LOGINหลังจากลงนานในหนังสือข้อตกลงหย่าในอีกหกเดือนเสร็จสิ้นแล้ว เยว่จื่อรุ่ยก็เก็บสัญญาฉบับหนึ่งไว้ในอกเสื้อของตนเอง ในขณะที่อีกฉบับส่งให้สองชายหญิงตรงหน้า
“เพื่อไม่ให้เป็นที่ขวางหูขวางตาพวกเจ้าสามีภรรยา ข้าจะย้ายออกไปอยู่ที่เรือนเล็กท้ายจวนอย่างสงบ รอจนครบหกเดือนค่อยมาลงนามหย่าตามสัญญา ระหว่างนี้เจ้าก็ดูแลจวนไปก็แล้วกัน” จี้ม่านม่านได้ยินว่าคนตรงหน้ามอบหมายให้ตนดูแลจวนในใจก็ยินดีจนเก็บรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ ทว่ายังไม่ทันพูดอะไรสักคำชายข้างกายก็โต้แย้งเสียงแข็งขึ้นมา
“ไม่ได้!” จิ้งเจิ้นเหยาเอ่ยค้านในทันที
ในเมื่อวันนี้เสิ่นหลี่รุ่ยไม่ยอมลงนามในหนังสือยินยอมรับจี้ม่านม่านเป็นฮูหยินเท่าเทียบ ดังนั้นนางก็ยังคงมีสถานะเป็นฮูหยินเอกของเขา หากมีข่าวลือแพร่ออกไปว่าเขาที่เพิ่งแต่งภรรยาเอกก็มอบอำนาจดูแลจวนให้ภรรยารอง ภาพลักษณ์บัณฑิตผู้อ่อนโยนและทรงคุณธรรมมีเมตตาของเขาย่อมต้องมัวหมอง ที่สำคัญราชครูเกาอาจจะขุ่นเคืองที่เขาละเลยน้องสาวของเสิ่นหลี่อี้จนถึงขั้นริบคืนตำแหน่งอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงของเขา
“ข้าไม่ได้ไร้คุณธรรมถึงเพียงนั้น ในเมื่อตอนนี้เจ้ายังมีสถานะเป็นฮูหยินเอกของข้า หน้าที่ดูแลจวนก็ยังคงเป็นของเจ้า อีกอย่างหากเจ้าย้ายไปอยู่ที่เรือนเล็กท้ายจวนต่อไปจะใช้ชีวิตอย่างไร”
ใช้ชีวิตอย่างไร ก็ล้วนดีกว่าใช้ชีวิตเป็นฮูหยินรอหย่าของเขา เยว่จื่อรุ่ยคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เจ้าของร่างเผชิญ ใจที่สงบก็เกิดอารมณ์คุกรุ่นอีกครั้ง
บุรุษที่เฆี่ยนตีภรรยาเอกตั้งแต่วันแรกที่แต่งงาน เพื่อบังคับให้รับภรรยาเท่าเทียม กลับกล้าพูดเรื่องคุณธรรมออกมาอย่างไร้ยางอาย ใบหน้านี้ของจิ้งเจิ้นเหยาช่างหนาเสียจริงๆ
“เรื่องของข้าไม่รบกวนให้คุณชายจิ้งกังวล”
"ท่านพี่ วันนี้รุ่ยรุ่ยเพิ่งผ่านเรื่องร้ายๆ มา นางคงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ ท่านก็ตามใจนางเถิดเจ้าค่ะ" เป็นจี้ม่านม่านที่แสร้งวางท่าอ่อนโยนเอ่ยออกหน้า ก่อนจะลอบกระซิบเสียงเบาข้างหูชายหนุ่ม "วันนี้นางลงมือกับบ่าวชายได้โหดเหี้ยมนัก หากยังรั้งนางไว้ใกล้ตัวข้ากังวลว่านางอาจจะลงมือทำร้ายท่านได้นะเจ้าคะ"
เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่หญิงสาวตรงหน้าลงมือกับบ่าวชายทั้งสี่คน ในใจของจิ้งเจิ้นเหยาก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมา ดูเหมือนว่าเสิ่นหลี่รุ่ยในตอนนี้จะไม่เหมือนเสิ่นหลี่รุ่ยในอดีตอีกแล้ว สุนัขที่ฝึกไม่ได้เลี้ยงไว้ใกล้ตัวก็มีแต่จะแว้งกัด ดังนั้นข้อเสนอที่อีกฝ่ายยื่นมาเขาจึงตกลงในทันที
“ในเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ข้าก็จะไม่รบกวนเวลาของพวกท่าน ขอตัว!!”
พูดจบเยว่จื่อรุ่ยก็ลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หลังฉากกั้น สลัดชุดเจ้าสาวที่ขาดรุ่ยออกจากกายด้วยความยากลำบาก ยิ่งยามขยับแขนเพื่อถอดเสื้อตัวใน คราบเลือดที่แห้งกรังก็ดึงรั้งจนคล้ายผิวหนังจะหลุดลอกตามไปด้วย คิ้วเรียวขมวดแน่นหงุดหงิดกับความบอบบางอ่อนแอของร่างกายนี้นัก ทว่าสุดท้ายก็กัดฟันทนเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่รัดกุมได้สำเร็จ
“คุณหนูพวกเราจะอยู่ที่นี่กันจริงๆ หรือเจ้าคะ” เหลียนฮวา สาวใช้ติดตามของเสิ่นหลี่รุ่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นางเติบโตมาพร้อมกับคุณหนูสาม รู้ดีว่าอีกฝ่ายถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมเพียงใด วันนี้แต่งงานออกเรือนไม่เพียงต้องทำพิธีพร้อมภรรยารอง ตอนนี้ยังต้องมาใช้ชีวิตในเรือนเก่าซอมซ่อท้ายจวนเช่นนี้อีก ดวงตาเล็กสั่นไหว ยิ่งเห็นรอยเลือดที่ซึมจากแผ่นหลังบาง จนเสื้อที่คลุมอยู่ขึ้นเป็นสีเข้ม ก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีก ทิ้งตัวลงคุกเข่าก้มหน้าพูดเสียงสั่น
“เป็นความผิดของบ่าวที่ไม่สามารถปกป้องคุณหนูได้ ขอคุณหนูได้โปรดลงโทษ” ก่อนหน้านี้เพราะนางถูกคนของตระกูลจิ้งขังไว้ในห้องเก็บฟืนจึงไม่ได้ติดตามเฝ้าที่หน้าห้องหอ เดิมทีได้ยินว่าคุณหนูถูกไล่มาอยู่เรือนเล็กท้ายจวน นางยังคิดว่าคุณชายจิ้งอาจจะแค่โกรธเคืองคุณหนูของนางเพียงเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะถึงขั้นลงมือเฆี่ยนตีจนเลือดตกยางออกเช่น
“ลงโทษอะไรกัน รีบลุกขึ้น ข้าง่วงแล้ว” พูดจบคุณหนูสามเสิ่นก็เดินเข้าไปในเรือนหลังเล็ก เปิดประตูตรงไปยังห้องนอนสะบัดผ้าห่มสองสามทีก็ทิ้งตัวนอนคว่ำลงบนเตียงในทันที
เหลียนฮวามองดูคุณหนูที่เปลี่ยนไปราวคนละคนแล้วน้ำตาไหลอาบแก้ม วันนี้อีกฝ่ายต้องพบเจอเรื่องหนักหนาถึงขั้นไหนกัน ยามนี้แม้แต่นิสัยรักความสะอาดของนางก็เปลี่ยนไปแล้ว
“เจ้าเองก็ไปนอนได้แล้ว ร้องไห้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร”
“คุณหนู... บ่าวจะไปเอายามาใส่แผลให้ท่าน” เมื่อสาวใช้ตัวน้อยพูดถึงบาดแผลเยว่จื่อรุ่ยก็รู็สึกปวดหนึบที่กลางหลังขึ้นมาในทันที แม้สำหรับนางที่ชีวิตอยู่ในสนามรบมานับสิบปี บาดแผลแค่นี้จะเล็กน้อยจนแทบไม่ต้องรักษา แต่สำหรับร่างกายนี้กลับรู้สึกปวดหนึบจนอ่อนล้าไปหมด และที่สำคัญตอนนี้นางคล้ายจะเริ่มมีไข้ร่วมเข้าไปด้วย
ช่างเป็นร่างกายที่บอบบางจริงๆ
.................................................................
“พี่เก้ากล่าวเตือนได้ถูกต้อง เรื่องพิธีการแต่งตั้ง หลังอาการบาดเจ็บขององค์หญิงหนิงอันหายดีแล้วข้าย่อมต้องจัดชดเชยให้นางอีกครั้ง แต่เรื่องสถานะน้องสาวบุญธรรมของนางกับข้า ฝ่าบาทได้ทรงรับรองแล้ว เรื่องนี้ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลง” มือที่กำลังยกชาขึ้นจิบของซ่งกู้เว่ยพลันหยุดชะงัก วางถ้วยกระเบื้องเคลือบลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังกังวาน นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซ่งกู้หวายด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่จะแปลเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มซึ่งส่งไม่ถึงดวงตา“ในเมื่อน้องเก้ามีใจห่วงใยรุ่นรุ่ยถึงเพียงนี้ ในฐานะพี่ชายก็ควรมอบสมุนไพรที่ล้ำค่ากว่านี้สักหน่อยหรือไม่" ซ่งกู้เว่ยพูดพลางปลายตามองไปยังสมุนไพรในกล่องไม้เบื้องหน้า "หากเปิ่นหวางจำไม่ผิดในรายการของขวัญพระราชทานที่มอบให้แก่วังหนิงอันของเจ้าในปีนี้ คล้ายจะมีโสมคนโลหิตสามร้อยปี เห็ดหลินจือม่วง และบัวหิมะจากยอดเขาเทียนซานอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ”ซ่งกู้หวายหน้ามืดครึ้มลงในฉับพลัน ลำคอตีบตันราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเอาไว้แน่น สมบัติเหล่านั้นคือของล้ำค่าที่เขาตั้งใจจะเก็บไว้ปรุงยาบำรุงร่างกายตนเอง จะให้มอบแก่หญิงไร้ค่าบนเตียงได้อย่างไรกัน ทว่าแม้เขาไม่ยินยอมจะมอบให้
"ช่างเป็นวาสนาของหญิงสาวผู้ต่ำต้อยคนนี้นักที่ท่านอ๋องเมตตารับเป็นคนของพระองค์"เมื่อไม่สามารถใช้เหตุผลหลีกเลี่ยง เยว่จื่อรุ่ยจึงทำได้เพียงปะจันหน้ากับอีกฝ่าย ซ่งกู้เว่ยมองท่าทางยินดี แต่สายตาไม่ยินยอมของหญิงสาวแล้วยกยิ้มพอใจ นิ้วยาวจับยึดคางเล็กบังคับให้นางสบสายตาคมที่โน้มลงมาในระยะประชิด หากแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร องครักษ์หน้าวังก็เข้ามารายงานว่าซ่งกู้หวายมาขอเยี่ยมอาการองค์หญิงหนิงอันผู้เป็นน้องสาว“ทูลท่านอ๋อง ท่านอ๋องสิบเอ็ดซ่งกู้หวาย เสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ ตรัสว่าทรงเป็นห่วงอาการบาดเจ็บขององค์หญิงหนิงอัน จึงนำสมุนไพรและพาหมอหลวงซูมาขอเยี่ยมอาการพ่ะย่ะค่ะ”ซ่งกู้เว่ยปล่อยมือจากปลายคางของหญิงสาว แววตาที่เคยฉายแววหยอกเย้าเจ้าเล่ห์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเแข็งกร้าวดุดัน ทว่าแม้ในใจเขาจะนึกรำคาญและไม่อยากต้อนรับคน แต่ซ่งกู้เว่ยก็ไม่คิดจะปฏิเสธ"มาก็ดี เปิ่นหวางจะได้ทำให้ชัดเจน ว่าเจ้าเป็นคนของใคร" น้ำเสียงทุ้มแหบบอกพลางหันมาสบตาคนบนเตียงด้วยท่าทีที่ของผู้มีชัยเยว่จื่อรุ่ยขบกรามแน่นตั้งแต่ได้ยินว่าซ่งกู้หวายมาเยี่ยมตน นางก็รู้ในทันทีว่างิ้วฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น และเมื่อเห็นว่าตนเองอยู
เช้าวันต่อมาเยว่จื่อรุ่ยค่อยๆ ลืมตาตื่น ทว่าเพียงแค่ขยับตัวเบาๆ ความเจ็บปวดหนึบที่หัวไหล่ซ้ายก็เข้าโจมตี ทั้งที่แผลหายสนิทแล้ว ดูเหมือนว่ากระบี่เล่มนั้นจะมีบางสิ่งแอบแฝงอยู่ด้วย กึก... เสียงคล้ายพู่กันถูกวางลงดังมาจากห้องข้างๆ เยว่จื่อรุ่ยขมวดคิ้วเรียวขบคิด ที่นี่เป็นวังส่วนตัวของท่านอ๋องเก้าซ่งกู้เว่ย ซึ่งเป็นถึงผู้สำเร็จราชการ ดังนั้นนอกจากเขาผู้เป็นเจ้าของวังแล้ว ผู้อื่นย่อมไม่กล้าเข้าออกและใช้สอยพื้นที่ต่างๆ ภายในห้องที่นางพักอาศัยอยู่“ตื่นแล้วหรือ...” เสียงทุ้มแหบพร่าดังแว่วมาจากหลังฉากกั้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าแฝงอำนาจกดข่มผู้คนอย่างชัดเจนเยว่จื่อรุ่ยขยับตัวลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อตระหนักได้ว่า มีสายตาคมคอยจับจ้อง สังเกตพิรุจของนางอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวจึงต้องแสร้งทำเป็นสตรีที่อ่อนแอ ให้สมกับสถานะคุณหนูสามเสิ่นผู้บอบบาง ที่แค่ถูกลมพัดผ่านก็ล้มป่วย“เมื่อวันก่อนสามีของเจ้า เข้าไปคุกเข่าทูลขอต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ กดดันเปิ่นหวางให้ส่งตัวเจ้ากลับไป" น้ำเสียงเย้ยหยันเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตามองคนผ่านม่านกั้นลม "ช่างเป็นสามีที่รักภรรยาจริงๆ” เยว่จื่อรุ่ยขม
“ได้รับเมตตาจากท่านอ๋อง นับเป็นวาสนาของหม่อมฉัน จะรู้สึกผิดหวังได้อย่างไรกันเพคะ”“เช่นนั้นหรือ” สิ้นเสียงทุ้มเอ่ยถาม หางตาของเยว่จื่อรุ่ยก็เห็นคมมีดบินเล่มหนึ่งพุ่งตรงมายังตน หญิงสาวขบกรามกำหมัดแน่นอีกครั้ง รู้ดีว่าคมมีดนี้คือบททดสอบจากอีกฝ่าย หากครั้งนี้นางหลบก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองมีวรยุทธ ไม่ต้องคิดถึงเหตุการณ์ในวันหน้า แค่รักษาลมหายใจในวันนี้ก็คงยากจะทำได้ดังนั้นเยว่จื่อรุ่ยจึงจำต้องอดกลั้น กัดฟันแน่น บังคับร่างกายทุกส่วนให้แข็งทื่อ ก่อนจะแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกหวาดกลัวเบิกตากว้างพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น“กรี๊ดดด!”ฉึก! คมมีดเย็นเฉียบพุ่งผ่านนวลแก้มขาวซีดไปเพียงเสี้ยวเส้นด้าย ปรอยผมยาวสลวยขาดร่วงหล่นลงบนฟูกหนา ก่อนที่ปลายมีดจะปักลึกลงบนเนื้อไม้หัวเตียง เยว่จื่อรุ่ยกัดฟันจนขึ้นสันกราม พยายามอย่างยิ่งที่จะเร่งจังหวะการหายใจของตนเอง เพื่อแสร้งแสดงอาการตื่นตระหนก จนลมหายใจสะดุด และในช่วงพริบตาก็ทิ้งตัวลงสิ้นสติบนเตียงนอน ตึ้ง! เสียงร่างเล็กล้มลงบนฟูก กระตุ้นร่างหนาให้ลุกพรวดพุ่งตรงมายังเตียงากว้าง ภาพหญิงสาวที่สิ้นสติ ล้มลงอย่างสิ้นท่าจนบาดแผลบ่นไหล่ซ้ายฉีกขาดอีกหน โลหิตไหลซ
ภายในห้องอันกว้างขวางของวังเจิ้นเวยฝู่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายสมุนไพรคละคลุ้ม บนเตียงกว้างบุด้วยนวมผ้าไหมชั้นดีมีราคาปรากฏร่างของหญิงสาวที่ไร้สตินอนอยู่ รอบเตียงมีสาวใช้แปดนางคอยยืนรอรับใช้ ถัดมาไม่ไกลนักมุมห้องข้างที่มีเพียงฉากบังลมกั้นขวาง มีชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีดำปักลายพยัคฆ์ สวมหน้ากากมทิฬ กำลังนั่งตรวจฏีกาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทว่าความเครียดนี้กลับไม่ได้มาจากข้อความในฏีกาแต่เป็น...“ผ่านมา 6 วันแล้ว หากพรุ่งนี้นางยังไม่ฟื้น ข้าจะให้เจ้าและตระกูลเถียนร่วมนอนเป็นเพื่อนนาง” น้ำเสียงเยือกเย็นแหบพร่าเอ่ยบอก ร่างของหมอชราที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพลันตัวสั่นงันงก เหงื่อตก ลมหายใจติดขัด ได้แต่สวดภาวนาขอให้หญิงสาวบนเตียงเร่งฟื้นโดยไว้ขอสวรรค์โปรดเมตตาให้องค์หญิงหนิงอันผู้นี้เร่งฟื้นขึ้นมาในขณะที่ดวงตาคมเลื่อนสายตาทอดมองไปยังหญิงสาวบนเตียงกว้าง ร่างกายของนางบอบบางจนแทบจะกลืนหายไปกับกองผ้าห่มบนเตียงกว้าง ทว่าความกล้ากลับยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว้าภูเขาไท่ซาน ในขณะที่กำลังขบคิดถึงความกล้าหาญไม่กลัวตายของคนเจ็บ ดวงตาคมก็มองเห็นร่างเล็กดิ้นกระสับกระส่ายไปมา“เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงดุดัน ตวาดถามหมอ
“แล้วถ้าเปิ่นหวางไม่คืนเล่า" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอกโดยไม่แม้แต่จะปรายตาหันมามองคน“ทะ... ทูลท่านอ๋องเก้า ในฐานะสามี กระหม่อมจิ้งเจิ้นเหยาจะดูแลองค์หญิงเองพ่ะย่ะค่ะ”“เปิ่นหวางเคยถามสถานะเจ้าหรือ” น้ำเสียงเยือกเย็นที่เอ่ยออกมาทำให้จิ้งเจิ้นเหยาตัวสั่นเข่าทรุดในทันที ซ่งกู้หวายขบกรามแน่น มั่นใจเก้าในสิบว่าซ่งกู้เว่ยกำลังคิดจะชิงคนจริงๆ “พี่เก้า ข้าเองก็คิดว่าเรื่องการดูแลองค์หญิงสมควรให้บัณฑิตจิ้งเป็นผู้เป็นสามีดูแลจะเหมาะสมกว่านะพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างตอนนี้งานเลี้ยงก็ยกเลิกไปแล้วเชิญท่านกลับไปพักผ่อนเถิด”คำพูดของน้องชายต่างสายเลือดที่พยายามเน้นย้ำถึงสถานะความเป็นสามีของจิ้งเจิ้นเหยา ทำให้อารมณ์ของซ่งกู้เว่ยรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้หตุผล ก่อนจะตวัดสายตาหันหน้ามามองคนทั้งสอง นัยน์ตาคมกริบภายใต้หน้ากากทมิฬตวัดมองซ่งกู้หวายด้วยแววตาดุดัน จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนลงมาหยุดที่ร่างอันสั่นเทาบนพื้นของจิ้งเจิ้นเหยา“สามี” ซ่งกู้เว่ยทวนคำเสียงเย็นเยียบ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก “เปิ่นหวางจำได้ว่ายามที่คมกระบี่ของนักฆ่าฟาดฟันลงมาที่นางสามีผู้ประเสริฐเช่นเจ้า กลับทอดทิ้งภรรยาแล้วมุดตัวหดหัวเข้าไป







