เข้าสู่ระบบนิลเนตรกินข้าวเสร็จแล้วจึงแต่งตัวเตรียมจะออกไปเก็บผัก เธอสวมเสื้อแขนยาวทั้งเก่าทั้งขาดตรงหัวไหล่ และเตรียมเสื้อยืดไปคลุมหน้าหนึ่งตัว
“หนูไปเก็บผักก่อนนะย่า”
“อย่ากลับเย็นนักล่ะ”
“ค่ะ”
เดินลงมาจากบ้านก็เจอป้ามิ่งกับหลานสาวเดินมาหาที่บ้านพอดี วันนี้เป็นวันหยุดแมงมุมจึงไม่ได้ไปโรงเรียน แมงมุมอายุเก้าขวบพ่อกับแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ เธอจึงอยู่กับตายายที่บ้าน
“จะไปเก็บผักแล้วเหรอ” มิ่งพรมองนิลเนตรตั้งแต่หัวจรดเท้า ทำไมวันนี้นิลเนตรดูแปลกตาไปมากขนาดนี้ เส้นผมตรงเรียงสวยสีดำเงางามถูกรวบไว้ด้านหลังเหมือนหางม้า ใบหน้าเนียนเกลี้ยงเกลา ข้างแก้มไม่มีรอยคราบน้ำลายเหมือนเช่นทุกวัน เล็บมือเล็บเท้าตัดสั้นและขาวสะอาด
หรือนิลเนตรกำลังจะเป็นสาวหรือไม่ก็คงกำลังจะมีความรักถึงได้รู้จักดูแลตัวเอง
“ค่ะ”
“ทำไมวันนี้ผมพี่นิลสวยจังเลยคะ” แมงมุมเอ่ยถามเสียงใส “หนูอยากมีผมยาวสวยเหมือนพี่นิลจังเลยค่ะ” แมงมุมพูดพลางเกาหัวตัวเองยิก ๆ เด็กคนนี้หน้าตาน่ารัก แก้มกลม ๆ ผิวขาวออกเหลืองนิด ๆ ดวงตากลมทอประกายวาววาม
เพียงแต่…
นิลเนตรมองตามมือน้อย ๆ นั้น ก็พบว่ามีเหาฟูขึ้นมาจากเส้นผม
นิลเนตรตาโตและชี้นิ้วไปที่หัวของแมงมุม “นะ นั่นเหา” อารมณ์เหมือนเธอหวีเหาเมื่อคืนเลย
“ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ เดี๋ยววันนี้ฉันจะจัดการมันเอง” มิ่งพรบอกนิลเนตรเหมือนเป็นเรื่องปกติ “ดูสิเหาเต็มหัวจะไว้ผมยาวได้ยังไง” มิ่งพรเอ็ดหลานตัวเอง
นิลเนตรเพิ่งเข้าใจตอนนี้เองว่าเธอได้เหามาจากไหน ที่แท้ก็จากเจ้าเด็กแมงมุมที่อยู่ข้างบ้านนี่เอง เพราะจากความทรงจำ ทั้งคู่ชอบเล่นด้วยกัน
“ถ้าฝนตกหนูรบกวนป้ามิ่งเก็บผ้าให้หน่อยนะคะ” แต่วันนี้เธอคะเนดูแล้วว่ามันคงแดดจัดทั้งวัน
“จ้ะ ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันจะช่วยดูให้” มิ่งพรกับหลางมีอาชีพสานหวดนึ่งข้าวขาย พวกเขาจึงอยู่บ้านตลอด
นิลเนตรใช้เสื้อยืดคลุมหน้า หยิบหมวกผ้าใบขาด ๆ ขึ้นมาสวมบนศีรษะ
“หนูไปก่อนนะคะป้า”
“จ้า” แมงมุมยกมือขึ้นโบกหย็อย ๆ ให้นิลเนตรพร้อมกับยิ้มกว้าง
นิลเนตรสะพายย่ามที่ทำจากกระสอบปุ๋ยไปด้วยสองใบพร้อมกับตอกสั้นที่ย่าทำไว้ให้ไปด้วย คว้าจักรยานคู่ใจได้ก็มุ่งหน้าไปยังทุ่งนาที่เธอไปเก็บผักบุ้งเมื่อวาน สองข้างทางมีทั้งไร่อ้อย มันสำปะหลัง แตงโม แตงไทย ข้าวโพด ถั่วฝักยาว และนาข้าวทั้งนาดำและนาหว่าน บางพื้นที่เจ้าของก็ปล่อยโล่งไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์ หรือไม่ก็ทิ้งให้รกร้าง
ปั่นจักรยานประมาณยี่สิบนาทีก็มาถึงทุ่งผักบุ้ง พื้นที่นาแห่งนี้มีประมาณเจ็ดไร่ซึ่งเป็นของชายพิการที่อยู่ข้างบ้านเธอทางฝั่งขวา เขาเป็นคนมีอันจะกินจึงปล่อยให้ที่โล่งแบบนี้และไม่ให้คนเช่า ตามความทรงจำร่างเดิมเธอรู้แค่นั้น ความจริงที่เก็บผักบุ้งมีหลายที่ แต่ที่นาแห่งนี้มีมากสุด และยอดอ่อนน่ากินเพราะมีคนมาเก็บอยู่เป็นประจำทำให้มันทอดยอดออกมาเรื่อย ๆ ซ้ำพื้นที่ยังมีน้ำขังตลอดทั้งปีเพราะติดกับลำน้ำจึงทำให้ยอดผักบุ้งอวบและกรอบ
จอดรถจักรยานพิงไว้ข้างต้นกระถินขนาดใหญ่รวมถึงขวดน้ำดื่มที่ห่อมาด้วย จากนั้นถอดรองเท้าแตะคีบไว้บนบกแล้วเดินลุยน้ำไปเก็บผักบุ้ง บางจุดมีโคลนลึกถึงครึ่งแข้งมันค่อนข้างเดินลำบากและทำให้เหนื่อยง่าย แต่ร่างนี้รูปร่างสะโอดสะอง แขนขายาวเรียวไม่อ้วนไม่ผอมเกินไปทำให้เยื้องย่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว นับเป็นความโชคดีที่เธอได้เข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาสมบูรณ์แบบเช่นนี้ หากดูแลดี ๆ รับรองว่านิลเนตรจะต้องสวยไม่เป็นรองใคร ผิวพรรณแบบนี้สเปกสายฝอเลยล่ะ
นิลเนตรใช้มีดบางที่นำมาด้วยตัดยอดผักบุ้งเพราะไม่อยากให้เล็บดำแล้วนำไปใส่ย่ามไว้ อีกทั้งการใช้มีดตัดยอดผัก ผักจะได้ไม่ช้ำด้วย ยอดผักบุ้งสวย ๆ ขึ้นเต็มไปทั่วทุ่ง เธอตั้งใจเก็บอย่างเมามัน พอได้เยอะตามที่ต้องการก็นำมามัดใต้ร่มกระถินที่มีจักรยานจอดอยู่ นิลเนตรใช้ตอกมัดผักบุ้งเป็นกำ อากาศร้อนทำให้เหงื่อไหลออกมาไม่หยุดจนผ้าคลุมหน้าเปียกชุ่ม
เธอนั่งมัดผักอยู่เกือบชั่วโมงก็มีแก๊งหนุ่มไทบ้านสองสามคนเดินมาทางนี้ พวกเขามาเลี้ยงควายแถวนี้ ในมือมีหนังสติ๊กคนละอัน พอเดินมาถึงจุดที่นิลเนตรนั่งอยู่พวกมันก็หยุดเดิน
“ให้พี่ช่วยมัดไหมน้องนิล” กิตติชัยหนุ่มวัยยี่สิบสามปีเอ่ยถาม ชายกลุ่มนี้รู้จักนิลเนตรเป็นอย่างดี เพราะพวกเขามาเลี้ยงควายทุกวัน ด้านหลังทุ่งนาที่นิลเนตรมาเก็บผักเป็นภูเขาขนาดใหญ่สองลูกตรงกลางเป็นลำน้ำไหลผ่านให้ชาวบ้านมาหาปลาหากบ ซึ่งภูเขาสองลูกนี้เป็นเขตชายแดนระหว่างไทยกับลาว เชิงเขาบางส่วนเป็นทุ่งหญ้ากว้าง เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์
นิลเนตรละสายตาจากผักบุ้งแล้วเอ่ย “ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันมัดใกล้เสร็จแล้ว”
“เฮ้ย! พี่โซ่ชอบคนไม่เต็มก็ไม่บอก” สถาพรที่อายุน้อยกว่ากิตติชัยสี่ปีพูดแซวรุ่นพี่
“ฉันมีเมียแล้วโว้ย ว่าแต่เอ็งเถอะ แม่จะหาเมียให้อยู่พอดีไม่ใช่เหรอ จีบนิลได้นะนิลโสดอยู่” ว่าแล้วกิตติชัยก็ขำออกมาเหมือนเยาะเย้ย “ใช่ไหมนิล” ใคร ๆ ก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ค่อยปกติ
“อย่ามาลำบากเพราะฉันเลยจ้ะ บ้านฉันยากจน” นิลเนตรกล่าวอย่างถ่อมตน แต่ในใจใครจะรู้ว่าเธอขยาดผู้ชายแค่ไหน
“พวกเอ็งอย่ามัวคุยเล่นกันอยู่ รีบไปทำงานตามที่สั่งเถอะอย่าไปแกล้งนิลมันเลย” ไชยยศหนุ่มโสดวัยยี่สิบแปดเตือนรุ่นน้อง เดินผ่านนิลเนตรทีไรต้องแวะคุยหยอกล้อทุกที
กิตติชัยกับสถาพรเดินไปก่อนแล้วไชยยศจึงถามนิลเนตร “วันนี้เก็บผักได้เยอะนะ” เดิมทีที่เขาเห็นนิลเนตรเก็บผักได้ไม่มากนัก แต่วันนี้นิลเนตรมัดผักได้กองใหญ่ ซ้ำท่าทางการทำงานยังจริงจังมากกว่าทุกวัน
“ค่ะพี่ไชย วันนี้เอามีดมาตัดน่ะค่ะ ก็เลยเก็บได้เร็ว” นิ้วโป้งข้างขวาของเธอเล็บกุดไปแล้วเพราะใช้เด็ดผักบุ้งทุกวัน ต่อไปนี้ใช้มีดตัด มันคงดีขึ้น
นิลเนตรใช้ผ้าคลุมหน้าตลอดเวลาไชยยศจึงเห็นเพียงดวงตาดำขลับคู่นั้น มันดูมีประกายวาววับมากขึ้น ไม่หม่นหมองเหมือนเช่นทุกครั้งที่เขาเคยเจอ
“ดี ๆ รู้จักใช้มีดบ้าง ฉันไปเลี้ยงควายก่อนนะ”
“ค่ะ”
“อ้อลืม” ไชยยศล้วงแตงโมออกมาจากย่ามที่สะพายอยู่ แล้วส่งให้นิลเนตร
นิลเนตรรับมาแล้วกล่าวขอบคุณ
เธอมองตามชายหนุ่มทั้งสามด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจนัก ชายสามคนนี้รูปร่างผอมโซ รอบดวงตาคล้ายหมีแพนด้า ถ้าไม่ใช่คนรู้จักกันก็ดูน่ากลัวไม่น้อย แม้พวกเขาจะไม่เคยทำอะไรเธอก็ตาม
ถึงตรงนี้นิลเนตรจึงรับรู้ได้ว่ามีของแข็งบางอย่างทิ่มแทงอยู่ที่หน้าท้องของเธอ ดูเหมือนว่ามันจะดิ้นได้และมีขนาดใหญ่โตมโหฬารด้วย เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ให้เขา สองแขนเรียวโน้มลำคอเขาลงมาแล้วเป็นฝ่ายจูบเขาอีกครั้ง กลีบปากนุ่มบดขยี้จูบเขาอย่างอ่อนโยนก่อนจะเริ่มหนักหน่วงขึ้น นานหลายนาทีจนคนตัวใหญ่หลับตาพริ้มเคลิบเคลิ้มไปกับรสจูบที่คนตัวเล็กมอบให้ จากนั้นเธอถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่ง แล้วเดินหนีเขาไปดื้อ ๆ ปล่อยให้เจ้าของร่างใหญ่ยืนอารมณ์ค้างอยู่คนเดียวพอได้สติเขาถึงได้รู้ตัวว่าโดนเธอแกล้ง เขายิ้มออกมาแล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ฝากไว้ก่อนเถอะตัวเล็ก เอาไว้ให้ถึงวันนั้นก่อน เสือหนุ่มจะขย้ำกวางน้อยให้สาสมแก่ใจ” ดวงตาของพ่อเสือหนุ่มเป็นประกายวาววามเมื่อคิดไปถึงคืนวันเข้าหอหฤษฎ์เคลื่อนรถออกไปอย่างช้า ๆ โดยมีนิลเนตรนั่งอยู่ข้าง ๆ ตลอดการเดินทางต่างฝ่ายต่างคอยมองกันด้วยดวงตาหวานเยิ้ม และพูดคุยกะหนุงกะหนิงกันตลอดเวลา นิลเนตรเพิ่งเข้าใจตอนนี้นี่เองว่าเวลาที่เราได้อยู่กับคนที่ใช่ อะไร ๆ มันก็ดูลงตัวไปหมด ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เขามารัก แต่ทั้งสองพร้อมจะปรับตัวเพื่อให้ความรักมันดีขึ้น ที่ผ่านมาเธอเจอแต่คนไม่
หลายเดือนต่อมาหฤษฎ์ได้ย้ายมาประจำการที่สถานีตำรวจภูธรม่วงเขียวที่เดียวกันกับขันติและได้เลื่อนยศจากร้อยตำรวจเอกเป็นพันตำรวจตรีหฤษฎ์ วิเศษไชยเชษฐ์ เขาเลิกทำงานเป็นสายสืบปลอมตัว แล้วส่งต่อให้รุ่นน้องไปทำแทนนิลเนตรก็เริ่มเปิดเพจขายปลาดุกร้าออนไลน์ ทำให้ยอดสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น เธอเองต้องจ้างพนักงานมาช่วยในส่วนหน้างานสามคน และจ้างแอดมินดูแลเพจอีกหนึ่งคน ตอนนี้เธอทำปลานิลแดดเดียวและกบแดดเดียวขายเพิ่มด้วย นิลเนตรให้ช่างมาทำในส่วนสถานที่ทำงานแยกให้ต่างหาก บ้านที่เคยมีต้นมะขามเป็นรั้วเธอก็ให้ช่างมาทำรั้วให้ใหม่อย่างมิดชิดและปลอดภัยเธอเริ่มแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สวยงามมากขึ้นและแต่งหน้าทาปากเล็กน้อย ตอนนี้มีคนรู้จักเธอมากขึ้น เธอต้องดูดีและสะอาดเมื่อผู้คนพบเห็น สินค้าที่เธอทำจะได้น่าเชื่อถือไปด้วย เดือนหนึ่ง ๆ เธอทำกำไรจากการขายสินค้าได้มาก อีกไม่เกินหนึ่งเดือนเธอจะซื้อรถยนต์เพื่อไปซื้อของที่ตลาด และพาย่าไปเที่ยวด้วย ผู้คนในหมู่บ้านต่างไม่มีข้อกังขาใดๆ เกี่ยวกับอาชีพของเธอกับย่า และตอนนี้เธอยังเรียนต่อปริญญาตรีภาคพิเศษที่มหาวิทยาลัยราชภัฏใกล้บ้านอีกด้วย ถึงตอนเป็นสิริมาเธอจะเรียนจบปริญญาตรีแล้ว
แต่หฤษฎ์กลับสาวเท้ายาวเข้ามาใกล้เธออีก จนนิลเนตรถอยไปชนกับต้นไม้ใหญ่ แขนข้างหนึ่งวางไว้เหนือศีรษะนิลเนตร มืออีกข้างยกขึ้นเท้าเอว “โกหกเรื่องอะไร ไหนว่ามาซิ” “ก็… เรื่องที่พี่มีแฟนแล้ว” “ใครเป็นแฟนฉัน ฉันทำไมไม่รู้จัก” “ไม่ต้องมาทำไขสือ แล้วคุณรดานั่นเป็นใคร” เธอเกลียดผู้ชายที่ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนทั้งที่ผู้หญิงสองคนกำลังจะตบตีกันเพื่อแย่งเขา “หึ” เขาขำน้อย ๆ ก่อนจะขำออกมาเสียงดังตามหลัง “ขำอะไรนักหนา พอใจมากใช่ไหมที่หลอกฉันได้” “ฉันหลอกอะไรเธอ” “ก็หลอกให้ระ…” “ฮึ! หลอกให้อะไรนะ” เขาถามพร้อมกับคลี่ยิ้มจาง ๆ แล้วเบียดกายใหญ่ให้แนบชิดขึ้นอีกจนนิลเนตรได้กลิ่นกายหอมสะอาดของเขา ผู้ชายคนนี้ช่างมีเสน่ห์เหลือร้าย ไม่ว่าจะอยู่ในร่างชายเร่ร่อนหรือในร่างผู้กอง “หลอกให้รักอย่างนั้นเหรอ”“ไม่ใช่!” เธอแหวขึ้นเมื่อเขาถามเช่นนั้น แล้วรีบแก้ต่างให้ตัวเอง “พี่หลอกว่าไม่ได้ขับรถตามฉันมา” เธอมุ่ยหน้าปากยื่นเล็กน้อย“อ้อ ฉันไม่ได้ขับรถตามเธอมา…” นิลเนตรกำลังจะอ้าปากเถียงเขาจึงพูดต่อ “ฉันขับตามหัวใจฉันมาต่างหากล
เช้าวันต่อมาหฤษฎ์เดินลงมารับประทานอาหารเช้ากับพ่อแม่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แต่สิ่งที่แปลกตาไปก็คือเขาโกนหนวดยาว ๆ นั้นทิ้งไปแล้ว “โกนหนวดได้ซะทีนะ” ภารดีเอ่ยวาจาประชดประชันลูกชาย “ก็แค่รำคาญครับแม่” ภารดีฉีกยิ้มกว้างขึ้น ไว้มาได้ตั้งหลายปีวันนี้มันบอกรำคาญ “นึกว่าโกนหนวดเพราะเอาใจหนูนิลซะอีก” หฤษฎ์หันมาจ้องแม่ตาเขม็ง “แม่รู้จักผู้หญิงคนนั้นได้ยังไงครับ” แล้วชำเลืองมองพ่อแวบหนึ่งที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่ม ท่านทั้งสองต้องมีอะไรปิดบังเขาแน่ ๆ “เขาเป็นแม่ค้าขายปลาดุกร้าที่หนามซื้อมาไม่ใช่เหรอ” “ผมไม่ได้ซื้อกับนิลครับ” “แต่ก็ไปช่วยเขาเก็บผักขายเกือบทุกวัน” หฤษฎ์เริ่มอยู่ไม่สุขเขาขยับก้นเล็กน้อย แม่กับพ่อรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ทั้งที่เขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยแม้แต่พี่ชาย จะเล่าให้ฟังบ้างก็มีแค่ขันติเท่านั้น แต่เขาก็คงไม่ได้โทร. มาเล่าให้พ่อกับแม่เขาฟังอย่างแน่นอน “แม่รู้ได้ยังไงครับ” “แม่กับรดาไปเยี่ยมนิลที่บ้านมาแล้ว” หฤษฎ์ผ่อนลมหายใจออกมา “แม่พูดอะไ
“ฮะ! ผู้กองอย่างนั้นเหรอ” ประนอมปรี่เข้าไปเขย่าแขนหฤษฎ์พูดพลางร้องไห้ออกมา “ผู้กองช่วยลูกชายฉันด้วยนะคะ ลูกชายฉันเป็นคนดี แค่มันนั่งเล่นเกมอยู่ในบ้าน แต่ตำรวจพวกนี้ก็มาจับมัน ฮือ ๆ”หฤษฎ์ถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนอกอ่อนใจกับแม่ประเภทนี้ที่มีอยู่ทุกหมู่บ้าน แล้วเอ่ยขึ้นเสียงทุ้มน่าฟังแต่ประนอมคงไม่อยากได้ยิน “ฟังนะครับยาย ลูกของยายค้ายาเสพติดครับเขาไม่ได้นั่งเล่นเกมเฉย ๆ อีกอย่างเขาก็เล่นพนันออนไลน์ด้วยครับ” “ไม่จริง” ประนอมยังยอมรับกับความผิดของลูกชายไม่ได้ ลูกเขาเดินไปไหนมาไหนไกลไม่ได้ เขาจะเป็นผู้ค้ายาเสพติดได้อย่างไร สักพักลูกสาวคนเล็กของประนอมจึงมารับตัวเธอกลับไปสงบสติอารมณ์ที่บ้านชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเมื่อเห็นรถตำรวจก็ออกมามุงดู มิ่งพร หลาง แมงมุมก็เดินออกมายืนดูที่บ้านของเจิมจันทร์เช่นกัน“นั่นใช่ไอ้ชาติไหมนิล” เจิมจันทร์เอ่ยถามหลาน ทุกสายตาจับจ้องไปที่หนุ่มหล่อมาดเข้มคนนั้นเป็นตาเดียว“ใช่ค่ะย่า” เธอเองก็ยังงงไม่หายเหมือนกัน อยู่ดี ๆ ก็เจอเขาในป่าทั้งที่คิดว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอเขาอีกแล้ว “ทำไมมันไปยืนอยู่ตรงนั้นล่ะ วันนี้มันแต่งตัวหล่อด้วยนะ”“เขาเป็นตำรวจค่ะย่า” “ฮะ! ไอ้ช
ถวิลย่างสามขุมมาทางนิลเนตร ทันใดนั้นร่างของเธอก็ถูกรวบเข้าไปซ่อนอยู่ใต้โขดหินได้อย่างหวุดหวิด มือใหญ่ปิดปากเธอไว้แน่นจนคนในอ้อมแขนไม่สามารถร้องออกมาได้ เธอตกใจจนแทบหยุดหายใจเมื่อคิดว่าตัวเองคงโดนโจรจับเป็นแน่ มือเล็กสั่นเทาค่อย ๆ แกะมือหนาออกช้า ๆ แล้วเอี้ยวหน้าไปมองคนที่กอดเธอไว้แนบอกแล้วพิศมองใบหน้าหนุ่มคนนั้นอยู่หลายลมหายใจ ดวงตากลมเบิกตากว้างเมื่อจำได้ว่าชายคนนี้คือใครเขาคือชายเร่ร่อน!วันนี้หน้าตาเขาสะอาดแต่ยังคงมีหนวดเคราขึ้นหนา ผมยาวถูกรวบไว้ด้านหลัง บนศีรษะสวมหมวกแก๊ปสีดำทับไว้ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสะอาดมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยออกมาจากกายเขา ถวิลเดินถือปืนเข้ามาใกล้มากขึ้น เขาโน้มกายลงแนบชิดกับเธอมากขึ้นอีก นิลเนตรรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดหน้าผากเธอแผ่วเบา ทั้งสองแทบจะกลั้นลมหายใจเพราะกลัวพวกนั้นจะเห็น มือข้างหนึ่งถกขากางเกงตัวใหญ่ขึ้นแล้วหยิบปืนสั้นออกมาหฤษฎ์มองหาก้อนหินใกล้มือแล้วขว้างไปอีกทางเพื่อให้พวกมันเดินไปทางอื่นถวิลได้ยินเสียงก้อนหินกระทบกับใบไม้อีกฝั่งจึงรีบสั่งลูกน้อง “ไปดูทางโน้น” เขากวาดสายตาไปรอบพื้นที่อีกครั้ง เมื่อไม่เจอความผิดปกติถวิลจึงเคลื่อนกายออก
นิลเนตรที่อยู่ใกล้สุดรีบถอดรองเท้าแล้ววิ่งตามสุดกำลัง อุทิศก็วิ่งตามหลังเธอไปเช่นกัน สายตาเธอมองหาอะไรบางอย่าง เธอก้มหยิบไม้ท่อนหนึ่งจากนั้นกะระยะไว้ที่หัวของมันแล้วเขวี้ยงออกไปสุดแรงเกิด ผู้ชายนั้นกำลังจะวิ่งเข้าไปในป่าตุบ!“โอ๊ย!” ไม่น่าเชื่อว่านักกีฬาเปตองอย่างเธอจะกะระยะได้แม่นยำข
เย็นวันหนึ่งหลังจากนิลเนตรกินข้าวเสร็จก็นั่งมัดผักอยู่ข้างล่างคนเดียว ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพลบค่ำ แต่ถึงจะมืดก็ไม่ใช่ปัญหาเพราะตอนนี้เธอมีไฟฟ้าใช้แล้ว อะไร ๆ ก็สะดวกมากขึ้น เธอจึงไม่ต้องคิดมากเรื่องที่จะมองไม่เห็น นิลเนตรนั่งมัดผักได้ครู่ใหญ่ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นข้างรั้วมะขาม มันคือเสีย
นิลเนตรจับผักใส่ย่ามทั้งสองใบได้หนึ่งร้อยมัดพอดี เสร็จแล้วก็เอาแตงโมใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน ผักบุ้งถุงหนึ่งมัดติดไว้กับเบาะหลังที่เป็นเหล็ก ส่วนอีกถุงเธอสะพายไว้ที่บ่าข้างซ้าย จากนั้นก็ปั่นไปทางทิศตะวันออกมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ที่เป็นทางผ่านระหว่างอำเภอ ซึ่งจะมีชาวบ้านนำของหลากหลายมาวางขายข้
นิลเนตรตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็นั่งสังเกตบ้านตัวเองด้วยอาการสะลืมสะลือ มันทั้งรกและแคบ ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้หน้าจะกว้างราวสี่เมตร ยาวประมาณห้าเมตร ห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องกินข้าว ห้องนั่งเล่น รวมอยู่ตรงนี้หมด ผนังบ้านเป็นไม้ที่ตีเรียงกันไว้ไม่สนิทนักมีแต่ฝุ่นที่เกิดจากมอด และมีหยากไย่เกาะอยู่ทุกมุมห







