Se connecterนิลเนตรที่อยู่ใกล้สุดรีบถอดรองเท้าแล้ววิ่งตามสุดกำลัง อุทิศก็วิ่งตามหลังเธอไปเช่นกัน สายตาเธอมองหาอะไรบางอย่าง เธอก้มหยิบไม้ท่อนหนึ่งจากนั้นกะระยะไว้ที่หัวของมันแล้วเขวี้ยงออกไปสุดแรงเกิด ผู้ชายนั้นกำลังจะวิ่งเข้าไปในป่า
ตุบ!
“โอ๊ย!”
ไม่น่าเชื่อว่านักกีฬาเปตองอย่างเธอจะกะระยะได้แม่นยำขนาดนี้ ไม้ท่อนนั้นโดนท้ายทอยของมันพอดี โจรวิ่งราวหัวคะมำไปข้างหน้าและล้มลง อุทิศที่วิ่งตามไปจึงเข้าไปรวบตัวมันไว้ เตรียมส่งตัวให้ตำรวจบ้าน ซึ่งภรรยาของเขาคงโทร. แจ้งไปแล้ว
นิลเนตรถือกระเป๋าใบนั้นไปคืนเจ้าของ ผู้หญิงคนนั้นยืนตัวสั่นงันงก เพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันก็เริ่มเดินกลับมาที่รถ เห็นเหตุการณ์ก็พากันตกใจ
นิลเนตรยื่นกระเป๋าคืนให้ “กระเป๋าของคุณค่ะ”
“ขอบใจมากนะ เธอชื่ออะไร”
“ชื่อนิลค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งพันบาทออกมาจากกระเป๋าจำนวนหนึ่งใบพร้อมกับกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งแล้วยื่นให้เธอ “ฉันให้เธอ ถ้ามีอะไรก็โทร. หาฉัน ฉันเขียนเบอร์โทร. ไว้ให้แล้ว”
“เอ่อ หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” เงินหนึ่งพันบาทมันมากเกินไปสำหรับการวิ่งไล่โจรไม่กี่ก้าว เธอไม่ได้ลงทุนอะไรมากขนาดนั้น
“รับไว้เถอะ ถ้าไม่มีเธอฉันคงไม่ได้กระเป๋าคืน” หนึ่งพันบาทสำหรับเธอมันเรื่องเล็กน้อยถ้าแลกกับกระเป๋าเงินทั้งใบ ว่าแล้วเธอก็ยัดเงินใส่มือนิลเนตรแล้วรีบเดินขึ้นรถไปกับเพื่อน
นิลเนตรเดินกลับมาที่ร้านขายผักอีกครั้ง
“นิลกล้าหาญมาก ไม่กลัวโจรเหรอ” ดาหวันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ร่างกายของนิลเนตรตอบสนองต่อสิ่งรอบข้างได้ไวมาก แม้แต่เธอยังคิดไม่ทันเพราะมัวแต่ตกใจ ก่อนหน้าสาวน้อยคนนี้เฉื่อยชาและขี้กลัวมาก ไม่มีทางที่จะวิ่งตามคนร้ายเด็ดขาด
“ไม่กลัวหรอกค่ะ เพราะหนูยังมีน้าอุทิศอยู่ อีกอย่างคนก็เยอะแยะค่ะ” กระนั้นโจรคนนั้นก็ยังกล้าวิ่งราวกระเป๋าลูกค้า สงสัยคงวางแผนไว้แล้วว่าจะวิ่งหนีเข้าป่า
ดาหวันลูบผมปลอบโยน “ขายของก็เก่งขึ้นนะ ไปหัดพูดมาจากไหนเนี่ย” หลายปีที่ผ่านมานิลเนตรไม่เคยพูดกับลูกค้าเลย เพราะเธอเป็นคนขี้อาย แต่วันนี้เธอกลับพูดตอบโต้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี อย่างเช่นคำว่า ‘คุณลูกค้า’ แม้แต่ดาหวันที่ขายของมานานก็ไม่เคยเรียกลูกค้าเช่นนี้ ส่วนมากจะเรียกลูกค้าว่าคุณพี่ตลอด
“หนูคิดเองค่ะว่าต้องพูดกับลูกค้าแบบนี้”
“เก่ง ๆ อีกหน่อยก็ขายของเก่งกว่าฉันแล้วเนี่ย” นิลเนตรยิ้มรับกับประโยคนั้น มันแน่นอนอยู่แล้ว สี่ปีที่เธอทำฟาร์มเธอเจอลูกค้ามาทุกรูปแบบ
ขายผักบุ้งของตัวเองหมด นิลเนตรก็ช่วยดาหวันขายของเช่นกัน เห็นนิลเนตรเจรจากับลูกค้า ดาหวันกับอุทิศยังแอบทึ่ง
เมื่อขายผักหมดนิลเนตรจึงลาดาหวันกลับบ้านก่อนเพราะเธอต้องปั่นจักรยานเข้าไปซื้อข้าวสารในตลาดอีก เธอนำเงินที่ได้จากการขายผักไปซื้อข้าวสารสองกิโลกรัมราคาห้าสิบบาท ซื้อไข่ไก่สิบฟองห้าสิบบาท และปลานิลสดอีกหนึ่งตัวราคาห้าสิบบาท ส่วนเงินที่เหลือนิลเนตรนำไปซื้อปลาร้า ผงปรุงรส และน้ำมันหอย รวมถึง สบู่ กางเกงผ้าอ้อม แชมพูกับครีมนวดผม ผงซักฟอก ที่ขาดไม่ได้ก็คือแชมพูกำจัดเหา เท่านี้เธอก็แทบจะขนกลับบ้านไม่ไหว เพราะลำพังแตงโมก็เกือบเต็มตะกร้ารถแล้ว เธอใส่ของลงไปในถุงย่าม แล้วมัดไว้เบาะหลัง
วันนี้เป็นบุญของเธอเหลือเกินที่ได้เงินหนึ่งพันบาทจากผู้หญิงคนนั้น เธอกับย่าคงกินอิ่มไปได้อีกหลายวัน
กลับมาถึงบ้านนิลเนตรก็เข้าไปหาย่านำปัสสาวะของย่าออกมาทิ้งก่อน วันนี้เธอกลับบ้านเร็วมิ่งพรจึงไม่ได้มาที่บ้าน วันไหนมิ่งพรเห็นว่ามืดแล้วแต่ยังไม่เห็นแสงไฟจากตะเกียงของบ้านเธอมิ่งพรก็จะมาจุดไฟให้ย่าพร้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าและผ้าอ้อมให้
“วันนี้หนูจะทำต้มยำปลานิลให้ย่ากินนะคะ”
“แกเอาเงินมาจากไหน”
“วันนี้หนูขายผักบุ้งได้เงินตั้งหนึ่งร้อยบาทเลยนะคะ”
“ทำไมเก่งจัง” เดิมทีนิลเนตรได้เงินจากการขายผักมากสุดก็แค่หกสิบบาท
“วันนี้หนูเก็บผักเร็วค่ะ ก็เลยได้ผักเยอะหน่อย”
“อ้อ”
“อีกอย่างมีคนใจดีให้เงินหนูมาตั้งหนึ่งพันบาทแน่ะ”
เจิมจันทร์เบิกตาโต “ฮะ! หนึ่งพันบาท” ใครช่างใจดีปานนั้น
“ค่ะ”
“เอ็งไปทำยังไงเขาถึงให้เงินมามากขนาดนั้น”
นิลเนตรเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ย่าไปพลาง และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ย่าฟัง
เจิมจันทร์ได้ฟังแล้วก็อดปลื้มใจไม่ได้ ถึงแม้หลานจะทำอะไรเสี่ยง ๆ ก็ตาม ต่อไปนี้หลานเธอไม่ใช่คนขี้กลัวอีกต่อไป อะไรนะที่ทำให้หลานเธอเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ “หลานย่าเก่งขึ้นมากจริง ๆ”
นิลเนตรยิ้มอ่อนให้ย่า “หนูไปทำกับข้าวก่อนนะคะ”
ย่าพยักหน้าให้และยิ้มจาง ๆ
นิลเนตรก่อไฟหนึ่งข้าวเจ้าโดยใช้ขันสเตนเลสแทนการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ ใส่ข้าวสารและเติมน้ำเหมือนหุงด้วยหม้อไฟฟ้าแล้วนำไปนึ่ง จากนั้นก็เดินไปหาเครื่องต้มยำมาเตรียมไว้ ที่บ้านไม่มีพืชผักสวนครัวเลย นิลเนตรจึงเดินไปขอจากข้างบ้าน
“ป้ามิ่งคะ หนูขอข่าตะไคร้ใบมะกรูด กับใบแมงลักหน่อยนะคะ” เธอช่างเป็นลูกอีช่างขอจริง ๆ เอาเถอะเอาไว้วันหลังเธอจะมาขอผักพวกนี้ของป้ามิ่งไปปลูกเองบ้าง
“จ้า เก็บเอาเลย ทำอะไรกินเหรอ”
“ต้มปลานิลค่ะ”
ได้ของที่ต้องการแล้วนิลเนตรจึงเดินไปเก็บยอดมะขามอ่อนที่อยู่อีกฝั่งซึ่งอยู่ติดกับบ้านของชายพิการ นิลเนตรใช้มีดบางตัดยอดมะขาม โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังมีสายตาของชายผู้หนึ่งกำลังแอบมองเธออยู่ ดวงตาคมคายคู่นั้นคาดเดาไม่ได้ว่าอยู่ในอารมณ์ไหน เขายืนมองจนร่างเธอหายลับขึ้นไปบนบ้านอีกครั้ง
นิลเนตรทำต้มยำปลานิลเพียงครึ่งตัว ที่เหลือก็หมักเกลือไว้ทำอาหารพรุ่งนี้
ต้มยำปลานิลแบบบ้าน ๆ ที่ใส่เพียงเกลือกับน้ำปลา และผงปรุงรสนิดหน่อยก็รสชาติดีไม่น้อย ได้กลิ่นหอมจากเครื่องต้มยำและยอดมะขามอ่อนยิ่งชวนให้น้ำลายสอ
เดินออกมาอีกครั้งก็เห็นใครบางคนนั่งอยู่ใต้ต้นกระถินที่เธอนำผักบุ้งมากองไว้ ความจำเดิมบอกกับเธอว่านั่นคือชายเร่ร่อนที่หายไปจากหมู่บ้านนี้เกือบสัปดาห์แล้ว เขามานั่งอยู่ตรงนั้นทำไมนะ ร่างสูงเพรียวตัดสินใจเดินออกมาจากไร่มันสำปะหลังเมื่อรออยู่นานแล้วแต่เขาก็ไม่เดินจากไปไหนสักที เธอเองก็ต้องทำงานเหมือนกัน “พี่ชายหายไปไหนมาเหรอ” นิลเนตรเอ่ยถามอย่างเป็นมิตรเมื่อเดินเข้ามาใกล้ ชาวบ้านเรียกเขาว่า ‘ไอ้ชาติ’ ชายผู้นี้หน้าตาเนื้อตัวมอมแมม ผมเขายาวหยักศกเล็กน้อยแต่ชี้ฟูมาก ดูท่ามันคงเหนียวไม่น้อย แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีซีดกับกางเกงยีนเก่า ๆ ตัวใหญ่แถมยังขาดอีกด้วย เขาจะเดินไปเรื่อย ๆ ค่ำไหนนอนนั่น หรือบางครั้งก็นอนตามศาลาของหมู่บ้าน บางครั้งเธอยังเคยเจอเขาที่ตลาดบ้านห้วยด้วย และทุกครั้งที่เดินผ่านมาทางนี้เขาก็ไม่เคยคุยกับเธอหรือใครเลย บางครั้งถามไม่ตอบ บางครั้งก็ถามคำตอบคำชาวบ้านแถวนี้บอกว่าเขาเป็นบ้า แต่เขาก็ไม่เคยทำร้ายใคร นิลเนตรเดินเข้ามาใกล้อีก ถึงได้รู้ว่าภายใต้ใบหน้ามอมแมมนั้นเขาน่าจะหล่อมาก จมูกเป็นสันตรง กรอบหน้าคมเข้มชัดเจน แต่หนวดเครายาวไปหน่อยจึงทำให้เขาน่
นิลเนตรตักต้มปลานิลกับข้าวสวยร้อน ๆ และไข่ต้มอีกสองฟองมาวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอนย่า โต๊ะนี้คือโต๊ะกินข้าวของย่ากับหลาน เธอพยุงย่าให้ลุกขึ้นนั่งเหยียดขาลงข้างเตียงแล้วเริ่มกินข้าวด้วยกัน “กับข้าวหลายอย่างจัง” ปกติแค่ข้าวสวยคลุกน้ำปลาก็อร่อยมากแล้ว “ย่ากินเยอะ ๆ นะคะ จะได้หายไว ๆ” คติของเธอก็คือพรุ่งนี้จะอดก็ช่างแต่วันนี้ต้องกินให้อิ่ม “ไม่ต้องพูดปลอบใจย่าหรอก ย่ารู้ว่าย่าไม่มีทางหายจากโรคนี้” เจิมจันทร์ทำใจไว้แล้ว ว่าต้องป่วยติดเตียงไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย “ไม่แน่หรอกค่ะย่า อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอค่ะ อยู่ดี ๆ ย่าอาจจะลุกขึ้นเดินก็ได้ค่ะ” เธอปอกไข่ต้มให้ย่าหนึ่งฟอง พร้อมกับยกขวดน้ำปลาไปตั้งไว้ด้านข้าง เจิมจันทร์ยิ้มให้หลาน ทำไมวันนี้นิลเนตรถึงได้มีพลังบวกเยอะจัง แววตาเศร้าหมองที่เคยมีหายไปไหน ตักอาหารเข้าปากคำแรกก็รู้สึกถึงรสชาติอาหารที่เปลี่ยนไป ฝีมือการทำอาหารของหลานสาวดีขึ้นมาก มันกลมกล่อมและไม่มีกลิ่นคาวของปลาเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองรับประทานอาหารไปพลาง คุยกันไปพลาง บางครั้งส่งเสียงหัวเราะครื้นเครง ดูเหมือนว่าทั้งย่าแล
นิลเนตรที่อยู่ใกล้สุดรีบถอดรองเท้าแล้ววิ่งตามสุดกำลัง อุทิศก็วิ่งตามหลังเธอไปเช่นกัน สายตาเธอมองหาอะไรบางอย่าง เธอก้มหยิบไม้ท่อนหนึ่งจากนั้นกะระยะไว้ที่หัวของมันแล้วเขวี้ยงออกไปสุดแรงเกิด ผู้ชายนั้นกำลังจะวิ่งเข้าไปในป่าตุบ!“โอ๊ย!” ไม่น่าเชื่อว่านักกีฬาเปตองอย่างเธอจะกะระยะได้แม่นยำขนาดนี้ ไม้ท่อนนั้นโดนท้ายทอยของมันพอดี โจรวิ่งราวหัวคะมำไปข้างหน้าและล้มลง อุทิศที่วิ่งตามไปจึงเข้าไปรวบตัวมันไว้ เตรียมส่งตัวให้ตำรวจบ้าน ซึ่งภรรยาของเขาคงโทร. แจ้งไปแล้ว นิลเนตรถือกระเป๋าใบนั้นไปคืนเจ้าของ ผู้หญิงคนนั้นยืนตัวสั่นงันงก เพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันก็เริ่มเดินกลับมาที่รถ เห็นเหตุการณ์ก็พากันตกใจ นิลเนตรยื่นกระเป๋าคืนให้ “กระเป๋าของคุณค่ะ” “ขอบใจมากนะ เธอชื่ออะไร” “ชื่อนิลค่ะ” ผู้หญิงคนนั้นหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งพันบาทออกมาจากกระเป๋าจำนวนหนึ่งใบพร้อมกับกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งแล้วยื่นให้เธอ “ฉันให้เธอ ถ้ามีอะไรก็โทร. หาฉัน ฉันเขียนเบอร์โทร. ไว้ให้แล้ว” “เอ่อ หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ” เงินหนึ่งพันบาทมันมากเกินไปสำหรั
นิลเนตรจับผักใส่ย่ามทั้งสองใบได้หนึ่งร้อยมัดพอดี เสร็จแล้วก็เอาแตงโมใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน ผักบุ้งถุงหนึ่งมัดติดไว้กับเบาะหลังที่เป็นเหล็ก ส่วนอีกถุงเธอสะพายไว้ที่บ่าข้างซ้าย จากนั้นก็ปั่นไปทางทิศตะวันออกมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่เป็นทางผ่านระหว่างอำเภอ ซึ่งจะมีชาวบ้านนำของหลากหลายมาวางขายข้างทางตรงนั้น ส่วนมากเป็นของป่า จำพวกหนู นก งู กิ้งก่า ไปจนถึง กบ เขียด ปลา ไข่มดแดง และผักต่าง ๆ ทั้งผักป่าผักบ้าน ถนนเส้นนั้นมีคนสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก เพราะตรงนั้นเป็นจุดพักรถด้วย มีทั้งร้านอาหารและตลาดให้ผู้คนเลือกซื้อ ถนนเส้นนี้ตัดผ่านภูเขาที่ชาวบ้านเข้าไปหาของมาขาย จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก เขาเรียกกันว่าตลาดบ้านห้วย ตลาดบ้านห้วยและหมู่บ้านแถวนี้อยู่ในเขตอำเภอม่วงเขียว ก่อนหน้านิลเนตรฝากน้าในหมู่บ้านนำผักไปขายให้ เธอชื่อดาหวัน บางครั้งน้าหวันคนนั้นก็มาเก็บผักช่วยเธอด้วยเพราะความสงสาร แต่ช่วงนี้ดาหวันมีผักขายมากขึ้น นิลเนตรจึงต้องไปเก็บคนเดียวทุกวัน และวันนี้เธอจะนำผักไปขายเอง เพราะดาหวันคงออกไปขายผักตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว ระยะทางจากหมู่บ้านถึงถนนใหญ่ประมาณห้ากิโลเมตร นิลเนตรปั
นิลเนตรกินข้าวเสร็จแล้วจึงแต่งตัวเตรียมจะออกไปเก็บผัก เธอสวมเสื้อแขนยาวทั้งเก่าทั้งขาดตรงหัวไหล่ และเตรียมเสื้อยืดไปคลุมหน้าหนึ่งตัว “หนูไปเก็บผักก่อนนะย่า” “อย่ากลับเย็นนักล่ะ” “ค่ะ” เดินลงมาจากบ้านก็เจอป้ามิ่งกับหลานสาวเดินมาหาที่บ้านพอดี วันนี้เป็นวันหยุดแมงมุมจึงไม่ได้ไปโรงเรียน แมงมุมอายุเก้าขวบพ่อกับแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เธอจึงอยู่กับตายายที่บ้าน “จะไปเก็บผักแล้วเหรอ” มิ่งพรมองนิลเนตรตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำไมวันนี้นิลเนตรดูแปลกตาไปมากขนาดนี้ เส้นผมตรงเรียงสวยสีดำเงางามถูกรวบไว้ด้านหลังเหมือนหางม้า ใบหน้าเนียนเกลี้ยงเกลา ข้างแก้มไม่มีรอยคราบน้ำลายเหมือนเช่นทุกวัน เล็บมือเล็บเท้าตัดสั้นและขาวสะอาด หรือนิลเนตรกำลังจะเป็นสาวหรือไม่ก็คงกำลังจะมีความรักถึงได้รู้จักดูแลตัวเอง “ค่ะ” “ทำไมวันนี้ผมพี่นิลสวยจังเลยคะ” แมงมุมเอ่ยถามเสียงใส “หนูอยากมีผมยาวสวยเหมือนพี่นิลจังเลยค่ะ” แมงมุมพูดพลางเกาหัวตัวเองยิก ๆ เด็กคนนี้หน้าตาน่ารัก แก้มกลม ๆ ผิวขาวออกเหลืองนิด ๆ ดวงตากลมทอประกายวาววาม เพียงแต่…
นิลเนตรตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็นั่งสังเกตบ้านตัวเองด้วยอาการสะลืมสะลือ มันทั้งรกและแคบ ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้หน้าจะกว้างราวสี่เมตร ยาวประมาณห้าเมตร ห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น รวมอยู่ตรงนี้หมด ผนังบ้านเป็นไม้ที่ตีเรียงกันไว้ไม่สนิทนักมีแต่ฝุ่นที่เกิดจากมอด และมีหยากไย่เกาะอยู่ทุกมุมห้อง เมื่อคืนฝนพรำลงมาบาง ๆ ตลอดทั้งคืน บรรยากาศรอบกายเย็นจนหนาว ผ้าห่มผืนหนาก็มี แต่พออากาศชื้นผ้าห่มที่ไม่เคยซักเลยก็เหนียวเหนอะ ทำให้นอนหลับไม่ค่อยสนิท และเหมือนหายใจเอาฝุ่นเข้าไปในปอดตลอดทั้งคืนวันนี้เธอตั้งใจไว้ว่าก่อนออกไปเก็บผักบุ้งเธอจะต้องทำความสะอาดบ้านก่อน เธอพับผ้าห่มให้เรียบร้อย จากนั้นลองเลิกเสื่อที่ปูไว้ขึ้นดู เพราะดูเหมือนพื้นบ้านจะมีแต่ฝุ่นผงเหลือเกิน นิลเนตรไม่ได้ทำความสะอาดบ้านมาเกือบเดือนแล้ว พอเปิดเสื่อขึ้นดูเธอก็ต้องผงะ บนพื้นไม้มีดินเป็นรอยคดเคี้ยวคล้ายกับงูเลื้อย พอดูใต้เสื่อก็มีคราบดินติดอยู่เช่นกัน บางจุดมีรอยกัดแทะ เธอพูดอะไรไม่ออกทำได้แค่อ้าปากค้างไว้ เพราะดินพวกนั้นมันคือรังปลวกเกือบไปแล้วนิลเนตร เธอเกือบโดนปลวกคาบไปแทะแล้วไหมล่ะ เธอต้องลุกไปหุงหาอาห







