LOGINรถปอร์เช่ของคริสเตียนชะลอจนหยุดสนิทตรงหน้าบ้านของฉัน เมื่อเครื่องยนต์ดับลงก็เหลือเพียงความเงียบระหว่างเราที่หนักอึ้งจนเหมือนมีคนที่สามอยู่ในรถด้วย เมื่อมองผ่านหน้าต่าง ฉันเห็นบ้านของตัวเองเหมือนเดิมกับหลายวันก่อน มันเรียบง่าย คุ้นเคย เป็นโลกที่แยกจากไร่องุ่นและคฤหาสน์ที่เราเพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิงตลอดทางขับกลับมาเกือบจะเงียบสนิท ความพยายามพูดคุยกันเล็กน้อยหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเราทั้งคู่รู้ว่าคำพูดใด ๆ อาจทำลายความสงบอันเปราะบางที่เราสร้างขึ้น คริสเตียนถามอย่างสุภาพว่าฉันสบายดีไหม ต้องการให้จอดที่ไหน ฉันก็สุภาพไม่แพ้กัน ตอบเป็นคำสั้น ๆ เราแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ว่าเราไม่ได้นอนในห้องเดียวกัน ไม่ได้แบ่งปันเรื่องราวส่วนตัว ไม่ได้เต้นรำด้วยกัน และไม่ได้จูบกันเราทั้งคู่แสร้งทำเหมือนไม่มีความปรารถนาใด ๆ“ถึงแล้วครับ” คริสเตียนพูด มือยังวางอยู่บนพวงมาลัยทั้งที่รถจอดสนิท “ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง โซอี้ เบนเน็ตต์”ความเป็นทางการในน้ำเสียงที่เรียกชื่อเต็มของฉันเจ็บกว่าที่ควรจะเป็น“ขอบคุณค่ะ” ฉันตอบ น้ำเสียงนิ่งจนน่าประหลาดใจ “สำหรับการเคลียร์หนี้ของพ่อฉัน สำหรับการทำตามข้อตกลง”คร
ฉันวิ่ง โดยไร้ทิศทาง ปราศจากจุดหมาย แค่อยากหนีไปให้ไกล แค่หนีจากภาพนั้น หนีจากเขาภาพของคริสเตียนกับฟรานเชสก้าที่อยู่ใกล้กันจนเกือบจะจูบกันเผาไหม้อยู่ในใจฉันเหมือนรอยตราประทับร้อน ๆ “ไม่ต้องห่วง มันจบแล้ว” เขาพูดก่อนจะเดินออกไป ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าคำพูดนั้นหมายถึงอะไรฉันไม่ควรจะรู้สึกอะไร นี่เป็นแค่ข้อตกลง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น คริสเตียน เคนซิงตันไม่ได้มีภาระผูกพันเรื่องความซื่อสัตย์หรือความจงรักภักดีกับฉัน นอกเหนือจากอะไรก็ตามที่ตกลงกันไว้ แล้วทำไมใจฉันถึงเจ็บเหมือนโดนต่อย ทำไมภาพตรงหน้าถึงพร่ามัวไปด้วยน้ำตาที่ไม่ยอมหยุดไหลเท้าของฉันพาฉันผ่านสวน แล้วเข้าสู่ไร่องุ่น แสงจันทร์ส่องทางระหว่างแถวองุ่น ชุดสีน้ำเงินที่ดูสมบูรณ์แบบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ตอนนี้พันขาฉันไว้ทำให้วิ่งได้ช้าลง แต่มันก็ไม่สำคัญหรอกว่าฉันจะไปไหน ฉันไม่มีทางหนีจากตัวเองได้ จากความรู้สึกทรยศที่กำลังฉีกหัวใจฉันในที่สุดฉันก็หยุดวิ่ง ฉันหายใจหอบอยู่ที่จุดชมวิวเล็ก ๆ บนยอดเขา จากตรงนั้นฉันเห็นคฤหาสน์ที่สว่างไสว งานอีเวนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ยังคงคึกคักอยู่เบื้องล่าง ร่างเล็ก ๆ เคลื่อนไหวเหมือนมดหลากสี ทำไมบางสิ่งถึง
มุมมองของคริสเตียน“ไม่ คริสเตียน นี่มันเกินไปแล้ว!”ผมรู้สึกว่านิ้วของโซอี้หลุดออกจากมือผมไปแล้ว และก่อนที่ผมจะทันได้ตั้งตัว เธอก็ผละออกไป แล้วหายลับไปในฝูงชนอย่างรวดเร็วชั่วขณะนั้นผมได้แต่ยืนนิ่ง มองชุดสีน้ำเงินของเธอค่อย ๆ กลืนหายไปท่ามกลางสายตาสงสัยนับสิบคู่ที่มองสลับระหว่างผมกับร่างของเธอที่กำลังเดินหนีไปคุณปู่ของผมยังคงอยู่บนเวที สีหน้าเปี่ยมความภาคภูมิของท่านเริ่มเปลี่ยนเป็นความสับสนเสียงของท่านดังผ่านไมโครโฟน กลายเป็นเหมือนคำสั่งมากกว่าเสียงเรียก“คริสเตียน? โซอี้?”ผมไม่มีเวลาให้คิด ประสบการณ์จากการเจรจายาก ๆ หลายปีสอนให้ผมรู้จักแก้สถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดีผมฝืนยิ้มให้ดูน่าเชื่อที่สุด แล้วก้าวขึ้นไปบนเวทีคนเดียว พลางโอบไหล่คุณปู่อย่างแนบเนียน“ขอโทษแทนคู่หมั้นของผมด้วยครับ” ผมพูดใส่ไมโครโฟน พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง “โซอี้แค่กลัวเวทีนิดหน่อย โดยเฉพาะตอนที่ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่เธอ”เสียงพึมพำอย่างเข้าใจดังแว่วในกลุ่มคนดูผมแทบจะมองเห็นเหล่าอินฟลูเอนเซอร์กำลังคิดแคปชั่นกันอยู่ในหัวแล้ว “เจ้าสาวขี้อายแสนน่ารัก!”“เธอแค่รู้สึกซาบซึ้งกับการประกาศจนต้องขอเวลาตั้งตั
ฉันมองตัวเองในกระจกในขณะที่กำลังทาลิปสติกเสร็จ ชุดที่ฉันเลือกสำหรับงานนี้เป็นสีน้ำเงินเข้ม ตัดเย็บราวกับว่าถูกวัดมาพอดีตัวฉัน ผ้าไหมที่พลิ้วไหวขยับเคลื่อนอย่างนุ่มนวลทุกย่างก้าว สร้างภาพลักษณ์ประณีตซึ่งตัดกับความเรียบง่ายของการออกแบบ เช่นเดียวกับของขวัญอื่น ๆ ของคริสเตียน มันสง่างามแต่ไม่ฉูดฉาด ดูดีมีรสนิยมแต่ไม่เกินเลยคริสเตียนลงไปตรวจความเรียบร้อยขั้นสุดท้ายก่อนแล้ว ทิ้งให้ฉันอยู่กับความคิดที่ว้าวุ่นของตัวเอง ฉันอยู่กับความคิดฟุ้งซ่าน การสนทนาจากคืนก่อนยังคงก้องอยู่ในหัว เขายอมรับว่ายังรู้สึกบางอย่างกับฟรานเชสก้า ฉันเปิดเผยความฝันที่ฝังลึกมานานเรื่องการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ คนสองคนที่แตกสลายแสร้งทำเป็นคู่รักที่สมบูรณ์แบบ ความย้อนแย้งนี้ยังติดแน่นอยู่กับตัวฉันไม่หายไปไหนเมื่อฉันเดินลงไปถึงไร่องุ่นสถานที่จัดงาน ฉันก็แทบจำสถานที่ไม่ได้ ความสง่างามแบบชนบทของโรงบ่มไวน์ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่มีสีสัน ดูเหมือนถูกดึงออกมาจากงานแสดงของตกแต่งในโซเชียลมีเดียเลยทีเดียว ไหนจะซุ้มลูกโป่งโทนสีพาสเทล หมอนอิงขนาดใหญ่วางกระจัดกระจายอย่างมีแบบแผน ไฟระยิบระยับห้อยลงมาจากโครงโลหะ มีแม้แ
คำถามลอยค้างเติ่งอยู่ระหว่างเรา ทั้งหนักอึ้งและหลีกเลี่ยงไม่ได้ คริสเตียนมองฉันอยู่นาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าฉันสมควรที่จะได้ยินความจริงมากน้อยแค่ไหน จากนั้นเขาก็ยิ้มอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ใช่รอยยิ้มเปี่ยมมั่นใจที่เขาแสดงต่อโลกภายนอก แต่เป็นบางสิ่งที่นุ่มนวลกว่า เกือบจะเหมือนยอมจำนน“มันไม่ใช่สิ่งที่ลืมได้ในชั่วข้ามคืน” เขาโยนคำพูดของฉันกลับมา และไม่รู้ทำไมนั่นกลับเจ็บปวดกว่าคำตอบใดฉันเบือนสายตาไปทางอื่น อยู่ ๆ ก็รู้สึกสนใจลวดลายของพรมใต้เท้าของเรา คริสเตียนเดินเข้ามาใกล้ขึ้น แม้ว่าเขายังคงรักษาระยะห่างที่เหมาะสม“มันไม่ใช่แบบที่คุณคิด” เขาอธิบาย “ผมไม่ได้รู้สึกรักเธออีกแล้ว ไม่อีกต่อไป แต่ผมรู้สึกถึงบาดแผลที่เธอทิ้งไว้” เขายกมือขึ้นเสยผม เป็นท่าทางที่บ่งบอกถึงความอึดอัดอย่างที่ฉันเริ่มจำได้ “การทรยศของเธอไม่ได้กระทบแค่ธุรกิจของครอบครัวผม แต่มันส่งผลกระทบต่อความสามารถในการ... ไว้ใจของผมด้วย”ความเปราะบางในน้ำเสียงของเขาทำให้ฉันตั้งตัวไม่ติด นี่ไม่ใช่ซีอีโอผู้มั่นใจหรือเสน่ห์แพรวพราวที่ใคร ๆ เห็น แต่เป็นแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่มีแผลจากความรักที่ผิดพลาดเหมือนกับฉัน“ฉันเข้าใจเรื่องนี้ม
คำพูดของอเล็กซ์ยังค้างอยู่ในอากาศ หนักอึ้งไปด้วยนัยยะที่แฝงอยู่ ร่างกายของฉันมีอาการตอบสนองขัดแย้งกัน ทั้งอาการสั่นสะท้านต่อความทรงจำที่เขาทรยศต่อหัวใจของฉัน ซึ่งยังไม่อาจลืมเลือนไปได้หมดก่อนที่ฉันจะเอ่ยตอบ เสียงเย็นชาและมีอำนาจก็แทรกเข้ามาพอดี“ผมมาขัดจังหวะรึเปล่า?”คริสเตียนยืนอยู่ที่ฐานบันได กำลังมองเราด้วยสีหน้าที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน สายตาของเขาที่ปกติมักจะอบอุ่นเมื่อสบตาฉัน ตอนนี้แข็งกร้าวราวกับหิน กรามของเขาเกร็งแน่นท่าทางเคร่งเครียดอเล็กซ์ยิ้ม ก่อนก้าวถอยหลังไปแต่ไม่แสดงอาการกระดากอายแม้แต่น้อย“ผมแค่รำลึกความหลังกับคู่หมั้นของคุณนิดหน่อยเอง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองอย่างจงใจ “ผมกับโซอี้มี… อดีตร่วมกันมากมายน่ะครับ”คริสเตียนก้าวเข้ามาสร้างระยะห่างระหว่างเราอย่างมีชั้นเชิง เขาเข้ามายืนข้างฉัน แขนของเขาโอบรอบเอวฉันในท่าทางเป็นเจ้าของ ปลายนิ้วกดเบา ๆ ลงบนเนื้อผ้าบางเบาของชุดฉัน“อดีต ใช่เลยล่ะ” คริสเตียนตอบ เสียงของเขาเย็นจัด “บางสิ่งที่ควรอยู่แค่ในอดีต”เขามองฉันด้วยสายตาคมกล้าแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปสบตาอเล็กซ์อีกครั้ง“แขกเริ่มเข้าห้องอาหารกันแล้ว ผมขอแนะนำให้คุ







