หน้าหลัก / รักโบราณ / สตรีเช่นข้าไม่ขอเป็นหมากของผู้ใด / บทที่ 5 มีเพียงยืนหยัดด้วยตนเองจึงสามารถควบคุมทุกสิ่ง

แชร์

บทที่ 5 มีเพียงยืนหยัดด้วยตนเองจึงสามารถควบคุมทุกสิ่ง

ผู้เขียน: ชงเมิ่ง
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-28 01:18:22

หลังจากลงนามในสัญญาซื้อขายร้านค้าเรียบร้อยแล้ว เยว่จื่อรุ่ยก็เงยหน้ามองตัวอาคารไม้สองชั้นตรงหน้าแม้ไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็นับว่าเหมาะสมตรงตามความต้องการของนาง ดวงตาหวานเลื่อนมองไปป้ายร้านพลางอ่านชื่อเสียงเบา "ชงอี้" ชง (聪) ซึ่งมาจากคำว่าฉลาดมีสติปัญญาที่ปราดเปรื่อง และ อี้ (一) ซึ่งมาจากคำว่าหนึ่ง รวมกันแล้วจึงมีความหมายว่า "ความฉลาดที่เป็นหนึ่ง" นับว่าเป็นการตั้งชื่อที่เหมาะสมกับร้านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง 

มือเรียวสอดเก็บเอกสารสัญญาซื้อขายไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะก้าวเท้าเล็กเดินเข้าไปด้านในร้าน มองดูคราบฝุ่นเกรอะกรังแล้วถอนหายใจยาว พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก

"นายหญิง ท่านไปนั่งพักที่ด้านหลังร้านก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว"

เยว่จื่อรุ่ยมองตามทิศทางที่หญิงสาวตรงหน้าผายมือเชิญ โต๊ะหินอ่อนตัวกลมล้อมรอบด้วยเก้าอี้เตี้ยตัวเล็กอีกสี่ตัวตั้งอยู่ใต้ต้นบ๊วยสูงใหญ่ ดอกบ๊วยสีขาวร่วงหล่นโปรยปรายระบายอยู่บนพื้นหน้าสีเขียวขจี ให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลาย ช่างเป็นมุมอ่านหนังสือที่ดีจริงๆ

"เจ้าชื่ออะไร" เยว่จื่อรุ่ยเอ่ยถามหญิงข้างกาย ในเมื่อรับคนมาดูแลแล้ว การรู้จักชื่อแซ่ของอีกฝ่ายย่อมถือเป็นสิ่งสำคัญขั้นพื้นฐาน

"ข้าชื่อ เหวินชิงหลิน เจ้าค่ะ"

เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยบอก เยว่จื่อรุ่ยก็เพียงพยักหน้าตอบรับโดยไม่เอ่ยถามคำใดต่อ ทำเพียงหยิบตำราเล่มหนึ่งแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะหินอ่อนด้านหลังร้าน ลอบมองหญิงสาวที่เพิ่งรับมาดูแลอยู่เงียบๆ แม้ร่างกายของอีกฝ่ายจะบอบบาง เนื้อตัวมอมแมม แต่มือไม้กลับคล่องแคล่ว อีกทั้งยังทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจและเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างน่าสงสัย

จะมีผู้ใดทำงานอย่างตั้งโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนแล้วยังมีความสุขเช่นนี้กัน ทว่ายังไม่ทันวิเคราะห์หาสาเหตุ ร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาภายในร้านด้วยท่าทางร้อนรน พลางพุ่งเข้ามาจับตัวคนหมุนไปมา

"ท่านแม่! ท่านเป็นอันใดหรือไม่! พวกเขาทำร้ายท่านอีกแล้วใช่หรือเปล่า"

เยว่จื่อรุ่ยวางหนังสือในมือลง ก่อนจะตวัดสายตามองไปทางสองแม่ลูกภายในร้าน เหวินชิงหลินหันมาเห็นก็รีบจับแขนของเด็กหนุ่มพาเดินมาหยุดที่ด้านหน้าเยว่จื่อรุ่ย

"นายหญิง นี่คือซางชิงเหอ ลูกชายของข้าเจ้าค่ะ" หลังแนะนำคนเสร็จ เหวินชิงหลินก็เม้มริมฝีปากบางแห้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่า

"ท่านแม่ นี่ท่านกำลังจะทำอะไร" ซางชิงเหอเห็นการกระทำของมารดาก็ร้องถามด้วยความตกใจพลางประคองคนให้ลุกขึ้น หากแต่คนคุกเข่ากลับไม่แม้แต่จะขยับตัว อีกทั้งยังโค้มกายโขกศีรษะลงกับพื้น

"ขอนายหญิงโปรดเมตตา รับอาเหอไว้ด้วยเจ้าค่ะ" ซางชิงเหอได้ยินเจตนาของมารดาก็หันมาสบตาหญิงสาวที่นั่งนิ่งตรงหน้า ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันแน่น มองมารดาของตนสลับกับอีกฝ่าย ก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างๆ กัน โค้มศีรษะเอ่ยบอกเสียงทุ้มต่ำ

"ขอนายหญิงเมตตาด้วย"

"ข้าไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์" น้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความกดดันอยู่ในทีจนชายหนุ่มใจสั่นสะท้าน สองมือกำหมัดแน่น 

"ข้า..." ซางชิงเหอ เม้มริมฝีปากแน่นอีกหน  ตัวเขาเติบโตในชนบท แม้จะมีความรู้ อ่านเขียนได้ ทว่าล้วนเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ทั้งสิ้น

"ขอเพียงนายหญิงเมตตาให้ข้ากับอาเหออยู่ที่นี่ พวกเรายินดีไม่รับค่าจ้าง อาหารสามมื้อที่ท่านมอบให้ข้า ข้าจะแบ่งกับอาเหอกิน ไม่รบกวนท่านเพิ่มแม้แต่ชามเดียวเจ้าค่ะ"

คิ้วเรียวของเยว่จื่อรุ่ยขมวดเข้าหากันแน่น ยังมีคนที่ยอมเสียเปรียบถึงเพียงนี้ด้วย

"เหตุใดเจ้าจึงต้องการอยู่ที่นี่นัก"

สิ้นคำถามของเยว่จื่อรุ่ย ดวงตาของเหวินชิงหลินก็พลันแดงก่ำ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนสายตาไปยังภายในร้านหนังสือด้วยแววตาอาวรณ์คะนึงหา

"เพราะมีเพียงที่นี่ที่ข้าสามารถรอเขาได้" น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยบอก ก่อนจะดึงสายตากลับมาที่เบื้องหน้าสบแววตาของเยว่จื่อรุ่ยอีกหน

"นายหญิง ข้ารู้ดีว่าในสายตาของท่านตัวข้าและลูกชายนั้นไร้ค่า แต่ข้ากล้าสาบานต่อฟ้า ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายแอบแฝงเลยสักนิด เพียงขอรอสามีของข้าอยู่ที่นี่เท่านั้น"

"แล้วเจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าสามีของเจ้าจะกลับมาที่นี่"

"อาอี้ ไม่เคยโกหกข้า ในเมื่อเขาบอกกับข้าว่าให้มารอพบเขาที่นี่ เขาย่อมต้องมาพบข้าที่นี่แน่นอน"

"เช่นนั้นเจ้ารอเขามานานเพียงใดแล้ว เขาเคยมาปรากฏตัวสักครั้งหรือไม่"

เหวินชิงหลินได้ยินคำถามของหญิงสาว ริมฝีปากแห้งก็สั่นสะท้าน สายตาฉายชัดถึงความเจ็บปวด หากแต่ก็ยังคงมีความคาดหวังอยู่ในที

"ท่านแม่ พวกเรารอท่านพ่อมาหนึ่งปีแล้ว ข้าว่าพวกเรากลับบ้านกันเถิดขอรับ"

"ข้าจะรอ ให้เป็นหนึ่งปี สิบปี หรือร้อยปี ข้าก็จะรอ ขอนายหญิงโปรดเมตตาด้วย"

เยว่จื่อรุ่ยเห็นความดื้อรั้นไม่ยอมถอยของอีกฝ่ายก็ถอนหายใจยาว พลันภาพในชาติก่อนก็สะท้อนในความคิด ครั้งหนึ่งนางก็เคยมอบทั้งชีวิตให้บุรุษที่เรียกว่าสามีเช่นกัน ทว่าหัวใจที่วางไว้ใต้ฝ่าเท้าของผู้อื่น ไม่ถูกเหยียบย่ำจนตาย ก็อยู่อย่างทรมานเจ็บปวด มีเพียงยืนหยัดด้วยตนเองจึงสามารถควบคุมทุกสิ่งได้

.......................................................................

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • สตรีเช่นข้าไม่ขอเป็นหมากของผู้ใด   บทที่ 5 มีเพียงยืนหยัดด้วยตนเองจึงสามารถควบคุมทุกสิ่ง

    หลังจากลงนามในสัญญาซื้อขายร้านค้าเรียบร้อยแล้ว เยว่จื่อรุ่ยก็เงยหน้ามองตัวอาคารไม้สองชั้นตรงหน้าแม้ไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็นับว่าเหมาะสมตรงตามความต้องการของนาง ดวงตาหวานเลื่อนมองไปป้ายร้านพลางอ่านชื่อเสียงเบา "ชงอี้" ชง (聪) ซึ่งมาจากคำว่าฉลาดมีสติปัญญาที่ปราดเปรื่อง และ อี้ (一) ซึ่งมาจากคำว่าหนึ่ง รวมกันแล้วจึงมีความหมายว่า "ความฉลาดที่เป็นหนึ่ง" นับว่าเป็นการตั้งชื่อที่เหมาะสมกับร้านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง มือเรียวสอดเก็บเอกสารสัญญาซื้อขายไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะก้าวเท้าเล็กเดินเข้าไปด้านในร้าน มองดูคราบฝุ่นเกรอะกรังแล้วถอนหายใจยาว พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก"นายหญิง ท่านไปนั่งพักที่ด้านหลังร้านก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว"เยว่จื่อรุ่ยมองตามทิศทางที่หญิงสาวตรงหน้าผายมือเชิญ โต๊ะหินอ่อนตัวกลมล้อมรอบด้วยเก้าอี้เตี้ยตัวเล็กอีกสี่ตัวตั้งอยู่ใต้ต้นบ๊วยสูงใหญ่ ดอกบ๊วยสีขาวร่วงหล่นโปรยปรายระบายอยู่บนพื้นหน้าสีเขียวขจี ให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลาย ช่างเป็นมุมอ่านหนังสือที่ดีจริงๆ"เจ้าชื่ออะไร" เยว่จื่อรุ่ยเอ่ยถามหญิงข้างกาย ในเมื่อรับคนมาดูแลแล้ว การรู้จักชื่อแซ่ของอีกฝ่ายย่อมถือเป็น

  • สตรีเช่นข้าไม่ขอเป็นหมากของผู้ใด   บทที่ 4 เมื่อมีประโยชน์จึงมีคุณค่า

    หลังจากเจรจากับเซียวเหิงเสร็จสิ้นแล้วเยว่จื่อรุ่ยก็นั่งรถม้าไปยังตรอกฟู่หรง ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อก็หยุดลงที่หน้าร้านค้าเก่าท้ายครอก เท้าเล็กก้าวลงจากรถม้า เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อร้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่เช่นเดียวกับประตูเก่าตรงหน้า ทว่าที่สะดุดตาก็คือร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังใช้ชายเสื้อของตนเองเช็ดถูพื้นและกำแพงหน้าร้านค้า ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถามความให้ชัดเจนชายร่างท่วมหนวดยาวก็วิ่งเข้ามาประสานมืออยู่เบื้องหน้านาง"แม่นาง ท่านคือคุณหนูสามเสิ่น ที่ต้องการซื้อร้านนี้ของข้าใช่หรือไม่""ใช่! เป็นข้าเอง"แม้จะไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ทว่าการซื้อขายอาคารร้านค้านั้นจำเป็นต้องลงด้วยนามจริง หาไม่หากวันหน้าถูกตรวจสอบ สัญญาซื้อขายนี้ก็จะกลายเป็นโมฆะไป"ท่านได้อ่านข้อแม้ของข้าแล้วใช่หรือไม่""คุณหนูสามไม่ต้องกังวล ข้าเอาหัวเป็นประกันเรื่องที่ท่านซื้อร้านค้าของข้า ข้าจะไม่บอกผู้ใดแน่นอน"เพราะตอนนี้ตัวนางคือเสิ่นหลี่รุ่ยซึ่งมีฐานะเป็นฮูหยินของจิ้งเจิ้นเหยา หากอีกฝ่ายรู้เรื่องที่นางซื้อร้านค้าด้วยนิสัยละโมบโลภมากของเขา ชายน่ารังเกียจผู้นั้นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงร้านนี้ไปอย่างแน่น

  • สตรีเช่นข้าไม่ขอเป็นหมากของผู้ใด   บทที่ 3 ล้วนเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น

    กู้คืนสถานะแก่ตระกูลเสิ่นปลายพู่กันขีดเส้นวงกลมที่ตระกูลเดิมเจ้าของร่าง ต้นกล้าจะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่งได้ ต้องมีดินที่สมบูรณ์คอยหล่อเลี้ยง ดังนั้นแม้นางจะไม่อยากสนใจคนในครอบครัวเสิ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการมีอยู่ของพวกเขามีประโยชน์ต่อนางไม่น้อยเสิ่นหลี่คัง บิดาเจ้าของร่างเดิม เป็นถึงขุนนางขั้นสาม ตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลต้าหลี่ แม้จะมีศัตรูอยู่ไม่น้อยเพราะหน้าที่ที่ขัดผลประโยชน์ของคนหลายฝ่าย ทว่ากลับเป็นที่รักของชาวบ้าน และเพราะเหตุนี้ตระกูลเสิ่นที่ความจริงควรต้องโทษประหาร จึงกลับได้รับเพียงโทษเนรเทศสวีลี่อิง มารดาของร่างเดิม เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลสวี เชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี เป็นหญิงงามล่มเมืองที่เคยโดดเด่นเป็นหนึ่งในต้าเป่ยคุณชายใหญ่เสิ่นหลี่อี้ ศิษย์คนโปรดของราชครูเกา อายุเพียงสิบสองปีก็สอบผ่านจอหงวน เป็นบัณฑิตที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของต้าเป่ย และเป็นอาจารย์ประจำสำนักศึกษาหลวงที่มีบัณฑิตมากมายนับถือคุณชายรองเสิ่นหลี่เฉียง เชี่ยวชาญการต่อสู้ ทว่าเพราะมารดาไม่ต้องการให้เขาเสี่ยงภัยออกรบ จึงทำได้เพียงเป็นที่ปรึกษาในศาลต้าหลี่ เคียงข้างบิดาสุดท้ายคุ

  • สตรีเช่นข้าไม่ขอเป็นหมากของผู้ใด   บทที่ 2 เริ่มเดินหมาก

    “ได้! ถ้าท่านต้องการข้าก็จะจัดการให้ เพียงแต่หนังสือที่ข้าจะลงนามไม่ใช่คำยินยอมเป็นอนุ แต่เป็นหนังสือหย่า!”หนังสือหย่า จิ้งเจิ้นเหยาได้ยินคำนี้ก็ตกใจเบิกตากว้าง ขยับเท้าออกมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว“ไม่ได้!”เขาเพิ่งแต่งงานก็มอบหนังสือหย่าให้ภรรยาเอก แต่งตั้งภรรยารองขึ้นเป็นใหญ่แทน หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป แน่นอนว่าภาพลักษณ์บัณฑิตผู้อ่อนโยนและสง่างามของเขาย่อมไม่อาจรักษาเอาไว้ได้อีก ที่สำคัญราชครูเกาอาจจะขุ่นเคืองจนถึงขั้นริบคืนตำแหน่งอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงของเขาอย่างแน่นอน“ข้าไม่ได้ไร้คุณธรรมถึงเพียงนั้น ตอนนี้เจ้าเป็นหญิงไร้ญาติพี่น้อง หากถูกหย่าอีกจะใช้ชีวิตอย่างไร”ใช้ชีวิตอย่างไร ก็ล้วนดีกว่าใช้ชีวิตเป็นภรรยาของเขา เยว่จื่อรุ่ยคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เจ้าของร่างเผชิญ ใจที่สงบก็เกิดอารมณ์คุกรุ่นอีกครั้งบุรุษที่เฆี่ยนตีภรรยาเอกตั้งแต่วันแรกที่แต่งงาน เพื่อบังคับให้ลดตัวไปเป็นอนุ กลับกล้าพูดเรื่องคุณธรรมออกมาอย่างไร้ยางอาย ใบหน้านี้ของจิ้งเจิ้นเหยาช่างหนาเสียจริงๆ“เรื่องของข้าไม่รบกวนให้คุณชายจิ้งกังวล เพียงแต่ตอนนี้ท่านต้องตัดสินใจแล้วว่า... จะให้ข้าลงนามในหนังสือหย่

  • สตรีเช่นข้าไม่ขอเป็นหมากของผู้ใด   บทที่ 1 ข้อตกลง  

    “พี่ชายผู้นั้นของข้าช่างตาบอดเสียจริงๆ”พูดจบเยว่จื่อรุ่ยก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้กลมด้านข้างคนทั้งสอง ยกการินชาร้อนดื่ม พลางกวาดตามองห้องหอที่ตบแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยสายตาดูแคลนก็แค่บัณฑิตยากจนคิดเกาะชายกระโปรงสตรีไต่เต้าคนหนึ่ง คิดว่านางต้องคร่ำครวญรั้งเขาไว้หรือ ช่างเพ้อฝันสิ้นดี“เสิ่นหลี่รุ่ย วันนี้ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร ตำแหน่งภรรยาเอกก็ต้องมอบให้ม่านม่าน”จิ้งเจิ้นเหยาตะโกนข่มขู่เสียงดังก้อง หากแต่ตัวกลับยืนหลบอยู่เบื้องหลังจี้ม่านม่าน เยว่จื่อรุ่ยมองท่าทางนี้แล้วก็ได้แต่นึกสงสารเจ้าของร่างเดิมที่ต้องถูกคนขี้ขลาดเช่นนี้ตีจนตายไป ทว่าตอนนี้นางมาเกิดใหม่แทนแล้ว เรื่องที่เจ้าของร่างเดิมถูกรังแกนางต้องทวงคืนกลับอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องรอเวลาให้เหมาะสมสักหน่อย“หากเจ้าต้องการให้ข้ายกตำแหน่งภรรยาเอกให้นางก็ย่อมได้ เพียงแต่ว่าเจ้าต้องยอมรับข้อแม้ของข้าหนึ่งข้อ...”“ข้อแม้อะไร? ข้าบอกไว้ก่อนเลย อย่างไรเสียหญิงไร้ค่าเช่นเจ้าก็ไม่คู่ควรเป็นฮูหยินเอกของข้าผู้เป็นบุรุษที่เพียบพร้อม เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดเพ้อฝันเกินตัว”บุรุษที่เพียบพร้อม ได้ฟังคำนี้ของจิ้งเจิ้นเหยามุมปากของเยว่จื่อรุ่ยก็ยก

  • สตรีเช่นข้าไม่ขอเป็นหมากของผู้ใด   บทนำ ชีวิตใหม่

    "เป็นแค่ลูกสาวขุนนางต้องโทษ วางท่าทีอะไรกัน ใครอยู่ข้างนอกเอาแส้ลงฑัณประจำตระกูลมาให้ข้า!"เสียงที่ไม่คุ้นหูสะท้อนดังลั่น เยว่จื่อรุ่ยค่อยๆ ปรือตาขึ้นด้วยความรู้สึกสับสนมึนงง ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ตัวนางถูกจับใส่กรงหมูโยนลงแม่น้ำกลางเมืองหรอกหรือ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน ทว่าสติยังไม่ทันชัดเจน ความรู้สึกปวดแสบก็แผ่ซ่านไปทั้งแผ่นหลัง ดวงตาคมพลันตวัดมองผู้ลงมือด้วยความขุ่นเคือง หากแต่ภาพใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยก็ทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นชายผู้นี้เป็นใครกัน!"เสิ่นหลี่รุ่ย! จ้องหน้าข้าเช่นนี้ ยังไม่ยินยอมใช่หรือไม่"พูดจบแส้ในมือหนาก็ฟาดลงบนแผ่นหลังเล็กอีกครั้ง คิ้วเรียวของเยว่จื่อรุ่ยขมวดแน่นมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากแส้ยาว แต่เป็นเพราะความสงสัยในใจของนางเสิ่นหลี่รุ่ยเป็นผู้ใดอีก พลันภาพความทรงจำที่ไม่เคยพบพานก็ไหลเข้ามาในความคิดของเยว่จื่อรุ่ยราวสายน้ำหลากในฤดูฝนที่แท้ เสิ่นหลี่รุ่ย ก็คือคุณหนูสามตระกูลเสิ่น เพราะบิดาและพี่ชายคนรองเสิ่นหลี่เฉียงต้องโทษรับสินบน ทำให้ทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปยังชายแดนใต้ เพื่อไม่ให้หญิงสาวต้องลำบากเสิ่นหลี่อี้ผู้เป็นพี่ชายคนโตจึงให้นางแต่งกับจิ้ง

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status