ANMELDENจ้าวอี้เฉินขมวดคิ้วแน่น ดีดลูกคิดอีกสองที “เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใดจึงจะยอมแลกเปลี่ยน”เซี่ยอี้หลินกวาดสายตามองไปที่เอวของเด็กชาย ปลายนิ้วชี้ตรงไปยังป้ายหยกพกสลักลายมังกรคู่ที่แขวนอยู่ “ข้าต้องการหยกพกชิ้นนั้น”“ไม่ได้!” จ้าวอี้เฉินรีบยกมือตะปบหยกพกของตนไว้ทันควัน “นี่คือหยกพระราชทานจากเสด็จปู่ มูลค่าไม่ต่ำกว่าพันตำลึงทอง จะเอามาแลกกับขนมสามชิ้นได้อย่างไร ข้าขาดทุนย่อยยับ!”เซี่ยอี้หลินไม่แยแส นางหยิบขนมเปี๊ยะขึ้นมากัดเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อยคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเนิบนาบ “เจ้าไม่แลกก็ช่างปะไร แต่จงจำไว้ว่ากลิ่นหอมนี้ติดตรึงใจนัก หากเจ้าก้าวเท้าออกจากจวนข้าไปโดยไม่ได้กิน คืนนี้เจ้าจะนอนไม่หลับเมื่อนอนไม่หลับ วันพรุ่งนี้เจ้าก็จะคิดคำนวณบัญชีผิดพลาด และหากคิดบัญชีผิดพลาด เจ้าก็จะสูญเสียเงินทองมากกว่าหนึ่งพันตำลึงทองเป็นแน่... ระหว่างเงินหมื่นตำลึงในอนาคต กับหยกพกชิ้นเดียวในวันนี้ เจ้าคิดว่าสิ่งใดขาดทุนมากกว่ากัน”จ้าวอี้เฉินชะงักกึก มือที่ถือลูกคิดค้างเติ่ง หัวสมองน้อยๆ คิดคำนวณตัวเลขตามคำล่อลวงของเด็กหญิงอย่างบ้าคลั่งผ่านไปเพียงสามอึดใจ ก้อนแป้งแห่งจวนโจวอ๋องก็กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเค
เสียงร้องไห้อันทรงพลังของทารกแรกเกิดดังก้องไปทั่วเรือนหลักจวนตระกูลเซี่ย บ่งบอกถึงความแข็งแรงของผู้ที่ถือกำเนิดเซี่ยหลิงจือที่ยืนกระวนกระวายอยู่หน้าห้องคลอดมานานกว่าสองชั่วยามผลักประตูเปิดออกทันทีโดยไม่รอให้แม่นมเอ่ยเรียกชายหนุ่มสาวเท้าข้ามผ่านม่านกั้น มุ่งตรงไปยังเตียงนอน ก้มลงจูบหน้าผากชุ่มเหงื่อของเจียงเยว่เยว่ด้วยความโล่งอก ก่อนจะเหลือบตามองก้อนแป้งน้อยที่ห่อด้วยผ้าแพรสีแดงข้างกายภรรยาทารกเพศหญิงตัวขาวผ่อง ผิวเนียนละเอียดราวกับหยกสลัก มีดวงตาดอกท้อหยาดเยิ้มและริมฝีปากอิ่มจิ้มลิ้มถอดแบบมาจากมารดาไม่มีผิดเพี้ยน เซี่ยเหวินซางผู้เป็นท่านปู่จึงตั้งนามอันเป็นมงคลให้ว่า ‘เซี่ยอี้หลิน’เดิมทีเซี่ยหลิงจือหมายมั่นปั้นมือว่าจะทะนุถนอมและตามใจลูกสาวดั่งแก้วตาดวงใจ ทว่าเมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปจนเจ้าตัวน้อยอายุได้สามขวบ ความจริงกลับฉายชัดแม้ใบหน้าของเซี่ยอี้หลินจะละม้ายคล้ายเจียงเยว่เยว่ ทว่านิสัยดื้อรั้น ฉลาดเป็นกรด เอาแต่ใจ และเจ้าแผนการกลับถอดพิมพ์จากเซี่ยหลิงจือมาทั้งหมดสิบส่วนเต็ม!...กลางดึกคืนหนึ่ง ภายในห้องนอนใหญ่ที่จุดกำยานหอมกรุ่นเซี่ยหลิงจือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสิ้น ก้าวขึ้นมาบ
เจียงเยว่เยว่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับความหวงอย่างไร้เหตุผลของบุรุษผู้นี้ ทว่าในอกกลับเต็มไปด้วยความหวานล้ำที่เอ่อท้น...ช่วงบ่ายคล้อย เมื่อกลับมาถึงเรือนหลักจวนตระกูลเซี่ยเจียงเยว่เยว่นั่งลงที่โต๊ะหนังสือในห้องทำงานของสามี นางหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำหมึกเพื่อเตรียมเขียนรายการสั่งซื้อผ้าไหมรอบใหม่ ทว่าทันทีที่ปลายพู่กันแตะลงบนแท่นหิน กลิ่นหมึกสนที่เคยคุ้นเคยและชื่นชอบกลับทำให้โพรงจมูกของนางแสบร้อนขึ้นมาอย่างรุนแรงอุ้บ!คลื่นความพะอืดพะอมตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ เจียงเยว่เยว่ทิ้งพู่กันลงบนโต๊ะ ยกมือขึ้นปิดปาก รีบหันหน้าหนีแท่นฝนหมึกแล้วโก่งคอคลื่นไส้อย่างรุนแรง ใบหน้างามซีดเผือดลงในพริบตาเซี่ยหลิงจือที่เพิ่งก้าวข้ามธรณีประตูห้องเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี ชายหนุ่มเบิกตากว้าง หน้าถอดสีจนขาวซีด ร่างสูงถลันเข้ามาประคองร่างบางไว้ในอ้อมแขนทันทีด้วยความตระหนก“เยว่เอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรไป!” มือหนาสั่นระริกขณะลูบแผ่นหลังให้นาง “เจ้าล้มป่วยตรงไหน เหตุใดถึงหน้าซีดเช่นนี้!”“ข้า... ข้าเหม็นกลิ่นหมึกเจ้าค่ะ...” นางเอ่ยเสียงแผ่ว หอบหายใจรวยริน ซบหน้าลงกับอกเขาอย่างหมดแรงเซี่ยหลิงจือใจหายวาบ ชายหนุ่มต
ภาพวาดที่แขวนเรียงรายอยู่รอบห้องเจียงเยว่เยว่ถูกท่อนแขนแกร่งยกตัวขึ้นวางลงบนโต๊ะไม้ตัวยาว แผ่นหลังบางชนเข้ากับม้วนภาพวาดที่วางซ้อนกันจนส่งเสียงกรอบแกรบ ชายหนุ่มโน้มกายลงมาทาบทับ สองมือยันขอบโต๊ะไว้แน่น กักขังนางไว้ใต้เงาร่างสูงใหญ่มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปปลดม้วนภาพวาดแผ่นหนึ่งที่แขวนอยู่ข้างฝา คลี่กางออกตรงหน้านาง ปลายนิ้วหยาบชี้ลงบนลายเส้นหมึกจีนที่วาดรูปสตรีในท่วงท่าคร่อมทับอยู่บนตักของบุรุษ ริมฝีปากหยักยกยิ้มร้าย“ภาพนี้... ข้าวาดเอาไว้ตอนสวมกวานถึงวัยแต่งงาน ตอนที่ฝันเห็นเจ้าเป็นครั้งแรก” เซี่ยหลิงจือกระซิบชิดแก้มนวล น้ำเสียงแหบพร่า “ในฝันนั้น เจ้าดื้อดึงไม่ยอมทำตามที่ข้าบอก คืนนี้... เจ้าต้องชดใช้ให้ข้าทำให้ฝันของข้าเป็นจริง”เจียงเยว่เยว่หน้าร้อนผ่าว เบือนหน้าหนีภาพวาดอันล่อแหลม “คนหน้าไม่อาย... ท่านวาดเรื่องพรรค์นี้ไว้กี่สิบภาพกันแน่”“นับไม่ถ้วน” ชายหนุ่มสบตานางแน่วแน่ แววตาสีน้ำหมึกวาวโรจน์ด้วยแรงปรารถนา “และข้าจะทำให้มันกลายเป็นความจริงให้ครบทุกแผ่น”ไม่รอให้นางได้เอ่ยปากท้วง เซี่ยหลิงจือดึงสายรัดเอวของนางออก ปลดเปลื้องเสื้อผ้าชุดไหมตัวบางให้เลื่อนหลุดออกจากลาดไหล่เนียน มือ
คำคัดค้านถูกกลืนหายไปในลำคออีกครา หมาป่าเริ่มบทรักอันดุดันและยาวนาน เคี่ยวกรำร่างน้อยบนเตียงอย่างไม่หยุดหย่อนแท่งพู่กันแกร่งจุ่มลึกเข้าสู่แท่นน้ำหมึกชุ่มฉ่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงครวญครางหวานหูผสานกับเสียงบดเบียดเนื้อตัวดังก้องไปทั่วห้องหอจนกระทั่งแสงแดดสาดส่องเข้ามาเต็มบานหน้าต่างไม่มีบ่าวไพร่คนใดกล้าส่งเสียงเคาะประตูรบกวน จนกระทั่งเข็มบนนาฬิกาแดดกลางลานเรือนชี้บอกเวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามเว่ยบานประตูห้องหอจึงถูกเปิดออก เซี่ยหลิงจือในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเดินเคียงคู่มากับเจียงเยว่เยว่ ท่าทางของสามีหนุ่มเปี่ยมไปด้วยความสดชื่นเบิกบานใจ ส่วนฮูหยิน น้อยกลับเดินก้มหน้า สองแก้มแดงก่ำลามไปถึงใบหูด้วยความอับอายลู่ซื่อและเซี่ยเหวินซางที่นั่งจิบชารออยู่บนตั่งไม้ในห้องโถงใหญ่ สบตากันแล้วอมยิ้มอย่างรู้ทัน“มา ๆ รีบเข้ามานั่งก่อนสิ” ลู่ซื่อกวักมือเรียกลูกสะใภ้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเจียงเยว่เยว่คุกเข่าลงข้างกายสามี ประคองถ้วยน้ำชาก่อนจะยื่นส่งให้แม่สามีด้วยกิริยาอ่อนช้อย “น้ำชาเจ้าค่ะ ท่านแม่”“ดีมาก ดีจริง ๆ” ลู่ซื่อรับถ้วยชามาจิบหนึ่งคำ ก่อนจะหยิบกล่องไม้กำมะหยี่เปิดออก ดึงเอากำไลหยกเขียวจักรพรรดิเน
หลังจากถูกขังตัวลงทัณฑ์ไม่ให้ก้าวขาลงจากเตียงนอนถึงสองวันสองคืนเต็ม ในเช้าของวันที่สาม ประตูใหญ่ของจวนตระกูลเจียงก็เปิดต้อนรับขบวนสินสอดมหาศาลจากจวนราชครูสายหลักลู่ซื่อจัดการส่งเทียบเชิญผู้อาวุโสลำดับสูงจากตระกูลหลิวเดิมของตนมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนญาติผู้ใหญ่ฝั่งเจ้าสาว ช่วยดูแลการตรวจนับสินเดิมและทรัพย์สินตามแบบแผนประเพณีอย่างสมเกียรติเดิมทีงานมงคลสมรสกำหนดไว้ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ทว่าบุตรชายตัวดีกลับวิ่งโร่ไปรบเร้าขอเลื่อนเข้ามาเหลือเพียงเจ็ดวัน ชายหนุ่มทุ่มเทสินบนให้มารดาด้วยคำสัญญาเรื่องหลานชายตัวอ้วน ทั้งยังขู่หน้าตายว่าหากรอนานกว่านี้ หน้าท้องของดรุณีน้อยอาจจะนูนป่องขึ้นมาจนปิดบังผู้คนไม่มิดเพราะเขานั้นมีสัมพันธ์กับนางมาก็เข้าเดือนที่สามแล้วมีหรือที่คนอยากอุ้มหลานอย่างลู่ซื่อจะกล้าปฏิเสธเจ็ดวันต่อมา เสียงประทัดและเสียงดนตรีมงคลดังกึกก้องไปทั่วทั้งเมืองหลวงเกี้ยวเจ้าสาวแปดคนหามสีแดงชาดปักดิ้นทองอร่าม ห้อยประทับด้วยไข่มุกทะเลตงไห่จากพ่อค้าหลวงอย่าง จินซื่อหยวนผู้จัดการหาให้ขบวนสินเดิมทอดยาวสิบลี้ทอดยาวสุดสายตา ข้าวของมีค่า ผ้าไหมเนื้อดี หีบเงินหีบทองคำถูกแห่แหนผ่านย่านก







