LOGIN“โกหกเรื่องอะไร”
แพรไหมถามทั้งที่รู้ดีว่า คีตะคงไม่ได้หมายถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ภายในบ้านเงียบสนิท แสงจากโคมไฟเหนือโต๊ะอาหารทอดเงาร่างของคนทั้งคู่ลงบนพื้น กระดาษข้อตกลงวางอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา คล้ายเส้นแบ่งซึ่งไม่มีใครกล้าก้าวข้าม
คีตะหยิบกระดาษขึ้นมา บริเวณเงื่อนไขเรื่องยุติความสัมพันธ์มีรอยวงกลมจากปากกาของเธอปรากฏชัดเจน
“เธอโกหกว่าเมื่อคืนไม่มีความหมาย” เขาพูด “โกหกว่าไม่ได้สนใจข่าวของฉันกับเรน่า แล้วก็โกหกว่าการย้ายออกไม่เกี่ยวกับฉัน”
แพรไหมกำสายกระเป๋าแน่น
“ต่อให้ฉันโกหก แล้วมันเปลี่ยนอะไรได้”
“อย่างน้อยฉันก็อยากได้ยินความจริงจากเธอ”
“นายต้องการความจริงแบบไหน อยากให้ฉันยอมรับว่าไม่อยากเห็นนายยืนอยู่ข้างเรน่า หรืออยากให้ยอมรับว่าฉันรู้สึกกับนายมากกว่าที่ควรจะเป็น?”
คีตะนิ่งไป
“ถ้าฉันยอมรับแล้ว นายจะทำอย่างไร” เธอถามต่อ “จะยกเลิกงานแถลงข่าว จะปฏิเสธครอบครัว หรือจะให้สถานะฉันได้หรือเปล่า”
เขาวางกระดาษกลับลงบนโต๊ะ
“ฉันไม่เคยตอบตกลงหมั้นกับเรน่า”
“แต่วันนี้นายก็ไปยืนข้างเธอ”
“เพราะพ่อขู่ว่าจะถอนเงินสนับสนุน”
“ฉันรู้แล้ว”
“ถ้าฉันไม่ไป โครงการจะถูกยกเลิก เงินรางวัลที่เธอต้องใช้รักษาแม่ก็จะหายไปด้วย”
แพรไหมมองเขาด้วยแววตาเจ็บปวด “ฉันไม่เคยขอให้นายทำแบบนั้น”
“แต่ฉันปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้”
“นายกำลังยอมให้พ่อกำหนดชีวิตเพื่อรักษาโครงการให้ฉัน แล้วคิดว่าฉันจะรู้สึกดีหรือไง”
“ฉันกำลังหาทางออก”
“ด้วยการปิดบังฉัน?”
“ถ้าฉันบอกตั้งแต่แรก เธอก็จะถอนตัวและทำเหมือนเงินหนึ่งล้านไม่มีความหมาย ทั้งที่แม่เธอกำลังรอผ่าตัด”
“นั่นเป็นสิทธิ์ตัดสินใจของฉัน!”
“แล้วฉันไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจช่วยเธอเลยหรือไง”
“ไม่มี ถ้าต้องแลกด้วยชีวิตของนายเอง”
เสียงของแพรไหมดังสะท้อนอยู่ภายในห้อง ก่อนทุกอย่างจะกลับมาเงียบอีกครั้ง
คีตะมองหญิงสาวตรงหน้า สีหน้าของเธอยังคงเข้มแข็ง แต่แววตาแดงก่ำจนปิดบังความรู้สึกไม่มิด
“พ่อไม่ได้ต้องการเพียงให้นายไปยืนในงานวันนี้” เธอพูดช้าลง “เขาจะบังคับนายไปเรื่อย ๆ จนกว่านายจะยอมหมั้น จนกว่าจะแต่งงาน และจนกว่านายจะกลับไปใช้ชีวิตตามที่เขาวางไว้”
“ฉันจะไม่ยอมให้ถึงวันนั้น”
“แล้วนายจะทำอย่างไร”
“ฉันต้องการเวลา”
“แต่ฉันไม่มีเวลาให้รออย่างไม่มีจุดหมาย”
คำตอบนั้นแทงเข้าไปตรงกลางอกของคีตะ
แพรไหมพยายามกลั้นน้ำตา ก่อนถามคำถามซึ่งเธอกลัวคำตอบมาตลอด
“สมมติว่าไม่มีการแข่งขัน ไม่มีเงินรางวัล และไม่มีโครงการให้นายใช้เป็นเหตุผล นายจะเลือกฉันหรือเลือกครอบครัว”
คีตะขยับริมฝีปาก แต่ไม่มีเสียงใดหลุดออกมา
การเลือกเธอหมายถึงการต่อต้านบิดาอย่างสมบูรณ์ เขาอาจถูกตัดออกจากธุรกิจซึ่งเตรียมตัวบริหารมาตลอดหลายปี สูญเสียอนาคตตามที่เคยวางแผน และทำให้พนักงานจำนวนมากซึ่งไว้วางใจเขาได้รับผลกระทบ
แต่หากเลือกครอบครัว เขาจะต้องปล่อยผู้หญิงตรงหน้าเดินจากไป
เขาเพียงต้องการเวลาเพื่อหาทางรักษาทั้งสองอย่างเอาไว้
ทว่าความลังเลเพียงไม่กี่วินาทีกลับกลายเป็นคำตอบสำหรับแพรไหมแล้ว
หญิงสาวยิ้มทั้งที่ดวงตาค่อย ๆ มีน้ำตาเอ่อขึ้น
“เข้าใจแล้ว”
“แพรไหม ฉันไม่ได้หมายความว่าไม่เลือกเธอ”
“แต่นายก็ตอบไม่ได้ว่าจะเลือกฉัน”
“ทุกอย่างไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”
“ใช่ ฉันรู้” เธอพยักหน้า “เพราะอย่างนั้นฉันถึงควรออกไป ก่อนที่เรื่องของเราจะทำให้ชีวิตนายยุ่งยากกว่านี้”
แพรไหมหันไปหยิบกล่องเอกสารจากข้างประตู แต่คีตะคว้าข้อมือเธอไว้
“อย่าเพิ่งไป”
“ปล่อย”
“ขอเวลาให้ฉัน”
“ฉันให้ไม่ได้”
“ไม่ใช่เวลาสำหรับตัดสินใจเรื่องอนาคต” เขากล่าวเสียงแผ่ว “แค่คืนนี้”
แพรไหมหันกลับมา ดวงตาของทั้งคู่สบกันท่ามกลางความเงียบ
คีตะค่อย ๆ คลายมือออกจากข้อมือเธอเพื่อไม่ให้กลายเป็นการบังคับ
“อยู่จนถึงเช้าได้ไหม”
“แล้วมันจะเปลี่ยนอะไร”
“ไม่เปลี่ยน”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้เธอเจ็บปวดกว่าเดิม
“คืนนี้จะไม่มีเรื่องคู่หมั้น ไม่มีการแข่งขัน และไม่มีคำถามถึงวันพรุ่งนี้” คีตะพูดต่อ “มีแค่เรา เหมือนทุกอย่างยังไม่สายเกินไป”
แพรไหมควรปฏิเสธ
การอยู่ต่อจะไม่ทำให้ปัญหาใดหายไป มีเพียงทำให้การจากลายากขึ้น แต่เมื่อมองใบหน้าของคนที่ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น เธอกลับไม่สามารถก้าวออกจากประตูได้
“แค่คืนนี้”
เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน
คีตะพยักหน้า “แค่คืนนี้”
เขารับกล่องเอกสารจากมือเธอแล้ววางลงบนพื้น จากนั้นยื่นมือไปแตะแก้มอย่างช้า ๆ เปิดโอกาสให้เธอถอยห่างได้ทุกเมื่อ
แพรไหมกลับยกมือขึ้นทาบหลังมือเขา
จูบแรกนั้นอ่อนโยนราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะแตกหัก
คีตะก้มลงแตะริมฝีปากของเธอช้า ๆ มือทั้งสองข้างประคองใบหน้า นิ้วโป้งลูบแก้มเบา ๆ แพรไหมตอบจูบกลับด้วยความนุ่มนวลเช่นกัน แต่เมื่อลิ้นของเขาสัมผัสลิ้นของเธอ ความต้องการที่ถูกกดทับมานานก็เริ่มทะลักออกมา
จูบค่อย ๆ หนักหน่วงขึ้น ทั้งคู่ต้องการจดจำสัมผัสของกันและกันให้มากที่สุด
เสื้อผ้าถูกถอดออกทีละชิ้นอย่างไม่เร่งรีบ เสื้อเชิ้ตของคีตะหล่นลงพื้นก่อน ตามด้วยเดรสของแพรไหม เหลือเพียงชุดชั้นในบาง ๆ
คีตะอุ้มเธอขึ้นเตียง แล้วนอนตะแคงข้างกัน จูบไล่ลงไปตามลำคอ ไหปลาร้า แล้วเลื่อนลงไปที่เนินอก ลิ้นเลียวนหัวนมช้า ๆ จนเธอตัวสั่น
แพรไหมสอดนิ้วเข้าไปในผมของเขา ดึงเบา ๆ ให้เงยหน้าขึ้น
เธอจ้องมองดวงตาคู่นั้น แล้วเกือบจะพูดคำว่ารักออกมา
แต่ในวินาทีสุดท้าย น้ำตาคลอขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว
“ปิดไฟ…” เธอกระซิบเสียงสั่น “ฉันไม่อยากให้นายเห็น”
คีตะมองเธอครู่หนึ่ง แล้วเอื้อมมือไปดับโคมไฟข้างเตียง
ความมืดปกคลุมห้อง เหลือเพียงแสงจันทร์ราง ๆ ที่ลอดผ่านม่าน
ในความมืดนั้น แพรไหมผลักไหล่เขาให้นอนหงาย แล้วไต่ตัวลงไปช้า ๆ
เธอจูบไล่ลงไปตามหน้าอก หน้าท้อง เส้นกล้ามเนื้อที่เกร็งเล็กน้อยใต้ผิวหนัง แล้วหยุดอยู่ที่ขอบกางเกงใน
คีตะหายใจหนักขึ้นเมื่อรู้ว่าเธอตั้งใจจะทำอะไร
“แพรไหม…ไม่ต้อง”
“อยากจำ” เธอตอบเสียงเบา “อยากจำทุกอย่าง”
นิ้วของเธอดึงกางเกงในของเขาลงช้า ๆ แก่นกายที่แข็งตัวแล้วดีดตัวขึ้นมา เธอใช้มือจับโคนเบา ๆ แล้วก้มลง
ลิ้นอุ่น ๆ เลียจากโคนขึ้นไปถึงหัวอย่างช้า ๆ วนรอบปลายที่เริ่มมีน้ำหล่อลื่นซึมออกมา แล้วค่อย ๆ อ้าปากอมเข้าไป
คีตะพ่นลมหายใจยาว “อืม…”
แพรไหมขยับศีรษะขึ้นลงช้า ๆ ลิ้นด้านล่างยังคงเลียไปมา มือข้างหนึ่งจับโคนช่วยรูด ขณะที่อีกข้างลูบลูกอัณฑะเบา ๆ
เธออมลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนปลายสัมผัสโคนคอ น้ำลายไหลลงมาเปียกโคน เสียงอมและเลียดังเบา ๆ ในความมืด
คีตะยกมือขึ้นวางบนศีรษะเธอ แต่ไม่ได้กด เพียงลูบผมเบา ๆ “ช้า…ช้าหน่อย…ฉันอยากอยู่กับเธอนานกว่านี้”
แพรไหมทำตาม ลดความเร็วลง ใช้ลิ้นวนรอบหัวอย่างจงใจ แล้วดูดเบา ๆ เป็นจังหวะ มือรูดขึ้นลงพร้อมกัน
ความร้อนและความชื้นจากปากของเธอทำให้คีตะต้องกัดฟันไว้ไม่ให้เสร็จเร็วเกินไป
เมื่อเขารู้สึกว่าใกล้จะถึงจุดสุดยอด เขาดึงเธอขึ้นมาเบา ๆ
“พอ…ฉันอยากอยู่ในเธอ”
แพรไหมไต่ตัวขึ้นมา จูบเขาอย่างหิวกระหาย ลิ้นของเธอยังมีรสชาติของเขาติดอยู่
คีตะพลิกตัวขึ้นอยู่ข้างบน จัดท่าให้เธอนอนหงาย แล้วค่อย ๆ ดันแก่นกายเข้าไปในความอบอุ่นที่เปียกชุ่มอยู่แล้ว
ทั้งคู่ครางพร้อมกันเมื่อเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์
เขาเริ่มเคลื่อนไหวช้า ๆ ลึก และหนักหน่วง ทุกจังหวะเต็มไปด้วยความต้องการที่จะจดจำ
แพรไหมพันขาไว้รอบเอวเขา มือข่วนหลังเบา ๆ ใบหน้าซบอยู่ที่คอของเขาเพื่อซ่อนน้ำตาที่ไหลออกมาในความมืด
คีตะกอดเธอแน่นขึ้น กระซิบตรงหู
“อยู่ต่อ…ได้ไหม”
แต่คำถามนั้นไม่มีคำตอบ
เขาเร่งจังหวะขึ้นเล็กน้อย มือข้างหนึ่งสอดลงไประหว่างร่างทั้งสอง นิ้ววนที่คลิตอริสพร้อมกับจังหวะการกระแทก
แพรไหมตัวสั่น “คีตะ…ฉัน…”
“ไปด้วยกัน”
คลื่นความสุขซัดเข้ามาพร้อมกัน ร่างของแพรไหมเกร็งแน่นรอบตัวเขา ขณะที่คีตะก็ปลดปล่อยออกมาลึกภายในโดยไม่ทันดึงออก
หลังทุกอย่างสงบ คีตะจัดการดูแลความเรียบร้อย ก่อนกลับมานอนข้างเธอและดึงผ้าห่มขึ้นคลุม
แพรไหมซบอยู่ในอ้อมแขน มือวางทาบบนแผงอกกว้าง
“ถ้าฉันขอให้อยู่ต่อ…” เขาพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ “เธอจะอยู่ไหม”
หญิงสาวหลับตาลง “นายให้เหตุผลฉันได้หรือเปล่า”
คีตะไม่ตอบ
เขาต้องการบอกว่าตนเองไม่อยากเสียเธอไป แต่ไม่สามารถรับประกันว่าจะปกป้องเธอจากแรงกดดันของครอบครัวได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้บิดาจะใช้เงื่อนไขใดมาบังคับอีก
ความเงียบของเขาทำให้แพรไหมได้รับคำตอบเช่นเดิม
“นอนเถอะ” เธอกระซิบ “คืนนี้เราตกลงว่าจะไม่พูดถึงวันพรุ่งนี้”
คีตะกระชับอ้อมแขนและก้มจูบกลางศีรษะเธอ
ทั้งคู่กอดกันจนหลับ คล้ายหากปล่อยมือเมื่อใด คนอีกคนจะหายไปทันที
ก่อนฟ้าสาง แพรไหมลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด
คีตะยังหลับอยู่ แขนของเขาพาดรอบเอวเธอเหมือนทุกครั้ง หญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนนั้นออก ก่อนลงจากเตียงและเก็บเสื้อผ้าขึ้นมาสวมอย่างเงียบที่สุด
เธอยืนมองใบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วโน้มตัวลงจูบริมฝีปากเบา ๆ
“ลาก่อนนะคีตะ”
แพรไหมวางกุญแจบ้านไว้ข้างหมอน ก่อนหยิบกล่องเอกสารแล้วเดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมา
หลายชั่วโมงต่อมา คีตะตื่นขึ้นเพราะแสงแดดที่ส่องเข้ามา
แขนของเขาคว้าเจอเพียงพื้นที่ว่างเปล่า
เมื่อเห็นกุญแจบ้านวางอยู่ข้างหมอน เขาก็เข้าใจทันทีว่าเธอจากไปแล้วจริง ๆ
ชายหนุ่มนั่งนิ่งอยู่บนเตียงนานหลายนาที ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพบข้อความซึ่งถูกส่งมาตอนตีห้า
แพรไหม: ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง จากนี้เราไม่ติดค้างอะไรกันแล้ว
คีตะกำโทรศัพท์แน่น เขาต้องการโทรตาม แต่การประชุมฉุกเฉินของทีมทำให้ต้องรีบเดินทางไปมหาวิทยาลัย
ทันทีที่เข้าไปในห้องสโมสร ปั้นก็เดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“พี่คีตะครับ เกิดเรื่องแล้ว”
“เรื่องอะไร”
“ไฟล์แผนงานฉบับสมบูรณ์ถูกส่งออกจากแท็บเล็ตส่วนกลางเมื่อคืน มีคนส่งไปยังอีเมลของบริษัทคู่แข่ง”
คีตะรีบเปิดระบบตรวจสอบ ประวัติการเข้าสู่ระบบแสดงชื่อบัญชีของแพรไหมอย่างชัดเจน ทั้งเวลาเปิดไฟล์ การดาวน์โหลด และอีเมลปลายทาง
“เป็นไปไม่ได้”
“ยังมีเรื่องเงินด้วยครับ”
ปั้นเปิดหลักฐานอีกชุด เงินจำนวนห้าแสนบาทถูกโอนจากบริษัทบังหน้าเข้าบัญชีของแพรไหมในช่วงเช้ามืด ก่อนถูกชำระต่อไปยังโรงพยาบาลเป็นค่ามัดจำผ่าตัดของมารดาทันที
ทุกอย่างเกิดขึ้นหลังจากเธอออกจากบ้านของเขาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง
ชื่อบัญชี รหัสผ่าน และการยืนยันตัวตนล้วนเป็นข้อมูลของแพรไหม
คีตะจ้องหลักฐานตรงหน้าด้วยความรู้สึกเย็นวาบ
เขารู้ว่าเธอต้องการเงินก้อนนี้มากเพียงใด แต่ไม่อยากเชื่อว่าเธอจะยอมขายข้อมูลของโครงการซึ่งทุ่มเทสร้างมาด้วยตนเอง
โทรศัพท์ในมือสว่างขึ้นอีกครั้ง ข้อความสุดท้ายของเธอยังคงปรากฏบนหน้าจอ
ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง จากนี้เราไม่ติดค้างอะไรกันแล้ว
ประโยคซึ่งก่อนหน้านี้ฟังเหมือนคำอำลา กลับกลายเป็นข้อความที่สามารถตีความได้อีกความหมาย
คีตะกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
เขาไม่รู้ว่าสิ่งใดเจ็บปวดกว่ากัน
การพบว่าแพรไหมอาจทรยศต่อทุกคน หรือการยอมรับว่าลึกลงไปในใจ เขายังคงอยากเชื่อเธอมากกว่าหลักฐานทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ
“นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต
เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก







