LOGINหลังจากเจรจากับเซียวเหิงเสร็จสิ้นแล้วเยว่จื่อรุ่ยก็นั่งรถม้าไปยังตรอกฟู่หรง ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อก็หยุดลงที่หน้าร้านค้าเก่าท้ายครอก เท้าเล็กก้าวลงจากรถม้า เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อร้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่เช่นเดียวกับประตูเก่าตรงหน้า ทว่าที่สะดุดตาก็คือร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังใช้ชายเสื้อของตนเองเช็ดถูพื้นและกำแพงหน้าร้านค้า ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถามความให้ชัดเจนชายร่างท่วมหนวดยาวก็วิ่งเข้ามาประสานมืออยู่เบื้องหน้านาง
"แม่นาง ท่านคือคุณหนูสามเสิ่น ที่ต้องการซื้อร้านนี้ของข้าใช่หรือไม่"
"ใช่! เป็นข้าเอง"
แม้จะไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ทว่าการซื้อขายอาคารร้านค้านั้นจำเป็นต้องลงด้วยนามจริง หาไม่หากวันหน้าถูกตรวจสอบ สัญญาซื้อขายนี้ก็จะกลายเป็นโมฆะไป
"ท่านได้อ่านข้อแม้ของข้าแล้วใช่หรือไม่"
"คุณหนูสามไม่ต้องกังวล ข้าเอาหัวเป็นประกันเรื่องที่ท่านซื้อร้านค้าของข้า ข้าจะไม่บอกผู้ใดแน่นอน"
เพราะตอนนี้ตัวนางคือเสิ่นหลี่รุ่ยซึ่งมีฐานะเป็นฮูหยินของจิ้งเจิ้นเหยา หากอีกฝ่ายรู้เรื่องที่นางซื้อร้านค้าด้วยนิสัยละโมบโลภมากของเขา ชายน่ารังเกียจผู้นั้นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงร้านนี้ไปอย่างแน่นอน
"อย่างนั้นก็ตกลง"
"เช่นนั้นเชิญคุณหนูด้านในได้เลย"
เถ้าแก่ตรงหน้าส่งสายตาให้คนไปเปิดประตูร้าน ก่อนจะเดินนำทางเข้าไปตรวจสอบภายใน ทว่าก้าวเดินยังไม่ทันถึงประตูเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
แค่กๆ... เป็นหญิงสาววัยกลางคน เนื้อตัวมอม ที่แอบซ่อนตัวอยู่ข้างกำแพง แต่เพราะเสียงไอของนางจึงทำให้ทุกสายตาให้มองไปด้วยความสนใจ เยว่จื่อรุ่ยขมวดคิ้วเรียว ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยคำใดชายวัยกลางคนด้านข้างก็เดินเข้าไปกระชากแขนของอีกฝ่ายลากตัวออกมาโยนที่กลางถนน
"นางหญิงสกปรก ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามมาอยู่ที่หน้าร้านข้าอีก หากยังพูดไม่รู้เรื่องข้าจะตีให้ตายทั้งแม่ทั้งลูก"
"เถ้าแก่ได้โปรดเมตตาด้วย สามีของข้าเขารับปากแล้วว่าจะกลับมา ข้า..."
"นางหญิงโง่ ถูกหลอกขายแล้วยังช่วยเขานับเงินอีก! ไปไสหัวไปเดี๋ยวนี้ พวกเจ้ารออะไรอยู่ตีนางให้หนักต่อไปจะได้ไม่มาก่อกวนอีก"
ชายฉกรรจ์สามคนได้รับคำสั่งก็สาวเท้าเดินหมายทุบตี ทว่าก่อนที่จะลงมือเยว่จื่อรุ่ยก็เอ่ยห้ามเสียก่อน
"หยุดนะ!"
"คุณหนูสาม หากท่านกังวลว่าเลือดสกปรกของนางจะสร้างความอัปมงคลให้ร้านท่าน เช่นนั้นข้าจะให้คนจับนางไปตีที่อื่น ดีหรือไม่"
ตามความเชื่อของคนทั่วไป ในวันแรกของการซื้อขายกิจการหรือเปิดร้านค้า หากมีเหตุการณ์เลือดตกยางออกย่อมนับเป็นสิ่งอัปมงคล ทว่าในชาติที่แล้วเยว่จื่อรุ่ยใช้ชีวิตในสนามรบมาตั้งแต่สิบขวบทุกวันเห็นเลือดไหลนองพื้นเป็นภาพปกติ เพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านี้จะสร้างความอัปมงคลให้ชีวิตของนางได้อย่างไร
"ไม่ต้อง! เรื่องของนางข้าจะจัดการเอง"
เท้าเล็กก้าวเดินไปหยุดที่เบื้องหน้าหญิงสาวที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนถนน ท่าทางหวาดกลัวของอีกฝ่ายชัดเจนว่าที่ผ่านมาคงเจอเรื่องราวข่มขู่ทำร้ายมาไม่น้อย ดวงตากลมหรี่ลงเล็กน้อยมองคนตรงหน้าแล้วชวนสะท้อนให้นึกถึงตนเองในชาติก่อน ใช้ชีวิตอย่างต่ำต้อย ย่อมไม่มีผู้ใดมองว่ามีค่า
"เจ้าอยากอยู่ที่นี่หรือไม่"
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถาม แม้ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกคุกคามแต่ก็ไม่มีความอ่อนโยนให้วางใจ ใบหน้ามอมแมมเปรอะเปื้อนจนมองไม่เห็นเค้าเดิมค่อยๆ เงยขึ้น สบสายตานิ่งสงบของเยว่จื่อรุ่ยแล้วพยักขึ้นลงถี่ระรัว
"ทำความสะอาดได้หรือไม่"
"ดะ... ได้เจ้าค่ะ"
น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยตอบ ด้วยท่าทางหวาดระแวง เยว่จื่อรุ่ยยอมรับว่าท่าทางของอีกฝ่ายที่นางมองเห็นในตอนนี้น่าสงสารเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง แต่หากอยากมีชีวิตต่อจะพึ่งพาเพียงความสงสารจากผู้อื่นย่อมไม่ได้
"ข้าไม่เลี้ยงดูคนไร้ประโยชน์ ถ้าเจ้าสามารถดูแลทำความสะอาดร้านค้าของข้าได้ ข้าก็จะให้เจ้าอยู่ที่นี่ต่อได้"
"ข้าสามารถเจ้าค่ะ ข้าทำได้"
"แต่ข้าไม่มีค่าแรงให้ เจ้ายังยินดีอยู่ต่อหรือไม่"
"ข้ายินดีเจ้าค่ะ"
คนบนพื้นเอ่ยตอบขานรับด้วยน้ำเสียงมั่นคงระคนยินดี เยว่จื่อรุ่ยปรายตาสบแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังของอีกฝ่ายแล้วกล่าวเสียงเย็นชา
"แค่ยินดีไม่พอ หากเจ้าทำงานไม่ดีข้าก็จะไม่เลี้ยงเอาไว้"
"คุณหนูไม่ต้องกังวล ข้า... ข้าจะไปทำความสะอาดเดี๋ยวนี้"
เยว่จื่อรุ่ยมองตามแผ่นหลังเล็กที่วิ่งเข้าไปด้านในร้านด้วยสายตาที่นื่งสงบ ทว่าแฝงความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง เมื่อมีประโยชน์จึงมีคุณค่า นี่คือสัจจะธรรมของชีวิตอย่างแท้จริง
.......................................................................
หลังจากลงนามในสัญญาซื้อขายร้านค้าเรียบร้อยแล้ว เยว่จื่อรุ่ยก็เงยหน้ามองตัวอาคารไม้สองชั้นตรงหน้าแม้ไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็นับว่าเหมาะสมตรงตามความต้องการของนาง ดวงตาหวานเลื่อนมองไปป้ายร้านพลางอ่านชื่อเสียงเบา "ชงอี้" ชง (聪) ซึ่งมาจากคำว่าฉลาดมีสติปัญญาที่ปราดเปรื่อง และ อี้ (一) ซึ่งมาจากคำว่าหนึ่ง รวมกันแล้วจึงมีความหมายว่า "ความฉลาดที่เป็นหนึ่ง" นับว่าเป็นการตั้งชื่อที่เหมาะสมกับร้านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง มือเรียวสอดเก็บเอกสารสัญญาซื้อขายไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะก้าวเท้าเล็กเดินเข้าไปด้านในร้าน มองดูคราบฝุ่นเกรอะกรังแล้วถอนหายใจยาว พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก"นายหญิง ท่านไปนั่งพักที่ด้านหลังร้านก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว"เยว่จื่อรุ่ยมองตามทิศทางที่หญิงสาวตรงหน้าผายมือเชิญ โต๊ะหินอ่อนตัวกลมล้อมรอบด้วยเก้าอี้เตี้ยตัวเล็กอีกสี่ตัวตั้งอยู่ใต้ต้นบ๊วยสูงใหญ่ ดอกบ๊วยสีขาวร่วงหล่นโปรยปรายระบายอยู่บนพื้นหน้าสีเขียวขจี ให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลาย ช่างเป็นมุมอ่านหนังสือที่ดีจริงๆ"เจ้าชื่ออะไร" เยว่จื่อรุ่ยเอ่ยถามหญิงข้างกาย ในเมื่อรับคนมาดูแลแล้ว การรู้จักชื่อแซ่ของอีกฝ่ายย่อมถือเป็น
หลังจากเจรจากับเซียวเหิงเสร็จสิ้นแล้วเยว่จื่อรุ่ยก็นั่งรถม้าไปยังตรอกฟู่หรง ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อก็หยุดลงที่หน้าร้านค้าเก่าท้ายครอก เท้าเล็กก้าวลงจากรถม้า เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อร้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่เช่นเดียวกับประตูเก่าตรงหน้า ทว่าที่สะดุดตาก็คือร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังใช้ชายเสื้อของตนเองเช็ดถูพื้นและกำแพงหน้าร้านค้า ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถามความให้ชัดเจนชายร่างท่วมหนวดยาวก็วิ่งเข้ามาประสานมืออยู่เบื้องหน้านาง"แม่นาง ท่านคือคุณหนูสามเสิ่น ที่ต้องการซื้อร้านนี้ของข้าใช่หรือไม่""ใช่! เป็นข้าเอง"แม้จะไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ทว่าการซื้อขายอาคารร้านค้านั้นจำเป็นต้องลงด้วยนามจริง หาไม่หากวันหน้าถูกตรวจสอบ สัญญาซื้อขายนี้ก็จะกลายเป็นโมฆะไป"ท่านได้อ่านข้อแม้ของข้าแล้วใช่หรือไม่""คุณหนูสามไม่ต้องกังวล ข้าเอาหัวเป็นประกันเรื่องที่ท่านซื้อร้านค้าของข้า ข้าจะไม่บอกผู้ใดแน่นอน"เพราะตอนนี้ตัวนางคือเสิ่นหลี่รุ่ยซึ่งมีฐานะเป็นฮูหยินของจิ้งเจิ้นเหยา หากอีกฝ่ายรู้เรื่องที่นางซื้อร้านค้าด้วยนิสัยละโมบโลภมากของเขา ชายน่ารังเกียจผู้นั้นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงร้านนี้ไปอย่างแน่น
กู้คืนสถานะแก่ตระกูลเสิ่นปลายพู่กันขีดเส้นวงกลมที่ตระกูลเดิมเจ้าของร่าง ต้นกล้าจะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่งได้ ต้องมีดินที่สมบูรณ์คอยหล่อเลี้ยง ดังนั้นแม้นางจะไม่อยากสนใจคนในครอบครัวเสิ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการมีอยู่ของพวกเขามีประโยชน์ต่อนางไม่น้อยเสิ่นหลี่คัง บิดาเจ้าของร่างเดิม เป็นถึงขุนนางขั้นสาม ตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลต้าหลี่ แม้จะมีศัตรูอยู่ไม่น้อยเพราะหน้าที่ที่ขัดผลประโยชน์ของคนหลายฝ่าย ทว่ากลับเป็นที่รักของชาวบ้าน และเพราะเหตุนี้ตระกูลเสิ่นที่ความจริงควรต้องโทษประหาร จึงกลับได้รับเพียงโทษเนรเทศสวีลี่อิง มารดาของร่างเดิม เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลสวี เชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี เป็นหญิงงามล่มเมืองที่เคยโดดเด่นเป็นหนึ่งในต้าเป่ยคุณชายใหญ่เสิ่นหลี่อี้ ศิษย์คนโปรดของราชครูเกา อายุเพียงสิบสองปีก็สอบผ่านจอหงวน เป็นบัณฑิตที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของต้าเป่ย และเป็นอาจารย์ประจำสำนักศึกษาหลวงที่มีบัณฑิตมากมายนับถือคุณชายรองเสิ่นหลี่เฉียง เชี่ยวชาญการต่อสู้ ทว่าเพราะมารดาไม่ต้องการให้เขาเสี่ยงภัยออกรบ จึงทำได้เพียงเป็นที่ปรึกษาในศาลต้าหลี่ เคียงข้างบิดาสุดท้ายคุ
“ได้! ถ้าท่านต้องการข้าก็จะจัดการให้ เพียงแต่หนังสือที่ข้าจะลงนามไม่ใช่คำยินยอมเป็นอนุ แต่เป็นหนังสือหย่า!”หนังสือหย่า จิ้งเจิ้นเหยาได้ยินคำนี้ก็ตกใจเบิกตากว้าง ขยับเท้าออกมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว“ไม่ได้!”เขาเพิ่งแต่งงานก็มอบหนังสือหย่าให้ภรรยาเอก แต่งตั้งภรรยารองขึ้นเป็นใหญ่แทน หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป แน่นอนว่าภาพลักษณ์บัณฑิตผู้อ่อนโยนและสง่างามของเขาย่อมไม่อาจรักษาเอาไว้ได้อีก ที่สำคัญราชครูเกาอาจจะขุ่นเคืองจนถึงขั้นริบคืนตำแหน่งอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงของเขาอย่างแน่นอน“ข้าไม่ได้ไร้คุณธรรมถึงเพียงนั้น ตอนนี้เจ้าเป็นหญิงไร้ญาติพี่น้อง หากถูกหย่าอีกจะใช้ชีวิตอย่างไร”ใช้ชีวิตอย่างไร ก็ล้วนดีกว่าใช้ชีวิตเป็นภรรยาของเขา เยว่จื่อรุ่ยคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เจ้าของร่างเผชิญ ใจที่สงบก็เกิดอารมณ์คุกรุ่นอีกครั้งบุรุษที่เฆี่ยนตีภรรยาเอกตั้งแต่วันแรกที่แต่งงาน เพื่อบังคับให้ลดตัวไปเป็นอนุ กลับกล้าพูดเรื่องคุณธรรมออกมาอย่างไร้ยางอาย ใบหน้านี้ของจิ้งเจิ้นเหยาช่างหนาเสียจริงๆ“เรื่องของข้าไม่รบกวนให้คุณชายจิ้งกังวล เพียงแต่ตอนนี้ท่านต้องตัดสินใจแล้วว่า... จะให้ข้าลงนามในหนังสือหย่
“พี่ชายผู้นั้นของข้าช่างตาบอดเสียจริงๆ”พูดจบเยว่จื่อรุ่ยก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้กลมด้านข้างคนทั้งสอง ยกการินชาร้อนดื่ม พลางกวาดตามองห้องหอที่ตบแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยสายตาดูแคลนก็แค่บัณฑิตยากจนคิดเกาะชายกระโปรงสตรีไต่เต้าคนหนึ่ง คิดว่านางต้องคร่ำครวญรั้งเขาไว้หรือ ช่างเพ้อฝันสิ้นดี“เสิ่นหลี่รุ่ย วันนี้ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร ตำแหน่งภรรยาเอกก็ต้องมอบให้ม่านม่าน”จิ้งเจิ้นเหยาตะโกนข่มขู่เสียงดังก้อง หากแต่ตัวกลับยืนหลบอยู่เบื้องหลังจี้ม่านม่าน เยว่จื่อรุ่ยมองท่าทางนี้แล้วก็ได้แต่นึกสงสารเจ้าของร่างเดิมที่ต้องถูกคนขี้ขลาดเช่นนี้ตีจนตายไป ทว่าตอนนี้นางมาเกิดใหม่แทนแล้ว เรื่องที่เจ้าของร่างเดิมถูกรังแกนางต้องทวงคืนกลับอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องรอเวลาให้เหมาะสมสักหน่อย“หากเจ้าต้องการให้ข้ายกตำแหน่งภรรยาเอกให้นางก็ย่อมได้ เพียงแต่ว่าเจ้าต้องยอมรับข้อแม้ของข้าหนึ่งข้อ...”“ข้อแม้อะไร? ข้าบอกไว้ก่อนเลย อย่างไรเสียหญิงไร้ค่าเช่นเจ้าก็ไม่คู่ควรเป็นฮูหยินเอกของข้าผู้เป็นบุรุษที่เพียบพร้อม เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดเพ้อฝันเกินตัว”บุรุษที่เพียบพร้อม ได้ฟังคำนี้ของจิ้งเจิ้นเหยามุมปากของเยว่จื่อรุ่ยก็ยก
"เป็นแค่ลูกสาวขุนนางต้องโทษ วางท่าทีอะไรกัน ใครอยู่ข้างนอกเอาแส้ลงฑัณประจำตระกูลมาให้ข้า!"เสียงที่ไม่คุ้นหูสะท้อนดังลั่น เยว่จื่อรุ่ยค่อยๆ ปรือตาขึ้นด้วยความรู้สึกสับสนมึนงง ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ตัวนางถูกจับใส่กรงหมูโยนลงแม่น้ำกลางเมืองหรอกหรือ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน ทว่าสติยังไม่ทันชัดเจน ความรู้สึกปวดแสบก็แผ่ซ่านไปทั้งแผ่นหลัง ดวงตาคมพลันตวัดมองผู้ลงมือด้วยความขุ่นเคือง หากแต่ภาพใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยก็ทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นชายผู้นี้เป็นใครกัน!"เสิ่นหลี่รุ่ย! จ้องหน้าข้าเช่นนี้ ยังไม่ยินยอมใช่หรือไม่"พูดจบแส้ในมือหนาก็ฟาดลงบนแผ่นหลังเล็กอีกครั้ง คิ้วเรียวของเยว่จื่อรุ่ยขมวดแน่นมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากแส้ยาว แต่เป็นเพราะความสงสัยในใจของนางเสิ่นหลี่รุ่ยเป็นผู้ใดอีก พลันภาพความทรงจำที่ไม่เคยพบพานก็ไหลเข้ามาในความคิดของเยว่จื่อรุ่ยราวสายน้ำหลากในฤดูฝนที่แท้ เสิ่นหลี่รุ่ย ก็คือคุณหนูสามตระกูลเสิ่น เพราะบิดาและพี่ชายคนรองเสิ่นหลี่เฉียงต้องโทษรับสินบน ทำให้ทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปยังชายแดนใต้ เพื่อไม่ให้หญิงสาวต้องลำบากเสิ่นหลี่อี้ผู้เป็นพี่ชายคนโตจึงให้นางแต่งกับจิ้ง







