่าจะเอาสติกเกอร์มาแกะรถสามสิบล้านของฉัน แล้วยังเห็นไอติมสำคัญกว่าฉันเนี่ยนะ!’ นั่นคือวินาทีแรกที่ยัยตัวร้ายอย่างเพนนีสาบานกับตัวเองว่าเธอจะลากผู้ชายหน้ามึนคนนี้มาสยบแทบเท้าเธอให้ได้ “แล้วนายจะได้รู้ว่าการปฏิเสธเพนนีผู้นี้มันต้องจ่ายราคาเท่าไหร่!”หลังจากร้องไห้จนตาบวม เพนนีนั่งจ้องกระจกแล้วบอกกับตัวเอง "คนอย่างเพนนีไม่มีคำว่าแพ้ ถ้าเขาชอบคนดีนักฉันก็จะเป็นคนดีให้ดู!" วันต่อมา ณ สโมสรนักศึกษา อาร์ตกับโรสกำลังนั่งตรวจเอกสารกิจกรรมค่ายอาสาอยู่ที่โต๊ะยาว เพนนีเดินเข้ามาคราวนี้เธอไม่ได้ใส่ส้นสูงแหลมปรี๊ดหรือถือกระเป๋าหรูราคาแพง แต่เธอมาในชุดนักศึกษาสีขาวสะอาดตาปล่อยผมตรงเป็นธรรมชาติและถือกล่องข้าวทำมือมาด้วย "อาร์ต โรส" เพนนีเรียกเสียงแผ่ว พลางก้มหน้าดูสำนึกผิด อาร์ตเงยหน้าขมวดคิ้ว "คุณมาทำอะไรอีก?" "เพนนี... คือเพนนีจะมาขอโทษเรื่องวันก่อนค่ะ" เธอฝืนเรียกชื่อตัวเองแทนคำว่าฉัน "ที่อาร์ตพูดวันนั้นมันถูกแล้ว เพนนีนิสัยไม่ดีเอง เพนนีกลับไปคิดดูแล้ว เพนนีแค่อยากจะปรับปรุงตัว" โรสที่ดีใจเป็นทุนเดิมยิ้มออกมาทันที "ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณเพนนี โรสไม่ถือสาเลย" "จริงเหรอคะโรส? งั้น... ให้เพนนีช่วยงานที่นี่ได้ไหม? เพนนีอยากพิสูจน์ให้อาร์ตเห็นว่าเพนนีไม่ใช่แรงเสียดทานอีกต่อไปแล้ว" เพนนีพยายามทำตาละห้อยส่งไปให้อาร์ต เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเพนนีเหมือนกำลังจับผิด แต่เธอฝึกซ้อมหน้ากระจกมาอย่างดี จึงรักษาความนิ่งไว้ได้ "งานที่นี่มันเหน
"นิสัยเรียบร้อยแบบนั้นน่ะเหรอที่นายชอบ? เหอะ ของปลอมทั้งนั้นแหละ" เพนนีนั่งกอดอกอยู่ในคาเฟ่หรูใกล้คณะวิศวะ นิ้วเรียวยาวเคาโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิดในหัวของเธอตอนนี้มีแต่ภาพที่อาร์ตปกป้งโรสมันยิ่งทำให้เธออยากจะเอาชนะมากขึ้นเป็นทวีคูณ เธอไม่ได้อยากได้แค่อาร์ตแล้วตอนนี้ แต่เธอต้องการทำให้เห็นว่าเธอนี่แหละคือตัวจริง "กอหญ้าไปสืบมาว่ายัยโรสชอบไปไหน ทำอะไร แล้ววันนี้มีกินกรรมอะไรที่คณะวิศวะบ้าง" เพนนีสั่งรุ่นน้องปี1ที่กลายมาเป็นกึ่งๆเบี้ยล่างของเธอ "วันนี้มีกิจกรรมซ่อมเพื่อน้องค่ะพี่เพนนี พวกวิศวะจะไปรวมตัวกันที่โรงรถหลังคณะเพื่อซ่อมจักรยานเก่าให้น้องๆมูลนิธิค่ะ เห็นว่าพี่โรสก็ไปช่วยทาสีด้วยนะคะ" เพนนียกยิ้มร้าย "ทาสีเหรอ? หวานเลยสิฉันจะทำให้สีที่ยัยนั่นทากลายเป็นสีที่เปื้อนหน้ายัยนั่นเอง!" ณ โรงรถหลังคณะวิศวะ บรรยากาศเต็มไปด้วยฝุ่นและเสียงเคาะเหล็ก อาร์ตกำลังก้มหน้าก้มตาเช็กโซ่จักรยาน โดยมีโรสนั่งยิ้มแย้มทาสีเหลืองสดใสอยู่ข้างๆ ท่ามกลางสายตาเอ็นดูของหนุ่มๆทั้งคณะ "ขอโทษนะคะ ขอกล่องสีตรงนั้นหน่อยได้ไหมคะ?" เสียงแหลมปรี๊ดของเพนนีดังขึ้น เธอมาในชุดที่ดูพยายามจะลุยสุดๆ คือกางเกงยีน
หลังจากโดนเมินกลางอากาศ เพนนีกลับมาที่คอนโดหรูพร้อมกับอารมณ์ที่เดือดปุดๆ เธอโยนกระเป๋าแบรนด์เนมลงบนโซฟาก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาสั่งการลูกน้องทันที"ไปสืบมาผู้ชายที่ฉันเจอหน้าคณะวิศวะเป็นใคร คนที่ชอบทำหน้าเหมือนคนง่วงนอนตลอดเวลานั่นน่ะ เป็นใคร บ้านอยู่ที่ไหน มีแฟนหรือยัง อ้อ แล้วสืบด้วยว่าไอติมร้านไหนที่เขามักจะไปกิน" ไม่ถึงสองชั่วโมงข้อมูลทุกอย่างก็ถูกส่งเข้ามาในเครื่องของเพนนี เธอแสยะยิ้มเมื่อเห็นรูปโปรไฟล์ในระบบนักศึกษาของผู้ชายที่กล้าปฏิเสธเธอ 'อาร์ต อนันดางั้นเหรอ หน้าตาก็ดีหรอกนะแต่นิสัยเสียชะมัด' เช้าวันต่อมา ณ คณะวิศวกรรมศาสตรเสียงฝีเท้าจากรองเท้าสูงสีแดงดังกระทบพื้นคอนกรีตของลานเกียร์ เพนนีเดินมาพร้อมกับบอดี้การ์ดสองคนที่ถือถึงขนมและกาแฟราคาแพงมาเต็็็มสองมือ เธอจงใจใส่แว่นกันแดดสีชาและเดินเชิดหน้าผ่านดงหนุ่มวิศวะที่พากันนิ่งอึ้งจนลืมเคี้ยวข้าว"นั่นใครน่ะ? นางฟ้าหลงมาถิ่นเกียร์เหรอวะ?" เสียงหนุ่มๆในคณะซุบซิบกัน"นางฟ้าที่ไหนล่ะนั่นน่ะ เพนนี นิเทศฯ ยัยคุณหนูตัวร้ายที่เขาว่ากันว่าใครขวางทางจะต้องจบไม่สวยไงล่ะ!" เพนนีไม่สนใจเสียงรอบข้าง เธอเดินตรงไปยังกลุ่มนักศึกษาปี3ที่นั
เสียงเครื่องยนต์ V12 ของรถสปอร์ตสีแดงเพลิงคันละเหยียบสามสิบล้าน คำรามลั่นไปทั่วลานจอดรถหน้าคณะนิเทศศาตร์ นักศึกษาแถวนั้นต่างพากันหลบวูบเพราะรู้ดีว่าเจ้าของรถคันนี้ไม่ชอบรอและไม่ชอบให้ใครมาขวางทางเพนนีก้าวลงจากรถในชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เนมที่ส่งให้รูปร่างของเธอดูเพรียวบางทว่าสง่างาม เส้นผมสีน้ำตาลเข้มดัดลอนสลวยรับกับใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างประณีต ดวงตาเฉี่ยวคมกวาดมองไปรอบๆด้วยสายตาที่บอกเป็นนัยว่าที่นี่คือถิ่นของตน “ยัยเพนนีมาแล้ว!” เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีที่เธอเดินผ่าน ชีวิตของเพนนีคือความสมบูรณ์แบบที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ พ่อของเธอคือสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงอิทธิพล ส่วนแม่คืออดีตนางงามที่ผันตัวมาทำธุรกิจอสังหาริมาทรัพย์ ตั้งแต่เกิดมาคำว่าไม่ได้มันไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของเธอเลย ถ้าเธออยากได้กระเป๋ารุ่นลิมิเตดเธอก็แค่ดีดนิ้ว ถ้าเธออยากได้คะแนนสอบดีๆพ่อของเธอก็แค่บริจาคห้องสมุดใหม่“เลขาเอกสารลงทะเบียนมาให้หรือยัง?” เพนนีเอ่ยถามเสียงเรียบขณะที่กอหญ้ารุ่นน้องปี1ที่บังเอิญเดินผ่านมาพอดีรีบก้มหน้าก้มตาหลบ“เอ่อ พี่เพนนีคะ คือ” “ฉันถามก็ตอบ” เพนนีหยุดเดินแล้วถอดแว่นกันแดดราคาแพงออก เผยให้เห็นด







