เข้าสู่ระบบเช้าวันนี้ถิงถิงสาวใช้คนสนิทเข้ามาปลุกเสิ่นอวี้หลันแต่เช้ามืด
“คุณหนูวันนี้ต้องไปคารวะแม่สามีนะเจ้าคะ”
เสิ่นอวี้หลันนอนหันหลังยังคลุมโปง นางง่วงจนเกินทนกระทั่งถิงถิงเอ่ยว่า
“คุณหนูเพิ่งแต่งวันแรกจะใช้นิสัยเดิมไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านบอกจะทำให้ท่านโหวรักท่านมิใช่หรือ ตื่นเถิดเจ้าค่ะมิเช่นนั้นจะแพ้ญาติผู้พี่ได้นะเจ้าคะ”
เมื่อสาวใช้เอ่ยถึงหลี่ซิน เสิ่นอวี้หลันจึงดีดตัวขึ้นมาทันใด
“ก็ได้ ข้าไม่แพ้ ข้าตื่นแล้ว”
เดิมทีนางเป็นคนที่ตื่นสายยิ่งนักทว่าเมื่อแต่งเข้ามาเป็นภรรยาของมู่หยางแล้วนางคิดจะปรับปรุงตัว
“ท่านโหวเล่า”
“บ่าวบอกว่าออกจากเรือนไปได้สักครู่แล้วเจ้าค่ะ”
“เห๊อะ คนใจดำ ข้าไม่ยอมแพ้ท่านหรอก ข้าจะทำให้ท่านชอบข้าให้ได้”
เมื่อนางล้างตัวผลัดอาภรณ์โดยมีถิงถิงช่วยเหลือนางก็เดินตรงไปยังเรือนของแม่สามีโดยปราศจากเงาของมู่หยาง
ถิงถิงรู้สึกสงสารเสิ่นอวี้หลันเป็นอย่างมาก นางย่อมรู้ว่าคุณหนูของนางนั้นถูกท่านโหวหมางเมิน แต่คุณหนูเป็นคนไม่ชอบแสดงความอ่อนแอออกมาและยิ่งไม่ชอบให้ผู้ใดเอ่ยถึง ถิงถิงจึงไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้เช่นกัน
การที่คุณหนูยอมตื่นเช้าตั้งแต่ยามเหมา[1]เพื่อมาแต่งตัวเตรียมไปปรนนิบัติแม่สามีนั้นก็ทำให้ถิงถิงเห็นความตั้งใจของคุณหนูที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อท่านโหวแล้ว
“ลูกสะใภ้มาคารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”
มารดาของท่านโหวมาจากสกุลของทหารกล้าจึงเป็นคนที่มีใจคอเด็ดขาดและพูดตรงไม่น้อย เดิมนางรู้ถึงความร้ายกาจของเสิ่นอวี้หลันมาบ้างทว่ามิได้ตั้งแง่รังเกียจ ข่าวลือก็คือข่าวลือหากอยากรู้ว่าสิ่งใดจริงเท็จก็ควรต้องประจักษ์แจ้งด้วยตาตนเอง
เรื่องที่แม่สามีได้ยินมาก็หนีไม่พ้นเรื่องความโหดเหี้ยมจนไม่มีผู้ใดเอาของนาง
เสิ่นอวี้หลันเคยหมั้นหมายกับคนอื่นมาแล้วสองหน ทว่าคู่หมั้นกลับหนีไปพร้อมกับสตรีอื่น เสิ่นอวี้หลันโกรธแค้นตามไปราวีสั่งคนทำร้ายอดีตคู่หมั้นกระทั่งคนหนึ่งขาหัก คนหนึ่งแขนหักและหวิดจะตาบอด
เมื่อตีคนจนสาสมใจแล้วก็จับอดีตคู่หมั้นโยนเข้าเล้าหมูพร้อมกับถุยน้ำลายใส่หน้าเรื่องนี้เล่าลือไปทั้งเมืองหลวง
เสิ่นอวี้หลันถูกอดีตคู่หมั้นถอนหมั้นชื่อเสียงฉาวโฉ่ยังไม่พอ นางยังตามไปทำร้ายคนพวกนั้นจนแทบเอาตัวไม่รอดแม้ว่าคนหนึ่งจะเป็นบุตรชายคนเล็กของเสนาบดีฝายขวา ผู้หนึ่งเป็นบุตรชายคนกลางของเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้มีอำนาจก็ไม่มีใครกล้าตำหนินาง
นั่นเพราะเสิ่นอวี้หลันมีฝ่าบาทหนุนหลัง อีกทั้งเป็นความผิดของบุรุษที่ทอดทิ้งนางจึงไม่มีผู้ใดกล้าเอาความกับนางแม้แต่คนเดียว
ฮูหยินอันซึ่งเป็นแม่สามีกลับมองเห็นต่าง ด้วยชะตากรรมถูกบุรุษทอดทิ้งนี้มิใช่ความผิดของเสิ่นอวี้หลันมิใช่หรือ
ฮูหยินอันรับน้ำชาจากลูกสะใภ้ สังเกตสีหน้าของหญิงสาวที่ดูสุภาพและจริงใจ
เห็นว่าความจริงเสิ่นอวี้หลันได้รับการฝึกมารยาทมาไม่น้อย ยังดูอ่อนหวานและนอบน้อมสมกับเป็นสตรีจากจวนผู้สูงศักดิ์ผิดคาดจากที่นางคิดเอาไว้มาก
ด้วยใบหน้างดงามของเสิ่นอวี้หลันทำให้ฮูหยินอันรู้สึกเอ็นดูลูกสะใภ้คนนี้เป็นพิเศษ และเมื่อเพ่งพิศดูสีหน้าที่ดูจะหมองคล้ำใต้ขอบตายังบวมและดำคล้ำฮูหยินใหญ่อันจึงเอ่ยถาม
“เมื่อคืนไม่ได้นอนหรืออย่างไร ทำไมจึงดูอิดโรยเช่นนี้”
เสิ่นอวี้หลันได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยน ความเคร่งเครียดในร่างกายคล้ายจะผ่อนคลายลง อย่างน้อยแม่สามีของนางก็มิได้แสดงท่าทางที่ทำให้นางลำบากใจ ยังมีสีหน้าอ่อนโยนไม่น้อย
“หามิได้เจ้าค่ะลูกสะใภ้นอนเต็มอิ่มเจ้าค่ะ”
“ข้ารู้ว่าท่านโหวมิได้แตะต้องเจ้าในคืนเข้าหอ”
เสิ่นอวี้หลันเงยหน้าขึ้นมองแม่สามีทันใด แม่สามีกลับมอบรอยยิ้มปลอบประโลมหัวใจให้แก่นาง
“เขาก็เป็นคนเช่นนั้น อนุทั้งสามของเขาถูกเจ้าขับไล่ออกจากจวนแม้ก่อนหน้าเขาจะไม่ค่อยไยดีอนุพวกนั้นเท่าใดทว่าเขาก็รู้สึกโกรธที่เจ้าทำการเช่นนั้น เจ้ายังขอสมรสพระราชทานขอเขาให้แต่งงาน เขาก็ยิ่งรู้สึกโกรธเพราะรู้สึกว่าถูกบีบบังคับโดยไม่เต็มใจ เฮ้อ นอกจากเรื่องนี้แล้ว ข้ายังไม่รู้ว่าเจ้าทำเรื่องอันใดให้เขาโกรธอีก แต่ดูเหมือนจะมีใช่หรือไม่”
เสิ่นอวี้หลันพูดไม่ออก ว่าตนเองกลั่นแกล้งญาติผู้พี่ซึ่งเป็นสตรีในดวงใจของเขาอยู่หลายคราจึงทำให้เขาไม่พอใจและมองนางเป็นมารร้าย คำพูดเหล่านี้จึงติดอยู่ที่ริมฝีปากของนาง
“ท่านแม่...ข้า”
“ช่างเถิด ที่ข้าพูดตามตรงกับเจ้าเพราะข้าเห็นเจ้าเป็นลูกสะใภ้เอก เมื่อแต่งเข้าจวนสกุลมู่แล้วก็นับเป็นบุตรสาวคนหนึ่งของข้า มีเรื่องอันใดเจ้าสามารถพูดกับแม่สามีคนนี้ได้ตรง ๆ ไม่ต้องเกรงใจ”
เสิ่นอวี้หลันพลันรู้สึกสบายใจ นางจึงเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ท่านโหวรังเกียจข้าเจ้าค่ะ”
แม่สามีย่อมพอรู้ความรู้สึกบุตรชายอยู่บ้าง
“รู้ว่าเขารังเกียจไยจึงอยากแต่งกับเขาเล่า”
“ข้ารักเขาเจ้าค่ะ”
ฮูหยินอันถึงกับอมยิ้ม สตรีนางนี้ความจริงเป็นคนซื่อตรง ปากกับใจตรงกัน ดูจริงใจไร้ซึ่งพิษภัยอันใด ฮูหยินใหญ่อันเติบโตในค่ายทหารเรียนรู้วิชามองคนมามาก นางคิดว่าดูลูกสะใภ้คนนี้ไม่ผิด
“บุตรชายของข้าเขามีสตรีในดวงใจ นั่นก็คือญาติผู้พี่ของเจ้า แล้วเจ้าไยจึงทุ่มเทให้เขาอีกเล่า บอกตามตรงในใจของเขานั้นความจริงคิดจะปล่อยอนุของเขาไปจากจวนหลังจากรับหลี่ซินเข้าจวน เขาเคยปรึกษากับข้าเรื่องนี้แล้วชีวิตนี้คิดมีหลี่ซินคนเดียว ยามนี้มีเจ้าสอดมือเข้ามาแทรกทำให้หลี่ซินเสียใจเขาย่อมไม่พอใจ”
“ท่านโหวบอกท่านแม่หรือเจ้าคะ”
“บุตรชายของข้ามีข้าเพียงคนเดียว เจ้าคงรู้ว่าบิดาของเขาจากไปแล้ว ดังนั้นไม่ว่าเรื่องอันใดเขาล้วนพูดคุยกับข้า”
“ท่านแม่ ท่านช่วยข้าได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ารักท่านโหว ข้าอยากให้เขามองเห็นความรักของข้าบ้าง”
แม่สามีถอนหายใจยาว
“การจะเปลี่ยนใจคนผู้หนึ่งยากยิ่งในโลกนี้สิ่งใดล้วนสามารถกำหนดแต่จิตใจคนไม่อาจทำได้ ทว่าสิ่งที่ยากกว่าก็คือว่า เจ้าจะสามารถเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขาได้หรือไม่”
“ไม่ว่าสิ่งใดข้าล้วนยอมทำเจ้าค่ะ ต่อให้ข้าต้องเปลี่ยนเป็นคนอื่น เพื่อให้ท่านโหวหันมามาอง ข้าไม่ลังเลเจ้าค่ะ”
“แต่การฝืนทนเป็นผู้อื่นจะทำให้เจ้าไม่มีความสุข ยอมทิ้งความสุขของตนเองเพื่อบุรุษเช่นนี้หรือ”
“หากเพื่อท่านโหว ข้ายอมทำทุกสิ่งเจ้าค่ะ ความสุขของข้าก็คือการที่ได้อยู่เคียงข้างเขา”
ฮูหยินอันส่ายหน้า
“เด็กสาวที่เยาว์วัยเช่นเจ้า ย่อมยังไม่เข้าใจว่าคนเราไม่อาจมีความสุขได้อย่างแท้จริง เมื่อต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ”
“ท่านแม่แต่ข้าอยากลองดูเจ้าค่ะ หากว่าทำแล้วเขายอมหันมามองข้า ข้าคิดว่าข้าจะมีความสุขเจ้าค่ะ”
เมื่อลูกสะใภ้ยืนกราน แม่สามีจึงถอนหายใจอย่างอ่อนใจ
“เช่นนั้นข้าจะสนับสนุนเจ้าเอง แล้วในที่สุดเจ้าจะรู้ว่าการที่จะทำให้ใครสักคนรักเจ้า ควรให้เขารักในตัวตนและรักที่เจ้าเป็นเจ้าเช่นนี้มิใช่รักเพราะเจ้าเป็นเหมือนผู้อื่น”
ยามนี้เสิ่นอวี้หลันดวงตามืดบอด ย่อมไม่อาจเข้าใจถึงความหมายที่แม่สามีสั่งสอน นางคลี่ยิ้มอย่างยินดีทำความเคารพแม่สามีอย่างนอบน้อม
“ขอบคุณท่านแม่ที่เมตตาลูกสะใภ้เจ้าค่ะ”
ก่อนมื้ออาหารเที่ยงวันนี้บ่าวรับใช้รับคำสั่งมาจากฮูหยินอันแจ้งแก่ท่านโหว
“ท่านโหวฮูหยินอันขอให้ท่านไปรับประทานอาหารเที่ยงที่เรือนขอรับ”
“อืม รู้แล้ว”
เมื่อเช้านี้เขาตื่นขึ้นมาก่อนเสิ่นอวี้หลัน ยังเห็นนางอยู่ในชุดเจ้าสาวไม่ถอดกระทั่งเครื่องประดับหงส์บนศีรษะ ใบหน้างามกำลังหลับใหลเขายังเห็นคราบน้ำตาของนางก่อนจะออกออกจากเรือนหอ
“ร้องไห้หรือ คนเช่นนางก็มีน้ำตาหรือ เสแสร้งสิ้นดี”
เขาไม่ได้รู้สึกสงสารนางแม้แต่น้อย เสิ่นอวี้หลันทำตามอำเภอใจตนเองมานานแล้วสมควรได้รับผลกรรมที่ตนเองก่อเอาไว้
มู่หยางไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับนางอีก ความกดดันนี้ที่นางได้รับเขาหวังว่านางจะยอมหย่าขาดจากเขาและเขาก็ยินดียิ่งที่จะปล่อยนางให้ไปตามทางของนางโดยไม่คิดลังเล
อย่างน้อยเขาก็มิได้แตะต้องนาง นางยังสามารถเชิดหน้าเป็นสตรีที่ยังคงความบริสุทธิ์ผุดผ่องเพื่อออกเรือนกับคนอื่นได้
มู่หยางเดินไปที่เรือนของมารดา เขากับมารดานั้นเป็นแม่ลูกที่รักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก ด้วยบิดาของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก เขาจึงสืบทอดตำแหน่งท่านโหวต่อจากบิดามาตั้งแต่นั้น
เขาไม่ได้ถามถึงภรรยาที่เพิ่งแต่งงานเมื่อคืนอีก ทั้ง ๆ ที่จวนยังคงประดับตกแต่งด้วยผ้าสีแดงแต่เขากลับไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเพิ่งผ่านพิธีแต่งงานมาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อไปถึงเรือนของมารดา มู่หยางก็ต้องชะงักค้างเมื่อเห็นสตรีร่างบอบบางกำลังช่วยมารดายกอาหารแล้ววางลงบนโต๊ะโดยมีสาวใช้ช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ
ฮูหยินอันเอ่ยทักทายเมื่อเห็นบุตรชายเดินเข้ามา
“ท่านโหวมาแล้วหรือ มานั่งลงก่อนวันนี้ลูกสะใภ้เข้าครัวด้วยตนเอง ลงมือทำอาหารเป็นครั้งแรกเพื่อเจ้า ชิมสักหน่อยเถิด”
เขาเกรงใจมารดาจึงนั่งลงโดยที่ไม่มองหน้าเสิ่นอวี้หลันแม้แต่น้อย เสิ่นอวี้หลันทักทายเขา
“ท่านโหว คนของท่านบอกข้าว่าช่วงนี้ท่านค่อนข้างยุ่ง ข้าจึงให้คนกลับไปที่บ้านเดิมนำโสมคนมาต้มบำรุงร่างกายให้ท่าน ท่านดื่มสักหน่อยเถิด”
เขากลับลุกขึ้นแล้วเอ่ยว่า
“ท่านแม่ข้ายังมีงานค้าง วันนี้คงไม่สะดวกกินข้าวกับท่านแล้ว”
จากนั้นเขาก็หันหลังจากไปทันที เสิ่นอวี้หลันอ้าปากค้าง ฮูหยินอันถึงกับส่ายหน้าปากปลอบโยนลูกสะใภ้
“เจ้ายังจะพยายามต่อหรือไม่”
“เจ้าค่ะ ข้ามิใช่คนยอมแพ้อะไรง่าย ๆ”
แม่สามีจึงเอ่ยว่า
“เช่นนั้นเจ้ายกไปให้เขาที่ห้องหนังสือเถิด เขาคงหิวแต่อยากเอาชนะเจ้าก็เท่านั้น ทำตัวอ่อนหวาน น้ำเสียงเบาลงสักหน่อย บุตรชายข้าชอบสตรีอ่อนหวาน”
เสิ่นอวี้หลันรับคำ
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะระวังแล้วทำตัวอ่อนหวานให้มาก”
เสิ่นอวี้หลันสั่งคนรับใช้ยกอาหารไปให้เขาที่เรือนหนังสือ ในมือของตนเองยังมีน้ำแกงที่เคี่ยวด้วยตนเองมาตั้งแต่เช้าด้วยความตั้งใจ
ทว่าเมื่อไปถึงเขากลับบอกนางว่า
“ข้าไม่กิน”
เสิ้นอวี้หลันรู้สึกโมโห ใบหน้าของนางแดงก่ำตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีผู้ใดปฏิเสธสิ่งที่นางมอบให้ หรือหากใครกล้านางล้วนลงมือทำโทษด้วยตนเอง
เพียงแต่เขาเป็นคนที่นางรัก นางไม่สามารถทำโทษเขาได้ พยายามระงับอารมณ์ตามที่แม่สามีสั่งสอน ทว่าสีหน้ากลับตึงแข็งและบีบบังคับคนไม่น้อย
“ท่านโหวข้าอุตส่าห์ทำให้ท่าน ท่านก็กินสักคำเถิด โสมคนราคาแพงยิ่งนักท่านรู้หรือไม่ อย่าให้เสียของ ท่านต้องกิน”
เขาเมินไม่มองทำเหมือนนางไร้ตัวตน และยังตอบเสียงเย็นเยียบ
“ข้าย่อมรู้ว่าโสมคนดีเช่นใด ของที่ดีเพียงนี้เจ้ากินเองเถิดอย่าเสียเวลาเอามาให้ข้าดื่มเลย ข้า...ไม่...กิน”
“แต่ข้าทำให้ท่านกิน ท่านก็ต้องกิน”
น้ำเสียงของนางแข็งกร้าวแต่คล้ายจะน้อยใจเล็กน้อย
“ข้าไม่ชอบกินโสม ยกออกไป”
นางเสียงเย็นยิ่งกว่าเดิม
“ได้ไม่กินโสมก็ได้ เช่นนั้นท่านก็กินนี่สิ เต้าหู้ปลาน้ำแดงข้าทำด้วยตนเอง ท่านแม่บอกว่าเป็นของโปรดท่านข้าจึงฝึกทำ นี่เป็นอาหารจานแรกในชีวิตของข้าเลยนะ ท่านจะไม่กินไม่ได้”
สตรีที่ตั้งใจทำอาหารให้สามีย่อมเป็นเรื่องที่ดีทำให้สามีใจอ่อนแต่ไม่ใช่มู่หยาง ยามนี้เขารู้สึกรำคาญเป็นอย่างยิ่ง
รวมทั้งท่าทางและคำพูดของเสิ่นอวี้หลันล้วนเต็มไปด้วยการบีบบังคับ ยิ่งทำให้ความรู้สึกอยากอาหารของเขาหายไปในพริบตา
“ข้าไม่กิน”
นางจ้องเขากัดฟันแล้วเอ่ยว่า
“ไม่อยากกินก็ต้องกินข้าทำให้ท่านแล้ว ท่านโหว หากท่านไม่ยอมกินดี ๆ เช่นนั้นข้าป้อนท่าน”
นางยกน้ำแกงขึ้นมาคิดตักอาหารป้อนเขา ทว่าถ้วยแกงร้อนเกินไปเสิ่นอวี้หลันจึงทำถ้วยน้ำแกงหลุดมือ
“ว้าย!”
ถ้วยน้ำแกงหล่นลงพื้นแตกกระจาย น้ำยังกระเซ็นไปถูกกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ มู่หยางจ้องนางเพราะบังเกิดโทสะ เขากัดฟันแล้วเอ่ยช้า ๆ
“ไสหัวไป”
“ท่านโหว ข้าขอโทษข้าไม่ได้ตั้งใจ”
เสิ่นอวี้หลันเองก็ตกใจ ทว่าเขากลับไม่หยุดเท่านั้นยังยกชามอาหารของนางขึ้นมาแล้วเดินมาที่หน้าเรือนก่อนจะเขวี้ยงถ้วยแกงพวกนั้นทิ้งทั้งหมด
อาหารหกเลอะพื้น ถ้วยแกงแตกกระจายเหมือนหัวใจของนางในยามนี้
เสิ่นอวี้หลันสูดลมหายใจเข้าลึก นางทั้งโกรธและเสียใจที่เขาหักหาญน้ำใจของนางเพียงนั้น
วันนี้นางยอมตื่นเช้าเป็นครั้งแรกในชีวิตเพื่อเขา ยังฝึกทำอาหารอย่างยากลำบากเพื่อเขา แต่บุรุษคนนี้กลับไม่เห็นความตั้งใจของนางแม้แต่ส่วนเดียว
นางโกรธจนตัวสั่น อยากจะจับไม้ฟาดคนเพื่อระบายอารมณ์ แต่สิ่งที่ทำได้ก็เพียงแต่กล่าวออกมา
“ข้าทำอะไรให้ท่านนักหนา ท่านถึงเกลียดข้าเพียงนี้”
“เจ้ายังไม่รู้ตัวอีกหรือ”
“ท่านโหว!”
กล่าวจบ มู่หยางเดินออกจากเรือนหนังสือแล้วออกจากจวนทันใด
พวกบ่าวเข้ามาเก็บข้าวของที่แตกกระจาย ถิงถิงเอ่ยว่า
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
เพราะน้ำแกงร้อนเกินไปเมื่อสักครู่ยังลวกมือนางจนแดงก่ำทั้งเจ็บและแสบคนผู้นั้นกลับไม่คิดเห็นใจ
เสิ่นอวี้หลันสูดลมหายใจเข้าลึก ตรงนี้ยังมีคนอยู่มากมายนางไม่อยากเสียน้ำตาให้ผู้ใดเห็น
“ถิงถิงพาข้ากลับเรือน”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อมาถึงเรือนของตนถิงถิงปิดประตูแน่นหนา เสิ่นอวี้หลันที่โมโหนางพังข้าวของจนแตกกระจายไม่เหลือชิ้นดี
ถิงถิงปล่อยให้คุณหนูระบายอารมณ์ กระทั่งนางนั่งลงบนเตียงแล้วหลั่งน้ำตาออกมาสะอื้นเหมือนเด็กที่เอาแต่ใจ
ถิงถิงเคยชินกับกิริยาของคุณหนูแล้ว เมื่อตอนที่ถูกมารดาตำหนิคุณหนูก็เป็นเช่นนี้ อาละวาดข้าวของพังแล้วนั่งร้องไห้จนกว่าจะสบายใจ
ถิงถิงเดินเข้ามาแล้วคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าคุณหนู เสิ่นอวี้หลันมองสาวใช้
“ถิงถิง ข้ามันน่ารังเกียจปานนั้นหรือ”
ถิงถิงถอนหายใจยาว จะบอกคุณหนูอย่างไรว่าไม่อาจบังคับท่านโหว ถ้อยคำวาจาควรอ่อนหวานกว่านี้ ทว่าบัดนี้ย่อมเป็นเวลาที่จะปลุกปลอบคนมากกว่าสั่งสอน
ถิงถิงดึงเสิ่นอวี้หลันไปกอด เสิ้นอวี้หลันสะอื้นอยู่กับอกสาวใช้ปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาช้า ๆ
ที่ผ่านมาเสิ่นอวี้หลันสามารถอาละวาดทุบตีทุกคนที่ขัดใจนางได้ ทว่าเมื่อเป็นท่านโหวผู้ที่เป็นยอดดวงใจ นอกจากแอบมาร้องไห้เงียบ ๆ ไม่ให้ผู้ใดเห็นแล้วเสิ่นอวี้หลันไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย
[1] ยามเหมาคือเวลาประมาณตี5
หลังจากที่มู่หยางหายดี ก็ถึงเวลาที่เขาต้องพาภรรยากลับจิ้งโหยว เสิ่นอวี้หลันจึงกลับจวนไปกล่าวลาบิดามารดาหลังได้รับคำอวยพรนางจึงจากลามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม การเดินทางไปจิ้งโหยวครานี้ล้วนดียิ่งนักเพราะสามีนั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกันกับนางไม่ห่างจากกายของนางเลยแม้แต่น้อยเมื่อไปถึงจิ้งโหยว จางเฟิ่นก็มารายงานว่าหลี่ซินกินยาพิษฆ่าตัวตายไปได้หลายวันแล้ว หลังจากที่นางได้ข่าวว่าพี่ชายของนางได้ตายไปในตอนเกิดเหตุการณ์แย่งชิงตัวประกันในครานั้นเสิ่นอวี้หลันคิดถึงความฝันของตนเอง ในฝันยามนั้นหลี่ซินใช้มีดแทงท่านโหวเพราะบอกว่าพี่ชายของนางตายด้วยเงื้อมมือของท่านโหวตอนนี้ความฝันของนางก็เป็นจริงเรื่องหนึ่งคือพี่ชายของนางถูกท่านโหวสังหารและตายไปแล้วจริง ๆเพราะกลับไปเมืองหลวงนาน เมื่อกลับมาท่านโหวจึงมีงานค่อนข้างมาก ยามนี้เขาไปที่ชายแดนเพื่อสะสางปัญหาโจรร้ายเสิ่นอวี้หลันอยู่กับแม่สามีและถิงถิงอย่างมีความสุข มู่หยางไม่ได้โกหกนางเรื่องที่เขาเปลี่ยนจวนสกุลมู่ที่จิ้งโหยวให้กลายเป็นสวนดอกไห่ถังไปแล้วดอกไห่ถังนานาชนิดจึงถูกปลูกเอาไว้ที่นี่ ทั้งเขายังปลูกดอกไม้ต้นไม้ที่ทนความหนาวหลายชนิดไว้จนเต็มจวนตื่นเช้าม
นายกองคนนั้นที่ห้ามเสิ่นอวี้หลันไม่ให้ไปพบมู่หยางโหวจึงอาสานำทางด้วยตนเองหวังทำความดีลบล้างความผิด เขาจึงรีบวิ่งตามเสิ่นอวี้หลันและนำทางสตรีนางนั้นอย่างนอบน้อมฝ่าบาทเองไม่ได้มาที่ค่ายทหารนอกวังหลวงนานแล้ว ค่ายแห่งนี้เป็นกองกำลังที่ตั้งเอาไว้คอยปกป้องวังหลวงเป็นด่านสุดท้ายเพื่อไม่ให้ศัตรูรุกรานเข้ามาพระองค์ทรงเดินดูรอบ ๆ ค่าย ยังให้เหล่านายกองเข้าเฝ้าใกล้ชิดร่วมดื่มสุราด้วยกันโดยไม่ถือพระองค์แม้แต่น้อยเพียงแต่สีหน้าของฝ่าบาทอ่อนเพลียยิ่งนัก เมื่อคืนทรงงานหนักทั้งคืนหลานสาวตัวดีก็คอยนั่งเฝ้าเช้ามาวันนี้พระองค์ไม่ได้ออกว่าราชการ เสิ่นอวี้หลันกลับกล้าหาญลากพระองค์มาที่นี่เพื่อพบคนเห็นแก่ความชอบของมู่หยางโหวที่ครานี้จับตัวการใหญ่สายลับซึ่งเป็นหัวหน้าและมีตำแหน่งเป็นถึงองค์ชายแห่งแคว้นเหลียนได้สำเร็จ พระองค์จึงทรงอยากมาเยี่ยมเขาด้วยตนเองประตูห้องพักของมู่หยางถูกเปิดออก ก่อนที่เขาจะได้รับคำสั่งให้ไปกินที่ดินศักดินาที่จิ้งโหยวเขาเคยคุมค่ายแห่งนี้มาก่อนถึงอำนาจจะเปลี่ยนมือแล้วทว่าทุกคนในค่ายทหารก็เคารพเขาประดุจเขาคือผู้ปกครองค่ายเช่นเดิมนางถลาเข้าไปภายในนายกองผู้นั้นก็สั่งให้ทหารที่คอย
เกือบสิบวันต่อมามู่หยางโหวก็ยังไม่กลับจวน เขาส่งข่าวให้นางเพียงแต่ว่าสบายดีทว่าเสิ่นอวี้หลันก็ยังร้อนรนยิ่งนัก และในที่สุดนางก็รู้แล้วว่ามู่หยางอยู่ที่ใด ที่แท้เป็นซู่หยวนที่หลุดปากเอ่ยออกไปยามมาเยี่ยมนางมู่หยางได้รับบาดเจ็บสาหัสที่แผ่นหลัง ไม่อยากให้นางกังวลจึงแอบรักษาตัวในค่ายทหารนอกเมืองหลวง หวังให้แผลทุเลาก่อนค่อยจะกลับมาหานางเสิ่นอวี้หลันเดือดดาลนักที่ทุกคนปกปิดข่าวเรื่องเขาได้รับบาดเจ็บไม่ให้นางรู้หลายวันมานี้นางได้แต่นอนกระสับกระส่ายเพราะเป็นห่วงเขาจนเกือบจะกรีดร้องออกมาคล้ายคนบ้าและแล้ววันนี้หลังรู้ว่าสามีของนางอยู่ที่ใดนางจึงไม่ทนแล้ว“ถิงถิงข้าจะไปค่ายทหารนอกเมือง”ถิงถิงสั่งให้คนขับรถม้าของจวนพาเสิ่นอวี้หลันออกไป ไม่มีผู้ใดสามารถปฏิเสธคำขอของเสิ่นอวี้หลันได้พวกเขาจึงพานางออกจากจวนพร้อมด้วยหน่วยอารักขานับร้อยที่ล้อมหน้าล้อมหลังขบวนของนางยิ่งใหญ่กว่าขบวนเสด็จของท่านอ๋องผู้หนึ่งเสียอีกเสิ่นอวี้หลันไปถึงค่ายทหารที่มู่หยางโหวพักรักษาตัวในเวลาเย็นย่ำทว่านางไม่อาจเข้าไปได้เพราะค่ายทหารแห่งนี้ไม่อนุญาตให้สตรีคนใดเข้าไป“แม้แต่ฮองเฮาก็ไม่อาจเข้าไปได้หากไม่มีคำสั่งจากฝ่าบาทขอ
ช่วงสายของวันสตรีร่างเล็กก็ไม่ยอมตื่น เขาปลุกนางเพราะห่วงกลัวนางจะหิว ช่วยปรนนิบัติให้นางล้างหน้าบ้วนปากด้วยท่าทางกระฉับกระเฉงเสิ่นอวี้หลันถูกสามีกอดประคองป้อนข้าวป้อนน้ำราวกับเด็กทารก เขาป้อนเสร็จก็จุมพิตนางหนึ่งครั้ง ป้อนน้ำเสร็จก็จูบนางอีกหลายที กินเสร็จแล้วนางก็นอน แทบไม่ขยับร่างกายด้วยความรู้สึกปวดเอวเจ็บสะโพกเมื่อคืนท่านโหวเห็นว่านางยินยอม เขาเองก็ติดใจยิ่งนักจึงได้ทำกับนางอีกหลายหนตอนทำครั้งแรกเจ็บยิ่ง ตอนหลังชักจะรู้สึกดีและสนุกคาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์ในวันนี้จะทำให้นางรู้สึกปวดร้าวเหมือนจะมีไข้นางยังแสบช่วงระหว่างขา นั่นเพราะความใหญ่โตของเขาที่นางฝืนรับเข้ามาจึงทำให้คล้ายจะมีอาการป่วยท่านหมอซู่หยวนถูกเรียกเข้าจวน ทว่าเมื่อเสิ่นอวี้หลันรู้ว่าเป็นผู้ใดมารักษานาง มู่หยางก็ถูกนางปาหมอนใส่หน้าทันใดเขาปิดประตูแล้วอุ้มหมอนออกไปนอกห้อง เอ่ยอย่างร้อนรน“พี่ซู่ หลันเอ๋อร์ไม่ยอมให้ท่านตรวจร่างกาย ข้าไม่เข้าใจแค่ตรวจภายนอกเท่านั้น ไม่ได้ตรวจภายในสักหน่อย”ซู่หยวนหัวเราะ มองใบหน้าที่ถูกภรรยาข่วนของเขาแล้วเอ่ยว่า“ท่านโหว นางอายเพียงนั้นจะยอมให้ข้าตรวจได้อย่างไร ทว่าข้าจัดยานี่ไว้ให้นางแ
เขาไม่รอช้าตวัดผ้าห่มออกจากร่างบางทันใด เสิ่นอวี้หลันตั้งหลักไม่ทันทว่าถูกเขาทาบทับลงมาแล้ว“คนดีของข้า เจ้าช่างงดงามไปทั้งร่างกาย”น้ำเสียงของท่านโหวแหบพร่าบ่งบอกอารมณ์ที่ปะทุจนไม่อาจข่มไว้ได้อีกต่อไป เขาประทับจุมพิตบดเบียดริมฝีปากหอมกรุ่น ครานี้ลิ้นดุดันรุกรานแยกริมฝีปากบางออกจากกัน ลิ้นอุ่นลื่นฉกฉวยดูดดึงลิ้นอ่อนหวานของนางอย่างดูดดื่มหยอกเย้ายามนี้แสงสว่างกำลังเล็ดลอดเข้ามา แม้จะมองเห็นนางไม่ได้เต็มที่ทว่านางก็ทำให้เขาร้อนรุ่มยิ่งนักเสิ่นอวี้หลันยกมือปิดใบหน้าตนเอง อับอายแทบมุดแผ่นดินหนีเขาแสดงความห่วงใย“ข้าจะตามเจ้าแล้ว ถอดเป็นเพื่อนเจ้า ไม่ต้องกลัวข้าย่อมรักษาสัญญา”การรักษาสัญญานี้ดียิ่งนักสำหรับเขา แต่ทำให้ร่างกายของนางยิ่งกลายเป็นสีชมพูเข้มอับอายจนพูดไม่ออกผู้ใดต้องการคำสัญญาถอดเสื้อผ้าของท่านกันเล่า!หลังจากนางเห็นร่างกายอันงดงามของสามีก็ต้องตกตะลึง รูปร่างของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามงดงามได้สัดส่วน ทั้งยังสูงโปร่งหล่อเหลาจนไม่อาจละสายตานางตกใจดวงตาเบิกค้างเมื่อไต่สายตาลงมาเรื่อย ๆ จนพบเห็นสินค้าชิ้นใหญ่ที่กำลังถูไถอยู่ตรงหน้าขาของนาง“ทะ ท่านโหว ขะ แข็งยิ่ง”“อืม ข้าดีใจท
วันนี้เสิ่นอวี้หลันอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง นางตื่นขึ้นมาในอ้อมกอดของมู่หยาง เอ่ยทักทายเขาบนเตียงเป็นครั้งแรกในชีวิต“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ ท่านโหว”“หลันเอ๋อร์อรุณสวัสดิ์”นางฟังเสียงนุ่มทุ้มของเขาด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ จากนั้นนางก็ทำท่าจะลุกขึ้นอย่างขัดเขิน เมื่อคืนนี้เขาไม่ล่วงเกินนางอันใดนอกจากเฝ้าวนเวียนจุมพิตและนอนกอดเอาไว้แนบอกก่อนหน้านี้อยู่กับเขามาเนิ่นนานนางกลับไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นเพียงนี้ บัดนี้นางสับสนและวุ่นวายหัวใจจนไม่รู้ว่าจะวางมือวางเท้าไว้ที่ใดเมื่อนางลุกขึ้นจู่ ๆ เขาก็คว้าเอวของนางมากอดและทาบทับเอาไว้เขาจูบที่ริมฝีปากของนางแผ่วเบาพร้อมกับอมยิ้ม“อากาศหนาวยิ่งฟ้าเพิ่งสางจะรีบตื่นไปที่ใดหรือ”เสิ่นอวี้หลันไปอยู่กับเขามาเป็นปี แม้นางอยากจะตื่นสายแต่ร่างกายเคยชินที่จะตื่นเช้าไปแล้วดังนั้นทุกวันนางจึงจะตื่นเช้ามารดน้ำพรวนดินดอกไม้ กินอาหารเช้าแล้วค่อยมางีบตอนกลางวัน“ขะข้าจะไปล้างหน้าแล้วไปรดน้ำดอกไห่ถัง”เขากระตุกมือเล็กน้อย พริบตาเดียวก็ล้มลงบนที่นอนและปล่อยให้เขากกกอดทาบทับเสียแล้ว“เรื่องพวกนั้นให้บ่าวทำเถิด”“ขะ ข้า”“น้องหญิงอยู่กับพี่นอนให้สบายเถิด”นางยกมือดันเ
ยามเช้าวันนี้เสิ่นอวี้หลันไม่ได้ออกมาส่งเขาเช่นทุกวัน เขามองหานางด้วยความเคยชินกระทั่งมีบ่าวคนหนึ่งมารายงาน“ท่านโหว ฮูหยินล้มป่วยขอรับ ฮูหยินอันให้ข้าน้อยมาตามท่านไปดูอาการขอรับ”สีหน้ายามแรกที่ได้ยินข่าวดูเหมือนจะตกใจอยู่บ้าง ทว่าเวลาต่อมาก็สีหน้าก็ราบเรียบเย็นชาเช่นเดิม“ป่วยหรือ ไยป่วยได้”“เมื
ทั้งหมดนี้ล้วนทำเพื่อบุรุษเพียงคนเดียวนั่นก็คือมู่หยางโหวสามีที่ไม่เคยแตะต้องนางเลยแม้แต่คราเดียวเสิ่นอวี้หลันทำตามคำพูดของตนเอง บัดนี้นางเปลี่ยนตนเองครั้งใหญ่เพื่อให้เขาเห็นนางอยู่ในสายตากระทั่งถิงถิงสาวใช้ที่เติบโตมาพร้อมกันกับนางยังอดที่จะชื่นชมในความรักอันบ้าคลั่งของคุณหนูไม่ได้วันนี้มู่หยาง
หลังจากวันนั้นถิงถิงก็ไปคุกเข่าขอร้องฮูหยินใหญ่เงียบ ๆ เพื่อให้ช่วยสั่งสอนคุณหนูของตน“เจ้าเป็นบ่าวที่ดียิ่งนัก เอาเถิดอย่างไรนางก็เป็นลูกสะใภ้ ข้าเห็นนางยังพอขัดเกลาได้ด้วยเพราะมีใจให้แก่บุตรชายข้าจนยอมทำทุกสิ่ง เรื่องพวกนี้เจ้าไม่ต้องกังวลแล้ว ข้าจะสั่งสอนนางเอง เจ้ากลับไปดูแลคุณหนูของเจ้าเถิด”ถ
มู่หยางโหวแต่งภรรยาเอกจัดพิธีอย่างยิ่งใหญ่จนคนกล่าวถึงทั่วทั้งเมืองหลวง นั่นเป็นเพราะว่าคนที่ช่วยจัดการงานพิธีล้วนเป็นคนจากวังหลวงด้วยกันทั้งสิ้นความโปรดปรานที่ฝ่าบาทและไทเฮามีต่อเสิ่นอวี้หลันมีมากเพียงใดนั้นทุกคนล้วนประจักษ์ด้วยสินเดิมที่ยาวเหยียดเต็มถนนถึงสี่สายทว่าหลังจากผ่านพิธีการแต่งงานแล้ว







