Teilen

บทที่ 5

ปุยหิมะ
จ้าวเซ่อเซ่อมองนางด้วยความตื่นตะลึง “เจ้าพูดเหลวไหลอันใดกัน!”

“เพื่อช่วยคน เสียสละสักนิดจะเป็นไรไปเล่า?” ซูหลิงอินกล่าวอย่างผู้ที่คิดว่าตนมีเหตุผล “ท่านยายผู้นั้นน่าสงสารออกปานนั้น!”

จ้าวเซ่อเซ่อถูกตรรกะอันน่าตื่นตะลึงของนางทำให้โมโหจนแทบคลั่ง กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป ทว่าจู่ ๆ ต้นคอกลับปวดร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง——

ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้ากลืนกิน ภาพสุดท้ายที่นางเห็น คือใบหน้าเปื้อนยิ้มของซูหลิงอิน

ยามตื่นขึ้นมาอีกครั้ง กลิ่นแป้งชาดฉุนกึกก็ทำเอาจ้าวเซ่อเซ่อสำลักจนไอออกมาติด ๆ กัน

นางพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงที่มีม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดง ร่างกายสวมเพียงเสื้อบางเบาดุจปีกจั๊กจั่น เผยให้เห็นผิวพรรณขาวผ่องเป็นวงกว้าง

“โอ้ ตื่นแล้วรึ?” แม่เล้าที่แต่งหน้าทาปากเข้มจัดผู้หนึ่งบีบปลายคางของนางเพื่อพินิจพิเคราะห์ “แม้จะมิใช่สาวบริสุทธิ์ ทว่าใบหน้านี้กลับงดงามล่มเมืองยิ่งนัก...”

นางหันหน้าไปตะโกนสั่ง “ใครก็ได้ มาแต่งหน้าแต่งตัวให้แม่นางผู้นี้ คืนนี้ก็แขวนป้ายรับแขกได้เลย!”

“บังอาจ!” จ้าวเซ่อเซ่อดิ้นรนตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา “ข้าคือฮูหยินอู่อันโหว! พวกเจ้ากล้าดีอย่างไร!”

แม่เล้าตวัดฝ่ามือตบหน้านางฉาดใหญ่ “หากเจ้าเป็นฮูหยินอู่อันโหว ข้าก็คงเป็นฮองเฮาแล้วกระมัง ในเมื่อถูกขายเข้ามาแล้ว ก็ต้องรับแขก! พูดสิ่งใดไปก็ไร้ประโยชน์!”

นางโบกมือไปทางนอกประตู “ใครก็ได้ เข้ามาตี! ตีจนกว่าจะยอมเชื่อฟัง!”

ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่ห้าหกคนถือกระบองพุ่งพรวดเข้ามา แล้วกระหน่ำตีจ้าวเซ่อเซ่ออย่างไม่ลืมหูลืมตา

เสียงทึบหนักของกระบองที่ฟาดลงบนร่างดังขึ้น จ้าวเซ่อเซ่อนอนขดตัวอยู่บนพื้น ไม่นานก็ถูกทุบตีจนกระอักเลือด

“ไม้อ่อนไม่ชอบ ชอบไม้แข็งนักนะ!” แม่เล้าแค่นเสียงหยัน “จะถามเจ้าอีกครั้ง จะรับแขกหรือไม่?”

จ้าวเซ่อเซ่อบ้วนฟองเลือดออกมาคำหนึ่ง กัดฟันกรอดเอ่ยว่า “หากเจ้ากล้าแตะต้องข้า จวนโหวไม่มีทางปล่อยพวกเจ้าเอาไว้แน่...”

“ตีต่อไป!”

ทว่าในยามที่กระบองกำลังจะฟาดลงมาอีกครา บานประตูกลับถูกถีบเปิดออกอย่างแรง

ร่างคุ้นตาเงาหนึ่งยืนย้อนแสงอยู่ตรงนั้น น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

จ้าวเซ่อเซ่อเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ท่ามกลางการมองเห็นที่พร่ามัว เซี่ยชิงเยี่ยนยืนอยู่หน้าประตูด้วยรังสีอำมหิตแผ่ซ่านรอบกาย

นางอ้าปากหมายจะเอื้อนเอ่ย ทว่ากลับกระอักเลือดออกมาเพียงคำเดียว ก่อนจะสลบไสลเข้าสู่ความมืดมิดไป

จ้าวเซ่อเซ่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

นางเพิ่งจะขยับปลายนิ้ว ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของเซี่ยชิงเยี่ยนดังมาจากนอกฉากกั้น “จัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”

“เรียนท่านโหว คนในหออี๋หงทั้งสามสิบแปดคนถูกโบยจนตายสิ้นแล้วขอรับ ทาสชายที่เคยแตะต้องฮูหยินโหวถูกสับมือทั้งสองข้าง แม่เล้าถูกควักลูกตา ศพทั้งหมดล้วนถูกนำไปโยนทิ้งที่ป่าช้าไร้ญาติเพื่อเป็นอาหารของสุนัขป่าแล้ว”

“สืบรู้แน่ชัดแล้วหรือยังว่าผู้ใดเป็นคนขายฮูหยินเข้าไป?”

“เอ่อ...” องครักษ์เงาชะงักน้ำเสียงไปเล็กน้อย “เป็นแม่นางซูขอรับ ทว่าแม่นางซูกล่าวว่า นางทำไปเพื่อช่วยท่านยายที่ติดหนี้ผู้นั้น...”

“พอแล้ว” น้ำเสียงของเซี่ยชิงเยี่ยนเย็นเยียบลง “ถอยไปเถิด”

เสียงฝีเท้าห่างออกไป ร่างคุ้นตาของคนผู้หนึ่งเดินอ้อมออกมาจากหลังฉากกั้น

วันนี้เซี่ยชิงเยี่ยนสวมชุดยาวสีขาวจาง หยกพกที่เอวแกว่งไกวเบา ๆ ตามจังหวะก้าวเดิน เขายังคงเป็นอู่อันโหวผู้สูงส่งและสง่างามไร้ผู้ใดเปรียบเช่นเดิม

“เซ่อเซ่อ” เขาเอ่ยเรียกชื่อนาง น้ำเสียงอ่อนโยนเฉกเช่นวันวาน นัยน์ตาหงส์คู่นั้นกลับเจือแววปวดใจอยู่หลายส่วน “ยังเจ็บอยู่หรือไม่? อย่าได้หวาดกลัวไปเลย คนเหล่านั้นที่เคยแตะต้องเจ้า ล้วนตายไปสิ้นแล้ว”

จ้าวเซ่อเซ่อเบือนหน้าหลบสัมผัสของเขา ความคาวหวานตีตื้นขึ้นมาในลำคอ “คนที่ท่านโหวสมควรสังหารมากที่สุด คือซูหลิงอินต่างหาก!”

มือของเซี่ยชิงเยี่ยนชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เซ่อเซ่อ หลิงอินมิได้ตั้งใจ นางเพียงแค่จิตใจดีเกินไป อยากจะช่วยเหลือท่านยายผู้นั้น...”

“จิตใจดีงั้นหรือ?” จ้าวเซ่อเซ่อพลันหัวเราะร่วน หัวเราะจนน้ำตาไหลริน “นางตีข้าจนสลบแล้วนำไปขายในหอนางโลม เช่นนี้เรียกว่าจิตใจดีงั้นหรือ?”

นางยันกายลุกขึ้นนั่ง ทุกการเคลื่อนไหวล้วนรั้งบาดแผลทั่วร่างให้เจ็บปวด เซี่ยชิงเยี่ยนตั้งใจจะเข้าไปประคองตามสัญชาตญาณ ทว่ากลับถูกนางผลักออกอย่างแรง “เซี่ยชิงเยี่ยน หัวใจของท่านลำเอียงถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ต่อให้ข้าต้องตายอยู่ในหอนางโลม ก็ยังสำคัญสู้หยาดน้ำตาเพียงหยดเดียวของซูหลิงอินมิได้ใช่หรือไม่?”

“ท่านลืมไปแล้วหรือ? ปีนั้นยามที่ท่านคุกเข่าท่ามกลางกองหิมะเพื่อขอข้าแต่งงาน ท่านกล่าวว่าอันใดบ้าง? ท่านกล่าวว่า ‘เซ่อเซ่อ ชาตินี้ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเจ้า’ ท่านกล่าวว่า ‘หนึ่งชีวิต หนึ่งคู่เคียง’...”

นางสะอื้นไห้จนมิอาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้อีก “ที่แท้คำว่าหนึ่งชีวิตของท่าน ก็มีระยะเวลาเพียงแค่สามปีเท่านั้นหรือ?!”

ภายในห้องนอนเงียบสงัดจนน่ากลัว มีเพียงเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างบ้าคลั่งของนางเท่านั้น

เซี่ยชิงเยี่ยนเอาแต่เงียบงัน นิ้วเรียวยาวลูบไล้หยกพกที่เอวเบา ๆ ราวกับว่าคำถามอันแสนเจ็บปวดรวดร้าวของนางนั้นมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเขาเลย

หัวใจของจ้าวเซ่อเซ่อเย็นเยียบลงทีละน้อย

อดีตเพียงแค่นางขมวดคิ้ว เขาก็ปวดใจไปค่อนวัน ทว่าบัดนี้นางร้องไห้จนแทบขาดใจ เขากลับยังคงนิ่งเฉยไร้ความรู้สึก

ดูเหมือนว่า เขาจะหมดรักนางแล้วจริง ๆ

“เอาล่ะ” รอจนนางร้องไห้จนเหนื่อยล้า เซี่ยชิงเยี่ยนถึงได้เอ่ยขึ้นมาอย่างเรียบเฉยว่า “เรื่องนี้ให้จบลงเพียงเท่านี้ เจ้าอย่าได้ไปหาเรื่องหลิงอินอีกเลย”

จ้าวเซ่อเซ่อหลับตาลง ปล่อยให้น้ำตารินไหลโดยไร้ซุ่มเสียง

นางเหนื่อยแล้ว เหนื่อยล้าเหลือเกิน

ร่างกายนี้ถูกทรมานจนบอบช้ำไปทั้งร่าง หัวใจดวงนี้ก็ถูกทำร้ายจนแตกสลายไม่มีชิ้นดี

หงซิ่วคงจะใกล้ถึงเจียงหนานแล้ว

รอให้ราชโองการมาถึงเมื่อใด นางก็จะจากที่นี่ไป และจะไปตลอดกาล!

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 23

    เซี่ยชิงเยี่ยนยื่นมือออกไป ทว่าทำอย่างไรก็มิอาจคว้าตัวคนผู้นั้นไว้ได้เขาถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ทำได้เพียงเบิกตามองจ้าวเซ่อเซ่อจากตนไปเช่นนี้ครู่ต่อมา ซูหลิงอินก็คลานเข้ามาแทบเท้าเขา“ท่านโหว ท่านมองข้าสิเจ้าคะ... ขอเพียงท่านช่วยข้า ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านเหมือนนังแพศยาจ้าวเซ่อเซ่อผู้นั้น ข้า...” คำพูดของนางยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกเซี่ยชิงเยี่ยนเตะกระเด็นอย่างแรง“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้ากล่าวถึงเซ่อเซ่อ! เจ้าต่างหากคือตัวการ ซูหลิงอิน หากไม่มีเจ้า ข้ากับเซ่อเซ่อจะกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!” เขาเดือดดาลจนถึงขีดสุด เตะซูหลิงอินจนสติหลุดลอยบางทีอาจตระหนักได้ว่าตนเองไร้ซึ่งความหวังแล้วจริง ๆ ภายใต้ความเจ็บปวดแสนสาหัสทั่วสรรพางค์กาย ซูหลิงอินจึงแค่นหัวเราะออกมาอย่างน่าเวทนา“เซี่ยชิงเยี่ยน ท่านเอาแต่โทษข้า ทว่าท่านเองก็เมินเฉยต่อความทุกข์ทรมานที่จ้าวเซ่อเซ่อต้องเผชิญมิใช่หรือ! หากท่านมิได้รู้เห็นเป็นใจ ข้าจะทำเรื่องเหล่านั้นมากมายได้อย่างไร คนที่ทำร้ายท่านก็คือตัวท่านเองชัด ๆ! เป็นท่านเองที่ทำจ้าวเซ่อเซ่อหล่นหาย ชั่วชีวิตนี้ท่านจะไม่มีวันได้ครองคู่กับคนที่ท่านรัก ชั่วชีวิต!” ซูหลิงอินไม่อา

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 22

    จุดหมายปลายทางคือเมืองหลวง จากเจียงหนานถึงเมืองหลวง แม้ใช้เส้นทางที่รวดเร็วที่สุดก็ยังต้องใช้เวลานานนับครึ่งเดือน ตลอดครึ่งเดือนบนการเดินทางนี้ เซี่ยชิงเยี่ยนเอาแต่หยิบยกเรื่องราวในหนหลังขึ้นมากล่าวถึงอยู่เสมอ หวังเพียงจะได้เห็นท่าทีแห่งความรักจากจ้าวเซ่อเซ่อบ้าง ทว่าไม่ว่าเขาจะทุ่มเทความพยายามสักเพียงไร ในสายตาของจ้าวเซ่อเซ่อกลับมีเพียงหลิ่วหนานฝานผู้เดียวเท่านั้นพวกเขาทั้งสองนั่งกระซิบกระซาบหยอกล้อกันตลอดทั้งวัน รอยยิ้มนั้นช่างบาดตายิ่งนัก สองมือของพวกเขาแทบจะไม่เคยผละออกจากกัน แม้แต่ยามที่จ้าวเซ่อเซ่อเผลอหลับไป หลิ่วหนานฝานก็ยังคงกอบกุมมือของนางเอาไว้ บีบคลึงนิ้วมือนางเล่นอย่างแผ่วเบาช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เซี่ยชิงเยี่ยนต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทว่าเมื่อคิดว่าตนยังสามารถมองเห็นจ้าวเซ่อเซ่อได้ เขาก็ทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้วันที่เดินทางมาถึงเมืองหลวง คือยามที่เซี่ยชิงเยี่ยนเบิกบานใจที่สุดเขากระตือรือร้นนำทางมาจนถึงตรอกเล็ก ๆ อันแสนสกปรกแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนไร้เรือนชานหรือก็คือพวกขอทาน ทำเอาจ้าวเซ่อเซ่อรู้สึกสับสนยิ่งนัก เหตุใดเซี่ยชิงเยี่ยนจึงพานางมาที

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 21

    หลิ่วหนานฝานรีบรุดมาถึง เขาเข้ามาขวางระหว่างเซี่ยชิงเยี่ยนกับจ้าวเซ่อเซ่ออย่างไม่เกรงกลัว ใช้ร่างกายของตนเองปกป้องนางเอาไว้จ้าวเซ่อเซ่ออดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา “ข้าไม่เป็นไร ท่านไปที่ใดมาหรือหนานฝาน?”รอยยิ้มของนางเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเชื่อใจ เป็นสิ่งที่เซี่ยชิงเยี่ยนมิได้เห็นมาเนิ่นนาน เพียงแค่มองปราดเดียว ภายในใจของเขาก็พลันตื่นตระหนก จึงกดเสียงต่ำคำรามออกมา“เจ้าเป็นผู้ใด เซ่อเซ่อเป็นคนของข้า ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเรียกขานนางเช่นนี้?”หลิ่วหนานฝานหันกายกลับมา จ้าวเซ่อเซ่อถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ปกติแล้วเขามักสวมอาภรณ์สีขาวเรียบง่าย เนื้อผ้าล้วนแสนธรรมดา มองไม่ออกถึงความพิเศษอันใด ทว่าวันนี้อาภรณ์บนร่างแม้จะเป็นสีขาวเช่นเดิม แต่กลับมีลวดลายทอซ่อนอยู่มากมาย ดูหรูหราทว่าถ่อมตนขึ้นมิใช่น้อย สัมผัสได้ชัดเจนถึงความล้ำค่าของอาภรณ์ชุดนี้ต่อเรื่องนี้ ภายในใจของจ้าวเซ่อเซ่อพลันเกิดข้อสงสัยขึ้นมา หลิ่วหนานฝานเป็นเพียงหมอธรรมดาผู้หนึ่งในเจียงหนานจริงหรือ?นางมองดูหลิ่วหนานฝานแค่นเสียงหยัน “พวกท่านหย่าขาดกันแล้ว บัดนี้คนที่เซ่อเซ่อชอบคือข้า”เซี่ยชิงเยี่ยนมิกล้าเชื่อเรื่องพรรค์นี้ เขา

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 20

    วันรุ่งขึ้น เซี่ยชิงเยี่ยนก็ควบม้ามาถึงเจียงหนาน และหยุดลงที่หน้าเรือนร้านค้าของจ้าวเซ่อเซ่อในฐานะอู่อันโหว การที่เซี่ยชิงเยี่ยนจะสืบหาตัวจ้าวเซ่อเซ่อนั้นง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ นางจึงมิได้แปลกใจกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้นี้แต่อย่างใด หลังจากได้รับการปลอบโยนจากหลิ่วหนานฝาน นางก็คิดตกแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไร เรื่องราวระหว่างนางกับเซี่ยชิงเยี่ยนก็จำต้องสะสางให้กระจ่างชัดเพียงแรกสบตากับนาง เซี่ยชิงเยี่ยนก็สาวเท้าเข้าไปหาทันทีตลอดหลายเดือนในสนามรบ ทุกลมหายใจของเขาล้วนคำนึงถึงจ้าวเซ่อเซ่อ แม้ศึกจะกำชัย แต่ในใจเขากลับมีเพียงจ้าวเซ่อเซ่อผู้เดียว เขาเร่งควบม้าฝ่าตะบึงกลับเมืองหลวง ฮ่องเต้ทรงรับสั่งจะพระราชทานเลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ให้ ทว่าเขากลับปฏิเสธจนสิ้น ขอเพียงราชโองการฉบับเดียว ราชโองการที่สามารถรั้งตัวนางกลับมาได้ครั้นผ่านความเป็นความตายมาได้ เมื่อได้พานพบจ้าวเซ่อเซ่ออีกครา ความรู้สึกของเซี่ยชิงเยี่ยนก็ดั่งได้ของล้ำค่าที่สูญหายกลับคืนมา เขาทอดสายตาสำรวจดวงหน้าของนาง พบว่าช่วงเวลาที่รอนแรมอยู่ในเจียงหนานนี้นางดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง พวงแก้มมีเนื้อหนังขึ้นเล็กน้อย ดูน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเดิมท

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 19

    หลังจากนั้น จ้าวเซ่อเซ่อได้ทำร่มด้วยมือของนางเองมอบให้แก่หลิ่วหนานฝาน เพื่อเป็นค่ารักษาที่เขาดูแลนางมาอย่างยาวนาน ยามที่หลิ่วหนานฝานได้รับ เขารู้สึกยินดียิ่งนัก นัยน์ตาของเขามิอาจปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้ยามสบเข้ากับแววตาอันเร่าร้อนปานนั้น หัวใจของนางก็พลันเต้นระรัวเร็วขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามได้วันเวลาล่วงเลยผ่านไปสามเดือนอย่างไม่ช้าไม่เร็ว จ้าวเซ่อเซ่อเคยชินเสียแล้วกับการมีหลิ่วหนานฝานอยู่เคียงข้าง แม้แต่หงซิ่วยังอดบ่นมิได้ในบางครา ว่าหลิ่วหนานฝานที่เป็นเพียงหมอผู้หนึ่งกลับมาแย่งงานของนางไปเสียสิ้น ทุกสิ่งล้วนต้องแย่งทำความดีความชอบต่อหน้าคุณหนูมองดูท่าทีแก้มป่องแสนงอนของหงซิ่วแล้ว จ้าวเซ่อเซ่อก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจทว่ายามที่อากาศร้อนอบอ้าวยังมิได้ผ่านพ้นไปจนหมดสิ้น เมืองหลวงก็มีข่าวคราวส่งมาว่า อู่อันโหวเซี่ยชิงเยี่ยนรบชนะครั้งใหญ่กลับมา ว่ากันว่าเขาห้าวหาญไร้เทียมทานในสนามรบ บุกตัดหัวราชาซงหนูได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว แล้วหิ้วกลับมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้และข่าวลือที่แพร่สะพัดก่อนหน้านี้ก็เป็นความจริง เซี่ยชิงเยี่ยนที่สร้างความดีความชอบใหญ่หลวงมิได้เรียกร้องสิ่งใด เขาเพียง

  • ศาลาฉางถิง สิ้นรอยอาลัย   บทที่ 18

    จ้าวเซ่อเซ่อย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดเดิมทีนางเอ่ยปากถามหงซิ่วว่าต้องการมาด้วยกันหรือไม่ ทว่าหงซิ่วกลับรีบวิ่งหนีไปไกลเสียก่อน นางจึงจำต้องออกจากเรือนมากับหลิ่วหนานฝานเพียงลำพังสองคนเดินมาได้ไม่นาน ด้านนอกก็มีฝนโปรยปรายลงมา ดินแดนเจียงหนานนั้นฝนตกชุก ยามวสันตฤดูยิ่งมักมีฝนปรอยตกกระทบเป็นระลอก หลิ่วหนานฝานคุ้นชินกับสภาพอากาศเช่นนี้มานานแล้ว ในมือของเขาจึงกางร่มออกแล้วยกบังเหนือศีรษะให้จ้าวเซ่อเซ่อ“ระวังหน่อยเถิด ประเดี๋ยวจะเปียกฝนเอาได้” เขากล่าวพลางจงใจเอียงร่มไปทางจ้าวเซ่อเซ่อเล็กน้อยหยาดฝนสาดกระเซ็นจนเนื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ของบุรุษเปียกชุ่ม ทว่าเขากลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยกระทั่งถึงที่หมาย จ้าวเซ่อเซ่อจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าหัวไหล่ของเขาเปียกชุ่มจนแทบจะแนบเนื้อ แผ่ไอชื้นแฉะออกมา“เมื่อครู่เหตุใดท่านจึงไม่บอกเล่า? ท่านเปียกไปหมดแล้ว” นางอดมิได้ที่จะร้อนใจขึ้นมาหลายส่วนทว่าหลิ่วหนานฝานกลับปัดหยดน้ำบนตัวออกอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วแย้มยิ้มส่งให้นาง “ร่างกายของเจ้าอ่อนแอ หากเจ้าเปียกฝนไปคงได้ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นแน่ ส่วนข้านั้นร่างกายแข็งแรงบึกบึน ไม่เป็นอันใดหรอก หากเซ่อเซ่อห่วงใยข้า มอ

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status