แชร์

บทที่ 12

ผู้เขียน: สายลมไร้กาลเวลา
“ตีเหล็กต่อไป!”

ฉู่หนิงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย สั่งการให้ทุกคนตีเหล็กต่อไป

และเรื่องนี้ ก็ได้แพร่ไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้อย่างรวดเร็ว

ภายในตำหนักอิงอู่ที่งดงามตระการตา ฮ่องเต้กำลังจะเสวยพระกระยาหารกลางวัน แต่ในขณะนี้องครักษ์เงาก็เข้ามารายงาน

“ฝ่าบาท เฝิงอันกั๋วรองเสนาบดีกรมกลาโหมนำคนไปล้อมเผิงไหลจวิ้นอ๋องที่ร้านตีเหล็กพ่ะย่ะค่ะ!”

ฮ่องเต้ที่กำลังจะเสวยพระกระยาหารพลันมีสีพระพักตร์มืดมน แค่นเสียงเย็นคราหนึ่ง ตะเกียบในพระหัตถ์ถูกขว้างลงไปอย่างแรง หักเป็นสองท่อนในชั่วพริบตา

“ช่างบังอาจเสียจริง แค่รองเสนาบดีกรมกลาโหมคนหนึ่ง ยังกล้ามารังแกฉู่หนิง!”

ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยสีหน้าเขียวคล้ำ “แล้วฉู่หนิงรับมืออย่างไร?”

องครักษ์เงาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟังคร่าว ๆ

เมื่อฮ่องเต้ฟังจบก็พิโรธอย่างยิ่ง ทุบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน!

สะบัดแขนเสื้อ พระกระยาหารเลิศรสบนโต๊ะถูกปัดกระเด็นออกไปทั้งหมด จานชามแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

“เฝิงอันกั๋ว เจ้ากล้าดีอย่างไร!”

ฮ่องเต้ทรงกริ้วจนพระพักตร์แดงก่ำ

ถึงแม้ฉู่หนิงจะเป็นบุตรนอกสมรส ในมือไม่มีทั้งอำนาจและบารมี ในราชสำนักก็ไม่มีใครสนับสนุน แต่ก็เป็นถึงองค์ชาย!

เป็นโอรสของเรา!

แค่รองเสนาบดีกรมกลาโหมขุนนางระดับสามขั้นต่ำ ยังกล้ามารังแกฉู่หนิงเช่นนี้

ดูท่าว่าเรื่องที่เถ้าแก่ร้านตีเหล็กถูกฆ่าล้างตระกูลจะยังสั่งสอนคนพวกนี้ไม่ได้!”

“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

องครักษ์เงาและจ้าวหมิงเห็นฮ่องเต้ทรงพิโรธ ก็พากันคุกเข่าลงกับพื้น

“ระงับโทสะหรือ?”

ฮ่องเต้ทรงพระสรวลด้วยความกริ้ว “โอรสของเราถูกคนรังแก พวกเจ้ายังจะให้เราระงับโทสะอีกหรือ?”

“ไป ไปตามตัวฉู่หนิงมาพบเรา ครั้งนี้เราจะออกหน้าให้เขาเอง!”

“พ่ะย่ะค่ะ!” จ้าวหมิงรับคำแล้วรีบออกไปถ่ายทอดราชโองการทันที

ครึ่งชั่วยามต่อมา ฉู่หนิงก็ติดตามจ้าวหมิงมาถึงพระราชวัง

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาถึงพระตำหนักที่ประทับของฮ่องเต้ ฉู่หนิงถึงกับตกตะลึงในความใหญ่โตโอฬารของพระราชวังแห่งนี้ ตลอดทางก็อดไม่ได้ที่จะมองซ้ายทีขวาทีเป็นระยะ ๆ

จ้าวหมิงรู้ที่มาที่ไปของฉู่หนิง จึงไม่ได้พูดอะไรมาก แต่เมื่อมาถึงหน้าประตูตำหนักอิงอู่ จ้าวหมิงก็ยังคงกระซิบเตือนเบา ๆ

“จวิ้นอ๋อง ตอนนี้ฝ่าบาทอารมณ์ไม่ดีนัก เดี๋ยวตอนทูลตอบท่านโปรดระวังด้วย และก็อย่าได้มองซ้ายมองขวาอีกนะพ่ะย่ะค่ะ”

ฉู่หนิงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วจึงก้าวเข้าไปในตำหนัก

ภายในตำหนัก ฮ่องเต้ประทับอยู่บนที่นั่งหลักด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว ฉู่หนิงเดินเข้าไปทำความเคารพ “ลูกขอถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ!”

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรโอรสที่ถูกรังแกซึ่งอยู่ตรงหน้า เขาอยากจะด่าทอฉู่หนิงแรง ๆ สักที!

ในฐานะองค์ชาย เหตุใดถึงได้ไม่เอาไหนเช่นนี้?

เจ้าฉู่หนิงเหตุใดถึงไม่กล้าสู้กับเฝิงอันกั๋วสักตั้งเล่า?

แต่เมื่อนึกถึงชาติกำเนิดและสถานการณ์ในปัจจุบันของฉู่หนิง คำพูดที่มาถึงพระโอษฐ์ก็ถูกกลืนกลับลงไป

องค์ชายที่ไม่มีทั้งอำนาจและบารมี ทั้งยังกำลังจะไปแนวหน้า จะเอาอะไรไปสู้กับรองเสนาบดีกรมกลาโหมได้?

คำตำหนิในที่สุดก็กลายเป็นเสียงถอนหายใจยาว “ลุกขึ้นพูดเถอะ”

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ!” ฉู่หนิงลุกขึ้นยืน ก้มหน้าไม่พูดอะไรต่อ

ฮ่องเต้เห็นท่าทีเช่นนี้ของฉู่หนิง ความรู้สึกผิดในใจก็ยิ่งเพิ่มพูน

เด็กคนนี้ เสียเปรียบขนาดนี้ หรือแม้แต่จะฟ้องก็ยังทำไม่เป็น?

ใช่แล้ว ฉู่หนิงคงจะอยากทำให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กกลายเป็นไม่มีอะไร ไม่อยากจะล่วงเกินผู้ใด

ท้ายที่สุดแล้ว ก็เพราะไม่มีทั้งอำนาจและบารมีนี่เอง

ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์เล็กน้อย ตรัสถาม “ได้ยินว่าวันนี้เจ้ามีเรื่องขัดแย้งกับเฝิงอันกั๋วรองเสนาบดีกรมกลาโหมที่ร้านตีเหล็กหรือ?”

สีหน้าของฉู่หนิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เผยท่าทีตื่นตระหนก แล้วรีบส่ายหน้า “ไม่มีเรื่องเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ลูกจะไปมีเรื่องขัดแย้งกับใต้เท้าเฝิงได้อย่างไร”

ตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!

เจ้าเป็นถึงองค์ชาย กลับไปกลัวรองเสนาบดีกรมกลาโหมคนหนึ่ง

เจ้าไม่เอาความ เราจะเอาความเอง!

“เจ้าเด็กคนนี้ ก็ซื่อเกินไปแล้ว เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าที่นี่คือเมืองหลวง มีเรื่องอะไรที่จะรอดพ้นสายตาเราไปได้?”

สีพระพักตร์ของฮ่องเต้เคร่งขรึม “เจ้าเป็นองค์ชาย เฝิงอันกั๋วเป็นขุนนาง เขาทำกับเจ้าเช่นนี้ก็คือการล่วงเกินผู้ที่สูงศักดิ์กว่า บอกมาเถิด เจ้าอยากให้เราจัดการเรื่องนี้อย่างไร?”

ฉู่หนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กระซิบตอบ “เสด็จพ่อ เรื่องนี้จะปล่อยให้มันจบลงเพียงเท่านี้ไม่ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“หืม?”

บนพระพักตร์ของฮ่องเต้ปรากฏความไม่พอใจ “มีเราหนุนหลังให้เจ้าอยู่ เจ้ายังจะกลัวคนอื่นมาแก้แค้นอีกหรือ?”

เจ้าเด็กนี่ ช่างขี้ขลาดเกินไปแล้ว

แต่ฉู่หนิงกลับเผยสีหน้าเมตตากรุณาออกมา “เสด็จพ่อ ยามนี้แนวหน้ากำลังวิกฤต เป็นช่วงเวลาที่ต้องการกำลังคน หากลูกเพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านี้ ก็ทูลขอให้ท่านลงโทษใต้เท้าเฝิง จะไม่เป็นการเสียชาติเกิดที่เป็นองค์ชายหรือพ่ะย่ะค่ะ?

ลูกเจ็บช้ำน้ำใจบ้างก็ไม่ได้เสียหายอะไร แต่ต้าฉู่จะขาดขุนนางขั้นสามไปเพราะเรื่องนี้ไม่ได้!

บัดนี้สถานการณ์ที่แนวหน้าไม่สู้ดีนัก หากรองเสนาบดีกรมกลาโหมเกิดเรื่องขึ้น เกรงว่าจะทำให้ผู้คนแตกตื่น เสด็จพ่อโปรดไตร่ตรองด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

ถึงขนาดนี้แล้ว ฉู่หนิงยังจะพูดแทนเฝิงอันกั๋วอีก

แต่ว่า ด้วยชาติกำเนิดของฉู่หนิง การที่สามารถพูดเช่นนี้ออกมาได้ แสดงว่าฉู่หนิงทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตน ทำเพื่อต้าฉู่อย่างแท้จริง

ในพระทัยของฮ่องเต้พลันรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย

หากองค์ชายทุกคนมองสถานการณ์โดยรวมของบ้านเมืองเหมือนกับฉู่หนิง ต้าฉู่ก็คงจะไม่กลายเป็นเช่นนี้

เจ้าลูกทรพีพวกนั้น ปกติก็เอาแต่ทำตัวกร่างวางอำนาจ พอถึงยามคับขัน กลับไม่มีใครสักคนยอมยืนหยัดเพื่อต้าฉู่เลยสักคน

สุดท้ายก็ยังต้องให้ฉู่หนิงไปที่แนวหน้า!

ความคิดเหล่านี้แวบผ่านเข้ามาในหัวของฮ่องเต้ ความรู้สึกผิดในพระทัยก็ยิ่งล้ำลึกขึ้น

แม้จะรู้ว่าในฐานะจักรพรรดิไม่ควรมีความรู้สึกเช่นนี้ แต่หลายปีมานี้ ราชสำนักถูกองค์ชายสิบเจ็ดคนปั่นป่วนจนวุ่นวายไปหมด การปรากฏตัวของฉู่หนิงทำให้ฮ่องเต้ทรงรู้สึกถึงความเป็นบิดาเป็นครั้งแรก

ครั้งนี้ จะต้องปกป้องลูกของตนเองให้ได้!

ถือเสียว่าเป็นการชดเชยความรู้สึกผิดที่กำลังจะส่งฉู่หนิงไปตายก็แล้วกัน!

เมื่อทอดพระเนตรฉู่หนิงที่กำลังขอความเมตตาให้เฝิงอันกั๋วอยู่ตรงหน้า ในแววตาของฮ่องเต้ก็เผยความรักใคร่ออกมา

“ในเมื่อเจ้ายืนกราน เราก็จะไม่บังคับ แต่เฝิงอันกั๋วนั่นต้องได้รับการลงโทษ มิเช่นนั้นต่อไปใคร ๆ ก็จะกล้ามารังแกโอรสของเรา!”

ฮ่องเต้ทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตรัสว่า “เราจำได้ว่าตอนนี้เจ้ากำลังจัดตั้งกองกำลังคุ้มกัน แต่คนข้างกายที่ใช้การได้กลับมีน้อยเหลือเกิน เอาอย่างนี้แล้วกัน วันนี้ทหารของกรมกลาโหมที่ตามเฝิงอันกั๋วไปล้อมร้านตีเหล็กทั้งหมด ก็ให้พวกเขาไปเป็นผู้คุ้มกันของเจ้าเสีย”

แนวหน้ากำลังคับขัน กรมกลาโหมก็เสนอความเห็นดี ๆ ไม่ได้ คนพวกนี้ปล่อยไว้ที่กรมกลาโหมก็ไม่มีประโยชน์ สู้ไปรบอย่างกล้าหาญที่แนวหน้าเสียยังจะดีกว่า!

ถือโอกาสลงโทษเฝิงอันกั๋ว และข่มขวัญขุนนางคนอื่น ๆ ไปด้วย

เราจะทำให้ทุกคนรู้ว่า ต่อให้ฉู่หนิงจะเป็นตัวตายตัวแทน ก็ไม่ใช่คนที่พวกเจ้าจะแตะต้องได้!

ฉู่หนิงแอบยิ้มในใจ

เขาหมายตาเหล่าทหารของกรมกลาโหมที่อยู่ข้างกายเฝิงอันกั๋วไว้นานแล้ว

ทหารของกรมกลาโหม นั่นคือทหารที่คัดเลือกมาอย่างดีที่สุดจากกองทัพต่าง ๆ ทั่วสารทิศ พลังการต่อสู้สูงส่ง!

หากได้คนกลุ่มนี้มา ความปลอดภัยของเขาในเมืองหลวงถึงจะมีการรับประกัน

แน่นอนว่า ต่อหน้าฮ่องเต้ ก็ยังต้องแสร้งทำต่อไปสักหน่อย

“เสด็จพ่อ นี่...ไม่ดีกระมัง?”

“มีอะไรไม่ดี?”

ฮ่องเต้ถลึงพระเนตร “แนวหน้าวิกฤต กรมกลาโหมจะไม่มีความรับผิดชอบเลยหรือ? ทหารของกรมกลาโหมมีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ทั้งยังเป็นทหารชั้นยอดของกองทัพ ปล่อยไว้ในเมืองหลวงก็เป็นการสิ้นเปลือง สู้ให้ติดตามเจ้าไปแนวหน้าด้วยกันเสียยังจะดีกว่า!”

ไม่ลงโทษเฝิงอันกั๋ว แต่การลดทอนกำลังของเฝิงอันกั๋วก็ยังจำเป็น

เราลงมือเอง จะต้องทำให้เฝิงอันกั๋วนั่นรู้สึกเจ็บปวดใจ!

ฉู่หนิงถอนหายใจยาว “ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อเสด็จพ่อทรงแน่วแน่ถึงเพียงนี้ ลูกก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก หากไม่มีเรื่องอื่นแล้ว ลูกขอทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้พยักพระพักตร์เล็กน้อย “เจ้าต้องจำไว้ว่า เจ้าคือองค์ชาย หากได้รับความไม่เป็นธรรม จะต้องมาบอกเรา”

“ลูกเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่หนิงรับคำแล้วออกจากตำหนักไป

แต่ฮ่องเต้กลับทอดพระเนตรแผ่นหลังของฉู่หนิงด้วยสีหน้าครุ่นคิด

โอรสที่ดีถึงเพียงนี้ ส่งไปแนวหน้าเช่นนี้ จะไม่น่าเสียดายไปหน่อยหรือ?

แต่นี่เป็นการตัดสินใจในท้องพระโรงแล้ว ตอนนี้จะกลับคำก็ไม่ทันแล้ว

แต่ว่า คนจะไป แต่เชื้อสายยังต้องอยู่!

ฮ่องเต้หรี่พระเนตรลง ทันใดนั้นก็ตะโกนออกไปนอกตำหนัก “จ้าวหมิง ไปสืบดูว่าจวนของใครมีหญิงสาววัยเหมาะสมบ้าง!”

“เราจะจัดการเรื่องการแต่งงานให้ฉู่หนิง!”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ศึกยอดมังกรครองบัลลังก์ แผ่นดินนี้ข้าไม่เอา   บทที่ 876

    “เพียงแคว้นเราระดมกองทัพ บุกยึดแคว้นจ้าวให้ราบในคราเดียว ย่อมทำลายพันธมิตรระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นเยี่ยนได้”“แผนนี้ไม่เลว ต่อให้สองแคว้นยกทัพมาอย่างดุดัน เราก็สามารถรับมือและทำลายได้ด้วยกำลังตน นับว่ามีความองอาจ!”วาจานี้เอ่ยออกมา องค์รัชทายาทดวงตาสว่างวาบ ก้าวออกมาแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “กลยุทธ์นี้ไม่เลวจริงๆ ได้รับคำชมจากเสด็จพ่อเช่นนี้ คนผู้นี้ย่อมคู่ควรตำแหน่งจอหงวน!”ยามนี้ย่อมต้องผลักดันหยางเหวินเทาให้ขึ้นเป็นจอหงวนอย่างสุดกำลังเช่นนี้ไม่เพียงสกัดเติ้งหงเหวินไม่ให้ได้ตำแหน่งจอหงวน ยังสามารถดึงหยางเหวินเทาเข้าฝ่ายตนได้อย่างสมบูรณ์ทว่าฮ่องเต้พอได้ฟังกลับทรงพระสรวลเสียงดัง “ไม่รีบ รอเราพูดให้จบก่อนค่อยตัดสิน”ตรัสจบ ฮ่องเต้หยิบข้อสอบฉบับที่สองขึ้นมา “นี่คือข้อสอบของหลิ่วอวิ๋นชิง เขาเสนอให้แคว้นเราใช้ยุทธวิธีหนึ่งรุกหนึ่งรับ”“ด้านหนึ่งโจมตีแคว้นจ้าวอย่างต่อเนื่องในทิศปิงโจว อีกด้านหนึ่งให้แม่ทัพใหญ่นำกองทัพตั้งรับป้องกัน”“แผนนี้รุกก็ได้ ถอยก็ได้ บุกหรือถอยล้วนเหมาะสม นับว่าใช้ได้ทั้งสองทาง สมแล้วที่เป็นกลยุทธ์ชั้นยอด”สีหน้าขององค์รัชทายาทเปลี่ยนไปเล็กน้อยฟังจากถ้อยคำนี้

  • ศึกยอดมังกรครองบัลลังก์ แผ่นดินนี้ข้าไม่เอา   บทที่ 875

    ฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่เหนือความคาดหมายไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าการสอบหน้าพระที่นั่งจะไม่ถามเกี่ยวกับความเข้าใจในตำรา ไม่ใช่การเสนอนโยบายต่อราชสำนัก แต่เป็นการวิเคราะห์และวางแผนรับมือต่อสถานการณ์ของแคว้นฉู่ในปัจจุบันแม้แต่ฉู่หนิงก็ยังต้องเลิกคิ้วมองฮ่องเต้แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ฮ่องเต้พระองค์นี้ก็มีฝีมือไม่เบาจริง ๆการตั้งโจทย์แบบนี้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ไม่เพียงต้องมีสติปัญญา แต่ยังต้องมีความกล้ามากด้วยอย่างไรแล้วฮ่องเต้ก็จะแต่งตั้งผู้ที่สอบได้สามอันดับแรก เช่นนั้นก็หมายความว่าจะต้องวิจารณ์คำตอบของทั้งสามคนกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ฮ่องเต้ต้องการแสดงจุดยืน!และจุดยืนที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อแนวหน้า จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสงครามหลังจากนี้ขณะที่ฉู่หนิงกำลังคิด ฮ่องเต้ก็ทรงตรัสด้วยเสียงกังวาน “บัดนี้พวกเจ้ารู้โจทย์แล้ว เริ่มตอบกันได้ กำหนดเวลาหนึ่งชั่วยาม!”ผู้เข้าสอบพากันประสานมือคำนับแล้วไปนั่งประจำที่เพื่อตอบคำถามทั่วทั้งลานกว้างเงียบสงัด มีเพียงเสียง “ซ่า ๆ ” ของพู่กันที่ขีดเขียนบนกระดาษฮ่องเต้กลับไปประทับที่บัลลังก์ตามเดิม หัวหน้าขันทีจ้าวหมิงนำน้ำชาไปถวาย

  • ศึกยอดมังกรครองบัลลังก์ แผ่นดินนี้ข้าไม่เอา   บทที่ 874

    การดึงตัวคนเข้าพวกของบรรดาองค์ชายและตระกูลใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปตระกูลใหญ่บางตระกูล ถึงขั้นยกบุตรสาวให้แต่งงานกับคนที่สอบผ่านเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นเพียงแต่ประกาศต่อภายนอกว่าเป็นการหมั้นหมาย หากจะแต่งงานก็ต้องรอให้ผ่านการสอบหน้าพระที่นั่งไปก่อน รอให้ได้เป็นบัณฑิตชั้นสูงและมีตำแหน่งขุนนางก่อนจึงจะแต่งงานได้แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เมืองหลวงในช่วงสามวันนี้ก็คึกคักมากงานหมั้นต้องใช้สิ่งของมากมาย ไม่ว่าจะร้านขายผ้า ร้านข้าวสาร หรือร้านขายผัก ก็มีลูกค้าเนืองแน่นเหตุการณ์นี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองหลวงโดยอ้อม!ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้เช่นกันแต่กลับวางเฉย ไม่ได้ส่งคนมาขัดขวางแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเห็นชอบหรือคัดค้าน ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินตามธรรมชาติสำหรับฮ่องเต้แล้ว เศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะทำให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้นตราบใดที่มีเงิน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตกลงกันได้ทั้งนั้น!ฮ่องเต้ที่ขัดสนมานานย่อมไม่ตัดช่องทางหาเงินของตัวเองจวบจนถึงวันสอบหน้าพระที่นั่งในอีกสามวันต่อมา เมืองหลวงจึงค่อยกลับสู่ความสงบวันนี้เป็นวันที่เข้าสู่เดือนที่เก้า อากาศปลอดโปร่งเย็นสบายผู้เข้าสอบกลุ่มใหญ่มาร

  • ศึกยอดมังกรครองบัลลังก์ แผ่นดินนี้ข้าไม่เอา   บทที่ 873

    ข่าวเรื่องที่เติ้งหงเหวินเลือกองค์ชายสิบฉู่ฮั่น แพร่กระจายเร็วประหนึ่งติดปีกวันต่อมา ทั่วทั้งเมืองหลวงก็รู้เรื่องนี้กันหมดแล้วตำหนักบูรพาองค์รัชทายาทมีสีหน้าบึ้งตึง เขามองเสนาบดีกรมโยธาเหอเผิงที่มารายงาน กล่าวเสียงเย็นว่า“นึกไม่ถึงว่าเติ้งหงเหวินจะไม่เห็นคุณค่าแบบนี้ หึ วิธีการซื้อใจคนของเจ้าสิบนี่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ!”แม้จะโมโห แต่เขารู้สึกเสียดายมากกว่าหากรู้แต่แรกว่าเติ้งหงเหวินให้ความสำคัญกับครอบครัวขนาดนี้ เขาน่าจะชิงเสนอตัวดูแลพ่อแม่ของอีกฝ่ายก่อนแต่ตอนนี้ไม่ทันแล้ว ถูกเจ้าสิบชิงตัดหน้าไปแล้วเหอเผิงมีสีหน้าเจ็บใจเช่นกัน “ใช่พ่ะย่ะค่ะ นึกไม่ถึงว่าเขาจะไม่สนใจเงินทองและตำแหน่ง คาดไม่ถึงจริง ๆ”“แต่ว่า ในเมื่อเขาไม่อาจทำงานเพื่อท่านได้ เช่นนั้นก็ต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้เขาได้เป็นจอหงวน!”จอหงวนจะต้องถูกใช้งานในหน้าที่สำคัญแน่นอนเพียงแค่ขัดขวางไม่ให้เป็นจอหงวนก็จบแล้วไม่ใช่หรือ?องค์รัชทายาทหรี่ตา “ใต้เท้าเหอกล่าวได้มีเหตุผล ท่านรีบไปติดต่อคนอื่น ๆ สั่งให้พวกเขาให้การสนับสนุนข้าในอีกสามวัน ต้องขัดขวางไม่ให้เติ้งหงเหวินเป็นจอหงวน!”“พ่ะย่ะค่ะ!” เหอเผิงรับคำสั่งแล้วไป

  • ศึกยอดมังกรครองบัลลังก์ แผ่นดินนี้ข้าไม่เอา   บทที่ 872

    “ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์ไม่คิดว่าท่านอาจารย์ไร้ความรู้ ข้าเคยอ่านผลงานชิ้นเอกของท่านมาก่อน!”ฉู่หนิงเลิกคิ้วขึ้น “เจ้าหมายถึงกลอนคู่ที่ข้าแต่งในงานอภิเษกหรือ? นั่นเป็นแค่กลอนที่พระชายาเตรียมไว้ให้ล่วงหน้า”แต่เติ้งหงเหวินกลับพูดเสียงหนักแน่น “ไม่ พระชายาฉู่อ๋องเป็นอัจฉริยะหญิงอันดับหนึ่งของแคว้นเรา นางไม่มีทางกระทำเรื่องเช่นนั้น”“นอกจากนี้ ด้วยกลอนวรรคแรกที่แต่งว่า ม่านหมอกคลุมน้ำหลิวรายล้อม ต่อให้เป็นพระชายาฉู่อ๋องก็ยังคิดประโยคถัดไปมาต่อไม่ได้ เช่นนี้นางจะเป็นผู้แต่งได้อย่างไร?”ต้องยอมรับว่าตรรกะของเติ้งหงเหวินมีน้ำหนักเยอะมากนี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีผู้ใดสังเกตมาก่อน ทว่าเติ้งหงเหวินซึ่งไม่ได้อยู่เมืองหลวง กลับวิเคราะห์เรื่องราวได้แม้จะเป็นเพียงข่าวลือตามท้องถนนนี่คืออัจฉริยะ!ฉู่หนิงเริ่มเกิดความรู้สึกรักและเสียดายผู้มีพรสวรรค์“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ใช่คนที่เอาแต่อ่านตำราจนไม่สนใจโลกภายนอก!”ฉู่หนิงมองเติ้งหงเหวินด้วยความชื่นชม หัวเราะเบา ๆ ว่า “แต่ไม่รู้ว่าเมื่อได้รับคำเชิญมากมายเช่นนี้ เจ้าจะเลือกอย่างไร?”คำพูดนี้ทำให้เติ้งหงเหวินนิ่งเงียบไปโชคดีที่ตอนนี้สาวใช้ยกสุราและอ

  • ศึกยอดมังกรครองบัลลังก์ แผ่นดินนี้ข้าไม่เอา   บทที่ 871

    หลังจากประกาศผลสอบ เมืองหลวงก็คึกคักเป็นพิเศษองค์ชายทั้งหมดทำการส่งเทียบเชิญไปยังผู้เข้าสอบลำดับต้น ๆ ทั้งหมด หมายจะดึงตัวมาเข้าพวกแม้แต่บรรดาตระกูลใหญ่ก็ไม่ยอมน้อยหน้า พากันเชิญบัณฑิตที่สอบผ่านมาร่วมงานเลี้ยงมีผู้สอบผ่านทั้งหมดหกร้อยคน ทุกคนต่างได้รับเทียบเชิญหนึ่งฉบับหรือไม่ก็หลายฉบับบางคนยึดมั่นในอุดมการณ์และปฏิเสธ แต่บางคนก็รีบกระโจนเข้าหาเพราะฝักใฝ่ในอำนาจเรียกได้ว่าธาตุแท้ของมนุษย์เผยออกมาอย่างชัดเจนที่สุดในชั่ววินาทีนี้เมื่อมีชื่อติดประกาศ ขั้นต่อไปก็เพียงต้องผ่านการสอบหน้าพระที่นั่งแค่พอเป็นพิธี เท่านี้ก็จะได้เป็นบัณฑิตชั้นสูง นับว่ามีหน้ามีตาในแคว้นฉู่นี่เป็นโอกาสที่จะได้พลิกชีวิตสำหรับสามัญชน เป็นความฝันที่เฝ้ารอมานานเพื่อที่จะเข้าสู่สังคมชั้นสูงวันนี้ จวนต่าง ๆ ภายในเมืองหลวงคึกคักตั้งแต่เที่ยงวันมีงานเลี้ยงจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงฆ้องและกลองดังกระหึ่มไปทั่วเมืองหลวงแม้จะล่วงเลยมาถึงช่วงค่ำก็ยังคงมีจวนที่ตีฆ้องไม่หยุด นี่เป็นการประกาศว่าดึงตัวอัจฉริยะมาเข้าพวกได้สำเร็จจวนฉู่อ๋อง ห้องโถงรับรองฉู่หนิงนั่งสง่าอยู่ในตำแหน่งประธาน สีหน้าราบเรียบบัดนี้

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status