تسجيل الدخولเซี่ยชิงเยี่ยนยื่นมือออกไป ทว่าทำอย่างไรก็มิอาจคว้าตัวคนผู้นั้นไว้ได้เขาถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ทำได้เพียงเบิกตามองจ้าวเซ่อเซ่อจากตนไปเช่นนี้ครู่ต่อมา ซูหลิงอินก็คลานเข้ามาแทบเท้าเขา“ท่านโหว ท่านมองข้าสิเจ้าคะ... ขอเพียงท่านช่วยข้า ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านเหมือนนังแพศยาจ้าวเซ่อเซ่อผู้นั้น ข้า...” คำพูดของนางยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกเซี่ยชิงเยี่ยนเตะกระเด็นอย่างแรง“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้ากล่าวถึงเซ่อเซ่อ! เจ้าต่างหากคือตัวการ ซูหลิงอิน หากไม่มีเจ้า ข้ากับเซ่อเซ่อจะกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!” เขาเดือดดาลจนถึงขีดสุด เตะซูหลิงอินจนสติหลุดลอยบางทีอาจตระหนักได้ว่าตนเองไร้ซึ่งความหวังแล้วจริง ๆ ภายใต้ความเจ็บปวดแสนสาหัสทั่วสรรพางค์กาย ซูหลิงอินจึงแค่นหัวเราะออกมาอย่างน่าเวทนา“เซี่ยชิงเยี่ยน ท่านเอาแต่โทษข้า ทว่าท่านเองก็เมินเฉยต่อความทุกข์ทรมานที่จ้าวเซ่อเซ่อต้องเผชิญมิใช่หรือ! หากท่านมิได้รู้เห็นเป็นใจ ข้าจะทำเรื่องเหล่านั้นมากมายได้อย่างไร คนที่ทำร้ายท่านก็คือตัวท่านเองชัด ๆ! เป็นท่านเองที่ทำจ้าวเซ่อเซ่อหล่นหาย ชั่วชีวิตนี้ท่านจะไม่มีวันได้ครองคู่กับคนที่ท่านรัก ชั่วชีวิต!” ซูหลิงอินไม่อา
จุดหมายปลายทางคือเมืองหลวง จากเจียงหนานถึงเมืองหลวง แม้ใช้เส้นทางที่รวดเร็วที่สุดก็ยังต้องใช้เวลานานนับครึ่งเดือน ตลอดครึ่งเดือนบนการเดินทางนี้ เซี่ยชิงเยี่ยนเอาแต่หยิบยกเรื่องราวในหนหลังขึ้นมากล่าวถึงอยู่เสมอ หวังเพียงจะได้เห็นท่าทีแห่งความรักจากจ้าวเซ่อเซ่อบ้าง ทว่าไม่ว่าเขาจะทุ่มเทความพยายามสักเพียงไร ในสายตาของจ้าวเซ่อเซ่อกลับมีเพียงหลิ่วหนานฝานผู้เดียวเท่านั้นพวกเขาทั้งสองนั่งกระซิบกระซาบหยอกล้อกันตลอดทั้งวัน รอยยิ้มนั้นช่างบาดตายิ่งนัก สองมือของพวกเขาแทบจะไม่เคยผละออกจากกัน แม้แต่ยามที่จ้าวเซ่อเซ่อเผลอหลับไป หลิ่วหนานฝานก็ยังคงกอบกุมมือของนางเอาไว้ บีบคลึงนิ้วมือนางเล่นอย่างแผ่วเบาช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เซี่ยชิงเยี่ยนต้องใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทว่าเมื่อคิดว่าตนยังสามารถมองเห็นจ้าวเซ่อเซ่อได้ เขาก็ทำได้เพียงอดกลั้นเอาไว้วันที่เดินทางมาถึงเมืองหลวง คือยามที่เซี่ยชิงเยี่ยนเบิกบานใจที่สุดเขากระตือรือร้นนำทางมาจนถึงตรอกเล็ก ๆ อันแสนสกปรกแห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยผู้คนไร้เรือนชานหรือก็คือพวกขอทาน ทำเอาจ้าวเซ่อเซ่อรู้สึกสับสนยิ่งนัก เหตุใดเซี่ยชิงเยี่ยนจึงพานางมาที
หลิ่วหนานฝานรีบรุดมาถึง เขาเข้ามาขวางระหว่างเซี่ยชิงเยี่ยนกับจ้าวเซ่อเซ่ออย่างไม่เกรงกลัว ใช้ร่างกายของตนเองปกป้องนางเอาไว้จ้าวเซ่อเซ่ออดมิได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา “ข้าไม่เป็นไร ท่านไปที่ใดมาหรือหนานฝาน?”รอยยิ้มของนางเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเชื่อใจ เป็นสิ่งที่เซี่ยชิงเยี่ยนมิได้เห็นมาเนิ่นนาน เพียงแค่มองปราดเดียว ภายในใจของเขาก็พลันตื่นตระหนก จึงกดเสียงต่ำคำรามออกมา“เจ้าเป็นผู้ใด เซ่อเซ่อเป็นคนของข้า ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเรียกขานนางเช่นนี้?”หลิ่วหนานฝานหันกายกลับมา จ้าวเซ่อเซ่อถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ปกติแล้วเขามักสวมอาภรณ์สีขาวเรียบง่าย เนื้อผ้าล้วนแสนธรรมดา มองไม่ออกถึงความพิเศษอันใด ทว่าวันนี้อาภรณ์บนร่างแม้จะเป็นสีขาวเช่นเดิม แต่กลับมีลวดลายทอซ่อนอยู่มากมาย ดูหรูหราทว่าถ่อมตนขึ้นมิใช่น้อย สัมผัสได้ชัดเจนถึงความล้ำค่าของอาภรณ์ชุดนี้ต่อเรื่องนี้ ภายในใจของจ้าวเซ่อเซ่อพลันเกิดข้อสงสัยขึ้นมา หลิ่วหนานฝานเป็นเพียงหมอธรรมดาผู้หนึ่งในเจียงหนานจริงหรือ?นางมองดูหลิ่วหนานฝานแค่นเสียงหยัน “พวกท่านหย่าขาดกันแล้ว บัดนี้คนที่เซ่อเซ่อชอบคือข้า”เซี่ยชิงเยี่ยนมิกล้าเชื่อเรื่องพรรค์นี้ เขา
วันรุ่งขึ้น เซี่ยชิงเยี่ยนก็ควบม้ามาถึงเจียงหนาน และหยุดลงที่หน้าเรือนร้านค้าของจ้าวเซ่อเซ่อในฐานะอู่อันโหว การที่เซี่ยชิงเยี่ยนจะสืบหาตัวจ้าวเซ่อเซ่อนั้นง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ นางจึงมิได้แปลกใจกับการปรากฏตัวของบุรุษผู้นี้แต่อย่างใด หลังจากได้รับการปลอบโยนจากหลิ่วหนานฝาน นางก็คิดตกแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไร เรื่องราวระหว่างนางกับเซี่ยชิงเยี่ยนก็จำต้องสะสางให้กระจ่างชัดเพียงแรกสบตากับนาง เซี่ยชิงเยี่ยนก็สาวเท้าเข้าไปหาทันทีตลอดหลายเดือนในสนามรบ ทุกลมหายใจของเขาล้วนคำนึงถึงจ้าวเซ่อเซ่อ แม้ศึกจะกำชัย แต่ในใจเขากลับมีเพียงจ้าวเซ่อเซ่อผู้เดียว เขาเร่งควบม้าฝ่าตะบึงกลับเมืองหลวง ฮ่องเต้ทรงรับสั่งจะพระราชทานเลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ให้ ทว่าเขากลับปฏิเสธจนสิ้น ขอเพียงราชโองการฉบับเดียว ราชโองการที่สามารถรั้งตัวนางกลับมาได้ครั้นผ่านความเป็นความตายมาได้ เมื่อได้พานพบจ้าวเซ่อเซ่ออีกครา ความรู้สึกของเซี่ยชิงเยี่ยนก็ดั่งได้ของล้ำค่าที่สูญหายกลับคืนมา เขาทอดสายตาสำรวจดวงหน้าของนาง พบว่าช่วงเวลาที่รอนแรมอยู่ในเจียงหนานนี้นางดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้าง พวงแก้มมีเนื้อหนังขึ้นเล็กน้อย ดูน่าเอ็นดูยิ่งกว่าเดิมท
หลังจากนั้น จ้าวเซ่อเซ่อได้ทำร่มด้วยมือของนางเองมอบให้แก่หลิ่วหนานฝาน เพื่อเป็นค่ารักษาที่เขาดูแลนางมาอย่างยาวนาน ยามที่หลิ่วหนานฝานได้รับ เขารู้สึกยินดียิ่งนัก นัยน์ตาของเขามิอาจปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้ยามสบเข้ากับแววตาอันเร่าร้อนปานนั้น หัวใจของนางก็พลันเต้นระรัวเร็วขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามได้วันเวลาล่วงเลยผ่านไปสามเดือนอย่างไม่ช้าไม่เร็ว จ้าวเซ่อเซ่อเคยชินเสียแล้วกับการมีหลิ่วหนานฝานอยู่เคียงข้าง แม้แต่หงซิ่วยังอดบ่นมิได้ในบางครา ว่าหลิ่วหนานฝานที่เป็นเพียงหมอผู้หนึ่งกลับมาแย่งงานของนางไปเสียสิ้น ทุกสิ่งล้วนต้องแย่งทำความดีความชอบต่อหน้าคุณหนูมองดูท่าทีแก้มป่องแสนงอนของหงซิ่วแล้ว จ้าวเซ่อเซ่อก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจทว่ายามที่อากาศร้อนอบอ้าวยังมิได้ผ่านพ้นไปจนหมดสิ้น เมืองหลวงก็มีข่าวคราวส่งมาว่า อู่อันโหวเซี่ยชิงเยี่ยนรบชนะครั้งใหญ่กลับมา ว่ากันว่าเขาห้าวหาญไร้เทียมทานในสนามรบ บุกตัดหัวราชาซงหนูได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว แล้วหิ้วกลับมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้และข่าวลือที่แพร่สะพัดก่อนหน้านี้ก็เป็นความจริง เซี่ยชิงเยี่ยนที่สร้างความดีความชอบใหญ่หลวงมิได้เรียกร้องสิ่งใด เขาเพียง
จ้าวเซ่อเซ่อย่อมไม่มีข้อโต้แย้งใดเดิมทีนางเอ่ยปากถามหงซิ่วว่าต้องการมาด้วยกันหรือไม่ ทว่าหงซิ่วกลับรีบวิ่งหนีไปไกลเสียก่อน นางจึงจำต้องออกจากเรือนมากับหลิ่วหนานฝานเพียงลำพังสองคนเดินมาได้ไม่นาน ด้านนอกก็มีฝนโปรยปรายลงมา ดินแดนเจียงหนานนั้นฝนตกชุก ยามวสันตฤดูยิ่งมักมีฝนปรอยตกกระทบเป็นระลอก หลิ่วหนานฝานคุ้นชินกับสภาพอากาศเช่นนี้มานานแล้ว ในมือของเขาจึงกางร่มออกแล้วยกบังเหนือศีรษะให้จ้าวเซ่อเซ่อ“ระวังหน่อยเถิด ประเดี๋ยวจะเปียกฝนเอาได้” เขากล่าวพลางจงใจเอียงร่มไปทางจ้าวเซ่อเซ่อเล็กน้อยหยาดฝนสาดกระเซ็นจนเนื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ของบุรุษเปียกชุ่ม ทว่าเขากลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อยกระทั่งถึงที่หมาย จ้าวเซ่อเซ่อจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าหัวไหล่ของเขาเปียกชุ่มจนแทบจะแนบเนื้อ แผ่ไอชื้นแฉะออกมา“เมื่อครู่เหตุใดท่านจึงไม่บอกเล่า? ท่านเปียกไปหมดแล้ว” นางอดมิได้ที่จะร้อนใจขึ้นมาหลายส่วนทว่าหลิ่วหนานฝานกลับปัดหยดน้ำบนตัวออกอย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วแย้มยิ้มส่งให้นาง “ร่างกายของเจ้าอ่อนแอ หากเจ้าเปียกฝนไปคงได้ล้มหมอนนอนเสื่อเป็นแน่ ส่วนข้านั้นร่างกายแข็งแรงบึกบึน ไม่เป็นอันใดหรอก หากเซ่อเซ่อห่วงใยข้า มอ







