LOGINกู้คืนสถานะแก่ตระกูลเสิ่น
ปลายพู่กันขีดเส้นวงกลมที่ตระกูลเดิมเจ้าของร่าง ต้นกล้าจะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่งได้ ต้องมีดินที่สมบูรณ์คอยหล่อเลี้ยง ดังนั้นแม้นางจะไม่อยากสนใจคนในครอบครัวเสิ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการมีอยู่ของพวกเขามีประโยชน์ต่อนางไม่น้อย
เสิ่นหลี่คัง บิดาเจ้าของร่างเดิม เป็นถึงขุนนางขั้นสาม ตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลต้าหลี่ แม้จะมีศัตรูอยู่ไม่น้อยเพราะหน้าที่ที่ขัดผลประโยชน์ของคนหลายฝ่าย ทว่ากลับเป็นที่รักของชาวบ้าน และเพราะเหตุนี้ตระกูลเสิ่นที่ความจริงควรต้องโทษประหาร จึงกลับได้รับเพียงโทษเนรเทศ
สวีลี่อิง มารดาของร่างเดิม เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลสวี เชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี เป็นหญิงงามล่มเมืองที่เคยโดดเด่นเป็นหนึ่งในต้าเป่ย
คุณชายใหญ่เสิ่นหลี่อี้ ศิษย์คนโปรดของราชครูเกา อายุเพียงสิบสองปีก็สอบผ่านจอหงวน เป็นบัณฑิตที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของต้าเป่ย และเป็นอาจารย์ประจำสำนักศึกษาหลวงที่มีบัณฑิตมากมายนับถือ
คุณชายรองเสิ่นหลี่เฉียง เชี่ยวชาญการต่อสู้ ทว่าเพราะมารดาไม่ต้องการให้เขาเสี่ยงภัยออกรบ จึงทำได้เพียงเป็นที่ปรึกษาในศาลต้าหลี่ เคียงข้างบิดา
สุดท้ายคุณหนูสี่เสิ่นหลี่หนิงและเจ้าของร่างเดิมคุณหนูสามเสิ่นหลี่รุ่ย ผู้ที่ได้รับขนานนามว่ายอดบุปผาจวนเสิ่น ด้วยรูปลักษณ์ที่งดงาม ความสามารถที่เป็นเลิศ เป็นที่หมายปองของบุรุษ หากไม่เพราะครอบครัวถูกใส่ความเรื่องรับสินบน แน่นอนว่าตอนนี้เสิ่นหลี่รุ่ยย่อมเป็นสตรีที่มีชีวิตรุ่งโรจน์
ช่างเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ เหมาะสมกับการเป็นหมากตัวแรกของนางจริงๆ
เยว่จื่อรุ่ยพับกระดาษแผนผังตรงหน้าเก็บเข้าซุกในอกเสื้อ ก่อนจะเดินลงไปติดต่อกับหลงจู๊เจ้าของโรงเตี๊ยม เพื่อซื้อม้าพันธ์ดี อาหารแห้งและยาอีกชุดใหญ่
จากความทรงจำเดิมของเสิ่นหลี่รุ่ย พี่ชายคนรองของนางรับโทษโบยห้าสิบไม้แทนบิดาก่อนเนรเทศ บาดแผลจากโทษทัณฑ์นี้แม้แต่ชายฉกรรจ์แข็งแกร่งก็ยากที่จะทนไหว ดังนั้นตอนนี้ไม่ต้องเจอตัวคน นางก็คาดเดาได้ว่าพี่ชายคนรองผู้นั้นจะต้องล้มป่วยอย่างแน่นอน
"คุณหนู ม้าและสิ่งของที่ท่านต้องการเรียบร้อยแล้วขอรับ"
คำรายงานของหลงจู๊ ทำให้เยว่จื่อรุ่ยพอใจเป็นอย่างยิ่ง ช่างสมกับที่ได้รับฉายาว่าเป็นโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของแคว้นจริงๆ เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็จัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยแล้ว
"แล้วคนที่ข้าให้นัดหมายไว้เล่า อยู่ที่ใดกัน"
"รออยู่ที่ทางด้านนั้นแล้วขอรับ"
หลงจู๊ตรงหน้าผายมือไปทางด้านข้าง เยว่จื่อรุ่ยมองตามไปก็พบกับชายชุดดำ สวมหมวกผ้าอำพรางใบหน้ากำลังนั่งดื่มชาด้วยท่วงท่ามั่นคง ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเดินช้าๆ หยิบตาเกียบอันหนึ่งมาหมุนเล่นไปมา ทว่าชั่วพริบตาก็สบัดปลายนิ้วเรียว ตะเกียบในมือพลันพุ่งเข้าโจมตีชายชุดดำที่กำลังดื่มชา
หางตาคมมองวัตถุเล็กที่พุ่งมา ก่อนจะใช้ปลายนิ้วคีบเม็ดถั่วในจานตรงหน้าดีดออกไป ตะเกียบเล็กที่พุ่งตรงมาพลันเปลี่ยนทิศพักเข้าที่กำแพงด้านข้างในทันที
เยว่จื่อรุ่ยมองเหตุการณ์ตรงหน้าแล้วยกยิ้มบางด้วยความพอใจ เท้าเล็กค่อยๆ ก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างาม ผ้าคลุมที่ผูกอำพรางใบหน้าครึ่งล่างพริ้วไหว ให้ความรู้สึกชวนค้นหาและงดงามสะกดตาในคราวเดียวกัน
"ภูผาสูงตระหง่าโดดเด่น"
เสียงเล็กหวานเอ่ยบอก ก่อนจะนั่งลงที่ตรงหน้าชายชุดดำ มือที่ถือจอกชาของเขาชะงักไปชั่วครู่ หากแต่พริบตาก็กลับมาเป็นปกติ วางถ้วยชาในมือลง แล้วหยิบกาชาร้อนรินส่งให้คนตรงหน้า
"มิอาจเทียบจันทร์เพ็ญฉายแสง"
เยว่จื่อรุ่ยยิ้มบางรอบจอกชามาดื่ม จากนั้นก็วางตัวเงินร้อยตำลึงทองส่งให้อีกฝ่าย
"แม่นางใจกว้างถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าข้ารับเงินแล้วจะหนีไปหรือ"
"ในเมื่อข้ากล้ามอบให้ท่าน ย่อมยอมรับผลที่จะตามมาได้"
ริมฝีปากของชายหนุ่มพลันยกขึ้นด้วยความพึงพอใจ จ้องมองหญิงงามตรงหน้าแล้วยกจอกชาขึ้นกล่าวเสียงทุ่ม
"ในเมื่อแม่นางมั่นใจถึงเพียงนี้ข้า เหวินเซียว ย่อมไม่ทำให้ผิดหวัง ขอใช้ชาจอกนี้แทนสุราให้คำมั่นแก่ท่าน"
มือเล็กยกจอกชาตรงหน้าขึ้นตอบรับ ก่อนจะดื่มลงท้องแล้วส่งยิ้มกว้าง เอ่ยเสียงนุ่มละมุน
"แด่มิตรภาพของเรา"
"แด่มิตรภาพของเรา"
ชายหนุ่มขานรับตอบกลับก่อนจะวางจอกชาในมือ รับของที่หญิงสาวส่งมาให้แล้วลุกเดินจากไป ดวงตาหวานมองตามแผ่นหลังกว้าง ก่อนจะยกยิ้มบาง มิตรภาพก็เหมือนเงินทอง หามาได้ง่ายแต่เก็บรักษาไว้ได้ยาก นับประสาอะไรกับมิตรภาพที่มีเงื่อนไขเป็นเงินทองนี้
ล้วนเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น
......................................................................
หลังจากลงนามในสัญญาซื้อขายร้านค้าเรียบร้อยแล้ว เยว่จื่อรุ่ยก็เงยหน้ามองตัวอาคารไม้สองชั้นตรงหน้าแม้ไม่โดดเด่นสะดุดตา แต่ก็นับว่าเหมาะสมตรงตามความต้องการของนาง ดวงตาหวานเลื่อนมองไปป้ายร้านพลางอ่านชื่อเสียงเบา "ชงอี้" ชง (聪) ซึ่งมาจากคำว่าฉลาดมีสติปัญญาที่ปราดเปรื่อง และ อี้ (一) ซึ่งมาจากคำว่าหนึ่ง รวมกันแล้วจึงมีความหมายว่า "ความฉลาดที่เป็นหนึ่ง" นับว่าเป็นการตั้งชื่อที่เหมาะสมกับร้านหนังสือเป็นอย่างยิ่ง มือเรียวสอดเก็บเอกสารสัญญาซื้อขายไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะก้าวเท้าเล็กเดินเข้าไปด้านในร้าน มองดูคราบฝุ่นเกรอะกรังแล้วถอนหายใจยาว พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูก"นายหญิง ท่านไปนั่งพักที่ด้านหลังร้านก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว"เยว่จื่อรุ่ยมองตามทิศทางที่หญิงสาวตรงหน้าผายมือเชิญ โต๊ะหินอ่อนตัวกลมล้อมรอบด้วยเก้าอี้เตี้ยตัวเล็กอีกสี่ตัวตั้งอยู่ใต้ต้นบ๊วยสูงใหญ่ ดอกบ๊วยสีขาวร่วงหล่นโปรยปรายระบายอยู่บนพื้นหน้าสีเขียวขจี ให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลาย ช่างเป็นมุมอ่านหนังสือที่ดีจริงๆ"เจ้าชื่ออะไร" เยว่จื่อรุ่ยเอ่ยถามหญิงข้างกาย ในเมื่อรับคนมาดูแลแล้ว การรู้จักชื่อแซ่ของอีกฝ่ายย่อมถือเป็น
หลังจากเจรจากับเซียวเหิงเสร็จสิ้นแล้วเยว่จื่อรุ่ยก็นั่งรถม้าไปยังตรอกฟู่หรง ใช้เวลาราวหนึ่งเค่อก็หยุดลงที่หน้าร้านค้าเก่าท้ายครอก เท้าเล็กก้าวลงจากรถม้า เงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่อร้านที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่เช่นเดียวกับประตูเก่าตรงหน้า ทว่าที่สะดุดตาก็คือร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังใช้ชายเสื้อของตนเองเช็ดถูพื้นและกำแพงหน้าร้านค้า ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยถามความให้ชัดเจนชายร่างท่วมหนวดยาวก็วิ่งเข้ามาประสานมืออยู่เบื้องหน้านาง"แม่นาง ท่านคือคุณหนูสามเสิ่น ที่ต้องการซื้อร้านนี้ของข้าใช่หรือไม่""ใช่! เป็นข้าเอง"แม้จะไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน ทว่าการซื้อขายอาคารร้านค้านั้นจำเป็นต้องลงด้วยนามจริง หาไม่หากวันหน้าถูกตรวจสอบ สัญญาซื้อขายนี้ก็จะกลายเป็นโมฆะไป"ท่านได้อ่านข้อแม้ของข้าแล้วใช่หรือไม่""คุณหนูสามไม่ต้องกังวล ข้าเอาหัวเป็นประกันเรื่องที่ท่านซื้อร้านค้าของข้า ข้าจะไม่บอกผู้ใดแน่นอน"เพราะตอนนี้ตัวนางคือเสิ่นหลี่รุ่ยซึ่งมีฐานะเป็นฮูหยินของจิ้งเจิ้นเหยา หากอีกฝ่ายรู้เรื่องที่นางซื้อร้านค้าด้วยนิสัยละโมบโลภมากของเขา ชายน่ารังเกียจผู้นั้นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงร้านนี้ไปอย่างแน่น
กู้คืนสถานะแก่ตระกูลเสิ่นปลายพู่กันขีดเส้นวงกลมที่ตระกูลเดิมเจ้าของร่าง ต้นกล้าจะเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่งได้ ต้องมีดินที่สมบูรณ์คอยหล่อเลี้ยง ดังนั้นแม้นางจะไม่อยากสนใจคนในครอบครัวเสิ่น แต่ก็ต้องยอมรับว่าการมีอยู่ของพวกเขามีประโยชน์ต่อนางไม่น้อยเสิ่นหลี่คัง บิดาเจ้าของร่างเดิม เป็นถึงขุนนางขั้นสาม ตำแหน่งผู้พิพากษาประจำศาลต้าหลี่ แม้จะมีศัตรูอยู่ไม่น้อยเพราะหน้าที่ที่ขัดผลประโยชน์ของคนหลายฝ่าย ทว่ากลับเป็นที่รักของชาวบ้าน และเพราะเหตุนี้ตระกูลเสิ่นที่ความจริงควรต้องโทษประหาร จึงกลับได้รับเพียงโทษเนรเทศสวีลี่อิง มารดาของร่างเดิม เป็นคุณหนูเพียงคนเดียวของตระกูลสวี เชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี เป็นหญิงงามล่มเมืองที่เคยโดดเด่นเป็นหนึ่งในต้าเป่ยคุณชายใหญ่เสิ่นหลี่อี้ ศิษย์คนโปรดของราชครูเกา อายุเพียงสิบสองปีก็สอบผ่านจอหงวน เป็นบัณฑิตที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของต้าเป่ย และเป็นอาจารย์ประจำสำนักศึกษาหลวงที่มีบัณฑิตมากมายนับถือคุณชายรองเสิ่นหลี่เฉียง เชี่ยวชาญการต่อสู้ ทว่าเพราะมารดาไม่ต้องการให้เขาเสี่ยงภัยออกรบ จึงทำได้เพียงเป็นที่ปรึกษาในศาลต้าหลี่ เคียงข้างบิดาสุดท้ายคุ
“ได้! ถ้าท่านต้องการข้าก็จะจัดการให้ เพียงแต่หนังสือที่ข้าจะลงนามไม่ใช่คำยินยอมเป็นอนุ แต่เป็นหนังสือหย่า!”หนังสือหย่า จิ้งเจิ้นเหยาได้ยินคำนี้ก็ตกใจเบิกตากว้าง ขยับเท้าออกมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว“ไม่ได้!”เขาเพิ่งแต่งงานก็มอบหนังสือหย่าให้ภรรยาเอก แต่งตั้งภรรยารองขึ้นเป็นใหญ่แทน หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป แน่นอนว่าภาพลักษณ์บัณฑิตผู้อ่อนโยนและสง่างามของเขาย่อมไม่อาจรักษาเอาไว้ได้อีก ที่สำคัญราชครูเกาอาจจะขุ่นเคืองจนถึงขั้นริบคืนตำแหน่งอาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงของเขาอย่างแน่นอน“ข้าไม่ได้ไร้คุณธรรมถึงเพียงนั้น ตอนนี้เจ้าเป็นหญิงไร้ญาติพี่น้อง หากถูกหย่าอีกจะใช้ชีวิตอย่างไร”ใช้ชีวิตอย่างไร ก็ล้วนดีกว่าใช้ชีวิตเป็นภรรยาของเขา เยว่จื่อรุ่ยคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เจ้าของร่างเผชิญ ใจที่สงบก็เกิดอารมณ์คุกรุ่นอีกครั้งบุรุษที่เฆี่ยนตีภรรยาเอกตั้งแต่วันแรกที่แต่งงาน เพื่อบังคับให้ลดตัวไปเป็นอนุ กลับกล้าพูดเรื่องคุณธรรมออกมาอย่างไร้ยางอาย ใบหน้านี้ของจิ้งเจิ้นเหยาช่างหนาเสียจริงๆ“เรื่องของข้าไม่รบกวนให้คุณชายจิ้งกังวล เพียงแต่ตอนนี้ท่านต้องตัดสินใจแล้วว่า... จะให้ข้าลงนามในหนังสือหย่
“พี่ชายผู้นั้นของข้าช่างตาบอดเสียจริงๆ”พูดจบเยว่จื่อรุ่ยก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้กลมด้านข้างคนทั้งสอง ยกการินชาร้อนดื่ม พลางกวาดตามองห้องหอที่ตบแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยสายตาดูแคลนก็แค่บัณฑิตยากจนคิดเกาะชายกระโปรงสตรีไต่เต้าคนหนึ่ง คิดว่านางต้องคร่ำครวญรั้งเขาไว้หรือ ช่างเพ้อฝันสิ้นดี“เสิ่นหลี่รุ่ย วันนี้ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร ตำแหน่งภรรยาเอกก็ต้องมอบให้ม่านม่าน”จิ้งเจิ้นเหยาตะโกนข่มขู่เสียงดังก้อง หากแต่ตัวกลับยืนหลบอยู่เบื้องหลังจี้ม่านม่าน เยว่จื่อรุ่ยมองท่าทางนี้แล้วก็ได้แต่นึกสงสารเจ้าของร่างเดิมที่ต้องถูกคนขี้ขลาดเช่นนี้ตีจนตายไป ทว่าตอนนี้นางมาเกิดใหม่แทนแล้ว เรื่องที่เจ้าของร่างเดิมถูกรังแกนางต้องทวงคืนกลับอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องรอเวลาให้เหมาะสมสักหน่อย“หากเจ้าต้องการให้ข้ายกตำแหน่งภรรยาเอกให้นางก็ย่อมได้ เพียงแต่ว่าเจ้าต้องยอมรับข้อแม้ของข้าหนึ่งข้อ...”“ข้อแม้อะไร? ข้าบอกไว้ก่อนเลย อย่างไรเสียหญิงไร้ค่าเช่นเจ้าก็ไม่คู่ควรเป็นฮูหยินเอกของข้าผู้เป็นบุรุษที่เพียบพร้อม เพราะฉะนั้นอย่าได้คิดเพ้อฝันเกินตัว”บุรุษที่เพียบพร้อม ได้ฟังคำนี้ของจิ้งเจิ้นเหยามุมปากของเยว่จื่อรุ่ยก็ยก
"เป็นแค่ลูกสาวขุนนางต้องโทษ วางท่าทีอะไรกัน ใครอยู่ข้างนอกเอาแส้ลงฑัณประจำตระกูลมาให้ข้า!"เสียงที่ไม่คุ้นหูสะท้อนดังลั่น เยว่จื่อรุ่ยค่อยๆ ปรือตาขึ้นด้วยความรู้สึกสับสนมึนงง ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ตัวนางถูกจับใส่กรงหมูโยนลงแม่น้ำกลางเมืองหรอกหรือ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน ทว่าสติยังไม่ทันชัดเจน ความรู้สึกปวดแสบก็แผ่ซ่านไปทั้งแผ่นหลัง ดวงตาคมพลันตวัดมองผู้ลงมือด้วยความขุ่นเคือง หากแต่ภาพใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยก็ทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นชายผู้นี้เป็นใครกัน!"เสิ่นหลี่รุ่ย! จ้องหน้าข้าเช่นนี้ ยังไม่ยินยอมใช่หรือไม่"พูดจบแส้ในมือหนาก็ฟาดลงบนแผ่นหลังเล็กอีกครั้ง คิ้วเรียวของเยว่จื่อรุ่ยขมวดแน่นมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากแส้ยาว แต่เป็นเพราะความสงสัยในใจของนางเสิ่นหลี่รุ่ยเป็นผู้ใดอีก พลันภาพความทรงจำที่ไม่เคยพบพานก็ไหลเข้ามาในความคิดของเยว่จื่อรุ่ยราวสายน้ำหลากในฤดูฝนที่แท้ เสิ่นหลี่รุ่ย ก็คือคุณหนูสามตระกูลเสิ่น เพราะบิดาและพี่ชายคนรองเสิ่นหลี่เฉียงต้องโทษรับสินบน ทำให้ทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปยังชายแดนใต้ เพื่อไม่ให้หญิงสาวต้องลำบากเสิ่นหลี่อี้ผู้เป็นพี่ชายคนโตจึงให้นางแต่งกับจิ้ง







