Masukเมื่อได้ยินดังนั้นอินมี่เอินรู้สึกตระหนกเล็กน้อย พลางคิดว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ทำไมอยู่ ๆ ทหารถึงได้เข้มงวดตรวจตราขึ้นมาตอนที่นางกำลังจะออกจากเมืองหลวง พวกเขาต้องการค้นหาผู้ใดหรือ?
จากที่นางนอนพักรักษาตัว และฟังข่าวจากกุ้ยมามาก็ไม่เห็นว่าเหตุการณ์ใดผิดปกตินี่นา ยกเว้นเรื่องของนางที่ถูกประกาศออกมาว่าทำให้มารดาเสียชีวิตและบิดาโบยจนตายนำไปฝังในสุสานศพไร้ญาติ
ในต้าฉินมีกฎระเบียบและคำสั่งสอนว่าบุตรคือสมบัติของบิดามารดา นอกจากต้องเชื่อฟังแล้วยังต้องกตัญญูอีกด้วยหากไม่เชื่อฟังจะถูกตั้งข้อหาไม่เชื่อฟังบุพการีไม่ต่างจากโทษกบฏสักนิด ยิ่งเป็นบุตรียิ่งแทบไร้ค่า หากไม่ได้เป็นบุตรภรรยาเอกในจวนขุนนาง ทำผิดถูกขับออกจากตระกูล ถูกขายเป็นเรื่องธรรมดา และความตายของเด็กสาวผู้หนึ่งจึงไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร
และเรื่องของนางจะว่าเรื่องของนางเล็กก็ใช่ พยานหลักฐานชี้ชัด หากบ้านเดิมมารดามาเรียกร้องความเป็นธรรม อย่างไรก็คืนความเป็นธรรมให้ไม่ได้ เพราะนางคือสมบัติของตระกูลอินไปแล้ว
หนำซ้ำท่านตาและท่านลุงใหญ่ยังอยู่ชายแดนปกป้องบ้านเมือง หากจะส่งข่าวจากเมืองหลวงม้าเร็วก็ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวัน หากส่งสารจากสถานีส่งสารปกติก็ใช้เวลาถึงยี่สิบวัน ดังนั้นหากรอส่งข่าวให้คนตระกูลฮั่วมาช่วย นางคิดว่าตนเองน่าจะถูกจับได้เสียก่อน
ขณะที่คิดวนไปวนมาในหัวหาทางหนีทีไล่ เสียงคนรับจ้างขับรถม้าเอ่ยจากด้านนอก
“คุณหนู...พวกเราคงต้องลงรถม้าให้คนตรวจขอรับ”
อินมี่เอินสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด แต่ยังสิ้นเสียงท่านลุงผู้นั้นไม่ถึงอึดใจ ทหารก็มาเร่งรัดให้หยุดตรวจอีกครั้งหลังจากที่ตรวจใบผ่านทางไปแล้วหนึ่งรอบ
“ตรวจป้ายผ่านทาง!”
น้ำเสียงขึงขังตวาดก้องของทหารยามหน้าประตูติ้งอัน ทำให้รถม้าเช่าที่แล่นออกมาหยุดชะงักกะทันหันจนร่างเล็กจ้อยของอินมี่เอินเสียหลักไปกระแทกกับผนังไม้
“โอ๊ย...”
เด็กหญิงลอบสูดปากด้วยความเจ็บปวดเมื่อศีรษะเล็กกระแทกเข้าเต็ม ๆ ทั้งยังสะเทือนไปยังแผลที่หลังที่ยังไม่หายดี ทำให้ยามนี้ทั้งเจ็บที่หัวและปวดที่ตัว แต่นางไม่มีสิทธิ์โวยวายหรือแสดงกิริยาไม่พอใจอันใดออกมาได้
นางไม่ใช่คุณหนูใหญ่จวนเวินหนิงโหวอีกต่อไปแล้ว
ม่านหน้ารถม้าถูกเลิกขึ้นอย่างหยาบคาย สายลมหนาวเหน็บและละอองฝนสาดกระเซ็นเข้ามาพร้อมกับคบเพลิงที่ส่องประกายวูบวาบเพราะบรรยากาศด้านนอกขมุกขมัว
“หนังสือเดินทางมีหรือไม่”
อินมี่เอินพยักหน้าอย่างว่าง่าย นางไม่ได้วางท่าเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่โต เพียงแค่หยิบหนังสือที่เก็บในสาบเสื้อออกมายื่นให้ทหารที่ขอเข้ามาตรวจค้น
ทหารยามร่างกำยำในชุดเกราะเปียกชื้นยื่นหน้าเข้ามา กวาดสายตาดุดันมองสำรวจภายในรถม้าแคบ ๆ ที่มีเพียงสัมภาระเป็นห่อผ้าไม่ใหญ่มาก มีเสบียงแห้งและชุดต้มชาในรถม้า ก่อนจะตวัดสายตาลงมองหนังสือเดินทางในมือสลับกับใบหน้าซีดเซียวของเด็กหญิง ที่เหมือนกำลังเจ็บป่วยก็ไม่ปาน
“เหตุใดเจ้าเดินทางลำพัง” เสียงห้วนกระแทกเสียงลงมาถาม
“เรียนใต้เท้าผู้สูงศักดิ์ ข้าน้อยบิดากับมารดาเพิ่งตายจาก ก่อนตายสั่งเสียให้กลับบ้านเดิมไปอยู่กับท่านยาย จึงต้องเดินทางคนเดียวเจ้าค่ะ”
อินมี่เอินนั่งขดตัวอยู่ที่มุมรถ ซ่อนมือเล็กที่สั่นเทาไว้ในสาบเสื้อ มือข้างหนึ่งของนางกำปิ่นหยกสลักลายดอกเหมยเอาไว้จนฝ่ามือห้อเลือดพลางนึกถึงคำพูดของกุ้ยมามา
"คุณหนู... บ่าวแอบดึงปิ่นเล่มนี้มาจากมวยผมของฮูหยินก่อนที่จะปิดฝาโลงฝัง ท่านจงเก็บเอาไว้ระลึกถึงฮูหยินนะเจ้าคะ’
คำพูดทั้งน้ำตาของกุ้ยมามาดังก้องอยู่ในหัว ปิ่นปักผมเล่มนี้คือสิ่งสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ของมารดา และมันยังย้ำเตือนว่านางต้องรอด!
“หนังสือเดินทางนี่ระบุว่าเป็นหลานสาวชาวนา แต่เหตุใดผิวพรรณและหน้าตาของเจ้าถึงดูหมดจดผิดวิสัยนักเล่า!” ทหารยามหรี่ตาแคบลง แววตาเต็มไปด้วยความจับผิด
“พวกเจ้าเป็นคนร้ายหลบหนีหรือไม่!”
หัวใจของดรุณีน้อยวัยแปดหนาวเต้นระทึกจนแทบทะลุออกมานอกอก ทว่าในเสี้ยวอึดใจแห่งความเป็นความตาย สัญชาตญาณเอาตัวรอดก็ทำงาน อินมี่เอินแสร้งตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง ก่อนจะไอโขลกออกมาอย่างหนักหน่วง เสียงไอของนางแหบพร่าและฟังดูทรมานราวกับคนใกล้ตาย
“แค่ก ๆ ... แค่กๆๆ! ทะ... ท่านลุง...” เด็กหญิงช้อนดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตาขึ้นมองทหารยาม ท่าทางน่าเวทนาและดูอมโรคนั้นทำให้เขาถอยห่างออกไปหนึ่งก้าวทันทีอย่างรังเกียจ เกรงว่านางเป็นโรคระบาดหรือไม่ แม้ยังไม่มีรายงานคนตายด้วยโรคระบาดในเมืองหลวง แต่ยามฝนตกทีไรมักจะมีโรคที่รักษาไม่หายมาด้วยทุกที
พวกเขาเร่งเดินทางคืนทั้งวันแต่กลับไม่ทันการ ยิ่งการจัดงานศพที่ลวก ๆ ยิ่งรู้ว่าต้องมีเบื้องหลังแน่ ๆ ...แต่กลับเรียกร้องความเป็นธรรมอะไรไม่ได้เลย...ซูมั่วไป๋ถอนหายใจหนึ่งสายก่อนจะได้ยินเสียงที่ปลุกให้นางหลุดจากภวังค์“คิดอะไรอยู่หรือ...” ซูมั่วไป๋นั่งอยู่บนชั้นสุดมีชิงช้าอยู่แต่ก็ดันคิดถึงแต่อดีต โดยที่เจียงเย่หลินนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และพบว่าฮ่องฉู่เหยียนเจาลอบออกจากวังมาหอชิงโหยวอีกแล้ว“ข้าคิดถึงวันเก่า ๆ ของพวกเรา” ซูมั่วไป๋ยอมรับว่าละวางอดีตไม่ได้ นางมีสหายเพียงสองคนที่รักกันมาก แม้จะได้ล้างแค้นแต่ก็ยังคิดถึงพวกนางอยู่ดี“แล้วเจ้าคิดถึงข้าบ้างหรือไม่” เสียงนุ่มเอ่ยถามออกไป ทำให้ซูมั่วไป๋น้ำตารื้นนางตั้งใจกลั้นมันเอาไว้ แต่ทว่าครั้งนี้กลับกลั้นเอาไว้ไม่ได้จึงผินหน้าหนี‘คิดสิ...ท่านเป็นคนเดียวที่ข้าคิดถึงเสมอ’ แต่นางพูดออกมาไม่ได้แต่กลับตอบอีกอย่างแทน“ไม่”“แต่ข้าคิดถึงเจ้านะ...คิดถึงมาตลอด” ฉู่เหยียนเจาไม่ปิดบังเขายกมือเชยคางมนของนางให้หันมาสบตา พบว่านางมีดวงตาที่ไหวระริก และรู้ว่านางโกหก“ท่าน...”“เจ้ามีใจให้ข้าเหตุใดต้องโกหกและผลักไสข้า”ซูมั่วไป๋ในใจเต้นระส่ำ นี่เ
บันทึกการรักษาลับสุดยอดระบุชัดเจนว่า ฮ่องเต้ฉู่เซ่าเยวียน... ‘เป็นหมัน!’ เขาไม่สามารถให้กำเนิดมังกรน้อยได้อีกต่อไป!แต่เพื่อความมั่นคงของบัลลังก์ ฮ่องเต้จำเป็นต้องมีสายเลือดสืบทอด และเป้าหมายที่เขาเลือกใช้เป็นเครื่องมือในการตั้งครรภ์สายเลือดจอมปลอมก็คือ เผยกุ้ยเฟย สตรีคนแรกที่เพิ่งก้าวเข้ามาใหม่และมีตระกูลบัณฑิตหนุนหลัง!ฉู่เซ่าเยวียนวางแผนอย่างอำมหิต เขาเตรียมการให้ ‘หวังเต๋อเฉวียน’ คนสนิทที่เป็นเพียงขันทีปลอม ยังไม่ได้ถูกตอน แอบลอบเข้าไปขืนใจเผยเยว่ฉีในยามวิกาล โดยจัดฉากให้สตรีผู้น่าสงสารเข้าใจผิดว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณจากฝ่าบาทที่เสด็จตำหนักนางเป็นคนแรก‘เดรัจฉาน! เลวทรามต่ำช้าเกินมนุษย์!’ซูมั่วไป๋โกรธจนแทบกระอักเลือดหลังจากลอบฟังเสียงที่พูดคุยของคนชั่วช้า นางรีบพุ่งตัวพริ้วไหวไปตามแนวหลังคามุ่งหน้าสู่ตำหนักของเผยกุ้ยเฟยทันที นางจะยอมให้สหายรักต้องแปดเปื้อนและถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเช่นนั้นไม่ได้!ทว่าในระหว่างที่นางกำลังพรางตัวอยู่ใต้เงาไม้เบื้องหน้าตำหนักนั้นเอง สายตาของนางกลับปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่ง ที่กำลังแอบลอบมองเข้าไปในตำหนักในเช่นเดียวกัน เขากำลังมาตามหาบางสิ
นางเอาสตรีเหล่านั้นมาข่มขู่เพราะลำพังนางตายก็จบสิ้น นางไม่มีคนให้ห่วงใย แต่ว่าสตรีที่เป็นสหายรักทั้งสองไม่ใช่ อีกอย่างนางก็ฝึกวรยุทธ์มาพร้อมกับเขา ตอนที่แอบหนีออกไป เจียงเย่หลินเองก็ด้วย มีเพียงสหายอีกสองคนเท่านั้นที่ไม่สนใจเรื่องต่อสู้ พวกนางรักสวยรักงามและเล่นสนุกไปวัน ๆฉู่เหยียนเจาชะงักฝีเท้า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความปวดร้าว“ออกไปจากชีวิตข้าเสีย... ตั้งแต่นี้ไป ข้ากับพวกท่านไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก มิตรภาพในวัยเยาว์นั่น... ข้าลืมมันไปหมดแล้ว!”ซูมั่วไป๋ผลักไสเขาออกไปด้วยถ้อยคำที่บาดลึกดุจคมมีด นางเฝ้ามองแผ่นหลังของบุรุษที่นางรักเดินจากไปท่ามกลางความมืดมิด ก่อนจะทรุดกายลงร้องไห้อย่างไร้เสียง นางต้องตัดขาดจากทุกคนเพื่อเป็นเกราะกำบังให้สหายและเขาได้ปลอดภัยเพราะซูมั่วไป๋คือคำสั่งตายและคนที่คิดเรื่องนี้ได้ต้องการกำจัดฉู่เหยียนเจาเช่นกัน นางจึงต้องออกห่างจากทุกคนในคืนที่หิมะเริ่มโปรยปราย ซูมั่วไป๋ตัดสินใจทิ้งหอเริงรมย์ให้คนสนิทดูแล และหนีขึ้นไปยังยอดเขาที่สูงชันและลับตาคนที่สุด เพื่อฝึกฝนวิชาและวรยุทธ์ชั้นสูงกับตำราที่เหลือไว้จากไทเฮา ที่นางกำนัลคนสนิทมอบให้หลังจากงานพระศพ จนนางถ
ในวันที่ซูมั่วไป๋ก้าวเข้าสู่วัยปักปิ่น ความงดงามของนางเบ่งบานถึงขีดสุด ผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะรับกับนัยน์ตาหงส์ที่เยือกเย็นดึงดูดใจอย่างประหลาด ทว่าความงามนั้นกลับกลายเป็นภัยมืดที่คืบคลานเข้ามาหาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เมื่อฮองเฮาและบรรดาขุนนางเฒ่าในราชสำนักต่างเริ่มจับตามอง และมีกระแสข่าวลือหนาหูว่าฝ่าบาทมีพระประสงค์จะคัดเลือกซูมั่วไป๋ให้ดำรงตำแหน่ง ‘ไท่จื่อเฟย’ หรือชายารัชทายาท เพื่อความมั่นคงของฐานอำนาจในวังหลังเพราะนางเป็นที่โปรดปรานของเสด็จแม่และเสด็จย่าของฝ่าบาทเผยเยว่ฉีและฮั่วหรูเสวี่ยต่างกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความกังวล พวกนางรู้ดีว่าวังหลวงในยามนี้เปรียบดุจถ้ำเสือที่พร้อมจะขย้ำผู้ที่ก้าวพลาดทุกเมื่อ การขึ้นเป็นไท่จื่อเฟยมิใช่ลาภยศสรรเสริญสำหรับซูมั่วไป๋ แต่มันคือการถูกล่ามโซ่ทองคำไว้ใจกลางเมืองที่เต็มไปด้วยแผนการต่างหาก“มั่วไป๋ เจ้าจะทำเช่นไร หากราชโองการมาถึง... เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ข้างนอกนั่นอีกเลยนะ” เผยเยว่ฉีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะที่ทั้งสามแอบมาพบกันที่เชิงเขาที่เดิม แม้พวกนางเติบโตเป็นสตรีวัยปักปิ่นแต่ไทเฮากลับเรียกตัวพวกนางเข้าวังอยู่ตลอด ทำให้ชี
วันนั้นบรรดาคุณหนูตระกูลใหญ่รวมถึงหลินซี กำลังแอบซุ่มดูและพยายามจะโยนผ้าเช็ดหน้ายั่วยวนเหล่าองค์ชายที่เดินผ่านอุทยาน ซูมั่วไป๋ เผยเยว่ฉี และฮั่วหรูเสวี่ยที่หมั่นไส้จนทนไม่ไหว พวกนางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น เหตุใดจึงขยันทำเรื่องงามหน้าไม่รอให้ถึงเวลา คล้ายกับถูกมารดาสั่งสอนมาให้ทำเช่นนี้ จึงร่วมมือกันวางแผนฮั่วหรูเสวี่ยไปจับงูเขียวไม่มีพิษตัวหนึ่งมาได้ เผยเยว่ฉีเป็นคนกะจังหวะทิศทางลม ส่วนซูมั่วไป๋เป็นคนโยนมันลงไปกลางวงของพวกสตรีเหล่านั้น!“กรี๊ดดดด!!! งู!!!”เสียงหวีดร้องดังก้องอุทยานหลวง บรรดาคุณหนูที่เคยทำตัวอ่อนช้อยต่างกระโดดหนีตายกันอุตลุด วิ่งชนกันจนกระโปรงหลุดลุ่ย ปิ่นปักผมร่วงหล่นกระจัดกระจาย ไม่เหลือเค้าความงามแม้แต่น้อย“ฮ่าๆๆๆ สะใจจริง ๆ หลินซีจอมปากเสียกรีดร้องกระโดดเหยง ๆ เหมือนคนบ้าเลย!” ฮั่วหรูเสวี่ยเอ่ยพลางกุมท้องขบขัน ขณะที่พวกนางทั้งสามพากันวิ่งหลบหนีความผิดขึ้นมาซ่อนตัวอยู่บนเขาหลังวัง“นั่นสิ ข้าเห็นนางสะดุดชายกระโปรงตัวเองล้มหน้าคว่ำด้วย” เผยเยว่ฉีหัวเราะจนน้ำตาเล็ดซูมั่วไป๋มองดูสหายทั้งสอง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะค่อย ๆ คลี่รอยยิ้มออกมา... เป็นรอยยิ้มที่งดงามและสว่างไสวที
...ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ภายในกำแพงวังหลวงที่ฉาบเคลือบไปด้วยความหรูหราโอ่อ่า ทว่าเบื้องหลังกลับซุกซ่อนไปด้วยคลื่นใต้น้ำและการแก่งแย่งชิงดีซูมั่วไป๋ในยามที่ยังเป็นดรุณีน้อย เสมือนดั่งบุปผางามที่เบ่งบานเหนือผู้ใด บิดาของนางคือขุนนางขั้นสี่ที่ไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้าแต่ว่าสละชีวิตให้กับสองสตรีในวังหลังพร้อมกับมารดา ตัวนางจึงเป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่ไท่หวงไท่โฮ่วและไทเฮาทรงโปรดปรานถึงขั้นรับเข้ามาเลี้ยงดูในตำหนักในตั้งแต่ยังเยาว์วัยเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดบาปที่เป็นต้นเหตุความรักใคร่เอ็นดูที่สตรีผู้ทรงอำนาจที่สุดในวังหลังทั้งสองพระองค์มอบให้นั้น เปรียบเสมือนดาบสองคมที่กรีดแทงซูมั่วไป๋อย่างเงียบเชียบนางได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างดีเยี่ยม ทั้งรูปโฉม กิริยามารยาท และศาสตร์ทั้งสี่ล้วนเป็นเลิศ ทว่าสิ่งที่ตามมาคือสายตาริษยาและคำนินทาว่าร้ายจากบรรดาคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่ถูกส่งเข้ามาเป็นสหายร่วมศึกษาท่ามกลางเสียงนกเสียงกาที่คอยจิกกัด ซูมั่วไป๋เลือกที่จะสวมหน้ากากแห่งความเย็นชา นางเชิดหน้าขึ้น ก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม เมินเฉยต่อเสียงเห่าหอนของสุนัขตัวเมียที่เป็นฮูหยินสอพลอ ทว่าลึก ๆ ในใจ ดรุณี
“จุ๊ ๆ ... ดูหน้าผากนี่สิ เนินหน้าผากสูงส่งอิ่มเอิบ หางตาหงส์ตวัดเชิดขึ้น วาสนาแต่กำเนิดเทียมฟ้า... ทว่ากลิ่นอายกลับอับเฉา มีกลิ่นคนตายเกาะกินไม่ปล่อย ชะตากรรมถูกคนสายเลือดเดียวกันใช้ เป็นบันไดให้พวกมันเหยียบย่ำขึ้นสู่อำนาจ... เฮ้อ สงสาร ๆ เด็กน้อยผู้นี้น่าสงสารนัก! เกิดมาสูงส่งแล้วมีประโยชน์อันใด
คราบเลือดที่เปื้อนเสื้อผ้าและสองมือของเด็กน้อย ทำให้องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้ว เขาเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับเพิงขายโจ๊กริมทางที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล เถ้าแก่ร้านโจ๊กกำลังยืนตัวสั่นงันงกแอบอยู่หลังเสาไม้ ด้วยความตกใจที่เห็นขบวนทหารและเหตุการณ์ม้าพยศเตลิดเมื่อครู่ ทำให้ยังไม่กล้าก้า
ชายคนขับรถม้าแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลืองอ๋อย แววตาของเขาเต็มไปด้วยความละโมบเมื่อนึกถึงเงินห้าสิบตำลึงที่จะได้จากการขายเด็กน้อยผู้นี้ ถึงกับยืนจ้องมองไม่วางตารอให้นางตักโจ๊กผสมยาสลายกำลังเข้าปากอย่างใจจดใจจ่อ โดยไม่ทันสังเกตเห็นประกายตาอันตรายที่ซ่อนอยู่ภายใต้แพขนตาของดรุณีน้อยวัยแปดหนาวเลยสักนิดค
“ข้าจะไปซื้อเสบียงและโจ๊กมาให้แล้วจะไปซื้อยาที่ร้านขายยาตรงโน้น รออยู่ในนี้ไปก่อนนะ” ชายคนขับรถเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ก่อนจะเดินจากไป ทำให้อินมี่เอินแปลกใจเล็กน้อย ที่เหตุใดคนบังคับม้าถึงได้มีท่าทีเปลี่ยนไปอินมี่เอินพยักหน้าแล้วหลับตาลงคล้ายกับต้องการนอนไม่อยากลุกขึ้นมา แต่นางไม่ได้หลับจ







