แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: ปุยหิมะ
จ้าวเซ่อเซ่อราวกับถูกอสนีบาตฟาดฟัน โลหิตทั่วร่างคล้ายหยุดนิ่ง

“ล้วนเป็นเพราะหลานสั่งสอนภรรยาได้มิค่อยดีนัก จึงทำให้ตัวนางกระทำความผิดใหญ่หลวงเช่นนี้” เซี่ยชิงเยี่ยนค้อมกายคารวะอย่างลึกซึ้ง “ขอเสด็จอาโปรดพระราชทานอภัย หลานจะจัดเตรียมของขวัญชิ้นใหม่มาถวายเพื่อเป็นการไถ่โทษพ่ะย่ะค่ะ”

ถ้อยคำแต่ละคำล้วนดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงกลางใจของจ้าวเซ่อเซ่อ นางเผยอปากขึ้น ทว่ากลับไร้ซึ่งสุ้มเสียงใดเล็ดลอดออกมา

“นางจ้าว” ฮองเฮาทรงส่ายพระพักตร์ด้วยความผิดหวัง “เจ้าเคยขึ้นชื่อว่าเป็นสตรีที่เพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและกิริยามารยาทแห่งเมืองหลวง ข้าชื่นชอบเจ้ามาโดยตลอด นึกไม่ถึงว่าบัดนี้เจ้าจะกระทำความผิดใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ ช่างทำให้ข้าผิดหวังยิ่งนัก”

“เห็นแก่ที่เจ้าเป็นถึงฮูหยินโหว โทษตายละเว้นได้ แต่โทษเป็นยากจะหลีกหนี ใครก็ได้—”

“ตบปากหนึ่งร้อยที!”

“ขอฮองเฮาโปรดทรงพิจารณาด้วยเพคะ!” จ้าวเซ่อเซ่อคุกเข่าคลานไปเบื้องหน้าสองก้าว “หม่อมฉันถูกใส่ร้าย!”

ทว่าไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบ แม่นมสองคนก็พุ่งตัวเข้ามา มือที่ราวกับคีมเหล็กกดทับลงบนไหล่ของนาง

“เพียะ!”

ฝ่ามือแรกฟาดลงมา จ้าวเซ่อเซ่อรู้สึกชาหนึบไปครึ่งซีกหน้า กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงปาก โลหิตไหลซึมลงมาตามมุมปาก

“เพียะ!”

ฝ่ามือที่สองยิ่งหนักหน่วงกว่าเดิม ภาพเบื้องหน้าของนางดำมืดลงเป็นระลอก หูอื้ออึง สองแก้มปวดแสบปวดร้อนราวกับถูกนาบด้วยเหล็กเผาไฟ

……

เซี่ยชิงเยี่ยนยืนอยู่ด้านข้าง มองดูจ้าวเซ่อเซ่อถูกกดลงกับพื้น ทนรับฝ่ามือที่ฟาดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า โลหิตหยดรินจากมุมปากจนย้อมเสื้อผ้าเป็นสีแดงฉาน

ปลายนิ้วของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย จิตใต้สำนึกสั่งให้เขาก้าวไปข้างหน้า

“ท่านโหว...” ซูหลิงอินดึงแขนเสื้อของเขาไว้กะทันหัน น้ำเสียงสั่นเครือ “ขะ ข้ากลัวเจ้าค่ะ...”

“หากรู้แต่แรกข้าคงไม่ส่งของขวัญชิ้นนี้ไป ล้วนเป็นความผิดของข้าเอง...”

เซี่ยชิงเยี่ยนหลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของเขากลับเหลือเพียงความราบเรียบ

เขายกมือขึ้นปิดตาของซูหลิงอินไว้ พลางเอ่ยเสียงเบา “มิต้องกลัว”

“ต่อให้เจ้าก่อเรื่องใหญ่โตปานใด ข้าก็จะคอยปกป้องเจ้าเอง”

สิ้นสุดการตบปากหนึ่งร้อยที สติสัมปชัญญะของจ้าวเซ่อเซ่อก็เลือนรางเต็มทน

นางถูกโยนกลับมายังจวนโหวและถูกขังไว้ในศาลบรรพชน ต้องใช้โลหิตคัดลอกคัมภีร์ถวายฮองเฮาเพื่อไถ่โทษ

เปลวเทียนวูบไหว จ้าวเซ่อเซ่อคุกเข่าอยู่บนเบาะรองนั่ง ปลายนิ้วที่สั่นเทาจุ่มน้ำหมึก ขีดเขียนตัวอักษรลงไปทีละเส้นทีละขีด

ทุกตัวอักษรที่เขียนลงไป ล้วนเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดลงกลางใจ

นางนึกถึงยามที่เซี่ยชิงเยี่ยนเคยปัดเป่าพายุฝนทั้งหมดให้แก่นาง

นึกถึงยามที่เขาแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮูหยินของข้า ผู้ใดก็ห้ามรังแก”

และยิ่งนึกถึงภาพในวันนี้ ยามที่เขาปิดตาของซูหลิงอินเอาไว้ แล้วเอ่ยว่า “มิต้องกลัว ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”...

“แหมะ—”

หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนกระดาษเซวียนจื่อ ทำให้รอยอักษรสีเลือดแผ่ซึมกระจายออก

จ้าวเซ่อเซ่อมิอาจฝืนทนได้อีกต่อไป ภาพเบื้องหน้ามืดดับ ก่อนจะสลบไสลไป

ยามฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้ง จ้าวเซ่อเซ่อก็พบว่าตนนอนอยู่บนเตียงอันอ่อนนุ่ม

เซี่ยชิงเยี่ยนกำลังนั่งอยู่ข้างเตียง ในมือประคองชามยา พลางเป่าให้เย็นลงอย่างระมัดระวัง

เมื่อเห็นว่านางฟื้นแล้ว หัวคิ้วของเขาก็คลายลง “ตื่นแล้วหรือ? ยังเจ็บอยู่หรือไม่?”

น้ำเสียงของเขาช่างอ่อนโยนเฉกเช่นในวันวาน จนทำให้จ้าวเซ่อเซ่อเหม่อลอยไปชั่วขณะ

ทว่าบาดแผลถูกโบยตีที่แสบร้อนกลางแผ่นหลังกลับย้ำเตือนนางในทันที

บุรุษผู้ซึ่งเคยทะนุถนอมนางไว้กลางฝ่ามือ มาบัดนี้กลับทนมองนางถูกตบปากหนึ่งร้อยทีหน้าตาเฉยเพียงเพื่อสตรีอีกคน

“ท่านโหวไม่ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่นางซูแล้วมาทำอันใดที่นี่เจ้าคะ?” นางเบือนหน้าหนี น้ำเสียงแหบพร่า

เซี่ยชิงเยี่ยนวางชามยาลง พลางถอนหายใจ “หลิงอินตกใจกลัวตั้งแต่งานเลี้ยงในวัง นางจึงมีท่าทีหงอยเหงาเศร้าซึมมาตลอด”

เขายื่นมือออกไปหมายจะลูบเรือนผมของนาง ทว่ากลับถูกเบี่ยงหลบ “ข้าลองมาทุกวิถีทางแล้วแต่ก็ไร้ผล จนกระทั่งเมื่อครู่นี้นางบอกว่า...”

“อยากเห็นเจ้าฟ้อนรำระบำจิงหง”

จ้าวเซ่อเซ่อเงยหน้าขึ้นขวับ ไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง “ท่านว่ากระไรนะ?”

“เพียงแค่รำสักครั้ง” เซี่ยชิงเยี่ยนลดน้ำเสียงให้อ่อนลง “ทำให้นางเบิกบานใจขึ้นมาได้ก็พอ”

“ข้าไม่รำ” จ้าวเซ่อเซ่อกำชายผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด “เซี่ยชิงเยี่ยน ท่านดูสภาพของข้าในตอนนี้เถิด ท่านจะให้ข้าร่ายรำได้อย่างไร?”

“เซ่อเซ่อ” จู่ ๆ เซี่ยชิงเยี่ยนก็ตีหน้าขรึม นัยน์ตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ทะนุถนอม บัดนี้กลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “เจ้าคือฮูหยินโหว สมควรยึดถือสามีเป็นใหญ่”

เขาลุกขึ้นยืน ทอดสายตามองนางจากมุมสูง “ข้าสั่งให้เจ้ารำ เจ้าก็มิอาจขัดได้”

เขายกมือส่งสัญญาณ หญิงรับใช้ร่างบึกบึนหลายคนก็พุ่งพรวดเข้ามา ดึงตัวจ้าวเซ่อเซ่อให้ลุกจากเตียงโดยไม่ฟังคำทักท้วงใด ๆ

นางพยายามขัดขืน ความเจ็บปวดจากบาดแผลปริแตกทำให้นางหน้ามืด ทว่าก็มิอาจต้านทานเรี่ยวแรงของหญิงรับใช้เหล่านั้นได้

“เซี่ยชิงเยี่ยน!” นางตะโกนเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงโศกสลด ทว่ากลับได้คืนมาเพียงแผ่นหลังของเขาที่หันจากไป

ณ ศาลากลางน้ำ จ้าวเซ่อเซ่อถูกบังคับให้ยืนร่ายรำอยู่บนแท่นหยก

ทั่วร่างของนางเต็มไปด้วยบาดแผล ขยับกายเพียงนิดก็เจ็บปวดจนเหงื่อเย็นผุดพราย ทว่าระบำจิงหงนั้นเน้นย้ำเรื่องความพลิ้วไหวประดุจเมฆาล่องลอยและสายน้ำไหลหลาก นางจึงทำได้เพียงกัดฟันอดทน

ภายในศาลาริมฝั่ง ซูหลิงอินอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดของเซี่ยชิงเยี่ยน นัยน์ตาทอประกายระยิบระยับ “ฮูหยินร่ายรำได้งดงามยิ่งนักเจ้าค่ะ!”

จ้าวเซ่อเซ่อทอดมองเงาร่างของทั้งสองที่พิงแอบกัน จู่ ๆ ก็นึกถึงที่มาของระบำชุดนี้

ในปีนั้นเซี่ยชิงเยี่ยนเคยกล่าวว่าระบำจิงหงต้องร่ายรำให้คนในดวงใจชม นางจึงพากเพียรฝึกฝนอยู่ถึงสามเดือนเต็ม เพียงเพื่อจะมอบความประทับใจให้เขาในวันเกิด

ยามหมุนตัวในจังหวะสุดท้าย จ้าวเซ่อเซ่อก็ก้าวเท้าพลาด

“ตู้ม!”

น้ำในทะเลสาบอันเย็นเยียบมิดท่วมศีรษะในชั่วพริบตา นางตะเกียกตะกายลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ แลเห็นเซี่ยชิงเยี่ยนผุดลุกขึ้นยืนในทันที

“เซ่อเซ่อ!” ความตื่นตระหนกพาดผ่านใบหน้าของเขาไปวูบหนึ่ง

ในจังหวะที่เขาตั้งท่าจะพุ่งตัวออกมานั่นเอง สาวใช้ของซูหลิงอินก็กรีดร้องขึ้นกะทันหัน “ท่านโหว! คุณหนูถูกก้างปลาติดคอเจ้าค่ะ!”

ร่างของเซี่ยชิงเยี่ยนชะงักงัน เขาหันกลับมามองจ้าวเซ่อเซ่อที่กำลังดิ้นรนอยู่ในน้ำ สลับกับมองซูหลิงอินที่กำลังไอด้วยความทรมานอยู่ภายในศาลา

ความลังเลในชั่วขณะนั้น เปรียบเสมือนมีดทื่อเล่มหนึ่งที่กรีดคว้านหัวใจของจ้าวเซ่อเซ่อออกเป็นสองซีกทั้งเป็น

“ตามหมอหลวง!”

ในท้ายที่สุดเขาก็หันหลังกลับ ก้าวยาว ๆ ไปหาซูหลิงอินแล้วอุ้มนางขึ้นมาในอ้อมแขน

จ้าวเซ่อเซ่อดำผุดดำว่ายอยู่ในทะเลสาบ ร้องเรียกชื่อของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่ากลับเห็นเพียงแผ่นหลังของเขาที่ห่างออกไปเรื่อย ๆ จนเลือนลับหายไปที่สุดปลายระเบียงทางเดิน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 23

    เซี่ยชิงเยี่ยนยื่นมือออกไป ทว่าทำอย่างไรก็มิอาจคว้าตัวคนผู้นั้นไว้ได้เขาถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ทำได้เพียงเบิกตามองจ้าวเซ่อเซ่อจากตนไปเช่นนี้ครู่ต่อมา ซูหลิงอินก็คลานเข้ามาแทบเท้าเขา“ท่านโหว ท่านมองข้าสิเจ้าคะ... ขอเพียงท่านช่วยข้า ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านเหมือนนังแพศยาจ้าวเซ่อเซ่อผู้นั้น ข้า...” คำพูดของนางยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกเซี่ยชิงเยี่ยนเตะกระเด็นอย่างแรง“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้ากล่าวถึงเซ่อเซ่อ! เจ้าต่างหากคือตัวการ ซูหลิงอิน หากไม่มีเจ้า ข้ากับเซ่อเซ่อจะกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!” เขาเดือดดาลจนถึงขีดสุด เตะซูหลิงอินจนสติหลุดลอยบางทีอาจตระหนักได้ว่าตนเองไร้ซึ่งความหวังแล้วจริง ๆ ภายใต้ความเจ็บปวดแสนสาหัสทั่วสรรพางค์กาย ซูหลิงอินจึงแค่นหัวเราะออกมาอย่างน่าเวทนา“เซี่ยชิงเยี่ยน ท่านเอาแต่โทษข้า ทว่าท่านเองก็เมินเฉยต่อความทุกข์ทรมานที่จ้าวเซ่อเซ่อต้องเผชิญมิใช่หรือ! หากท่านมิได้รู้เห็นเป็นใจ ข้าจะทำเรื่องเหล่านั้นมากมายได้อย่างไร คนที่ทำร้ายท่านก็คือตัวท่านเองชัด ๆ! เป็นท่านเองที่ทำจ้าวเซ่อเซ่อหล่นหาย ชั่วชีวิตนี้ท่านจะไม่มีวันได้ครองคู่กับคนที่ท่านรัก ชั่วชีวิต!” ซูหลิงอินไม่อา

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 22

    จุดหมายปลายทางคือเมืองหลวง จากเจียงหนานถึงเมืองหลวง แม้ใช้เส้นทางที่รวดเร็วที่สุดก็ยังต้องใช้เวลานานนับครึ่งเดือน ตลอดครึ่งเดือนบนการเดินทางนี้ เซี่ยชิงเยี่ยนเอาแต่หยิบยกเรื่องราวในหนหลังขึ้นมากล่าวถึงอยู่เสมอ หวังเพียงจะได้เห็นท่าทีแห่งความรักจากจ้าวเซ่อเซ่อบ้าง ทว่าไม่ว่าเขาจะทุ่มเทความพยายามสักเพียงไร ในสายตาของจ้าวเซ่อเซ่อกลับมีเพียงหลิ่วหนานฝานผู้เดียวเท่านั้นพวกเขาทั้งสองนั่งกระซิบกระซาบหยอกล้อกันตลอดทั้งวัน รอยยิ้มนั้นช่างบาดตายิ่งนัก สองมือของพวกเขาแทบจะไม่เคยผละออกจากกัน แม้แต่ยามที่จ้าวเซ่อเซ่อเผลอหลับไป หลิ่วหนานฝานก็ยังคงกอบกุมมือของนางเอาไว้ บีบคลึงนิ้วมือนางเล่นอย่างแผ่วเบาช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เซี่ยชิงเยี่ยนต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทว่าเมื่อคิดว่าตนยังสามารถมองเห็นจ้าวเซ่อเซ่อได้ เขาก็ทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้วันที่เดินทางมาถึงเมืองหลวง คือยามที่เซี่ยชิงเยี่ยนเบิกบานใจที่สุดเขากระตือรือร้นนำทางมาจนถึงตรอกเล็ก ๆ อันแสนสกปรกแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนไร้เรือนชานหรือก็คือพวกขอทาน ทำเอาจ้าวเซ่อเซ่อรู้สึกสับสนยิ่งนัก เหตุใดเซี่ยชิงเยี่ยนจึงพานางมาที

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 21

    หลิ่วหนานฝานรีบรุดมาถึง เขาเข้ามาขวางระหว่างเซี่ยชิงเยี่ยนกับจ้าวเซ่อเซ่ออย่างไม่เกรงกลัว ใช้ร่างกายของตนเองปกป้องนางเอาไว้จ้าวเซ่อเซ่ออดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา “ข้าไม่เป็นไร ท่านไปที่ใดมาหรือหนานฝาน?”รอยยิ้มของนางเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเชื่อใจ เป็นสิ่งที่เซี่ยชิงเยี่ยนมิได้เห็นมาเนิ่นนาน เพียงแค่มองปราดเดียว ภายในใจของเขาก็พลันตื่นตระหนก จึงกดเสียงต่ำคำรามออกมา“เจ้าเป็นผู้ใด เซ่อเซ่อเป็นคนของข้า ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเรียกขานนางเช่นนี้?”หลิ่วหนานฝานหันกายกลับมา จ้าวเซ่อเซ่อถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ปกติแล้วเขามักสวมอาภรณ์สีขาวเรียบง่าย เนื้อผ้าล้วนแสนธรรมดา มองไม่ออกถึงความพิเศษอันใด ทว่าวันนี้อาภรณ์บนร่างแม้จะเป็นสีขาวเช่นเดิม แต่กลับมีลวดลายทอซ่อนอยู่มากมาย ดูหรูหราทว่าถ่อมตนขึ้นมิใช่น้อย สัมผัสได้ชัดเจนถึงความล้ำค่าของอาภรณ์ชุดนี้ต่อเรื่องนี้ ภายในใจของจ้าวเซ่อเซ่อพลันเกิดข้อสงสัยขึ้นมา หลิ่วหนานฝานเป็นเพียงหมอธรรมดาผู้หนึ่งในเจียงหนานจริงหรือ?นางมองดูหลิ่วหนานฝานแค่นเสียงหยัน “พวกท่านหย่าขาดกันแล้ว บัดนี้คนที่เซ่อเซ่อชอบคือข้า”เซี่ยชิงเยี่ยนมิกล้าเชื่อเรื่องพรรค์นี้ เขา

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 20

    วันรุ่งขึ้น เซี่ยชิงเยี่ยนก็ควบม้ามาถึงเจียงหนาน และหยุดลงที่หน้าเรือนร้านค้าของจ้าวเซ่อเซ่อในฐานะอู่อันโหว การที่เซี่ยชิงเยี่ยนจะสืบหาตัวจ้าวเซ่อเซ่อนั้นง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ นางจึงมิได้แปลกใจกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้นี้แต่อย่างใด หลังจากได้รับการปลอบโยนจากหลิ่วหนานฝาน นางก็คิดตกแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไร เรื่องราวระหว่างนางกับเซี่ยชิงเยี่ยนก็จำต้องสะสางให้กระจ่างชัดเพียงแรกสบตากับนาง เซี่ยชิงเยี่ยนก็สาวเท้าเข้าไปหาทันทีตลอดหลายเดือนในสนามรบ ทุกลมหายใจของเขาล้วนคำนึงถึงจ้าวเซ่อเซ่อ แม้ศึกจะกำชัย แต่ในใจเขากลับมีเพียงจ้าวเซ่อเซ่อผู้เดียว เขาเร่งควบม้าฝ่าตะบึงกลับเมืองหลวง ฮ่องเต้ทรงรับสั่งจะพระราชทานเลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ให้ ทว่าเขากลับปฏิเสธจนสิ้น ขอเพียงราชโองการฉบับเดียว ราชโองการที่สามารถรั้งตัวนางกลับมาได้ครั้นผ่านความเป็นความตายมาได้ เมื่อได้พานพบจ้าวเซ่อเซ่ออีกครา ความรู้สึกของเซี่ยชิงเยี่ยนก็ดั่งได้ของล้ำค่าที่สูญหายกลับคืนมา เขาทอดสายตาสำรวจดวงหน้าของนาง พบว่าช่วงเวลาที่รอนแรมอยู่ในเจียงหนานนี้นางดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง พวงแก้มมีเนื้อหนังขึ้นเล็กน้อย ดูน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเดิมท

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 19

    หลังจากนั้น จ้าวเซ่อเซ่อได้ทำร่มด้วยมือของนางเองมอบให้แก่หลิ่วหนานฝาน เพื่อเป็นค่ารักษาที่เขาดูแลนางมาอย่างยาวนาน ยามที่หลิ่วหนานฝานได้รับ เขารู้สึกยินดียิ่งนัก นัยน์ตาของเขามิอาจปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้ยามสบเข้ากับแววตาอันเร่าร้อนปานนั้น หัวใจของนางก็พลันเต้นระรัวเร็วขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามได้วันเวลาล่วงเลยผ่านไปสามเดือนอย่างไม่ช้าไม่เร็ว จ้าวเซ่อเซ่อเคยชินเสียแล้วกับการมีหลิ่วหนานฝานอยู่เคียงข้าง แม้แต่หงซิ่วยังอดบ่นมิได้ในบางครา ว่าหลิ่วหนานฝานที่เป็นเพียงหมอผู้หนึ่งกลับมาแย่งงานของนางไปเสียสิ้น ทุกสิ่งล้วนต้องแย่งทำความดีความชอบต่อหน้าคุณหนูมองดูท่าทีแก้มป่องแสนงอนของหงซิ่วแล้ว จ้าวเซ่อเซ่อก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจทว่ายามที่อากาศร้อนอบอ้าวยังมิได้ผ่านพ้นไปจนหมดสิ้น เมืองหลวงก็มีข่าวคราวส่งมาว่า อู่อันโหวเซี่ยชิงเยี่ยนรบชนะครั้งใหญ่กลับมา ว่ากันว่าเขาห้าวหาญไร้เทียมทานในสนามรบ บุกตัดหัวราชาซงหนูได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว แล้วหิ้วกลับมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้และข่าวลือที่แพร่สะพัดก่อนหน้านี้ก็เป็นความจริง เซี่ยชิงเยี่ยนที่สร้างความดีความชอบใหญ่หลวงมิได้เรียกร้องสิ่งใด เขาเพียง

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 18

    จ้าวเซ่อเซ่อย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดเดิมทีนางเอ่ยปากถามหงซิ่วว่าต้องการมาด้วยกันหรือไม่ ทว่าหงซิ่วกลับรีบวิ่งหนีไปไกลเสียก่อน นางจึงจำต้องออกจากเรือนมากับหลิ่วหนานฝานเพียงลำพังสองคนเดินมาได้ไม่นาน ด้านนอกก็มีฝนโปรยปรายลงมา ดินแดนเจียงหนานนั้นฝนตกชุก ยามวสันตฤดูยิ่งมักมีฝนปรอยตกกระทบเป็นระลอก หลิ่วหนานฝานคุ้นชินกับสภาพอากาศเช่นนี้มานานแล้ว ในมือของเขาจึงกางร่มออกแล้วยกบังเหนือศีรษะให้จ้าวเซ่อเซ่อ“ระวังหน่อยเถิด ประเดี๋ยวจะเปียกฝนเอาได้” เขากล่าวพลางจงใจเอียงร่มไปทางจ้าวเซ่อเซ่อเล็กน้อยหยาดฝนสาดกระเซ็นจนเนื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ของบุรุษเปียกชุ่ม ทว่าเขากลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยกระทั่งถึงที่หมาย จ้าวเซ่อเซ่อจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าหัวไหล่ของเขาเปียกชุ่มจนแทบจะแนบเนื้อ แผ่ไอชื้นแฉะออกมา“เมื่อครู่เหตุใดท่านจึงไม่บอกเล่า? ท่านเปียกไปหมดแล้ว” นางอดมิได้ที่จะร้อนใจขึ้นมาหลายส่วนทว่าหลิ่วหนานฝานกลับปัดหยดน้ำบนตัวออกอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วแย้มยิ้มส่งให้นาง “ร่างกายของเจ้าอ่อนแอ หากเจ้าเปียกฝนไปคงได้ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นแน่ ส่วนข้านั้นร่างกายแข็งแรงบึกบึน ไม่เป็นอันใดหรอก หากเซ่อเซ่อห่วงใยข้า มอ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status