تسجيل الدخولเป็นห่วงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับอย่างนั้นหรือ? เสแสร้งทั้งสิ้น กลัวว่าจะไม่ได้ฮุบสินเดิมของข้าเสียมากกว่า
ตลอดเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา เจียงเยว่เยว่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือน นางให้พ่อบ้านเชิญหมอคนเดิมเข้ามาจับชีพจรและเปลี่ยนเทียบยาทุก ๆ สองวัน เพื่อให้มีพยานยืนยันว่าอาการป่วยของนางมีอยู่จริง
ขณะเดียวกันหลิวซื่อกับเซี่ยจื่อหมิงที่รอจนความอดทนเริ่มร่อยหรอ ก็เริ่มใช้แผนการใหม่ เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดในย่านการค้าว่า บุตรสาวกำพร้าของอดีตแม่ทัพเจียงป่วยเรื้อรัง ร่างกายอ่อนแอจนไม่อาจดูแลทรัพย์สินและกิจการการค้าที่บิดามารดาทิ้งไว้ได้ จำเป็นต้องมีตระกูลใหญ่คอยยื่นมือเข้าช่วยเกื้อหนุน
จนกระทั่งครบครึ่งเดือน เทียบเชิญสีแดงสดประทับตราจวนตระกูลเซี่ยสายหลักก็ถูกส่งตรงมาถึงมือเจียงเยว่เยว่
คราวนี้หลิวซื่อมิได้ส่งเพียงแม่นมมา แต่ส่งรถม้าคันหรูของตระกูลเซี่ยพร้อมกับหมอหลวงประจำตระกูลมาจอดเทียบถึงหน้าประตูจวน อ้างว่าในวันนี้เป็นวันคารวะรวมญาติของตระกูลเซี่ยสายหลัก ฮูหยินเซี่ยะและเหล่าผู้อาวุโสอยากพบหน้าหลานสาวที่ป่วยไข้ จึงส่งคนมารับเพื่อไปร่วมแสดงความเคารพ
นางเป็นหลานสาวตระกูลเซี่ยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน นางไม่เคยจัดงานรับญาติเสียด้วยซ้ำ นี่ต้องการมัดมือนางต่างหาก
ชาติที่แล้วก็เช่นนี้...ชาตินี้ก็ยังไม่เลิกราอีกหรือ
จำได้ว่าตอนที่นางถูกพบในเหลาจุ้ยเซียนโหลวกับเซี่ยจื่อหมิง นางบอกปัดว่าแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น นางไม่มีหน้าตาตระกูลให้รักษาไม่จำเป็นต้องแต่ง
แต่พวกเขาก็ยกตระกูลเซี่ยมาหว่านล้อมนางจนยากจะปฏิเสธ นางนี่ช่างเป็นสตรีอาภัพจริง ๆ ทำไมนางไม่มีพี่ชายสักคนให้ปกป้องนะ
“คุณหนู จะทำอย่างไรดีเจ้าค่ะ คราวนี้พวกเขากดดันถึงเพียงนี้ หากไม่ไป เกรงว่าจะถูกหาว่าไม่รู้ความ ชื่อเสียงท่านจะยิ่งไม่ดีมากขึ้นนะเจ้าค่ะ อีกอย่างพวกเขาชอบว่าคุณหนูไม่มีบิดามารดาให้สั่งสอน”
เสี่ยวชุนเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล
“เหอะ...พวกเขาคิดว่าไม่มีตระกูลเซี่ยสายรองแล้วข้าจะอยู่ไม่ได้หรือ...เป็นพวกเขาในตระกูลเซี่ยสายรองเสียมากกว่าที่ร้อนจนรอไม่ไหว”
เจียงเยว่เยว่มองเทียบเชิญในมือ ริมฝีปากบางยกยิ้มเย็นชา คิดจะเอาจวนตระกูลเซี่ยสายหลักและชื่อเสียงของไท่ฟู่มาข่มขู่ บีบให้ข้าต้องเผยตัวต่อหน้าคนหมู่มาก เพื่อมัดมือชกเรื่องการหมั้นหมายงั้นหรือ... ก็ต้องดูว่าข้าจะยอมเป็นลาให้พวกเจ้าจูงเล่นหรือไม่!
“เสี่ยวชุน ช่วยข้าแต่งตัว” เจียงเยว่เยว่ลุกขึ้นจากหน้าคันฉ่อง เลือกสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีเขียวไข่กานวลตา ชายเสื้อปักลายดอกเหมยเรียบง่าย คอเสื้อตัดเย็บสูงปิดลำคอระหงมิดชิดเพื่อซ่อนรอยจาง ๆ ที่ยังหลงเหลือ
ยิ่งเห็นร่องรอย นางยิ่งอยากจับมีดแทงบัณฑิตจอมปลอมสักร้อยมีด
นางผลัดแป้งให้ใบหน้าดูซีดเซียวลงเล็กน้อย พลางใช้ชาดแตะแต้มริมฝีปากให้ดูมีเลือดฝาดเพียงบางเบา ดูเป็นดรุณีที่เพิ่งหายจากไข้หนัก ทว่ายังคงความสง่างามตามแบบฉบับบุตรสาวแม่ทัพ ...
“ไปกันเถอะเสี่ยวชุน”
จวนตระกูลเซี่ยสายหลักตั้งตระหง่านอยู่บนถนนสายสำคัญของเมืองหลวง กำแพงสูงสีเทาเข้มสะท้อนถึงความโอ่อ่าและรากฐานอันมั่นคงของตระกูลบัณฑิตเก่าแก่
เจียงเยว่เยว่ก้าวลงจากรถม้า มีเสี่ยวชุนคอยพยุงข้างกาย นางสูดลมหายใจเข้าลึก ก้าวข้ามธรณีประตูมุ่งหน้าสู่เรือนรับรองใหญ่ คิดในใจว่าในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้ ตระกูลสายรองย่อมไม่กล้าลงมืออย่างโจ่งแจ้ง
และที่สำคัญ นางต้องหาทางผูกสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจที่แท้จริงในเรือนนี้เพื่อใช้เป็นเกราะกำบัง
ภายในห้องโถงใหญ่มีกลิ่นกำยานไม้กฤษณาหอมจาง ๆ บรรยากาศเงียบสงบและดูเคร่งครัดตามธรรมเนียมบัณฑิต เจียงเยว่เยว่ก้มหน้าเดินตามแม่นมเข้ามาในโถง สายตาสอดส่ายมองไปตรงกลางห้อง เห็นสตรีวัยสี่สิบกว่าท่าทางใจดี ทว่าแฝงความสง่างามภูมิฐาน สวมชุดผ้าแพรสีม่วงเข้มปักดิ้นเงิน นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ตรงกลาง นั่นคือ
‘ลู่ซื่อ’ หรือเซี่ยฮูหยิน ภรรยาเอกของอัครราชครู มารดาของเซี่ยหลิงจือ ความฝันอันยาวนานของนางนั้นทำให้นางได้รับรู้ว่าตระกูลเซี่ยใครมีอำนาจแท้จริง ๆ ซึ่งข้อนี้ถือว่าเป็นข้อดี
และคนผู้นี้คือผู้คุมอำนาจในเรือนหลังของสายหลัก หากข้าเกาะติดและทำให้ท่านป้าผู้นี้เอ็นดูได้ หลิวซื่อก็อย่าหวังจะแตะต้องข้าได้ง่าย ๆ
นางเดินเข้าไปไม่ได้มองซ้ายขวาให้ดี ตั้งใจทำให้สตรีผู้นี้ประทับใจ เรือนกายจึงค่อย ๆ ย่อลงเตรียมจะทำความเคารพตามมารยาท ทว่าในจังหวะที่นางเงยหน้าขึ้นเพื่อมองสบตากับเซี่ยฮูหยิน สายตากลับเหลือบไปเห็นเก้าอี้ตัวซ้ายมือที่ตั้งอยู่ถัดไป
ลมหายใจของเจียงเยว่เยว่พลันสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งในบัดดล บนเก้าอี้ตัวนั้น บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดผ้าไหมสีฟ้าคราม สวมกวานหยกขาวรวบผมอย่างประณีตเรียบร้อย นั่งเอกเขนกอยู่ด้วยท่าทางสงบนิ่ง
ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ที่ติ ผิวพรรณขาวสะอาดสะอ้าน ปราศจากคราบเหงื่อไคลและรอยข่วนที่นางฝากไว้เมื่อครึ่งเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง เขากำลังถือจอกชาดินเผาเนื้อดีอยู่ในมือขวา ท่วงท่าการยกจอกชาจรดริมฝีปากดูสง่างามนุ่มนวล สมกับตำแหน่งว่าที่ราชครูแห่งราชสำนัก
‘เซี่ยหลิงจือ!’ ราวกับรับรู้ถึงสายตาที่จ้องมองมา ชายหนุ่มชะงักมือที่ถือจอกชาลงเล็กน้อย นัยน์ตาสีดำขลับดั่งน้ำหมึกตวัดขึ้นสบเข้ากับดวงตาดอกท้อของนางอย่างจัง สายตาคมกริบคู่นั้นไม่มีแววประหลาดใจแม้แต่น้อย
นิ่งสงบดั่งสระน้ำลึกที่ไร้ระลอกคลื่น
เซี่ยหลิงจือไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เขาเพียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งอย่างเชื่องช้า นิ้วชี้เรียวยาวเคาะลงบนขอบโต๊ะไม้เบา ๆ เป็นจังหวะ กึก... กึก... ก่อนที่มุมปากหยักลึกจะค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา
รอยยิ้มที่แลดูสุภาพอ่อนโยนต่อหน้าผู้คน ทว่าในสายตาของเจียงเยว่เยว่ มันกลับเป็นรอยยิ้มที่แสนร้ายกาจและเต็มไปด้วยความหมายที่ทำให้กระดูกสันหลังของนางเย็นวาบ! แต่ยังไม่เท่าเสียงที่เปล่งออกมาทักทายนาง
“นี่หรือ...ว่าที่หลานสะใภ้ของข้าที่พี่สะใภ้บ้านรองเอ่ยถึง?”
จ้าวอี้เฉินขมวดคิ้วแน่น ดีดลูกคิดอีกสองที “เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใดจึงจะยอมแลกเปลี่ยน”เซี่ยอี้หลินกวาดสายตามองไปที่เอวของเด็กชาย ปลายนิ้วชี้ตรงไปยังป้ายหยกพกสลักลายมังกรคู่ที่แขวนอยู่ “ข้าต้องการหยกพกชิ้นนั้น”“ไม่ได้!” จ้าวอี้เฉินรีบยกมือตะปบหยกพกของตนไว้ทันควัน “นี่คือหยกพระราชทานจากเสด็จปู่ มูลค่าไม่ต่ำกว่าพันตำลึงทอง จะเอามาแลกกับขนมสามชิ้นได้อย่างไร ข้าขาดทุนย่อยยับ!”เซี่ยอี้หลินไม่แยแส นางหยิบขนมเปี๊ยะขึ้นมากัดเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเนิบนาบ “เจ้าไม่แลกก็ช่างปะไร แต่จงจำไว้ว่ากลิ่นหอมนี้ติดตรึงใจนัก หากเจ้าก้าวเท้าออกจากจวนข้าไปโดยไม่ได้กิน คืนนี้เจ้าจะนอนไม่หลับเมื่อนอนไม่หลับ วันพรุ่งนี้เจ้าก็จะคิดคำนวณบัญชีผิดพลาด และหากคิดบัญชีผิดพลาด เจ้าก็จะสูญเสียเงินทองมากกว่าหนึ่งพันตำลึงทองเป็นแน่... ระหว่างเงินหมื่นตำลึงในอนาคต กับหยกพกชิ้นเดียวในวันนี้ เจ้าคิดว่าสิ่งใดขาดทุนมากกว่ากัน”จ้าวอี้เฉินชะงักกึก มือที่ถือลูกคิดค้างเติ่ง หัวสมองน้อยๆ คิดคำนวณตัวเลขตามคำล่อลวงของเด็กหญิงอย่างบ้าคลั่งผ่านไปเพียงสามอึดใจ ก้อนแป้งแห่งจวนโจวอ๋องก็กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเค
เสียงร้องไห้อันทรงพลังของทารกแรกเกิดดังก้องไปทั่วเรือนหลักจวนตระกูลเซี่ย บ่งบอกถึงความแข็งแรงของผู้ที่ถือกำเนิดเซี่ยหลิงจือที่ยืนกระวนกระวายอยู่หน้าห้องคลอดมานานกว่าสองชั่วยามผลักประตูเปิดออกทันทีโดยไม่รอให้แม่นมเอ่ยเรียกชายหนุ่มสาวเท้าข้ามผ่านม่านกั้น มุ่งตรงไปยังเตียงนอน ก้มลงจูบหน้าผากชุ่มเหงื่อของเจียงเยว่เยว่ด้วยความโล่งอก ก่อนจะเหลือบตามองก้อนแป้งน้อยที่ห่อด้วยผ้าแพรสีแดงข้างกายภรรยาทารกเพศหญิงตัวขาวผ่อง ผิวเนียนละเอียดราวกับหยกสลัก มีดวงตาดอกท้อหยาดเยิ้มและริมฝีปากอิ่มจิ้มลิ้มถอดแบบมาจากมารดาไม่มีผิดเพี้ยน เซี่ยเหวินซางผู้เป็นท่านปู่จึงตั้งนามอันเป็นมงคลให้ว่า ‘เซี่ยอี้หลิน’เดิมทีเซี่ยหลิงจือหมายมั่นปั้นมือว่าจะทะนุถนอมและตามใจลูกสาวดั่งแก้วตาดวงใจ ทว่าเมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปจนเจ้าตัวน้อยอายุได้สามขวบ ความจริงกลับฉายชัดแม้ใบหน้าของเซี่ยอี้หลินจะละม้ายคล้ายเจียงเยว่เยว่ ทว่านิสัยดื้อรั้น ฉลาดเป็นกรด เอาแต่ใจ และเจ้าแผนการกลับถอดพิมพ์จากเซี่ยหลิงจือมาทั้งหมดสิบส่วนเต็ม!...กลางดึกคืนหนึ่ง ภายในห้องนอนใหญ่ที่จุดกำยานหอมกรุ่นเซี่ยหลิงจือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสิ้น ก้าวขึ้นมาบ
เจียงเยว่เยว่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับความหวงอย่างไร้เหตุผลของบุรุษผู้นี้ ทว่าในอกกลับเต็มไปด้วยความหวานล้ำที่เอ่อท้น...ช่วงบ่ายคล้อย เมื่อกลับมาถึงเรือนหลักจวนตระกูลเซี่ยเจียงเยว่เยว่นั่งลงที่โต๊ะหนังสือในห้องทำงานของสามี นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำหมึกเพื่อเตรียมเขียนรายการสั่งซื้อผ้าไหมรอบใหม่ ทว่าทันทีที่ปลายพู่กันแตะลงบนแท่นหิน กลิ่นหมึกสนที่เคยคุ้นเคยและชื่นชอบกลับทำให้โพรงจมูกของนางแสบร้อนขึ้นมาอย่างรุนแรงอุ้บ!คลื่นความพะอืดพะอมตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เจียงเยว่เยว่ทิ้งพู่กันลงบนโต๊ะ ยกมือขึ้นปิดปาก รีบหันหน้าหนีแท่นฝนหมึกแล้วโก่งคอคลื่นไส้อย่างรุนแรง ใบหน้างามซีดเผือดลงในพริบตาเซี่ยหลิงจือที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูห้องเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี ชายหนุ่มเบิกตากว้าง หน้าถอดสีจนขาวซีด ร่างสูงถลันเข้ามาประคองร่างบางไว้ในอ้อมแขนทันทีด้วยความตระหนก“เยว่เอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป!” มือหนาสั่นระริกขณะลูบแผ่นหลังให้นาง “เจ้าล้มป่วยตรงไหน เหตุใดถึงหน้าซีดเช่นนี้!”“ข้า... ข้าเหม็นกลิ่นหมึกเจ้าค่ะ...” นางเอ่ยเสียงแผ่ว หอบหายใจรวยริน ซบหน้าลงกับอกเขาอย่างหมดแรงเซี่ยหลิงจือใจหายวาบ ชายหนุ่มต
ภาพวาดที่แขวนเรียงรายอยู่รอบห้องเจียงเยว่เยว่ถูกท่อนแขนแกร่งยกตัวขึ้นวางลงบนโต๊ะไม้ตัวยาว แผ่นหลังบางชนเข้ากับม้วนภาพวาดที่วางซ้อนกันจนส่งเสียงกรอบแกรบ ชายหนุ่มโน้มกายลงมาทาบทับ สองมือยันขอบโต๊ะไว้แน่น กักขังนางไว้ใต้เงาร่างสูงใหญ่มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปปลดม้วนภาพวาดแผ่นหนึ่งที่แขวนอยู่ข้างฝา คลี่กางออกตรงหน้านาง ปลายนิ้วหยาบชี้ลงบนลายเส้นหมึกจีนที่วาดรูปสตรีในท่วงท่าคร่อมทับอยู่บนตักของบุรุษ ริมฝีปากหยักยกยิ้มร้าย“ภาพนี้... ข้าวาดเอาไว้ตอนสวมกวานถึงวัยแต่งงาน ตอนที่ฝันเห็นเจ้าเป็นครั้งแรก” เซี่ยหลิงจือกระซิบชิดแก้มนวล น้ำเสียงแหบพร่า “ในฝันนั้น เจ้าดื้อดึงไม่ยอมทำตามที่ข้าบอก คืนนี้... เจ้าต้องชดใช้ให้ข้าทำให้ฝันของข้าเป็นจริง”เจียงเยว่เยว่หน้าร้อนผ่าว เบือนหน้าหนีภาพวาดอันล่อแหลม “คนหน้าไม่อาย... ท่านวาดเรื่องพรรค์นี้ไว้กี่สิบภาพกันแน่”“นับไม่ถ้วน” ชายหนุ่มสบตานางแน่วแน่ แววตาสีน้ำหมึกวาวโรจน์ด้วยแรงปรารถนา “และข้าจะทำให้มันกลายเป็นความจริงให้ครบทุกแผ่น”ไม่รอให้นางได้เอ่ยปากท้วง เซี่ยหลิงจือดึงสายรัดเอวของนางออก ปลดเปลื้องเสื้อผ้าชุดไหมตัวบางให้เลื่อนหลุดออกจากลาดไหล่เนียน มือ
คำคัดค้านถูกกลืนหายไปในลำคออีกครา หมาป่าเริ่มบทรักอันดุดันและยาวนาน เคี่ยวกรำร่างน้อยบนเตียงอย่างไม่หยุดหย่อนแท่งพู่กันแกร่งจุ่มลึกเข้าสู่แท่นน้ำหมึกชุ่มฉ่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงครวญครางหวานหูผสานกับเสียงบดเบียดเนื้อตัวดังก้องไปทั่วห้องหอจนกระทั่งแสงแดดสาดส่องเข้ามาเต็มบานหน้าต่างไม่มีบ่าวไพร่คนใดกล้าส่งเสียงเคาะประตูรบกวน จนกระทั่งเข็มบนนาฬิกาแดดกลางลานเรือนชี้บอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามเว่ยบานประตูห้องหอจึงถูกเปิดออก เซี่ยหลิงจือในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเดินเคียงคู่มากับเจียงเยว่เยว่ ท่าทางของสามีหนุ่มเปี่ยมไปด้วยความสดชื่นเบิกบานใจ ส่วนฮูหยิน น้อยกลับเดินก้มหน้า สองแก้มแดงก่ำลามไปถึงใบหูด้วยความอับอายลู่ซื่อและเซี่ยเหวินซางที่นั่งจิบชารออยู่บนตั่งไม้ในห้องโถงใหญ่ สบตากันแล้วอมยิ้มอย่างรู้ทัน“มา ๆ รีบเข้ามานั่งก่อนสิ” ลู่ซื่อกวักมือเรียกลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเจียงเยว่เยว่คุกเข่าลงข้างกายสามี ประคองถ้วยน้ำชาก่อนจะยื่นส่งให้แม่สามีด้วยกิริยาอ่อนช้อย “น้ำชาเจ้าค่ะ ท่านแม่”“ดีมาก ดีจริง ๆ” ลู่ซื่อรับถ้วยชามาจิบหนึ่งคำ ก่อนจะหยิบกล่องไม้กำมะหยี่เปิดออก ดึงเอากำไลหยกเขียวจักรพรรดิเน
หลังจากถูกขังตัวลงทัณฑ์ไม่ให้ก้าวขาลงจากเตียงนอนถึงสองวันสองคืนเต็ม ในเช้าของวันที่สาม ประตูใหญ่ของจวนตระกูลเจียงก็เปิดต้อนรับขบวนสินสอดมหาศาลจากจวนราชครูสายหลักลู่ซื่อจัดการส่งเทียบเชิญผู้อาวุโสลำดับสูงจากตระกูลหลิวเดิมของตนมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนญาติผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าสาว ช่วยดูแลการตรวจนับสินเดิมและทรัพย์สินตามแบบแผนประเพณีอย่างสมเกียรติเดิมทีงานมงคลสมรสกำหนดไว้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ทว่าบุตรชายตัวดีกลับวิ่งโร่ไปรบเร้าขอเลื่อนเข้ามาเหลือเพียงเจ็ดวัน ชายหนุ่มทุ่มเทสินบนให้มารดาด้วยคำสัญญาเรื่องหลานชายตัวอ้วน ทั้งยังขู่หน้าตายว่าหากรอนานกว่านี้ หน้าท้องของดรุณีน้อยอาจจะนูนป่องขึ้นมาจนปิดบังผู้คนไม่มิดเพราะเขานั้นมีสัมพันธ์กับนางมาก็เข้าเดือนที่สามแล้วมีหรือที่คนอยากอุ้มหลานอย่างลู่ซื่อจะกล้าปฏิเสธเจ็ดวันต่อมา เสียงประทัดและเสียงดนตรีมงคลดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวงเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามสีแดงชาดปักดิ้นทองอร่าม ห้อยประทับด้วยไข่มุกทะเลตงไห่จากพ่อค้าหลวงอย่าง จินซื่อหยวนผู้จัดการหาให้ขบวนสินเดิมทอดยาวสิบลี้ทอดยาวสุดสายตา ข้าวของมีค่า ผ้าไหมเนื้อดี หีบเงินหีบทองคำถูกแห่แหนผ่านย่านก







