Masukตลอดทั้งคืนนั้น หร่วนหลิงซวงและไป๋จื่ออันอยู่กันเพียงในห้องโอสถของนาง จนกระทั่งเกือบรุ่งสาง
ตลอดกระบวนการช่วยชีวิตเยี่ยนจิ่งเฉิน หลิงซวงต้องระดมสมาธิอย่างหนัก เพราะบาดแผลตามร่างกายเขาสาหัสเกือบทุกจุด ทว่าเบื้องหลังแววตาที่นิ่งสงบไร้ร่องรอยความตื่นตระหนกนั้น ในใจนางกลับว้าวุ่นด้วยความคิดวกวนสับสน กังวลว่าสิ่งที่ตนใจอ่อนยอมทำลงไปครั้งนี้ จะหวนนำหายนะเช่นในชาติก่อนกลับมาสู่นางและคนในหุบเขาหมอเทวะอีกหรือไม่ มือของหลิงซวงเพิ่งวางเข็มที่ใช้เย็บแผลตรงตำแหน่งใกล้หัวใจของเยี่ยนจิ่งเฉินลง ใบหน้างามล้ำของนางชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ไป๋จื่ออันคอยใช้ผ้าสะอาดซับให้ตลอดอย่างเอาใจใส่ ทั้งช่วยเป็นมือขวาและรับหน้าที่ทำแผลตามร่างกายส่วนอื่นให้เยี่ยนจิ่งเฉิน เพราะภาระหนักที่สุดตกอยู่ที่บาดแผลฉกรรจ์ซึ่งหลิงซวงต้องรับมือด้วยตัวเอง นางผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ เมื่อบาดแผลสุดท้ายบนศีรษะของเยี่ยนจิ่งเฉินถูกเย็บปิดเรียบร้อยปลอดภัยดี นางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเขาด้วยสายตาเรียบนิ่งที่แฝงความเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ ก่อนความรู้สึกนั้นจะพลันแปรเปลี่ยนเป็นความคับแค้นปนหมั่นไส้อย่างรวดเร็ว ‘หึ้ย! ข้าไม่น่าใจอ่อนช่วยเจ้าเลยจริง ๆ เหนื่อยแทบตายมาทั้งคืน รู้อย่างนี้ปล่อยให้เจ้าตายไปเสียตั้งแต่แรกยังจะดีกว่า’ ยิ่งมองใบหน้านั้นที่ทำเอานางทั้งแค้นทั้งใจสั่นไปพร้อมกัน หลิงซวงกลับยิ่งจับจ้องไม่ยอมกระพริบตา ในหัวเริ่มจินตนาการเลยเถิดไปไกล ว่าบางทีนางอาจต้องลงมือฆ่าเขาเสียเอง ก่อนที่เขาจะฆ่านางและคนที่นางรักจนหมดสิ้น ด้วยความคิดอยากจัดการเขาให้หายแค้นคาใจ มือของนางเอื้อมเข้าใกล้ลำคอของเยี่ยนจิ่งเฉินโดยไม่ทันรู้ตัว ก่อนจะลงมือบีบรัดคอเขาอย่างแรง ราวกับกำลังระบายโทสะที่คั่งค้างอยู่เต็มอก ‘นี่แหน่ะ! ตาย ๆ ไปซะเถอะ ในเมื่อข้าช่วยชีวิตเจ้าได้ ข้าก็ฆ่าเจ้าได้เหมือนกัน’ สองมือบางของนางออกแรงบีบคอเยี่ยนจิ่งเฉินแน่นขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ แรงบีบนั้นทำให้ใบหน้าของเยี่ยนจิ่งเฉินที่หมดสติเริ่มเขียวคล้ำจากการขาดอากาศหายใจ “หลิงซวง… กว่าจะช่วยชีวิตเจ้าคนนี้ไว้ได้ เล่นสูบพลังข้าไปเกือบหมดตัว” ทว่า… เมื่อไป๋จื่ออันหันกลับมาจากการเก็บอุปกรณ์ทำแผล เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อเห็นนางกำลังบีบคอชายผู้นั้นอยู่ตรงหน้า จนถึงกับเผลอทำถาดในมือหล่นกระแทกพื้นดัง เพล้ง! หลิงซวงสะดุ้งตัวโหยงราวกับเพิ่งถูกสาดน้ำเย็นใส่หน้า เมื่อสติกลับคืนมา นางจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองเกือบลงมือฆ่าเยี่ยนจิ่งเฉินไปแล้ว นางรีบปล่อยมือจากลำคอของเขาทันที ใบหน้าของชายหนุ่มจึงค่อย ๆ กลับมามีสีเลือดอีกครั้ง “หลิงซวง! เมื่อครู่เจ้าจะทำอันใดกับเขากันแน่” ไป๋จื่ออันมองนางด้วยสีหน้าสับสน ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “ปะ…เปล่า! ข้าแค่จะช่วยไล่เลือดลมที่คลั่งอยู่ภายในกายให้เขาเท่านั้นเอง” นางรีบแก้ตัวเสียงตะกุกตะกัก มือไม้ที่เพิ่งใช้บีบคอคนเกือบตายเมื่อครู่ไม่รู้จะเอาไปวางไว้ที่ใด จึงได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ให้เขา “ข้าเพิ่งรู้เหมือนกัน… ว่าวิธีนี้ก็ใช้ได้ด้วย” ไป๋จื่ออันหรี่ตามองนางอย่างจับผิด ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ แต่เขากลับรู้สึกว่าหร่วนหลิงซวงมีอคติกับชายปริศนาผู้นี้อย่างประหลาด ราวกับทั้งสองเป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ชาติปางไหนก็ไม่รู้ “เอาน่า… อย่ามัวจับผิดข้าเลย ไว้วันหน้าข้าจะสอนเจ้าเอง” หลิงซวงรีบเอ่ยปัดไปมั่ว ๆ เพื่อไม่ให้เขาซักไซ้ต่อ ‘หึ… จะไม่ให้ข้าแค้นเขาได้อย่างไร สังหารบิดามารดาข้า แล้วยังฆ่าข้าอีก เจ้าก็ด้วย จื่ออัน… ในชาติก่อนเจ้าก็ตายเพราะเขา!’ “ในเมื่อช่วยชีวิตชายผู้นี้จนปลอดภัยแล้ว ข้าขอตัวไปนอนเอาแรงก่อนก็แล้วกัน ฮ้าว… จะเช้าอยู่แล้วเนี่ย ข้าแทบหมดแรงตายอยู่แล้ว!” ไป๋จื่ออันยกมือปิดปากหาว ก่อนปล่อยไหล่ตกอย่างคนที่เรี่ยวแรงถูกสูบออกไปจนแทบไม่เหลือ “ไปเถอะ… เดี๋ยวข้าป้อนยาให้เขาเสร็จก่อน แล้วค่อยกลับไปนอนเช่นกัน” ไป๋จื่ออันสบตานางอย่างอ่อนโยน ก่อนคลี่ยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้ารับ “ได้ เช่นนั้นเจ้าก็รีบพักผ่อนด้วยเล่า ข้าเป็นห่วง” ทันทีที่เอ่ยประโยคนั้นออกมา ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังอ่อนล้ากลับแดงระเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับเด็กหนุ่มที่เพิ่งสารภาพความในใจเป็นครั้งแรก “ขอบใจนะ จื่ออัน ที่เป็นห่วงข้า” “เจ้าเองก็พักผ่อนให้ดีล่ะ ข้าก็เป็นห่วงเจ้าเช่นกัน” หลิงซวงยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่าย ในแววตาของนางพลันมีความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นมา ตอนที่นางเอาแต่ไล่ตามร้องขอความรักจากเยี่ยนจิ่งเฉินอย่างโง่งม กลับมีบุรุษอีกคนยืนอยู่ที่เดิมเสมอ ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากนาง และไม่เคยทอดทิ้งนางไปไหน นางมองท่าทีซื่อ ๆ ของไป๋จื่ออันด้วยความเอ็นดู กระทั่งร่างสูงเดินลับสายตาไปแล้ว จึงค่อยหันกลับมาสนใจร่างไร้สติของเยี่ยนจิ่งเฉินอีกครั้ง เพียงชั่วพริบตา รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อย ๆ จางหาย ความเจ็บปวดจากอดีตย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจอีกครั้ง นางยื่นมือออกไปแตะใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา ท่าทางคล้ายลังเลว่าจะสัมผัสบุรุษตรงหน้าดีหรือไม่ “ข้าทุ่มเทแรงกายรักษาเจ้าจนหายดี…” เสียงของนางแผ่วลงเรื่อย ๆ “ทั้งยังทุ่มทั้งหัวใจเพื่อจะเอาชนะใจเจ้า แต่สุดท้าย… สิ่งที่ข้าได้รับกลับมีเพียงความไร้เยื่อใยจากเจ้า และความตายที่เจ้ามอบให้ข้า” หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงกระทบข้างแก้มของเยี่ยนจิ่งเฉิน หนังตาของชายหนุ่มที่นอนหมดสติอยู่พลันกระตุกขึ้นเล็กน้อย ทว่าเขายังคงไม่ฟื้นคืนสติ หลิงซวงเห็นเช่นนั้นก็รีบยกมือปาดน้ำตาบนใบหน้าตัวเองออกทันที ราวกับไม่ต้องการให้อีกฝ่ายได้เห็นความอ่อนแอของนาง “จะโทษเจ้าฝ่ายเดียวก็คงไม่ถูก… เป็นข้าเองที่ดื้อดึงจะรักเจ้า” “ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าในสายตาของเจ้ามีเพียงเย่วหนิง” “หากจะมีใครผิด ก็คงเป็นข้าเองที่ใช้บุญคุณรั้งเจ้าเอาไว้ข้างกาย” แววตาของนางไหวระริก พยายามข่มกลั้นหยาดน้ำตาไม่ให้ไหลลงมาอีก “แต่เจ้าจงวางใจเถอะ ข้าจะส่งเจ้าคืนให้แก่รักแรกที่ฝังอยู่ในใจเจ้าด้วยมือของข้าเอง” “ในชาตินี้… ข้าต้องตัดใจจากเจ้าให้ได้” นางละสายตาจากเยี่ยนจิ่งเฉินที่นอนอยู่บนเตียง ร่างกายเต็มไปด้วยผ้าพันแผล ก่อนเดินไปตักยาที่เคี่ยวทิ้งไว้ในหม้อใส่ชาม แล้วจึงย้อนกลับมาหาเขาอีกครั้ง หลิงซวงค่อย ๆ ป้อนยาให้เขาทีละคำอย่างใจเย็น กระทั่งยาหมดถ้วย ภาพของนางที่กำลังดูแลเขาในยามนี้ ช่างละม้ายคล้ายกับภาพในชาติก่อนเหลือเกิน ราวกับฉากรักแรกพบกำลังฉายซ้ำอยู่ตรงหน้า เพื่อตอกย้ำให้นางต้องเจ็บปวดกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นอีกครั้ง “ในชาตินี้ จะไม่มีหร่วนหลิงซวงผู้ช่วยชีวิตเจ้าอีกแล้ว” “ในเมื่อสายตาของเจ้ามีเพียงเย่วหนิง ผู้เป็นดั่งผู้มีพระคุณของเจ้า…” นางหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “เช่นนั้นก็อยู่กับนางไปเถอะ ข้าจะหาชายหนุ่มรูปงามสักสามสี่คนมาเป็นสามี แล้วจะลืมเจ้าให้ได้!” ปัง! ชามยาถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง ทว่าความคับแค้นในอกกลับยังไม่จางหาย หลิงซวงจึงหันกลับมามองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังไม่ได้สติอยู่บนเตียงด้วยความหงุดหงิด ยิ่งมองก็ยิ่งหมั่นไส้! สุดท้ายมือเรียวก็ยกขึ้น—เพี๊ยะ! ฝ่ามือฟาดลงบนแก้มของเยี่ยนจิ่งเฉินเต็มแรง “หึ… สมน้ำหน้า ไอ้คนใจดำ!” ร่างของเยี่ยนจิ่งเฉินที่ถูกตบถึงกับหันไปตามแรงนั้น ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวปรากฏรอยนิ้วมือแดงจาง ๆ ขึ้นมาทันที นิ้วมือที่วางแนบลำตัวกระตุกเล็กน้อยตามปฏิกิริยาของร่างกายต่อความเจ็บปวด ทว่าเจ้าตัวกลับยังคงแน่นิ่งไม่ได้สติ หลิงซวงเห็นเช่นนั้นก็รีบสะบัดหน้าหนี ราวกับกลัวว่าหากยังมองต่ออีกเพียงครู่เดียว นางจะใจอ่อนจนต้องกลับไปดูแลเขาอีก การได้พบเขาอีกครั้งในชาตินี้… นางเองก็บอกไม่ถูกว่าควรดีใจหรือเสียใจกันแน่ หรือบางทีควรจะเรียกว่าโชคร้ายเสียมากกว่า! ท่านทวยเทพทั้งหลายรับฟังคำขอของนางจริง ๆ ถึงได้มอบโอกาสให้นางย้อนกลับมาเกิดใหม่ เพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีต แต่เมื่อได้พบเยี่ยนจิ่งเฉินอีกครั้ง และรู้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในความฝันล้วนเป็นเรื่องจริง ความหวาดกลัวกลับยิ่งเกาะกุมหัวใจนาง นางกลัว… กลัวว่าหากตัดสินใจผิดพลาดอีกครั้ง ทุกคนในหุบเขาหมอเทวะจะต้องตายเพราะนางเหมือนเดิม หลิงซวงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนหยิบจี้หยกของเยี่ยนจิ่งเฉินขึ้นมาพิจารณา หากในตอนนั้นนางสังเกตให้มากกว่านี้อีกสักนิด… บางทีคงรู้ไปแล้วว่า ลายพยัคฆ์บนจี้หยกชิ้นนี้ คือสัญลักษณ์ขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นต้าเหยียน หากรู้ตั้งแต่แรก นางคงไม่คิดบีบบังคับจับตัวเขามาเป็นสามีของตนเป็นแน่ เพราะต่อให้นางจะปากร้าย เอาแต่ใจ และหน้าด้านเพียงใด… นางก็คงไม่โง่ถึงขั้นไปจับองค์รัชทายาทของแคว้นอื่นมาเป็นสามีโดยไม่รู้ตัวหรอกกระมัง! นางหลับตาลงช้า ๆ ก่อนวางจี้หยกกลับลงข้างกายเจ้าของมัน เพราะจี้หยกชิ้นนี้ นางจึงรู้เพียงว่าบุรุษผู้นี้มีนามว่า เยี่ยนจิ่งเฉิน ตามชื่อที่สลักอยู่บนหยก ส่วนตัวตนที่แท้จริงของเขานั้น นางไม่อาจล่วงรู้ได้เลย “พรุ่งนี้เมื่อตื่นขึ้นมา เจ้าจะพบว่าความทรงจำของเจ้าหายไป” “แม้แต่ตัวตนของตนเองก็ยังจำไม่ได้… แต่วางใจเถอะ ข้าจะไม่ใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อรั้งเจ้าไว้ข้างกายอีกแล้ว” “เจ้าจะรักใคร ชอบใคร นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเจ้า” นางเอ่ยกับเยี่ยนจิ่งเฉินที่ยังคงหมดสติอยู่บนเตียง ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้อง แล้วปิดประตูทิ้งไว้ให้เขาได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพราะนางรู้ดีว่าอีกไม่นาน เย่วหนิงจะต้องเข้ามาดูแลเขา และคนแรกที่เยี่ยนจิ่งเฉินจะลืมตาขึ้นมาเห็น… ก็คือนาง ต่อจากนี้ ความรักของพวกเขาคงผลิบานได้อย่างราบรื่น ไร้ขวากหนามมาขวางกั้นอีกต่อไป เพราะนางจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความรักของพวกเขาอีกแล้ว ‘รักกันให้หวานชื่นไปเลย! หรือไม่ก็พากันไปตายไกล ๆ ข้าเสีย ชิ!’ แม้ปากจะเอ่ยประชดประชัน ทว่าหลิงซวงกลับรู้ดีว่าการตัดใจครั้งนี้ไม่ง่ายเลย นางตัดสินใจแล้วว่าจะไม่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นคนช่วยเยี่ยนจิ่งเฉินจากความตาย การรักษาที่กินเวลานางไปตลอดทั้งคืน จะถูกเก็บเป็นความลับตลอดไป นางให้เย่วหนิงรับปากเอาไว้แล้วว่าจะไม่บอกเยี่ยนจิ่งเฉินว่าเป็นนางที่ช่วยชีวิตเขา ความดีความชอบเหล่านั้น… ก็ยกให้เย่วหนิง สตรีในดวงใจของเขาไปเถอะ ในเมื่อชาตินี้นางได้รับโอกาสกลับมาเริ่มต้นใหม่ หร่วนหลิงซวงก็ไม่คิดจะแย่งวาสนารักของผู้ใดอีกต่อไปหร่วนเย่วหนิงรับหน้าที่ดูแลเยี่ยนจิ่งเฉิน ตั้งแต่เปลี่ยนผ้าพันแผล ตรวจดูบาดแผลว่าเกิดการอักเสบหรือไม่ ไปจนถึงต้มยาและเช็ดตัวให้เขาในแต่ละวัน ทว่าเยี่ยนจิ่งเฉินผู้เป็นคนไข้กลับยังคงนิ่งสงบและระมัดระวังตัวอยู่เสมอ แม้จะได้รับการดูแลจากนางและเหล่าศิษย์ในหุบเขาหมอเทวะ เขาก็ยังมิได้วางใจทั้งหมด หรือบางที… นี่อาจเป็นนิสัยดั้งเดิมของเขา บุรุษผู้นี้พูดน้อย เย็นชา และแฝงความระแวดระวังไว้ในทุกอากัปกิริยา แม้แต่เย่วหนิงที่คอยดูแลเขาอยู่ทุกวัน ยังอดรู้สึกอึดอัดยามถูกนัยน์ตาคู่คมจับจ้องไม่ได้ ทว่านางกลับไม่ถือสา หากเป็นนางที่บาดเจ็บสาหัสจนสูญเสียความทรงจำ ต้องตื่นขึ้นมาในสถานที่แปลกหน้าโดยไม่รู้แม้กระทั่งว่าตนเองเป็นใคร นางเองก็คงไม่อาจไว้วางใจผู้ใดได้โดยง่ายเช่นกัน “เจ้าดื่มยาเสียเถอะ ข้าจะเอาถ้วยข้าวไปเก็บก่อน” เย่วหนิงวางชามยาลงบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนเก็บถ้วยข้าวต้มที่นางทำมาให้ใส่ลงในตะกร้า จากนั้นจึงรวบรวมอุปกรณ์ทำแผลและจัดเก็บทุกอย่างให้เรียบร้อย ทางด้านเยี่ยนจิ่งเฉินมิได้เอ่ยสิ่งใด เขาหยิบชามยาขึ้นดื่มแต่โดยดี นัยน์ตาคู่คมยังคงสงบนิ่ง ทว่าในความเงียบนั้นกลับจับจ้องตามแผ่นหลังของเย่วหน
หร่วนเย่วหนิงรีบเข้ามาดูอาการของชายหนุ่มที่นางเป็นผู้พากลับมารักษาตั้งแต่รุ่งเช้า เมื่อรู้ว่าญาติผู้พี่ของนางสามารถยื้อชีวิตเขาเอาไว้ได้จนพ้นขีดอันตรายแล้ว ทันทีที่ผลักประตูเปิด กลิ่นยาสมุนไพรหายากก็โชยเข้ามาแตะจมูก สายตาคู่งามกวาดมองเข้าไป ก่อนจะหยุดลงที่ร่างไร้สติบนเตียง เย่วหนิงไม่รอช้า รีบเข้าไปตรวจดูบาดแผลของเขาว่าเกิดการอักเสบจนทำให้ตัวร้อนหรือไม่ ทว่าทันทีที่หลังมือแตะลงบนหน้าผาก ความร้อนที่แผ่ออกมาก็ทำให้นางมีสีหน้าตื่นตระหนก “แย่แล้ว… เขาตัวร้อนมาก แผลคงจะอักเสบ” นางรีบหาน้ำอุ่นพร้อมผ้าสะอาดมาทันที ก่อนชุบผ้าลงในน้ำแล้วค่อยๆ เช็ดตามใบหน้าและร่างกายของเขาเพื่อคลายความร้อน ส่วนเยี่ยนจิ่งเฉินเริ่มรู้สึกตัวขึ้นจากสัมผัสเย็นชื้นของผ้าที่แตะลงบนผิวกาย ทว่าเพียงสติกลับคืนมา ความเจ็บปวดราวกับร่างทั้งร่างกำลังถูกฉีกกระชากก็ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน “อึก! ข้าปวดหัว…” ใบหน้าหล่อเหลาซีดเซียวขมวดคิ้วแน่น ความเจ็บระบมจากบาดแผลทำให้สีหน้าของเขาเย็นชาขึ้นโดยไม่รู้ตัว เย่วหนิงที่กำลังเช็ดใบหน้าให้เขาถึงกับชะงักมือ ก่อนจะรีบวางผ้าลงในอ่างน้ำ “เจ้าฟื้นแล้ว… เป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนอีกหรือไ
ตลอดทั้งคืนนั้น หร่วนหลิงซวงและไป๋จื่ออันอยู่กันเพียงในห้องโอสถของนาง จนกระทั่งเกือบรุ่งสางตลอดกระบวนการช่วยชีวิตเยี่ยนจิ่งเฉิน หลิงซวงต้องระดมสมาธิอย่างหนัก เพราะบาดแผลตามร่างกายเขาสาหัสเกือบทุกจุด ทว่าเบื้องหลังแววตาที่นิ่งสงบไร้ร่องรอยความตื่นตระหนกนั้น ในใจนางกลับว้าวุ่นด้วยความคิดวกวนสับสน กังวลว่าสิ่งที่ตนใจอ่อนยอมทำลงไปครั้งนี้ จะหวนนำหายนะเช่นในชาติก่อนกลับมาสู่นางและคนในหุบเขาหมอเทวะอีกหรือไม่มือของหลิงซวงเพิ่งวางเข็มที่ใช้เย็บแผลตรงตำแหน่งใกล้หัวใจของเยี่ยนจิ่งเฉินลงใบหน้างามล้ำของนางชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ไป๋จื่ออันคอยใช้ผ้าสะอาดซับให้ตลอดอย่างเอาใจใส่ ทั้งช่วยเป็นมือขวาและรับหน้าที่ทำแผลตามร่างกายส่วนอื่นให้เยี่ยนจิ่งเฉิน เพราะภาระหนักที่สุดตกอยู่ที่บาดแผลฉกรรจ์ซึ่งหลิงซวงต้องรับมือด้วยตัวเองนางผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ เมื่อบาดแผลสุดท้ายบนศีรษะของเยี่ยนจิ่งเฉินถูกเย็บปิดเรียบร้อยปลอดภัยดี นางจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเขาด้วยสายตาเรียบนิ่งที่แฝงความเจ็บปวดอยู่ลึก ๆ ก่อนความรู้สึกนั้นจะพลันแปรเปลี่ยนเป็นความคับแค้นปนหมั่นไส้อย่างรวดเร็ว‘หึ้ย! ข้าไม่น่าใจอ่อนช่วยเจ้าเลยจริง ๆ
ฟึ่บ! หร่วนหลิงซวงเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะปรุงยาทันที ใบหน้างามที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหวาดหวั่นนางหอบหายใจถี่กระชั้น แววตายังคงสับสนกับภาพเหตุการณ์มากมายที่เพิ่งเห็นในความฝัน ตั้งแต่ครั้งแรกที่นางพบเยี่ยนจิ่งเฉิน เพราะหร่วนเย่วหนิงเป็นผู้พาเขาที่บาดเจ็บเจียนตายกลับมายังหุบเขาหมอเทวะของบิดาทุกสิ่งที่เห็นในฝันเจ็บปวดเกินกว่าที่นางจะยอมรับ หากภาพเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นบุรุษนามว่าเยี่ยนจิ่งเฉินก็ต้องมีตัวตนอยู่จริงทว่าในยามนี้ นางยังไม่เคยช่วยชีวิตผู้ใด และหร่วนเย่วหนิงเองก็ยังไม่เคยพาบุรุษบาดเจ็บคนใดกลับมาให้นางรักษา หรือบางทีช่วงนี้นางอาจคิดฟุ้งซ่านมากเกินไป จนเก็บเรื่องเหล่านั้นไปฝันเป็นตุเป็นตะเสียเอง“ข้าเป็นอันใดกัน… เหตุใดต้องฝันถึงบุรุษผู้นั้นด้วย”ท่ามกลางความสับสน หร่วนหลิงซวงกลับรู้สึกเจ็บบริเวณหน้าอกตรงตำแหน่งเดียวกับที่ตนถูกแทงในความฝัน ราวกับบาดแผลนั้นเคยเกิดขึ้นจริง“ทำไมกัน… นี่ข้าเจ็บหน้าอกได้อย่างไรกัน ทั้งที่ร่างกายของข้าแข็งแรงถึงเพียงนี้”ฝ่ามือบางกดลงบนหน้าอกแน่นขึ้น ความเจ็บปวดยังคงไม่จางหาย แม้นางจะตื่นจากความฝันแล้วก็ตามแต่ทว่า เสียง
ทั่วทั้งหุบเขาหมอเทวะสุกสว่างไปด้วยแสงโคมไฟสีแดง ในค่ำคืนแห่งงานมงคลสมรส เสียงดนตรีบรรเลงเคล้าเสียงพูดคุยหัวเราะดังกึกก้องออกมาจากเรือนหลังใหญ่มิได้ขาดสาย ผู้คนทั่วหุบเขาต่างพร้อมใจกันอวยพรให้คุณหนูใหญ่หร่วนหลิงซวงและเยี่ยนจิ่งเฉินครองรักกันชั่วนิรันดร์ มีลูกหลานสืบสกุลหมอเทวะสืบต่อไปชั่วกาลนาน แต่ทว่า… ภายในเรือนหอที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเทียนมงคลสีแดงและสุรามงคล กลับปกคลุมไปด้วยความมืดครึ้มชวนอึดอัดยิ่งนัก หร่วนหลิงซวงยื่นจอกสุรามงคลให้แก่ผู้เป็นสามี ดวงตาคู่สวยเอ่อล้นด้วยความหลงใหลและรักใคร่ลึกซึ้งสุดหัวใจ ขณะจับจ้องใบหน้าอันหล่อเหลาของเยี่ยนจิ่งเฉินไม่วางตา “สามี… คืนนี้เป็นคืนเข้าหอมีค่าดั่งทองพันชั่ง อย่ามัวเสียเวลาอีกเลยเจ้าคะ รีบดื่มสุรามงคลกับข้าเถิด” เยี่ยนจิ่งเฉินปรายตามองจอกสุราในมือของหร่วนหลิงซวงด้วยแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก ก่อนจะปัดมือนางจนจอกสุราหลุดจากมือ ตกกระทบพื้นแตกกระจายดัง เพล้ง! หร่วนหลิงซวงชะงักด้วยความตกใจ นางเงยหน้าจ้องมองเยี่ยนจิ่งเฉินที่ยังคงเรียบเฉยเย็นชา ความน้อยใจพลันแล่นทั่วอก “เหตุใดท่านต้องทำเช่นนี้ด้วยเล่า จิ่งเฉิน” ร่างสูงของเยี่ยนจิ่งเฉินก้าวเข







