LOGINนิลเนตรที่อยู่ใกล้สุดรีบถอดรองเท้าแล้ววิ่งตามสุดกำลัง อุทิศก็วิ่งตามหลังเธอไปเช่นกัน สายตาเธอมองหาอะไรบางอย่าง เธอก้มหยิบไม้ท่อนหนึ่งจากนั้นกะระยะไว้ที่หัวของมันแล้วเขวี้ยงออกไปสุดแรงเกิด ผู้ชายนั้นกำลังจะวิ่งเข้าไปในป่า
ตุบ!
“โอ๊ย!”
ไม่น่าเชื่อว่านักกีฬาเปตองอย่างเธอจะกะระยะได้แม่นยำขนาดนี้ ไม้ท่อนนั้นโดนท้ายทอยของมันพอดี โจรวิ่งราวหัวคะมำไปข้างหน้าและล้มลง อุทิศที่วิ่งตามไปจึงเข้าไปรวบตัวมันไว้ เตรียมส่งตัวให้ตำรวจบ้าน ซึ่งภรรยาของเขาคงโทร. แจ้งไปแล้ว
นิลเนตรถือกระเป๋าใบนั้นไปคืนเจ้าของ ผู้หญิงคนนั้นยืนตัวสั่นงันงก เพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันก็เริ่มเดินกลับมาที่รถ เห็นเหตุการณ์ก็พากันตกใจ
นิลเนตรยื่นกระเป๋าคืนให้ “กระเป๋าของคุณค่ะ”
“ขอบใจมากนะ เธอชื่ออะไร”
“ชื่อนิลค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งพันบาทออกมาจากกระเป๋าจำนวนหนึ่งใบพร้อมกับกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งแล้วยื่นให้เธอ “ฉันให้เธอ ถ้ามีอะไรก็โทร. หาฉัน ฉันเขียนเบอร์โทร. ไว้ให้แล้ว”
“เอ่อ หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” เงินหนึ่งพันบาทมันมากเกินไปสำหรับการวิ่งไล่โจรไม่กี่ก้าว เธอไม่ได้ลงทุนอะไรมากขนาดนั้น
“รับไว้เถอะ ถ้าไม่มีเธอฉันคงไม่ได้กระเป๋าคืน” หนึ่งพันบาทสำหรับเธอมันเรื่องเล็กน้อยถ้าแลกกับกระเป๋าเงินทั้งใบ ว่าแล้วเธอก็ยัดเงินใส่มือนิลเนตรแล้วรีบเดินขึ้นรถไปกับเพื่อน
นิลเนตรเดินกลับมาที่ร้านขายผักอีกครั้ง
“นิลกล้าหาญมาก ไม่กลัวโจรเหรอ” ดาหวันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ร่างกายของนิลเนตรตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างได้ไวมาก แม้แต่เธอยังคิดไม่ทันเพราะมัวแต่ตกใจ ก่อนหน้าสาวน้อยคนนี้เฉื่อยชาและขี้กลัวมาก ไม่มีทางที่จะวิ่งตามคนร้ายเด็ดขาด
“ไม่กลัวหรอกค่ะ เพราะหนูยังมีน้าอุทิศอยู่ อีกอย่างคนก็เยอะแยะค่ะ” กระนั้นโจรคนนั้นก็ยังกล้าวิ่งราวกระเป๋าลูกค้า สงสัยคงวางแผนไว้แล้วว่าจะวิ่งหนีเข้าป่า
ดาหวันลูบผมปลอบโยน “ขายของก็เก่งขึ้นนะ ไปหัดพูดมาจากไหนเนี่ย” หลายปีที่ผ่านมานิลเนตรไม่เคยพูดกับลูกค้าเลย เพราะเธอเป็นคนขี้อาย แต่วันนี้เธอกลับพูดตอบโต้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นคำว่า ‘คุณลูกค้า’ แม้แต่ดาหวันที่ขายของมานานก็ไม่เคยเรียกลูกค้าเช่นนี้ ส่วนมากจะเรียกลูกค้าว่าคุณพี่ตลอด
“หนูคิดเองค่ะว่าต้องพูดกับลูกค้าแบบนี้”
“เก่ง ๆ อีกหน่อยก็ขายของเก่งกว่าฉันแล้วเนี่ย” นิลเนตรยิ้มรับกับประโยคนั้น มันแน่นอนอยู่แล้ว สี่ปีที่เธอทำฟาร์มเธอเจอลูกค้ามาทุกรูปแบบ
ขายผักบุ้งของตัวเองหมด นิลเนตรก็ช่วยดาหวันขายของเช่นกัน เห็นนิลเนตรเจรจากับลูกค้า ดาหวันกับอุทิศยังแอบทึ่ง
เมื่อขายผักหมดนิลเนตรจึงลาดาหวันกลับบ้านก่อนเพราะเธอต้องปั่นจักรยานเข้าไปซื้อข้าวสารในตลาดอีก เธอนำเงินที่ได้จากการขายผักไปซื้อข้าวสารสองกิโลกรัมราคาห้าสิบบาท ซื้อไข่ไก่สิบฟองห้าสิบบาท และปลานิลสดอีกหนึ่งตัวราคาห้าสิบบาท ส่วนเงินที่เหลือนิลเนตรนำไปซื้อปลาร้า ผงปรุงรส และน้ำมันหอย รวมถึง สบู่ กางเกงผ้าอ้อม แชมพูกับครีมนวดผม ผงซักฟอก ที่ขาดไม่ได้ก็คือแชมพูกำจัดเหา เท่านี้เธอก็แทบจะขนกลับบ้านไม่ไหว เพราะลำพังแตงโมก็เกือบเต็มตะกร้ารถแล้ว เธอใส่ของลงไปในถุงย่าม แล้วมัดไว้เบาะหลัง
วันนี้เป็นบุญของเธอเหลือเกินที่ได้เงินหนึ่งพันบาทจากผู้หญิงคนนั้น เธอกับย่าคงกินอิ่มไปได้อีกหลายวัน
กลับมาถึงบ้านนิลเนตรก็เข้าไปหาย่านำปัสสาวะของย่าออกมาทิ้งก่อน วันนี้เธอกลับบ้านเร็วมิ่งพรจึงไม่ได้มาที่บ้าน วันไหนมิ่งพรเห็นว่ามืดแล้วแต่ยังไม่เห็นแสงไฟจากตะเกียงของบ้านเธอมิ่งพรก็จะมาจุดไฟให้ย่าพร้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าและผ้าอ้อมให้
“วันนี้หนูจะทำต้มยำปลานิลให้ย่ากินนะคะ”
“แกเอาเงินมาจากไหน”
“วันนี้หนูขายผักบุ้งได้เงินตั้งหนึ่งร้อยบาทเลยนะคะ”
“ทำไมเก่งจัง” เดิมทีนิลเนตรได้เงินจากการขายผักมากสุดก็แค่หกสิบบาท
“วันนี้หนูเก็บผักเร็วค่ะ ก็เลยได้ผักเยอะหน่อย”
“อ้อ”
“อีกอย่างมีคนใจดีให้เงินหนูมาตั้งหนึ่งพันบาทแน่ะ”
เจิมจันทร์เบิกตาโต “ฮะ! หนึ่งพันบาท” ใครช่างใจดีปานนั้น
“ค่ะ”
“เอ็งไปทำยังไงเขาถึงให้เงินมามากขนาดนั้น”
นิลเนตรเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ย่าไปพลาง และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ย่าฟัง
เจิมจันทร์ได้ฟังแล้วก็อดปลื้มใจไม่ได้ ถึงแม้หลานจะทำอะไรเสี่ยง ๆ ก็ตาม ต่อไปนี้หลานเธอไม่ใช่คนขี้กลัวอีกต่อไป อะไรนะที่ทำให้หลานเธอเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ “หลานย่าเก่งขึ้นมากจริง ๆ”
นิลเนตรยิ้มอ่อนให้ย่า “หนูไปทำกับข้าวก่อนนะคะ”
ย่าพยักหน้าให้และยิ้มจาง ๆ
นิลเนตรก่อไฟหนึ่งข้าวเจ้าโดยใช้ขันสเตนเลสแทนการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ ใส่ข้าวสารและเติมน้ำเหมือนหุงด้วยหม้อไฟฟ้าแล้วนำไปนึ่ง จากนั้นก็เดินไปหาเครื่องต้มยำมาเตรียมไว้ ที่บ้านไม่มีพืชผักสวนครัวเลย นิลเนตรจึงเดินไปขอจากข้างบ้าน
“ป้ามิ่งคะ หนูขอข่าตะไคร้ใบมะกรูด กับใบแมงลักหน่อยนะคะ” เธอช่างเป็นลูกอีช่างขอจริง ๆ เอาเถอะเอาไว้วันหลังเธอจะมาขอผักพวกนี้ของป้ามิ่งไปปลูกเองบ้าง
“จ้า เก็บเอาเลย ทำอะไรกินเหรอ”
“ต้มปลานิลค่ะ”
ได้ของที่ต้องการแล้วนิลเนตรจึงเดินไปเก็บยอดมะขามอ่อนที่อยู่อีกฝั่งซึ่งอยู่ติดกับบ้านของชายพิการ นิลเนตรใช้มีดบางตัดยอดมะขาม โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังมีสายตาของชายผู้หนึ่งกำลังแอบมองเธออยู่ ดวงตาคมคายคู่นั้นคาดเดาไม่ได้ว่าอยู่ในอารมณ์ไหน เขายืนมองจนร่างเธอหายลับขึ้นไปบนบ้านอีกครั้ง
นิลเนตรทำต้มยำปลานิลเพียงครึ่งตัว ที่เหลือก็หมักเกลือไว้ทำอาหารพรุ่งนี้
ต้มยำปลานิลแบบบ้าน ๆ ที่ใส่เพียงเกลือกับน้ำปลา และผงปรุงรสนิดหน่อยก็รสชาติดีไม่น้อย ได้กลิ่นหอมจากเครื่องต้มยำและยอดมะขามอ่อนยิ่งชวนให้น้ำลายสอ
ถึงตรงนี้นิลเนตรจึงรับรู้ได้ว่ามีของแข็งบางอย่างทิ่มแทงอยู่ที่หน้าท้องของเธอ ดูเหมือนว่ามันจะดิ้นได้และมีขนาดใหญ่โตมโหฬารด้วย เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เขา สองแขนเรียวโน้มลำคอเขาลงมาแล้วเป็นฝ่ายจูบเขาอีกครั้ง กลีบปากนุ่มบดขยี้จูบเขาอย่างอ่อนโยนก่อนจะเริ่มหนักหน่วงขึ้น นานหลายนาทีจนคนตัวใหญ่หลับตาพริ้มเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบที่คนตัวเล็กมอบให้ จากนั้นเธอถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง แล้วเดินหนีเขาไปดื้อ ๆ ปล่อยให้เจ้าของร่างใหญ่ยืนอารมณ์ค้างอยู่คนเดียวพอได้สติเขาถึงได้รู้ตัวว่าโดนเธอแกล้ง เขายิ้มออกมาแล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ฝากไว้ก่อนเถอะตัวเล็ก เอาไว้ให้ถึงวันนั้นก่อน เสือหนุ่มจะขย้ำกวางน้อยให้สาสมแก่ใจ” ดวงตาของพ่อเสือหนุ่มเป็นประกายวาววามเมื่อคิดไปถึงคืนวันเข้าหอหฤษฎ์เคลื่อนรถออกไปอย่างช้า ๆ โดยมีนิลเนตรนั่งอยู่ข้าง ๆ ตลอดการเดินทางต่างฝ่ายต่างคอยมองกันด้วยดวงตาหวานเยิ้ม และพูดคุยกะหนุงกะหนิงกันตลอดเวลา นิลเนตรเพิ่งเข้าใจตอนนี้นี่เองว่าเวลาที่เราได้อยู่กับคนที่ใช่ อะไร ๆ มันก็ดูลงตัวไปหมด ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เขามารัก แต่ทั้งสองพร้อมจะปรับตัวเพื่อให้ความรักมันดีขึ้น ที่ผ่านมาเธอเจอแต่คนไม่
หลายเดือนต่อมาหฤษฎ์ได้ย้ายมาประจำการที่สถานีตำรวจภูธรม่วงเขียวที่เดียวกันกับขันติและได้เลื่อนยศจากร้อยตำรวจเอกเป็นพันตำรวจตรีหฤษฎ์ วิเศษไชยเชษฐ์ เขาเลิกทำงานเป็นสายสืบปลอมตัว แล้วส่งต่อให้รุ่นน้องไปทำแทนนิลเนตรก็เริ่มเปิดเพจขายปลาดุกร้าออนไลน์ ทำให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น เธอเองต้องจ้างพนักงานมาช่วยในส่วนหน้างานสามคน และจ้างแอดมินดูแลเพจอีกหนึ่งคน ตอนนี้เธอทำปลานิลแดดเดียวและกบแดดเดียวขายเพิ่มด้วย นิลเนตรให้ช่างมาทำในส่วนสถานที่ทำงานแยกให้ต่างหาก บ้านที่เคยมีต้นมะขามเป็นรั้วเธอก็ให้ช่างมาทำรั้วให้ใหม่อย่างมิดชิดและปลอดภัยเธอเริ่มแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สวยงามมากขึ้นและแต่งหน้าทาปากเล็กน้อย ตอนนี้มีคนรู้จักเธอมากขึ้น เธอต้องดูดีและสะอาดเมื่อผู้คนพบเห็น สินค้าที่เธอทำจะได้น่าเชื่อถือไปด้วย เดือนหนึ่ง ๆ เธอทำกำไรจากการขายสินค้าได้มาก อีกไม่เกินหนึ่งเดือนเธอจะซื้อรถยนต์เพื่อไปซื้อของที่ตลาด และพาย่าไปเที่ยวด้วย ผู้คนในหมู่บ้านต่างไม่มีข้อกังขาใดๆ เกี่ยวกับอาชีพของเธอกับย่า และตอนนี้เธอยังเรียนต่อปริญญาตรีภาคพิเศษที่มหาวิทยาลัยราชภัฏใกล้บ้านอีกด้วย ถึงตอนเป็นสิริมาเธอจะเรียนจบปริญญาตรีแล้ว
แต่หฤษฎ์กลับสาวเท้ายาวเข้ามาใกล้เธออีก จนนิลเนตรถอยไปชนกับต้นไม้ใหญ่ แขนข้างหนึ่งวางไว้เหนือศีรษะนิลเนตร มืออีกข้างยกขึ้นเท้าเอว “โกหกเรื่องอะไร ไหนว่ามาซิ” “ก็… เรื่องที่พี่มีแฟนแล้ว” “ใครเป็นแฟนฉัน ฉันทำไมไม่รู้จัก” “ไม่ต้องมาทำไขสือ แล้วคุณรดานั่นเป็นใคร” เธอเกลียดผู้ชายที่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนทั้งที่ผู้หญิงสองคนกำลังจะตบตีกันเพื่อแย่งเขา “หึ” เขาขำน้อย ๆ ก่อนจะขำออกมาเสียงดังตามหลัง “ขำอะไรนักหนา พอใจมากใช่ไหมที่หลอกฉันได้” “ฉันหลอกอะไรเธอ” “ก็หลอกให้ระ…” “ฮึ! หลอกให้อะไรนะ” เขาถามพร้อมกับคลี่ยิ้มจาง ๆ แล้วเบียดกายใหญ่ให้แนบชิดขึ้นอีกจนนิลเนตรได้กลิ่นกายหอมสะอาดของเขา ผู้ชายคนนี้ช่างมีเสน่ห์เหลือร้าย ไม่ว่าจะอยู่ในร่างชายเร่ร่อนหรือในร่างผู้กอง “หลอกให้รักอย่างนั้นเหรอ”“ไม่ใช่!” เธอแหวขึ้นเมื่อเขาถามเช่นนั้น แล้วรีบแก้ต่างให้ตัวเอง “พี่หลอกว่าไม่ได้ขับรถตามฉันมา” เธอมุ่ยหน้าปากยื่นเล็กน้อย“อ้อ ฉันไม่ได้ขับรถตามเธอมา…” นิลเนตรกำลังจะอ้าปากเถียงเขาจึงพูดต่อ “ฉันขับตามหัวใจฉันมาต่างหากล
เช้าวันต่อมาหฤษฎ์เดินลงมารับประทานอาหารเช้ากับพ่อแม่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แต่สิ่งที่แปลกตาไปก็คือเขาโกนหนวดยาว ๆ นั้นทิ้งไปแล้ว “โกนหนวดได้ซะทีนะ” ภารดีเอ่ยวาจาประชดประชันลูกชาย “ก็แค่รำคาญครับแม่” ภารดีฉีกยิ้มกว้างขึ้น ไว้มาได้ตั้งหลายปีวันนี้มันบอกรำคาญ “นึกว่าโกนหนวดเพราะเอาใจหนูนิลซะอีก” หฤษฎ์หันมาจ้องแม่ตาเขม็ง “แม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นได้ยังไงครับ” แล้วชำเลืองมองพ่อแวบหนึ่งที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่ม ท่านทั้งสองต้องมีอะไรปิดบังเขาแน่ ๆ “เขาเป็นแม่ค้าขายปลาดุกร้าที่หนามซื้อมาไม่ใช่เหรอ” “ผมไม่ได้ซื้อกับนิลครับ” “แต่ก็ไปช่วยเขาเก็บผักขายเกือบทุกวัน” หฤษฎ์เริ่มอยู่ไม่สุขเขาขยับก้นเล็กน้อย แม่กับพ่อรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยแม้แต่พี่ชาย จะเล่าให้ฟังบ้างก็มีแค่ขันติเท่านั้น แต่เขาก็คงไม่ได้โทร. มาเล่าให้พ่อกับแม่เขาฟังอย่างแน่นอน “แม่รู้ได้ยังไงครับ” “แม่กับรดาไปเยี่ยมนิลที่บ้านมาแล้ว” หฤษฎ์ผ่อนลมหายใจออกมา “แม่พูดอะไ
“ฮะ! ผู้กองอย่างนั้นเหรอ” ประนอมปรี่เข้าไปเขย่าแขนหฤษฎ์พูดพลางร้องไห้ออกมา “ผู้กองช่วยลูกชายฉันด้วยนะคะ ลูกชายฉันเป็นคนดี แค่มันนั่งเล่นเกมอยู่ในบ้าน แต่ตำรวจพวกนี้ก็มาจับมัน ฮือ ๆ”หฤษฎ์ถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนอกอ่อนใจกับแม่ประเภทนี้ที่มีอยู่ทุกหมู่บ้าน แล้วเอ่ยขึ้นเสียงทุ้มน่าฟังแต่ประนอมคงไม่อยากได้ยิน “ฟังนะครับยาย ลูกของยายค้ายาเสพติดครับเขาไม่ได้นั่งเล่นเกมเฉย ๆ อีกอย่างเขาก็เล่นพนันออนไลน์ด้วยครับ” “ไม่จริง” ประนอมยังยอมรับกับความผิดของลูกชายไม่ได้ ลูกเขาเดินไปไหนมาไหนไกลไม่ได้ เขาจะเป็นผู้ค้ายาเสพติดได้อย่างไร สักพักลูกสาวคนเล็กของประนอมจึงมารับตัวเธอกลับไปสงบสติอารมณ์ที่บ้านชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเมื่อเห็นรถตำรวจก็ออกมามุงดู มิ่งพร หลาง แมงมุมก็เดินออกมายืนดูที่บ้านของเจิมจันทร์เช่นกัน“นั่นใช่ไอ้ชาติไหมนิล” เจิมจันทร์เอ่ยถามหลาน ทุกสายตาจับจ้องไปที่หนุ่มหล่อมาดเข้มคนนั้นเป็นตาเดียว“ใช่ค่ะย่า” เธอเองก็ยังงงไม่หายเหมือนกัน อยู่ดี ๆ ก็เจอเขาในป่าทั้งที่คิดว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว “ทำไมมันไปยืนอยู่ตรงนั้นล่ะ วันนี้มันแต่งตัวหล่อด้วยนะ”“เขาเป็นตำรวจค่ะย่า” “ฮะ! ไอ้ช
ถวิลย่างสามขุมมาทางนิลเนตร ทันใดนั้นร่างของเธอก็ถูกรวบเข้าไปซ่อนอยู่ใต้โขดหินได้อย่างหวุดหวิด มือใหญ่ปิดปากเธอไว้แน่นจนคนในอ้อมแขนไม่สามารถร้องออกมาได้ เธอตกใจจนแทบหยุดหายใจเมื่อคิดว่าตัวเองคงโดนโจรจับเป็นแน่ มือเล็กสั่นเทาค่อย ๆ แกะมือหนาออกช้า ๆ แล้วเอี้ยวหน้าไปมองคนที่กอดเธอไว้แนบอกแล้วพิศมองใบหน้าหนุ่มคนนั้นอยู่หลายลมหายใจ ดวงตากลมเบิกตากว้างเมื่อจำได้ว่าชายคนนี้คือใครเขาคือชายเร่ร่อน!วันนี้หน้าตาเขาสะอาดแต่ยังคงมีหนวดเคราขึ้นหนา ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลัง บนศีรษะสวมหมวกแก๊ปสีดำทับไว้ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสะอาดมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยออกมาจากกายเขา ถวิลเดินถือปืนเข้ามาใกล้มากขึ้น เขาโน้มกายลงแนบชิดกับเธอมากขึ้นอีก นิลเนตรรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดหน้าผากเธอแผ่วเบา ทั้งสองแทบจะกลั้นลมหายใจเพราะกลัวพวกนั้นจะเห็น มือข้างหนึ่งถกขากางเกงตัวใหญ่ขึ้นแล้วหยิบปืนสั้นออกมาหฤษฎ์มองหาก้อนหินใกล้มือแล้วขว้างไปอีกทางเพื่อให้พวกมันเดินไปทางอื่นถวิลได้ยินเสียงก้อนหินกระทบกับใบไม้อีกฝั่งจึงรีบสั่งลูกน้อง “ไปดูทางโน้น” เขากวาดสายตาไปรอบพื้นที่อีกครั้ง เมื่อไม่เจอความผิดปกติถวิลจึงเคลื่อนกายออก
เย็นวันหนึ่งหลังจากนิลเนตรกินข้าวเสร็จก็นั่งมัดผักอยู่ข้างล่างคนเดียว ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพลบค่ำ แต่ถึงจะมืดก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะตอนนี้เธอมีไฟฟ้าใช้แล้ว อะไร ๆ ก็สะดวกมากขึ้น เธอจึงไม่ต้องคิดมากเรื่องที่จะมองไม่เห็น นิลเนตรนั่งมัดผักได้ครู่ใหญ่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นข้างรั้วมะขาม มันคือเสีย
นิลเนตรจับผักใส่ย่ามทั้งสองใบได้หนึ่งร้อยมัดพอดี เสร็จแล้วก็เอาแตงโมใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน ผักบุ้งถุงหนึ่งมัดติดไว้กับเบาะหลังที่เป็นเหล็ก ส่วนอีกถุงเธอสะพายไว้ที่บ่าข้างซ้าย จากนั้นก็ปั่นไปทางทิศตะวันออกมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่เป็นทางผ่านระหว่างอำเภอ ซึ่งจะมีชาวบ้านนำของหลากหลายมาวางขายข้
นิลเนตรกินข้าวเสร็จแล้วจึงแต่งตัวเตรียมจะออกไปเก็บผัก เธอสวมเสื้อแขนยาวทั้งเก่าทั้งขาดตรงหัวไหล่ และเตรียมเสื้อยืดไปคลุมหน้าหนึ่งตัว “หนูไปเก็บผักก่อนนะย่า” “อย่ากลับเย็นนักล่ะ” “ค่ะ” เดินลงมาจากบ้านก็เจอป้ามิ่งกับหลานสาวเดินมาหาที่บ้านพอดี วันนี้เป็นวันหยุดแม
นิลเนตรตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็นั่งสังเกตบ้านตัวเองด้วยอาการสะลืมสะลือ มันทั้งรกและแคบ ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้หน้าจะกว้างราวสี่เมตร ยาวประมาณห้าเมตร ห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น รวมอยู่ตรงนี้หมด ผนังบ้านเป็นไม้ที่ตีเรียงกันไว้ไม่สนิทนักมีแต่ฝุ่นที่เกิดจากมอด และมีหยากไย่เกาะอยู่ทุกมุมห







