LOGINเยว่จื่อรุ่ยขมวดคิ้วเรียวแน่น ขยับตัวถอดเสื้ออีกครั้งด้วยความยากลำบาก แม้จะมีเหลียนฮวาคอยช่วยเหลือทุกอย่างด้วยความใส่ใจ แต่ทุกครั้งที่ผ้าไหมขยับเขยื้อนเสียดสีกับแผลที่กลางหลัง เยว่จื่อรุ่ยก็จะสัมผัสได้ถึงความปวดแสบที่แล่นพล่านดุจผิวหนังกำลังหลุดลอก
“อึก...” นางร้องเสียงสั่นในลำคอ พยายามเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ เหลียนฮวาเห็นคุณหนูของตนทรมานถึงเพียงนี้ก็น้ำตาไหลอาบแก้ม ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นซับลงบนรอยแส้ยาวที่กลางแผ่นหลังด้วยมือสั่นสะท้าน
“เหตุใดคุณชายจิ้งจึงลงมือกับคุณหนูรุนแรงถึงเพียงนี้เล่าเจ้าคะ” เหลียนฮวาพูดพลางเอาผ้าเปื้อนเลือดชุบน้ำบิดเปลี่ยนผืนใหม่ “ไม่ใช่ว่าเขารับปากคุณชายใหญ่ของเราไว้อย่างหนักแน่นหรอกหรือ ว่าจะดูแลท่านเป็นอย่างดี ทำไมเพียงวันแรกของการแต่งงานก็เป็นเช่นนี้แล้ว”
เยว่จื่อรุ่ยได้ยินคำของสาวใช้ตัวน้อยก็ยกริมฝีปากที่แตกเพราะแรงขบกัดคลี่ยิ้มบาง พลางเอ่ยเสียงแผ่วเบา
“ก็แค่เสียงเห่าของสุนัข เจ้าอย่าได้ยึดติดเลย รีบใส่ยาแล้วปิดแผลเถิด ดึกมากแล้ว”
“เจ้าค่ะ คุณหนูท่านอดทนหน่อยนะเจ้าคะ” ปกติแล้วคุณหนูสามกลัวการบาดเจ็บเป็นที่สุด ดังนั้นหลายปีมานี้แม้แต่ล้มสักครั้งนางก็ไม่เคย ครั้งนี้กลับถูกคุณชายจิ้งเฆี่ยนตีจนหลังแตกเป็นทางยาว ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ตอนนี้นางจะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเช่นนี้
“อ่ะ...อึก...” เยว่จื่อรุ่ยร้องเสียงสั่นในลำคออีกครั้ง บาดแผลเหล่านี้นอกจากจะให้ความรู้สึกเจ็บทางกายแล้ว ยังแฝงไปด้วยความคับแค้นที่สลักลึกในใจอีกด้วย ภาพในความทรงจำสะท้อนใบหน้าเย้ยหยันเสแสร้งของจี้ม่านม่านและท่าทางลำพองของจิ้งเจิ้นเหยาซ้ำไปซ้ำมา ราวกับต้องการตอกย้ำความคับแค้นใจของร่างเดิม
‘ความเจ็บปวดครั้งนี้ สักวันข้าจะต้องทวงคืนให้ได้’ เสียงกระซิบอันโศกเศร้าของเสิ่นหลี่รุ่ยดังก้องในโสตประสาทของเยว่จื่อรุ่ย มือเรียวกำผ้าปูเตียงจนยับย่น ดวงตาแดงก่ำจดจ้องไปยังเบื้องหน้าด้วยความคับแค้นแทนเจ้าของร่างเดิม
“คุณหนู... อดทนหน่อยนะเจ้าคะ อีกประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว” เหลียนฮวาบอกเสียงเครือจวนจะร่ำไห้ จนมือที่กำลังทายาสั่นเทาเบาๆ
“ข้าไม่เป็นไร...” เยว่จื่อรุ่ยเอ่ยเสียงแหบพร่า พยายามอย่างยิ่งในการอดกลั้นความเจ็บปวดบนแผ่นหลัง “เจ้าไปพักเถอะ... พรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้ทำอีกมาก”
พูดจบคนเจ็บก็หลับตาลงด้วยความอ่อนเพลีย ปล่อยให้สติจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ท่ามกลางความฝันที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายคาวเลือดในสนามรบ ความทรงจำอันยากจะลืมเลือนในชาติก่อน ปะปนกับภาพใบหน้าอาบน้ำตาของร่างเดิมที่ร่ำร้องให้นางทวงคืนความยุติธรรมให้
…………………………………………………
สายลมยามรัตติกาลพัดผ่านรอยแยกของผนังเรือนที่ทรุดโทรม นำพาความเย็นยะเยือกเข้ามาในห้องนอนทำให้เยว่จื่อรุ่ยที่นอนหลับอยู่บนเตียงปรือตาตื่น เข้าสู่คืนที่ห้าแล้วนับจากนางยืมร่างเกิดใหม่มาเป็นคุณหนูสามเสิ่น ตอนนี้แม้ว่าบาดแผลที่หลังจะยังไม่หายสนิท แต่ก็เริ่มตกสะเก็ดและไม่เจ็บปวดเหมือนช่วงแรกแล้ว นับว่าการฟื้นตัวของร่างกายนี้ไม่เลวจริงๆ
“คุณหนู! ท่านจะไปไหนเจ้าคะ” เหลียนฮวาที่เพิ่งนำเทียนแท่งใหม่มาเปลี่ยน เอ่ยถามด้วยความร้อนรนเมื่อเห็นว่าคนเจ็บที่ควรนอนอยู่บนเตียงตอนนี้กำลังใช้นิ้วยาวเรียวสางเส้นผมแล้วรวบมัดขึ้นสูงด้วยท่าทางทะมัดทะแมง ก่อนจะหยิบชุดรัดกุมสีเข้มมาสวมใส่
“เหลียนฮวา หกเดือนต่อจากนี้... ดูแลตัวเองด้วย” น้ำเสียงนั้นหนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธ ทำให้ดวงตากลมของสาวใช้ตัวน้อยแดงก่ำ รีบทรุดตัวลงคุกเข่าก้มหน้า เอ่ยเสียงสั่น
“คุณหนูเมตตาด้วย บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” เยว่จื่อรุ่ยขมวดคิ้วเรียว หลังจากมัดเชือกที่ปอกแขนเสร็จก็เดินมาประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้น ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“เจ้าทำอะไรผิดกัน” คำถามของคุณหนูทำให้เหลียนฮวาขมวดคิ้วเล็ก ก่อนจะเอ่ยถามกลับด้วยความสงสัย
“หากบ่าวไม่ได้ทำสิ่งใดผิด ทำไมคุณหนูจึงขับไล่บ่าวไปเล่าเจ้าคะ”
“เด็กโง่ ใครจะไล่เจ้าไปกัน”
“แต่เมื่อครู่ คุณหนูบอกว่า.... หกเดือนต่อจากนี้ให้บ่าวดูแลตัวเอง”
“นั่นเพราะข้ามีธุระสำคัญต้องไปจัดการ”
............................................................................
“พี่เก้ากล่าวเตือนได้ถูกต้อง เรื่องพิธีการแต่งตั้ง หลังอาการบาดเจ็บขององค์หญิงหนิงอันหายดีแล้วข้าย่อมต้องจัดชดเชยให้นางอีกครั้ง แต่เรื่องสถานะน้องสาวบุญธรรมของนางกับข้า ฝ่าบาทได้ทรงรับรองแล้ว เรื่องนี้ย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลง” มือที่กำลังยกชาขึ้นจิบของซ่งกู้เว่ยพลันหยุดชะงัก วางถ้วยกระเบื้องเคลือบลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดังกังวาน นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซ่งกู้หวายด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่จะแปลเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มซึ่งส่งไม่ถึงดวงตา“ในเมื่อน้องเก้ามีใจห่วงใยรุ่นรุ่ยถึงเพียงนี้ ในฐานะพี่ชายก็ควรมอบสมุนไพรที่ล้ำค่ากว่านี้สักหน่อยหรือไม่" ซ่งกู้เว่ยพูดพลางปลายตามองไปยังสมุนไพรในกล่องไม้เบื้องหน้า "หากเปิ่นหวางจำไม่ผิดในรายการของขวัญพระราชทานที่มอบให้แก่วังหนิงอันของเจ้าในปีนี้ คล้ายจะมีโสมคนโลหิตสามร้อยปี เห็ดหลินจือม่วง และบัวหิมะจากยอดเขาเทียนซานอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ”ซ่งกู้หวายหน้ามืดครึ้มลงในฉับพลัน ลำคอตีบตันราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเอาไว้แน่น สมบัติเหล่านั้นคือของล้ำค่าที่เขาตั้งใจจะเก็บไว้ปรุงยาบำรุงร่างกายตนเอง จะให้มอบแก่หญิงไร้ค่าบนเตียงได้อย่างไรกัน ทว่าแม้เขาไม่ยินยอมจะมอบให้
"ช่างเป็นวาสนาของหญิงสาวผู้ต่ำต้อยคนนี้นักที่ท่านอ๋องเมตตารับเป็นคนของพระองค์"เมื่อไม่สามารถใช้เหตุผลหลีกเลี่ยง เยว่จื่อรุ่ยจึงทำได้เพียงปะจันหน้ากับอีกฝ่าย ซ่งกู้เว่ยมองท่าทางยินดี แต่สายตาไม่ยินยอมของหญิงสาวแล้วยกยิ้มพอใจ นิ้วยาวจับยึดคางเล็กบังคับให้นางสบสายตาคมที่โน้มลงมาในระยะประชิด หากแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร องครักษ์หน้าวังก็เข้ามารายงานว่าซ่งกู้หวายมาขอเยี่ยมอาการองค์หญิงหนิงอันผู้เป็นน้องสาว“ทูลท่านอ๋อง ท่านอ๋องสิบเอ็ดซ่งกู้หวาย เสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ ตรัสว่าทรงเป็นห่วงอาการบาดเจ็บขององค์หญิงหนิงอัน จึงนำสมุนไพรและพาหมอหลวงซูมาขอเยี่ยมอาการพ่ะย่ะค่ะ”ซ่งกู้เว่ยปล่อยมือจากปลายคางของหญิงสาว แววตาที่เคยฉายแววหยอกเย้าเจ้าเล่ห์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเแข็งกร้าวดุดัน ทว่าแม้ในใจเขาจะนึกรำคาญและไม่อยากต้อนรับคน แต่ซ่งกู้เว่ยก็ไม่คิดจะปฏิเสธ"มาก็ดี เปิ่นหวางจะได้ทำให้ชัดเจน ว่าเจ้าเป็นคนของใคร" น้ำเสียงทุ้มแหบบอกพลางหันมาสบตาคนบนเตียงด้วยท่าทีที่ของผู้มีชัยเยว่จื่อรุ่ยขบกรามแน่นตั้งแต่ได้ยินว่าซ่งกู้หวายมาเยี่ยมตน นางก็รู้ในทันทีว่างิ้วฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น และเมื่อเห็นว่าตนเองอยู
เช้าวันต่อมาเยว่จื่อรุ่ยค่อยๆ ลืมตาตื่น ทว่าเพียงแค่ขยับตัวเบาๆ ความเจ็บปวดหนึบที่หัวไหล่ซ้ายก็เข้าโจมตี ทั้งที่แผลหายสนิทแล้ว ดูเหมือนว่ากระบี่เล่มนั้นจะมีบางสิ่งแอบแฝงอยู่ด้วย กึก... เสียงคล้ายพู่กันถูกวางลงดังมาจากห้องข้างๆ เยว่จื่อรุ่ยขมวดคิ้วเรียวขบคิด ที่นี่เป็นวังส่วนตัวของท่านอ๋องเก้าซ่งกู้เว่ย ซึ่งเป็นถึงผู้สำเร็จราชการ ดังนั้นนอกจากเขาผู้เป็นเจ้าของวังแล้ว ผู้อื่นย่อมไม่กล้าเข้าออกและใช้สอยพื้นที่ต่างๆ ภายในห้องที่นางพักอาศัยอยู่“ตื่นแล้วหรือ...” เสียงทุ้มแหบพร่าดังแว่วมาจากหลังฉากกั้น น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าแฝงอำนาจกดข่มผู้คนอย่างชัดเจนเยว่จื่อรุ่ยขยับตัวลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว แต่เมื่อตระหนักได้ว่า มีสายตาคมคอยจับจ้อง สังเกตพิรุจของนางอยู่ตลอดเวลา หญิงสาวจึงต้องแสร้งทำเป็นสตรีที่อ่อนแอ ให้สมกับสถานะคุณหนูสามเสิ่นผู้บอบบาง ที่แค่ถูกลมพัดผ่านก็ล้มป่วย“เมื่อวันก่อนสามีของเจ้า เข้าไปคุกเข่าทูลขอต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ กดดันเปิ่นหวางให้ส่งตัวเจ้ากลับไป" น้ำเสียงเย้ยหยันเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตามองคนผ่านม่านกั้นลม "ช่างเป็นสามีที่รักภรรยาจริงๆ” เยว่จื่อรุ่ยขม
“ได้รับเมตตาจากท่านอ๋อง นับเป็นวาสนาของหม่อมฉัน จะรู้สึกผิดหวังได้อย่างไรกันเพคะ”“เช่นนั้นหรือ” สิ้นเสียงทุ้มเอ่ยถาม หางตาของเยว่จื่อรุ่ยก็เห็นคมมีดบินเล่มหนึ่งพุ่งตรงมายังตน หญิงสาวขบกรามกำหมัดแน่นอีกครั้ง รู้ดีว่าคมมีดนี้คือบททดสอบจากอีกฝ่าย หากครั้งนี้นางหลบก็เท่ากับยอมรับว่าตนเองมีวรยุทธ ไม่ต้องคิดถึงเหตุการณ์ในวันหน้า แค่รักษาลมหายใจในวันนี้ก็คงยากจะทำได้ดังนั้นเยว่จื่อรุ่ยจึงจำต้องอดกลั้น กัดฟันแน่น บังคับร่างกายทุกส่วนให้แข็งทื่อ ก่อนจะแสร้งทำเป็นตื่นตระหนกหวาดกลัวเบิกตากว้างพร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องดังลั่น“กรี๊ดดด!”ฉึก! คมมีดเย็นเฉียบพุ่งผ่านนวลแก้มขาวซีดไปเพียงเสี้ยวเส้นด้าย ปรอยผมยาวสลวยขาดร่วงหล่นลงบนฟูกหนา ก่อนที่ปลายมีดจะปักลึกลงบนเนื้อไม้หัวเตียง เยว่จื่อรุ่ยกัดฟันจนขึ้นสันกราม พยายามอย่างยิ่งที่จะเร่งจังหวะการหายใจของตนเอง เพื่อแสร้งแสดงอาการตื่นตระหนก จนลมหายใจสะดุด และในช่วงพริบตาก็ทิ้งตัวลงสิ้นสติบนเตียงนอน ตึ้ง! เสียงร่างเล็กล้มลงบนฟูก กระตุ้นร่างหนาให้ลุกพรวดพุ่งตรงมายังเตียงากว้าง ภาพหญิงสาวที่สิ้นสติ ล้มลงอย่างสิ้นท่าจนบาดแผลบ่นไหล่ซ้ายฉีกขาดอีกหน โลหิตไหลซ
ภายในห้องอันกว้างขวางของวังเจิ้นเวยฝู่ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายสมุนไพรคละคลุ้ม บนเตียงกว้างบุด้วยนวมผ้าไหมชั้นดีมีราคาปรากฏร่างของหญิงสาวที่ไร้สตินอนอยู่ รอบเตียงมีสาวใช้แปดนางคอยยืนรอรับใช้ ถัดมาไม่ไกลนักมุมห้องข้างที่มีเพียงฉากบังลมกั้นขวาง มีชายหนุ่มในชุดผ้าไหมสีดำปักลายพยัคฆ์ สวมหน้ากากมทิฬ กำลังนั่งตรวจฏีกาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทว่าความเครียดนี้กลับไม่ได้มาจากข้อความในฏีกาแต่เป็น...“ผ่านมา 6 วันแล้ว หากพรุ่งนี้นางยังไม่ฟื้น ข้าจะให้เจ้าและตระกูลเถียนร่วมนอนเป็นเพื่อนนาง” น้ำเสียงเยือกเย็นแหบพร่าเอ่ยบอก ร่างของหมอชราที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าพลันตัวสั่นงันงก เหงื่อตก ลมหายใจติดขัด ได้แต่สวดภาวนาขอให้หญิงสาวบนเตียงเร่งฟื้นโดยไว้ขอสวรรค์โปรดเมตตาให้องค์หญิงหนิงอันผู้นี้เร่งฟื้นขึ้นมาในขณะที่ดวงตาคมเลื่อนสายตาทอดมองไปยังหญิงสาวบนเตียงกว้าง ร่างกายของนางบอบบางจนแทบจะกลืนหายไปกับกองผ้าห่มบนเตียงกว้าง ทว่าความกล้ากลับยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว้าภูเขาไท่ซาน ในขณะที่กำลังขบคิดถึงความกล้าหาญไม่กลัวตายของคนเจ็บ ดวงตาคมก็มองเห็นร่างเล็กดิ้นกระสับกระส่ายไปมา“เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงดุดัน ตวาดถามหมอ
“แล้วถ้าเปิ่นหวางไม่คืนเล่า" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยบอกโดยไม่แม้แต่จะปรายตาหันมามองคน“ทะ... ทูลท่านอ๋องเก้า ในฐานะสามี กระหม่อมจิ้งเจิ้นเหยาจะดูแลองค์หญิงเองพ่ะย่ะค่ะ”“เปิ่นหวางเคยถามสถานะเจ้าหรือ” น้ำเสียงเยือกเย็นที่เอ่ยออกมาทำให้จิ้งเจิ้นเหยาตัวสั่นเข่าทรุดในทันที ซ่งกู้หวายขบกรามแน่น มั่นใจเก้าในสิบว่าซ่งกู้เว่ยกำลังคิดจะชิงคนจริงๆ “พี่เก้า ข้าเองก็คิดว่าเรื่องการดูแลองค์หญิงสมควรให้บัณฑิตจิ้งเป็นผู้เป็นสามีดูแลจะเหมาะสมกว่านะพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างตอนนี้งานเลี้ยงก็ยกเลิกไปแล้วเชิญท่านกลับไปพักผ่อนเถิด”คำพูดของน้องชายต่างสายเลือดที่พยายามเน้นย้ำถึงสถานะความเป็นสามีของจิ้งเจิ้นเหยา ทำให้อารมณ์ของซ่งกู้เว่ยรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้หตุผล ก่อนจะตวัดสายตาหันหน้ามามองคนทั้งสอง นัยน์ตาคมกริบภายใต้หน้ากากทมิฬตวัดมองซ่งกู้หวายด้วยแววตาดุดัน จากนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนลงมาหยุดที่ร่างอันสั่นเทาบนพื้นของจิ้งเจิ้นเหยา“สามี” ซ่งกู้เว่ยทวนคำเสียงเย็นเยียบ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก “เปิ่นหวางจำได้ว่ายามที่คมกระบี่ของนักฆ่าฟาดฟันลงมาที่นางสามีผู้ประเสริฐเช่นเจ้า กลับทอดทิ้งภรรยาแล้วมุดตัวหดหัวเข้าไป







