FAZER LOGINวันต่อมา เหลียงจินถูกหญิงสาวคณิกาในหอชมจันทร์ลากไปพูดคุยตามลำพังในห้องหนึ่งหลังจากทราบว่าเมื่อคืนนางกลับมาจากจวนจวิ้นอ๋อง ประโยคที่เอ่ยย่อมเป็นเรื่องใต้สะดือและพูดว่าอิจฉา ด้วยน้อยคนนักจะมีวาสนาปรนนิบัติสมาชิกราชวงศ์
“ท่านอ๋องทรงเป็นเช่นไรบ้าง ข้าเคยเห็นไกล ๆ ยังคิดว่ารูปโฉมหล่อเหลาสะอาดตามาก เจ้าเห็นใกล้ ๆ ไม่อ่อนระทวยเลยหรือ อีกอย่าง...ยังได้ปรนนิบัติอีกด้วย” ฟางฮวน หญิงคณิกาอันดับหนึ่งในหอชมจันทร์ มักปรนนิบัติแขกระดับสูง เอ่ยถามเหลียงจินท่าทางหยอกเย้า นางเคยได้ยินว่ามีเพียงหญิงคณิการะดับสูงในหอหย่งเล่อเท่านั้นที่เคยเข้าจวนจวิ้นอ๋อง นึกไม่ถึงว่าหญิงสาวตรงหน้าคือคนแรกในหอชมจันทร์ หนำซ้ำยังเพิ่งเข้ามาที่แห่งนี้เพียงไม่นาน แต่มีโอกาสปรนนิบัติสมาชิกราชวงศ์แล้ว
“หล่อเหลาเจ้าค่ะ” เหลียงจินฉีกยิ้มกว้างสดใส ทว่าไม่พูดออกไปว่าตนเองรอดพ้นจวิ้นอ๋อง
“ข้าเพิ่งมีโอกาสพูดคุยกับเจ้า เป็นสตรีน่ารักและน่าทะนุถนอมจริง ๆ บางครั้ง...จวิ้นอ๋องอาจทรงพอพระทัยแบบนี้ มิใช่หญิงสาวร่างระหงตามแบบฉบับหญิงคณิกากระมัง” จะว่าไปแล้ว หญิงคณิกาในหอหย่งเล่อ ล้วนแตกต่างจากหออื่น ๆ และหอชมจันทร์ค่อนข้างมาก โดยส่วนใหญ่หญิงสาวที่นั่นล้วนมีท่าทางน่าทะนุถนอม นับว่าเป็นจุดขายอันดับหนึ่ง
“พี่สาวมีนามว่าอันใดหรือ ข้าลืมถามชื่อแซ่ของท่าน” เหลียงจินยิ้มตาหยี
“ข้ามีนามว่าฟางฮวน อายุสิบแปดปี” หญิงสาวเอ่ยยิ้มแย้ม ตนเป็นเด็กกำพร้าไร้ครอบครัว นายหญิงชุนม่านจึงพาเข้ามาอยู่ในหอชมจันทร์ พร้อมกับมอบอาชีพ แม้คนทั่วไปมองไม่ดี แต่นางมิคิดสนใจ ขอเพียงมีที่อยู่อาศัยพร้อมกับอาหารและเงินใช้จ่ายอย่างไม่ขัดสนก็พอ
“พี่สาวฟางฮวน ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะ”
“เช่นเดียวกัน แล้ววันนี้เจ้าจะไปที่ใดหรือ” เหลียงจินมิได้มีหน้าที่ต้อนรับแขกเหมือนหญิงคณิกาทั่วไป รอเพียงทำตามคำสั่งของท่านอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย นางจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าคงไม่ไปไหนเจ้าค่ะ” สตรีตัวเล็กยิ้มทั้งปากและดวงตา
“เช่นนั้นข้าต้องไปแล้ว เตรียมตัวทำงานสำหรับคืนนี้” ฟางฮวนยิ้มให้เหลียงจินปิดท้ายหลังได้รับคำตอบ อย่างน้อยเด็กคนนี้อยู่ในหอชมจันทร์นับว่าปลอดภัย อย่างไรก็มีเวรยามอย่างแน่นหนา
ครู่หนึ่งพี่สาวนามฟางฮวนก็ออกไป เหลียงจินจึงเตรียมกลับยังห้องนอนของตนเองเพื่อพูดคุยกับชิงชิงและวางแผนอนาคต ทว่าขณะนั้นมีคนแจ้งว่าบิดาของนางมาขอพบเป็นการส่วนตัว คิ้วข้างหนึ่งของหญิงสาวจึงเลิกขึ้นเล็กน้อย มิใช่ว่าพ่อผู้ใจร้ายขายบุตรสาวแก่ขุนนางจำนวนเงินห้าหมื่นตำลึงทองหรอกหรือ
เอาเถอะ อยากเห็นหน้าบิดาอำมหิตสักหน่อย จดจำให้ขึ้นใจว่าคนที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยอีกมีหน้าตาแบบไหน
เมื่อหญิงสาวเดินออกด้านนอก คนในหอชมจันทร์เป็นฝ่ายพาไปยังศาลาริมสระน้ำจำลอง ใช้เวลาเดินชั่วครู่ก็มาถึงแล้ว คนนำทางจึงหันหลังกลับ ปล่อยครอบครัวพูดคุยกันตามสมควร ทว่าเหลียงจินไม่เห็นแค่บิดา แต่ยังมีสตรีวัยกลางคนนั่งเคียงข้างอีกด้วย ท่าทางอีกฝ่ายค่อนข้างถือตัวหลายส่วน
“นางมาแล้ว ท่านพี่พูดให้จบในคราวเดียวเถิดเจ้าค่ะ”
สตรีวัยกลางคนพูดขึ้นขณะที่เหลียงจินเดินเข้าไปในศาลา ได้ฟังเช่นนี้ หญิงสาวจึงมองออกว่าอีกฝ่ายคืออนุภรรยาของบิดา
“คารวะท่านทั้งสองเจ้าค่ะ” ด้วยยุคสมัยเก่า จำเป็นต้องคารวะตามมารยาท แม้ว่าในใจไร้การนับถือพวกเขาทั้งสองแล้วก็ตาม
“จินเอ๋อร์ พ่อพาแม่เล็กของเจ้ามาซื้อผ้าไหมในเมืองหลวง ประเดี๋ยวก็กลับแล้ว อยากบอกเจ้าให้กระจ่างว่ามิต้องกลับไปยังจวนพวกเราอีก ตอนนี้เจ้าเป็นคนของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายแล้ว อย่าคิดทำอะไรโง่ ๆ โดยการหนีเด็ดขาด”
“…” เหลียงจินอึ้ง เกือบจะอ้าปากค้างแต่ชะงักทัน
‘เป็นพ่อประสาอะไร ขายลูกแล้วยังบอกไม่ให้กลับบ้าน’
คอยดูเถอะ หากแก่ตัวมา อย่าคิดว่าลูกคนนี้จะกลับไปเยี่ยมเยียนหรือดูใจในวาระสุดท้ายของชีวิตเลย
“มัวอึ้งอะไรอยู่ รับปากสิ” หนานเซวียน อนุภรรยายอดดวงใจของนายอำเภอเจียงลี่เอ่ยพลางกอดอก เชิดคางขึ้นอย่างคนอยู่เหนือกว่า นางเกลียดนัก ทั้งมารดาและบุตรสาว ดีที่คนแม่สิ้นใจตายไปแล้ว ตอนนี้แม้เหลียงจินถูกขายแก่ขุนนาง แต่ก็ยังไม่น่าไว้วางใจ
ทรัพย์สมบัติทั้งหมดควรตกเป็นของบุตรสาวนางแต่เพียงผู้เดียว
“เอาเงินห้าหมื่นตำลึงทองมาสิเจ้าคะ ในเมื่อได้มาเพราะขายข้า เงินส่วนนั้นก็ต้องเป็นของข้า” เหลียงจินแบมือตรงหน้าบิดาสลับกับอนุ เพราะต้องนำเงินไปคืน จวิ้นอ๋องจึงจะไม่ลงโทษ หากจบเรื่องนี้ ชีวิตย่อมมีอิสระ มิอยู่ภายใต้การดูแลของใครอีก
“เหลวไหล เงินห้าหมื่นตำลึงทองนับเป็นค่าเลี้ยงดู พ่อแม่เลี้ยงลูกมา มีสิทธิ์ขายหรือจะทำอะไรก็ได้ หรือเจ้าจะบอกว่าอาหารทุกมื้อตั้งแต่เด็กจนโต เจ้าเป็นคนหามาเอง” คนที่ตอบกลับเป็นหนานเซวียนหาใช่นายอำเภอเจียงลี่ผู้มีนามว่าเหลียงเทียน เพราะหลงใหลอนุภรรยามากจึงยินยอมให้พูดกับเหลียงจินตามความต้องการ ไม่ปริปากสักครึ่งประโยค
“แล้วลูกอยากเกิดมาหรือเจ้าคะ” เหลียงจินแผดเสียงสูง
เสี้ยวหนึ่งพลันเจ็บปวด ราวกับสัมผัสถึงเจ้าของร่างเดิม กอปรกับชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน เพราะเป็นผู้หญิงจึงได้รับความรักจากบิดาน้อยกว่าน้องชาย ชีวิตของเหลียงจินและหลิวอี้ถงช่างคล้ายคลึงกันนัก
เป็นลูกชังของพ่อแม่!
“นังนี่ ยอกย้อนเก่งนักนะ!” หนานเซวียนง้างมือขึ้น เตรียมจะยกขึ้นไปตบแก้มเหลียงจินเต็มแรง
หากแต่มีเสียงหนึ่งดังขึ้นก่อน “หยุด! ยามนี้นางมิใช่คนของจวนนายอำเภอเจียงลี่อีกแล้ว แต่เป็นคนของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย กล้ามีปัญหากับคนของขุนนางขั้นหนึ่งหรืออย่างไร”
ชุนม่านเดินตรงเข้ามา ท่วงท่าถือตัว จับเหลียงจินหลบด้านหลังของตนเอง เด็กคนนี้หรือหญิงคณิกาอื่น เมื่ออยู่ในหอชมจันทร์ก็เหมือนลูกหลานคนหนึ่งของนาง จะปล่อยให้มีอันตรายไม่ได้
“เหอะ เจ้าสูงส่งมาจากไหนถึงห้ามข้า ทำงานในสถานที่แบบนี้ คิดว่ามีเกียรติหรืออย่างไร” หนานเซวียนวางมือแนบลงลำตัว มองชุนม่านตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม อีกฝ่ายมิใช่ขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์เสียหน่อย ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงกลัวสักนิด
เหลียงจินใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับพระสวามีหลายปีแล้ว นางคลอดบุตรให้เขารวมสามคน คนแรกเป็นบุตรชาย ปีนี้อายุห้าขวบ มีนามว่า เซียวฉายหยง ส่วนบุตรคนเล็กเป็นเด็กแฝด อายุยังไม่ถึงขวบ ระยะนี้เข้าสู่ช่วงฝึกคลาน ส่วนนามของบุตรสาวฝาแฝด คนแรก เซียวปู้หวิน คนสอง เซียวเสี่ยวอิ๋ว วันนี้เมืองหลวงจัดงานเทศกาลโคมไฟ จวิ้นอ๋องเซียวโจวจงจึงพานางและลูก ๆ ออกมาล่องเรือสำราญ ซึ่งเป็นลำเดียวกับค่ำคืนเร่าร้อนเมื่อหลายปีก่อน ทว่าเหลียงจินมิอาจลบเลือนภาพเหล่านั้นจากใจแม้เพียงชั่วครู่ บนชั้นสองของเรือถูกจัดวางตั่งนิ่มเอาไว้ ขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับบิดามารดาและลูกอีกสามคน ซึ่งครอบครัวนั่งเล่นด้วยกัน ดวงตาทอดชมทิวทัศน์รอบเมืองยามล่องเรือออกไปเรื่อย ๆ ถนนเส้นหลักและเส้นรองถูกประดับตกแต่งโคมไฟหลากสี มองดูแล้วช่างมีชีวิตชีวา เซียวฉายหยงชี้นิ้วสั้นป้อมให้น้องสาวฝาแฝดมองดูความสวยงาม ซึ่งเซียวปู้หวินและเซียวเสี่ยวอิ๋งร้องอ้อแอ้ พยายามปีนป่ายบิดาเพื่อชะเง้อคอมองตามนิ้วคนเป็นพี่ เซียวโจวจงอุ้มบุตรสาวทั้งสองด้วยวงแขนคนละฝั่ง ฝาแฝดดีใจมากจึงขยับโยกกาย ทั้งยังส่งเสียงเรียก “มะ...
กลางดึกเงียบสงัด ภายในเรือนนอน สองร่างกอดกันหลับใหล ทว่าเหลียงจินเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน ยามนี้เบื้องหน้านางมืดดำ รอบกายเต็มไปด้วยไอหมอกบดบังทัศนียภาพ หญิงสาวหรี่ตา พยายามปรับตัวให้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ จวบจนสามารถปรับสภาพตาได้แล้ว ไอหมอกพลันจางหายไป ตรงหน้าปรากฏร่างหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งก็คือร่างของตนเองในยุคปัจจุบัน อีกฝ่ายกำลังจ้องมองมา เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ข้าคือเหลียงจินตัวจริง เพียงแต่ตอนกระโดดน้ำจบชีวิต วิญญาณก็เข้าไปอยู่ร่างเจ้า” “เช่นนั้นเจ้าก็เป็นหลิวอี้ถงแล้ว” เอ่ยยิ้มแย้ม นึกไม่ถึงว่าเหลียงจินตัวจริงมีโอกาสไปใช้ชีวิตในโลกที่นางจากมาด้วย ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสหญิงสองคนมีชีวิตใหม่ “ใช่ ข้าชอบตอนเป็นหลิวอี้ถงมากกว่าเหลียงจินอีก มีอย่างที่ไหนถูกบิดาขายออกมา ต้องไปบำเรอใครก็ไม่รู้ ข้าจึงเลือกกระโดดน้ำอย่างไรเล่า” ระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมาน้ำเสียงหดหู่ ชีวิตของตนอาภัพ ใครจะอยากเป็นหญิงไร้ค่าของบุรุษอื่น ในเมื่อมารดาแสนดีสิ้นชีพ ขอตายตามท่านจะดีกว่า ทว่าสวรรค์เมตตายอมมอบโอกาส จึงมีชีวิตใหม่ในโลกอนาคต แม้ใช้เวลาปรับตัวนาน แต่พา
เหลียงจินตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนแล้ว หน้าท้องนางยามนี้เรียกว่ากลมนูนเด่นชัดยิ่ง เมื่อส่องคันฉ่อง หญิงสาวทอดถอนลมหายใจออกมา การเปลี่ยนแปลงรูปร่างน่ากลัวเกินไป ใบหน้ามีน้ำมีนวลขึ้น แขนขาอวบอิ่ม ยิ่งเดินก็รู้สึกอุ้ยอ้าย ไม่รู้ว่าหลังคลอดบุตรแล้วจะกลับเป็นแบบเดิมหรือไม่ เดิมทีนางทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย แต่อารมณ์ระยะหลังเริ่มไม่คงที่ ย่อมคิดมากเกี่ยวกับรูปร่าง อีกอย่างเพราะนางตั้งครรภ์ จวิ้นอ๋องเซียวโจวจงไม่อนุญาตให้ไปทำงานที่ร้านอาภรณ์อีก การอยู่ในจวนค่อนข้างอุดอู้ไม่น้อย แต่ยังดีที่ทุก ๆ วันจะมีคนนำบัญชีร้านมาให้ตรวจ จึงไม่รู้สึกว่างงานจนเกินไป ตอนนี้นางกำลังนั่งบนเบาะรองนั่งอ่อนนุ่มทำจากขนจิ้งจอกชั้นดี ซึ่งพระสวามีเป็นคนสั่งทำพิเศษ โต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้ามีบัญชีร้านเหลียงจิน มือข้างหนึ่งดีดลูกคิด ส่วนอีกข้างก็เปิดแผ่นกระดาษตรวจความถูกต้อง กิจการร้านเหลียงจินทำกำไรได้มากมาย ยิ่งนับตั้งแต่ลองเปิดส่วนเสื้อผ้าบุรุษและเด็กยอดขายก็เพิ่มขึ้น และผู้คนในเมืองหลวงแคว้นหลินยังปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ กล้าเดินเข้าร้านเสื้อผ้ารวมทั้งบุรุษแ
เซียวโจวจงไม่รั้งรอใคร เมื่อได้ยินว่าเหลียงจินอยู่สมาคมการค้าก็ตรงไปที่นั่นทันที แม้ว่ามีองครักษ์เงาคอยคุ้มครองความปลอดภัยพระชายาจวิ้นอ๋องก็ตาม เขามีความทรงจำไม่ดีกับที่แห่งนั้น บุรุษคนแรกคือพานเจียฮ่าว มองครั้งเดียวก็รู้ว่าสนใจในตัวเหลียงจิน แม้ภายหลังช่วงนี้เปลี่ยนไปสนใจหยางเมี่ยนถังแล้วก็ตาม ส่วนเถ้าแก่วัยกลางคนคือที่สอง อีกฝ่ายคิดฉุดเหลียงจินไปทำมิดีมิร้าย หากเขาไปช้ากว่านั้นจะเกิดอะไรขึ้น ไม่อยากจินตนาการสักนิด นอกจากคนเหล่านี้แล้ว หากบุรุษอื่นชื่นชมความงามเหลียงจินดวงตาเปล่งประกายเล่า ไม่ได้เด็ดขาด เขาต้องแอบไปดูเสียหน่อย หากใครเกินเลย เดี๋ยวจะจับคนผู้นั้นไปทรมานให้สาสม! เมื่อเซียวโจวจงมาถึงสมาคมการค้า เขาเห็นว่าเหลียงจินยืนแหงนคอคุยกับพานเจียฮ่าว นางฉีกยิ้มสดใสมาก ยามนี้รู้สึกว่าตนเองกำลังไหน้ำส้มแตกส่งกลิ่นเปรี้ยว ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งทั่วบริเวณ จวิ้นอ๋องไม่ลังเลก้าวเข้าไปหาเหลียงจิน ดึงนางเข้ามากอดแสดงความเป็นเจ้าของ “ท่านอ๋อง ปล่อยเพคะ” เหลียงจินย่นคิ้ว ไม่เข้าใจการกระทำของพระสวามีแม้แต่น้อย ตรงนี้คือหน้าสมาคมการค้า
ตำหนักเฉียนชิงเกิดเสียงหัวเราะดังสนั่นทั่วบริเวณจากฮ่องเต้เซียวลู่เสียนโดยมีหลี่ฮองเฮานั่งเขย่าพระสวามีตนเอง พระองค์ควรรักษาหน้าจวิ้นอ๋องเซียวโจวจงบ้าง ด้วยเหตุผลการขบขันครั้งนี้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องสุดท้ายจวิ้นอ๋องก็อภิเษกสมรสกับองค์หญิงแคว้นหมิงอยู่ดี ครั้นเห็นว่าฮ่องเต้ไม่หยุดทรงพระสรวลเสียที ฮองเฮาจึงล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้ออีกฝ่าย จัดการหยิกแขนเต็มแรง “โอ๊ย” เซียวลู่เสียนสูดปากเสียงหลง จากหัวเราะกลับน้ำตาคลอหน่วยแทน แต่คนทำร้ายเขาคือดวงใจ มิอาจทำโทษนางหรอก ฮ่องเต้หนุ่มเอียงหน้าหาภรรยา ก้มหอมแก้มเนียนฟอดหนึ่ง “ฝ่าบาท” หลี่เฟินเยว่ถลึงตาใส่พระสวามี ยามนี้ในตำหนักไม่ได้อยู่กันตามลำพัง ทว่ายังมีจวิ้นอ๋องเซียวโจวจงด้วย เขาช่างไร้ยางอายจริง ๆ ถึงขั้นกล้าหอมแก้มนางต่อหน้าพระญาติแล้ว! มุมปากเซียวโจวจงพลันโค้งขึ้น เห็นฮ่องเต้และฮองเฮารักใคร่กันดี ตัวเขาพลอยสุขใจไปด้วย “ขอบพระทัยฝ่าบาทและฮองเฮาที่สนับสนุนกระหม่อมมาโดยตลอด” จวิ้นอ๋องประสานมือคารวะทั้งสองพระองค์ด้วยความเคารพ ประการแรก หลี่ฮองเฮาช่วยเหลือแก
“ดื่มสุรามงคลกันนะ” “เพคะ” เหลียงจินตอบรับคำเสียงหวาน แขนคู่รักเกี่ยวกอดกัน โน้มใบหน้าดื่มสุรามงคลเชื่องช้า ลิ้มรสความหวานในปาก เมื่อกินหมดแล้วค่อยวางจอกไว้บนโต๊ะข้างเตียง เซียวโจวจงไม่รอช้า เขาเชยคางหญิงสาวขึ้นมา โน้มลงจุมพิตอย่างดุดันครั้งหนึ่ง เหลียงจินหลับตาพริ้ม ยอมให้เขาจูบแต่โดยดี รสจูบพระสวามีครานี้ดีมาก บวกกับรสชาติสุรามงคล ทำให้รู้สึกหวานล้ำยิ่งนัก ยามถูกเขาจูบ ร่างกายอีกฝ่ายพลันบดเบียดเข้าหา โอบประคองนางจนเอนแผ่นหลังบนเตียงนุ่มซึ่งมีกลีบดอกเหมยกุ้ยกำลังส่งกลิ่นหอมอบอวล กระตุ้นอารมณ์วาบหวามได้ดีทีเดียว และเหลียงจินเพิ่งกระจ่างว่าพระสวามีร้ายกาจเมื่ออาภรณ์หลุดออกจากร่างกายเมื่อใดก็ไม่รู้ ดูเหมือนเขาจะชำนาญเรื่องบนเตียงมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียอีก ไปเอาวิธีการเช่นนี้มาจากที่ใด! มัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับการศึกมิใช่หรือ เซียวโจวจงจุมพิตเหลียงจินเนิ่นนาน กว่าจะยอมถอนออกมาก็เห็นว่าริมฝีปากนางบวมเจ่อเล็กน้อย “พระชายา ข้าขอเข้าไปในตัวเจ้าได้หรือไม่” แววตาจวิ้นอ๋องเปล่งประกายแพรวพราว นิ้วหยาบกร้านกรีดลงบนกลีบก







