로그인แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอน แต่ความอบอุ่นจากคนในอ้อมแขนกลับหายไปแล้ว
คีตะลืมตาขึ้นและพบว่าพื้นที่ข้างกายว่างเปล่า เหลือเพียงรอยยับบนหมอนกับกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ของแพรไหม
เขายื่นมือไปแตะผ้าปูที่นอน
ความเย็นซึ่งหลงเหลืออยู่บอกให้รู้ว่าเธอลุกออกไปนานพอสมควร
ชายหนุ่มคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวม ก่อนเดินลงไปชั้นล่าง เสียงภายในบ้านเงียบผิดปกติ โต๊ะอาหารไม่มีแก้วกาแฟสองใบเหมือนทุกวัน มีเพียงกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งวางอยู่ข้างกุญแจสำรอง
ฉันไปมหาวิทยาลัยก่อน วันนี้มีงานต้องจัดการ
คีตะอ่านข้อความซ้ำอีกครั้ง
ไม่มีคำประชด ไม่มีภาพหน้าบึ้งที่เธอชอบวาดกำกับ และไม่มีการบ่นว่าเขาชอบออกคำสั่ง
ข้อความธรรมดากลับทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหา แต่แพรไหมไม่รับสาย เมื่อส่งข้อความไปถามว่าออกจากบ้านตั้งแต่เมื่อไร เธอก็ตอบกลับมาเพียงคำเดียว
เช้า
คีตะจ้องคำตอบสั้น ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพิมพ์ถามต่อ
คีตะ: เราต้องคุยกันเรื่องงานแถลงข่าว
ผ่านไปเกือบห้านาทีจึงมีคำตอบ
แพรไหม: ไม่เกี่ยวกับฉัน
คีตะขมวดคิ้ว เขาพอเดาได้ว่าเธอคงได้ยินบางส่วนจากการคุยโทรศัพท์เมื่อคืน แต่ยังไม่รู้ว่าได้ยินมากน้อยเพียงใด
เขาควรบอกความจริงทั้งหมดว่าบิดากำลังใช้โครงการเป็นเครื่องต่อรอง และการยอมไปงานแถลงข่าวไม่ใช่การตอบรับเรื่องหมั้นหมาย
ทว่าหากแพรไหมรู้ เธอไม่มีทางยอมให้เขาเสียสละเรื่องส่วนตัวเพื่อรักษาโครงการเอาไว้ เธออาจถอนตัวจากการแข่งขันทันที หรือพยายามหาเงินสนับสนุนก้อนใหม่ทั้งที่เหลือเวลาไม่เพียงพอ
คีตะจึงตอบเพียงว่า
คีตะ: รอคุยกันเย็นนี้
ข้อความถูกอ่าน แต่ไม่มีคำตอบกลับมาอีก
เมื่อเขามาถึงมหาวิทยาลัย แพรไหมกำลังประชุมกับฝ่ายประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว เธอเลือกที่นั่งอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะโดยมีสมาชิกในทีมคั่นกลางหลายคน
ท่าทีของเธอดูเป็นปกติ หญิงสาวยังคงอธิบายแผนงาน ยิ้มให้ทุกคน และตอบคำถามด้วยความมั่นใจ
มีเพียงคีตะเท่านั้นที่มองออกว่าทุกอย่างเป็นการแสดง
เธอไม่สบตาเขา ไม่เรียกชื่อเขา และสื่อสารผ่านสมาชิกคนอื่นทั้งที่นั่งอยู่ในห้องเดียวกัน
“เรื่องงบโฆษณาส่วนนี้ให้ฝ่ายบริหารตรวจสอบอีกครั้งนะคะ” แพรไหมกล่าว
คีตะวางปากกาลง “ถ้าหมายถึงฉันก็พูดตรง ๆ”
หญิงสาวเหลือบมองเพียงชั่วขณะ “ฉันกำลังพูดถึงฝ่ายบริหารทั้งหมด ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใคร”
“แต่ฉันเป็นคนรับผิดชอบงบส่วนนี้”
“งั้นนายก็รับไปตรวจสิ”
น้ำเสียงสุภาพแต่เย็นชาทำให้คนรอบโต๊ะเริ่มมองหน้ากัน คีตะกำลังจะถามตรง ๆ ว่าเธอเป็นอะไร แต่เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์หลายเครื่องกลับดังขึ้นพร้อมกัน
สมาชิกคนหนึ่งยกโทรศัพท์ขึ้นดู ก่อนอุทานเสียงดัง
“พี่คีตะเป็นข่าว!”
ทุกคนหันไปสนใจหน้าจอ บนเพจข่าวสารของมหาวิทยาลัยมีภาพจากงานเลี้ยงเมื่อคืนเผยแพร่อยู่หลายภาพ
ภาพแรกคือคีตะยืนเคียงข้างเรน่าบนเวที อีกฝ่ายคล้องแขนเขาและยิ้มให้กล้อง ภาพถัดมาเป็นช่วงที่คุณคเชนทร์กำลังกล่าวต้อนรับหญิงสาวกลับมาเป็น “คนสำคัญของครอบครัว”
ข้อความประกอบภาพถูกเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่
จับตาว่าที่คู่หมั้นทายาทโรงแรมดัง คีตภัทร–เรน่า เตรียมประกาศข่าวดีเร็ว ๆ นี้
“จริงหรือเปล่าครับพี่” ปั้นถามอย่างตื่นเต้น “พี่คีตะกำลังจะหมั้นเหรอ”
“ไม่จริง” คีตะตอบทันที
“แต่เพจเขียนว่าทั้งสองครอบครัวกำลังเตรียมจัดงานแถลงข่าวนะคะ”
“ฉันยังไม่เคยตกลงหมั้นกับใคร”
เขาพูดพลางมองแพรไหม หวังว่าเธอจะสบตาและรับรู้ถึงคำยืนยันนั้น แต่หญิงสาวเพียงก้มดูเอกสารในมือราวกับข่าวตรงหน้าไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งในทีมขยับเข้าไปใกล้แพรไหมแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงเสียดาย
“ตอนแรกเรานึกว่าพี่แพรกับพี่คีตะจะลงเอยกันเสียอีก”
ปลายปากกาของแพรไหมหยุดลง
“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ”
“ก็พักหลังดูเข้าขากันมาก จากคู่กัดกลายเป็นคู่รักได้เลยนะ”
คนพูดหัวเราะโดยไม่รู้ว่าคำพูดนั้นทำร้ายผู้ฟังเพียงใด
“แต่พี่คีตะมีคู่หมั้นแล้ว เสียดายจัง พี่สองคนดูเหมาะกันออก”
แพรไหมฝืนยิ้ม “พวกเธอคิดไปเอง เราเป็นแค่เพื่อนร่วมงาน”
คำว่า “แค่เพื่อนร่วมงาน” ดังชัดจนคีตะได้ยิน
เขามองใบหน้าซึ่งยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม ทั้งที่แววตาของเธอไม่เหลือความรู้สึกใด ก่อนความไม่สบายใจในตอนเช้าจะทวีความรุนแรงขึ้น
“พักประชุมสิบนาที” คีตะประกาศแล้วลุกจากเก้าอี้ “แพรไหม มาคุยกับฉัน”
“ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ไว้คุยหลังเลิกงาน”
“ฉันบอกให้มา”
“แต่นายไม่มีสิทธิ์สั่งฉัน”
สมาชิกในทีมเงียบลงทันที
คีตะรู้ว่าหากยังคาดคั้น เธอจะยิ่งต่อต้าน เขาจึงจำใจกลับไปนั่งและดำเนินการประชุมต่อ ทั้งที่ตลอดเวลาสายตาแทบไม่เคยละจากเธอ
หลังประชุมจบ แพรไหมรีบออกจากห้องพร้อมเอกสารกองใหญ่ คีตะตามออกไปและคว้าข้อมือเธอไว้บริเวณทางเดินซึ่งไม่มีคน
“ปล่อย”
“เมื่อคืนเธอได้ยินใช่ไหม”
“ได้ยินอะไร”
“ตอนฉันคุยกับพ่อ”
แพรไหมดึงมือกลับ “ไม่สำคัญหรอก เพราะข่าววันนี้ชัดเจนพอแล้ว”
“ฉันไม่ได้จะแถลงข่าวหมั้น”
“แต่นายจะไปยืนข้างเรน่า ปล่อยให้ทุกคนเข้าใจแบบนั้น แล้วบอกฉันว่าไม่ได้หมั้น?”
“ฉันมีเหตุผล”
“เหตุผลทางธุรกิจ?”
คีตะนิ่งไปเพียงเสี้ยววินาที แต่แพรไหมกลับตีความความเงียบนั้นเป็นคำยืนยัน
“ฉันเข้าใจแล้ว”
“เธอยังไม่เข้าใจทั้งหมด”
“และฉันก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ เพราะเรื่องของนายไม่เกี่ยวกับฉัน”
คำพูดนั้นทำให้คีตะหงุดหงิดขึ้นมา
“หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เธอยังจะบอกว่าไม่เกี่ยวกันอีกเหรอ”
แพรไหมเหลือบมองรอบข้าง ก่อนลดเสียงลง
“สิ่งที่เกิดเมื่อคืนไม่ได้เปลี่ยนข้อตกลงของเรา”
“แต่เธอบอกว่าไม่ได้ต้องการคู่นอน เธอต้องการฉัน”
หัวใจของแพรไหมเจ็บแปลบ เธอเม้มริมฝีปากและพยายามไม่แสดงความรู้สึก
“ฉันเพิ่งฟื้นจากการหมดสติและกำลังอ่อนแอ อย่าเอาคำพูดตอนนั้นมาจริงจังเลย”
ใบหน้าของคีตะเย็นชาลงอย่างชัดเจน
“สำหรับเธอ มันไม่มีความหมายอีกแล้ว?”
“ใช่”
เธอโกหก และเกลียดตนเองทุกวินาทีที่ต้องพูดเช่นนั้น
“เรากลับไปทำตามข้อตกลงเดิมเถอะ จนกว่าจะถึงเวลาจบมัน”
แพรไหมเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา จึงไม่เห็นว่าคีตะยังคงยืนอยู่ตรงเดิมด้วยแววตาเจ็บปวดไม่ต่างกัน
ตลอดทั้งวัน ข่าวการหมั้นถูกแชร์ไปทั่วมหาวิทยาลัย ภาพคีตะกับเรน่าปรากฏตามกลุ่มแชตและเพจต่าง ๆ บางคนเริ่มค้นหาประวัติครอบครัวของทั้งคู่และยกให้เป็นคู่รักซึ่งเหมาะสมกันราวกับถูกสร้างมาเพื่อกันและกัน
คีตะพยายามติดต่อบิดาเพื่อให้แก้ข่าว แต่ได้รับคำตอบเพียงว่าเรื่องทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของแผนประชาสัมพันธ์งานแถลงข่าว
เรน่าส่งข้อความมาขอโทษ พร้อมยืนยันว่าเธอไม่ได้เป็นคนปล่อยข่าว แต่ครอบครัวทั้งสองฝ่ายต้องการดูท่าทีของสังคมก่อนประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ
คีตะไม่ตอบกลับใคร เขาต้องการคุยกับแพรไหมเพียงคนเดียว
แต่เมื่อกลับถึงบ้านในช่วงเย็น เขากลับพบกระเป๋าเดินทางใบใหญ่วางอยู่ข้างประตู
แพรไหมกำลังเก็บเอกสารจากชั้นวางใส่กล่อง
“เธอจะไปไหน”
“ย้ายออก”
คีตะปิดประตูบ้านเสียงดัง “ฉันไม่อนุญาต”
หญิงสาวหยุดมือและหันกลับมา “นายเป็นเจ้าของฉันหรือไง”
“อย่างน้อยก็ควรรอให้ปัญหาเรื่องสัญญาเช่าจบก่อน”
“ฉันหาอพาร์ตเมนต์ชั่วคราวได้แล้ว เงินประกันบ้านหลังนี้นายหักจากส่วนของฉันไปได้เลย”
“ปัญหาไม่ใช่เงิน”
“แล้วคืออะไร”
คีตะเดินเข้าไปใกล้ “เธอกำลังหนีเพราะข่าวหมั้น”
“อย่าสำคัญตัวผิด ฉันแค่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราอยู่บ้านเดียวกัน หากนายกำลังจะเปิดตัวคู่หมั้น”
“เรน่าไม่ใช่คู่หมั้นฉัน!”
“แต่เธอกำลังจะเป็น”
“ฉันบอกแล้วว่าไม่เคยตอบตกลง”
“นายไม่ต้องตอบตกลงด้วยคำพูดหรอกคีตะ แค่ไปยืนเคียงข้างเธอในงานแถลงข่าว ปล่อยให้ครอบครัวประกาศแทน แล้วทุกอย่างก็จบ”
“ฉันมีเหตุผลที่ต้องไป”
“ใช่ นายมีเหตุผลเสมอ”
แพรไหมหยิบกระดาษข้อตกลงออกมาจากกระเป๋า เธอวางลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา บริเวณเงื่อนไขข้อสี่ถูกวงกลมไว้ชัดเจน
“ฉันขอยุติความสัมพันธ์ตั้งแต่ตอนนี้”
คีตะมองข้อความบนกระดาษ ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“เพราะฉันต้องไปงานแถลงข่าว?”
“เพราะฉันไม่ต้องการเป็นความลับของผู้ชายที่กำลังจะแต่งงานกับคนอื่น”
“ฉันไม่ได้จะแต่งงานกับเรน่า”
“นายกำลังขอให้ฉันเชื่ออะไร ในเมื่อนายไม่เคยให้สถานะฉันเลย”
คำถามนั้นทำให้เขานิ่งงัน
แพรไหมหัวเราะขื่นเมื่อไม่ได้รับคำตอบ
“เห็นไหม นายไม่มีสิทธิ์ห้ามฉันด้วยซ้ำ”
คีตะกำลังจะอธิบายเรื่องเงินสนับสนุน แต่โทรศัพท์กลับดังขึ้น ชื่อบิดาปรากฏบนหน้าจอ
เขากดรับโดยไม่ละสายตาจากแพรไหม
“ครับ”
เสียงคุณคเชนทร์ดังมาจากปลายสาย คีตะเปิดลำโพงโดยไม่ตั้งใจเพราะกำมือแน่นเกินไป
“มาที่โรงแรมเดี๋ยวนี้ เรน่ากับครอบครัวกำลังรออยู่”
“ผมกำลังคุยธุระ”
“ถ้าแกไม่พาเรน่าไปพบสื่อคืนนี้ ฉันจะโทรยกเลิกเงินสนับสนุนโครงการตั้งแต่พรุ่งนี้เช้า”
แพรไหมได้ยินประโยคนั้นชัดเจน สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที
คีตะรีบปิดลำโพงและเดินออกไปคุยอีกด้าน
“พ่อไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้”
“บริษัทเป็นผู้สนับสนุนหลัก ฉันมีสิทธิ์เต็มที่ แกมีเวลาครึ่งชั่วโมง”
ปลายสายถูกตัดไป
คีตะยืนนิ่ง พยายามตัดสินใจระหว่างการอยู่รั้งแพรไหมกับการไปปกป้องโครงการซึ่งมีอนาคตของเธอเป็นเดิมพัน
“เขาเอาโครงการมาบังคับนายมาตลอดใช่ไหม” เธอถาม
“ฉันจัดการได้”
“ด้วยการทำตามที่เขาต้องการ?”
“ถ้าฉันไม่ไป เงินสนับสนุนจะหายทั้งหมด พรุ่งนี้ทีมอาจถูกตัดสิทธิ์”
“งั้นก็ให้เขาถอน”
“แล้วเงินรางวัลของเธอล่ะ ค่าผ่าตัดแม่เธอล่ะ”
คำถามนั้นทำให้แพรไหมชะงัก แต่คีตะไม่ปล่อยให้เธอปฏิเสธ
“ฉันจะไม่ยอมให้เธอเสียโอกาสเพราะเรื่องนี้”
“แต่นายก็ไม่ควรเอาชีวิตตัวเองไปแลก”
“มันแค่งานแถลงข่าว ฉันจะไม่หมั้นกับเรน่า”
“แล้วหลังจากนี้ล่ะ พ่อนายก็จะใช้โครงการบังคับอีกเรื่อย ๆ”
คีตะไม่มีเวลาอธิบาย เขาหยิบกุญแจรถขึ้นมา
“รอฉันอยู่ที่นี่ ฉันจะกลับมาคุยทุกอย่างให้จบ”
“คีตะ—”
“ขอร้อง อย่าเพิ่งไป”
น้ำเสียงนั้นเกือบทำให้แพรไหมใจอ่อน
ทว่าในที่สุดคีตะก็เลือกเดินออกจากบ้านไปหาเรน่าอยู่ดี
ทันทีที่เสียงรถยนต์หายไปจากหน้าบ้าน แพรไหมก็หลับตาลงเพื่อกักเก็บน้ำตา เธอรู้แล้วว่าเขาถูกบังคับ แต่ก็รู้เช่นกันว่าตราบใดที่โครงการยังดำเนินต่อ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะกลายเป็นจุดอ่อนซึ่งบิดาสามารถใช้ควบคุมเขาได้เสมอ
วิธีเดียวที่จะหยุดเรื่องนี้คือเธอต้องออกไป
แพรไหมจึงเก็บของทั้งหมดที่นำไปได้และเรียกรถออกจากบ้านในคืนนั้น
เธอย้ายเข้าอพาร์ตเมนต์ขนาดเล็กใกล้มหาวิทยาลัย โดยจ่ายเงินล่วงหน้าเพียงหนึ่งเดือนจากค่าจ้างก้อนสุดท้ายของเลานจ์
เช้าวันต่อมา ธันวาเข้ามาหาเธอในห้องสโมสร เขาเห็นข่าวการหมั้นและสังเกตว่าแพรไหมดูอิดโรยกว่าปกติ
“ทะเลาะกับคีตะเหรอ”
มือที่กำลังเรียงเอกสารของเธอหยุดลง “ฉันจะทะเลาะกับเขาเรื่องอะไร”
“ฉันเห็นเธอลงจากรถเขาหลายครั้ง และรู้ว่าพวกเธอพักอยู่บ้านเดียวกัน”
แพรไหมเงยหน้าขึ้นทันที
ธันวายิ้มอย่างเป็นมิตร “ไม่ต้องกลัว ฉันไม่บอกใคร”
“นายต้องการอะไร”
“แค่อยากช่วย”
เขานั่งลงตรงข้าม ก่อนเลื่อนเอกสารบางอย่างมาให้ เป็นข้อเสนอรับช่วงบริหารโครงการและเงินจำนวนห้าแสนบาท
“ฉันรู้เรื่องแม่เธอ เงินนี้ถือเป็นค่าตอบแทนล่วงหน้า เธอถอนตัวจากตำแหน่งหัวหน้าทีมแล้วส่งไฟล์ทั้งหมดให้ฉันดูแลต่อ เธอจะได้มีเวลาดูแลแม่ ส่วนชื่อเธอยังอยู่ในฐานะผู้ร่วมโครงการ”
แพรไหมอ่านรายละเอียด ก่อนผลักกลับไป
“ฉันไม่รับ”
“เงินก้อนนี้ช่วยแม่เธอได้นะ”
“ฉันจะหาเงินด้วยวิธีของตัวเอง”
“อย่าดื้อเหมือนตอนปฏิเสธคีตะเลย เขาเลือกครอบครัวกับคู่หมั้นไปแล้ว เธอยังจะทุ่มเทให้โครงการของเขาทำไม”
“มันไม่ใช่โครงการของคีตะคนเดียว แต่เป็นของทั้งทีม”
แพรไหมเก็บเอกสารลงกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้อง โดยไม่ทันสังเกตว่าโทรศัพท์เครื่องเก่าซึ่งเธอใช้เก็บข้อมูลสำรองตกอยู่ใต้โต๊ะ
ธันวาก้มลงหยิบมันขึ้นมา
แทนที่จะเรียกคืน เขากลับมองตามแผ่นหลังของหญิงสาวจนลับตา ก่อนนำโทรศัพท์ใส่กระเป๋าของตนเอง
รหัสผ่านของแพรไหมเคยถูกบันทึกไว้ในข้อมูลซึ่งโปรแกรมลับคัดลอกมา เขาจึงปลดล็อกได้อย่างง่ายดาย
ภายในมีแอปธนาคาร อ***ล และสิทธิ์เข้าถึงไฟล์โครงการเกือบทั้งหมด
ธันวายิ้มบาง ๆ ก่อนเปิดข้อมูลบัญชีของเธอ
“ในเมื่อไม่รับด้วยความเต็มใจ ฉันคงต้องช่วยให้เธอไม่มีทางเลือก”
คืนนั้นแพรไหมนอนอยู่ในอพาร์ตเมนต์ใหม่ได้ไม่ถึงชั่วโมงก็เพิ่งนึกออกว่า ยังมีเอกสารการรักษาของมารดากับเสื้อผ้าอีกบางส่วนอยู่ที่บ้านเดิม
เธอคิดว่าคีตะคงยังติดงานกับครอบครัว จึงตัดสินใจกลับไปเก็บของชิ้นสุดท้าย
แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป ภายในบ้านกลับมืดสนิท
แพรไหมเอื้อมมือจะเปิดไฟ ก่อนสังเกตเห็นเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่บริเวณโต๊ะอาหาร
“คีตะ?”
โคมไฟเหนือโต๊ะถูกเปิดขึ้น
คีตะนั่งอยู่ตรงนั้นในชุดสูทจากงานแถลงข่าว เนกไทถูกคลายออกและสีหน้าเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า กระดาษข้อตกลงวางอยู่ตรงหน้า โดยประโยคขอยุติความสัมพันธ์ถูกวงกลมไว้ชัดเจน
“นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไร”
“ทันเห็นว่าเธอขนของออกไปหมดแล้ว”
แพรไหมกำสายกระเป๋าแน่น “ฉันแค่กลับมาเอาของที่เหลือ”
“ฉันรู้”
เขาลุกขึ้นช้า ๆ แต่ไม่ได้เดินเข้ามาขวางทาง
“ถ้าเธอจะไปจริง ๆ คืนนี้ฉันจะไม่ห้าม”
น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและสงบนิ่งจนน่าใจหาย
คีตะเลื่อนกระดาษข้อตกลงมาหยุดตรงหน้าเธอ ก่อนเงยหน้าขึ้นสบตา
“แต่ขอให้เราเลิกโกหกกันสักครั้ง”
หนึ่งปีต่อมาเสียงล้อกระเป๋าเดินทางดังไปตามพื้นอาคารผู้โดยสารขาเข้า แพรไหมก้าวออกมาจากประตูพร้อมเสื้อคลุมสีครีมพาดอยู่บนแขน เส้นผมยาวถูกรวบหลวม ๆ ขณะที่สายตากวาดมองผู้คนซึ่งยืนรออยู่บริเวณด้านหน้าเธอไม่ต้องใช้เวลาค้นหานานคีตะยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดสูทสีเข้ม มือหนึ่งถือช่อดอกไม้ อีกมือถือป้ายกระดาษซึ่งเขียนด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่ว่ายินดีต้อนรับกลับบ้าน คุณอดีตคู่แข่งแพรไหมหลุดหัวเราะ ก่อนลากกระเป๋าเข้าไปหา“มุกเก่ามาก”“แต่เธอยิ้ม”“ฉันสงสารคนอุตส่าห์มายืนถือป้ายต่างหาก”คีตะวางป้ายลงและรับกระเป๋าเดินทางจากมือเธอ จากนั้นจึงยื่นช่อดอกไม้ให้“ยินดีต้อนรับกลับ”“ขอบคุณค่ะท่านประธาน”“ตอนนี้ฉันเป็นกรรมการผู้จัดการแล้ว”“บริษัทมีพนักงานกี่คน”“หกคน”แพรไหมพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “ยิ่งใหญ่มากค่ะท่านกรรมการผู้จัดการ”คีตะหรี่ตามองคนชอบประชด ก่อนดึงร่างเธอเข้ามากอดโดยไม่สนใจผู้คนรอบข้างหนึ่งปีที่ต้องอยู่ห่างกันไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ทั้งคู่จะวิดีโอคอลกันแทบทุกคืน แต่เวลาทำงานซึ่งแตกต่างและตารางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายก็ทำให้มีหลายวันที่ได้คุยกันเพียงไม่กี่นาทีแพรไหมฝึกงานกับบริษัทอีเวนต์ระดับเอ
“เหลือเวลาอีกสิบวัน”ตัวเลขบนปฏิทินกลางห้องสโมสรถูกวงด้วยปากกาสีแดง ขณะที่สมาชิกในทีมสิบกว่าคนนั่งล้อมโต๊ะประชุมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดไฟล์แผนงานเดิมรั่วไหลไปถึงบริษัทคู่แข่ง แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขันและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี แต่แนวคิดสำคัญหลายส่วนได้ถูกส่งต่อให้บุคคลภายนอกแล้วหากทีมยังใช้แผนเดิมต่อไป ต่อให้ชนะการแข่งขันก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นต้นฉบับ อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกลอกเลียนแบบก่อนงานจริงจะเริ่มขึ้นทางเลือกเดียวคือทิ้งงานซึ่งทำมาตลอดหลายเดือนและเริ่มต้นใหม่ภายในสิบวันคีตะยืนอยู่หน้ากระดานพร้อมผ้าพันแผลรอบมือขวา บาดแผลทำให้เขาเขียนหนังสือไม่ถนัด แต่ยังคงเข้าร่วมประชุมตั้งแต่เช้าแพรไหมนั่งอยู่ข้างเขา สิทธิ์เข้าถึงระบบและตำแหน่งหัวหน้าร่วมถูกคืนกลับมาแล้ว ทว่าความรู้สึกของสมาชิกในทีมยังไม่กลับมาเป็นปกติทั้งหมดบางคนหลีกเลี่ยงการสบตาเธอเพราะรู้สึกผิดที่เคยเชื่อข่าว บางคนพยายามเข้ามาขอโทษ แต่ไม่รู้ควรเริ่มต้นอย่างไรแพรไหมวางแฟ้มลงบนโต๊ะ ก่อนมองสมาชิกทุกคน“ฉันรู้ว่าหลายคนคงไม่สบายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้ทีมเสียเวลาและเกือบต้องยุติโครงการ”“มันไม่ใช
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้”เสียงของคีตะดังสะท้อนทั่วอาคารกิจกรรมเก่าชายหนุ่มยืนอยู่กลางประตูซึ่งถูกกระแทกเปิด แสงจากภายนอกสาดผ่านร่างสูงเข้ามาภายในห้องโถง สายตาคมกวาดมองคนทั้งหมด ก่อนหยุดอยู่ที่แพรไหมซึ่งถูกชายสองคนขวางทางไว้ทันทีที่เห็นว่าเธอยังปลอดภัย ความหวาดกลัวในดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธ“คีตะ นายไม่ควรมา” ธันวากล่าว“ฉันเคยให้โอกาสนายส่งตัวแพรไหมกลับไป แล้วค่อยเอาหลักฐานไปสู้กันตามกฎหมาย”คีตะก้าวเข้ามาช้า ๆ โดยยังรักษาระยะห่าง“แต่ทันทีที่นายขู่ครอบครัวเธอ ทุกอย่างก็จบ”ธันวาหัวเราะขื่น “พูดเหมือนแกเป็นพระเอก ทั้งที่ครอบครัวแกเป็นคนเริ่มทั้งหมด”“ถ้าพ่อฉันทำผิด นายควรเอาหลักฐานมาเปิดโปงเขา ไม่ใช่ทำร้ายคนบริสุทธิ์”“คนอย่างพ่อแกไม่เคยได้รับโทษหรอก ถ้าไม่มีใครลากแกลงมาจากที่สูงเสียก่อน”“แล้วแพรไหมเกี่ยวอะไรด้วย”“เพราะเธอเป็นจุดอ่อนของแก”แพรไหมเห็นมือของคีตะกำแน่นอยู่ข้างลำตัว แต่เขายังไม่พุ่งเข้าไปอย่างไร้สติ เพราะชายร่างใหญ่สองคนยืนขวางอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าพวกนั้นพกอาวุธหรือไม่คีตะมองเธอเพียงครู่หนึ่ง สายตานั้นคล้ายกำลังถามว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าแพรไหมส่ายหน้าเ
แพรไหมมองข้อความบนหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่าถ้ายังอยากให้แม่ปลอดภัย ถอนตัวจากทุกอย่าง และอย่าบอกคีตะภาพมารดาซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียงโรงพยาบาลถูกถ่ายในระยะใกล้จนเห็นหมายเลขห้องและสายน้ำเกลืออย่างชัดเจน ผู้ส่งภาพต้องอยู่ภายในห้องหรืออย่างน้อยก็ยืนอยู่หน้าประตูในช่วงเวลาไม่นานมานี้เธอรีบเปิดดูรายละเอียดของไฟล์ ภาพถูกถ่ายตอนเกือบตีสอง ซึ่งเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ในอ้อมแขนของคีตะคนร้ายไม่ได้เพียงขู่มันกำลังเฝ้าดูมารดาของเธออยู่จริง ๆแพรไหมหันไปมองชายหนุ่มซึ่งยังหลับอยู่ข้างกาย ใบหน้าของเขาในยามหลับดูอ่อนโยนกว่าปกติ แขนยังคงพาดอยู่บนเอวเธอเหมือนกลัวว่าหากปล่อยมือ เธอจะหายไปอีกครั้งเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อน คีตะเพิ่งให้คำสัญญาว่าจะไม่ปล่อยให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังแต่ข้อความตรงหน้ากำลังบังคับให้แพรไหมต้องปิดบังเขาหญิงสาวค่อย ๆ ยกแขนของเขาออกจากตัว ก่อนเดินเข้าไปในห้องน้ำและล็อกประตู เธอพยายามโทรกลับหมายเลขดังกล่าว แต่ระบบแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ไม่นานก็มีข้อความใหม่ส่งเข้ามาพรุ่งนี้ สิบโมง ลานจอดรถด้านหลังห้างร้าง มาคนเดียวถ้าแจ้งตำรวจหรือบอกคีตะ เธอคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแพรไหมกำโทรศัพท์แน่นเ
“นายไม่ได้เชื่อฉัน นายแค่เพิ่งหาหลักฐานมายืนยันได้ว่าฉันไม่ผิด หากไม่มีหลักฐานนั้น นายก็คงเลือกเชื่อว่าฉันขายนายอยู่ดี”คำพูดของแพรไหมยังคงดังวนอยู่ในความคิด แม้คีตะจะกลับออกมาจากโรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงแล้วเขานั่งอยู่ตามลำพังในห้องสโมสร ท่ามกลางความมืดและแสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพียงดวงเดียว เอกสารการโอนเงิน ประวัติเข้าใช้ระบบ และภาพจากกล้องวงจรปิดถูกเปิดเรียงอยู่ตรงหน้าแพรไหมพูดถูกเขาไม่เคยมองเธอเป็นคนเห็นแก่เงิน แต่เมื่อหลักฐานทุกชิ้นชี้ไปทางเดียวกัน เขากลับปล่อยให้ความสงสัยมีน้ำหนักมากกว่าความไว้ใจคำว่าเชื่อใจควรมีความหมายในเวลาที่ทุกอย่างดูไม่น่าเชื่อถือที่สุด ไม่ใช่หลังจากพบหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์แล้วคีตะหลับตาและยกมือกดหว่างคิ้ว ก่อนเสียงแจ้งเตือนจากระบบติดตามรายการทางการเงินจะดังขึ้นฝ่ายบัญชีของโรงแรมช่วยตรวจสอบบริษัทต้นทางซึ่งโอนเงินห้าแสนบาทเข้าบัญชีแพรไหม บริษัทนั้นจดทะเบียนดำเนินธุรกิจด้านที่ปรึกษาการตลาด แต่ไม่มีสำนักงานจริง ใช้ที่อยู่เดียวกับบริษัทอีกสามแห่ง และเพิ่งเปิดบัญชีก่อนเกิดเหตุไม่ถึงสองเดือนกรรมการผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวเป็นหญิงวัยหกสิบกว่าปีซึ่งไม่มีประวัต
เสียงโทรศัพท์ปลุกแพรไหมขึ้นมาในช่วงเช้าหญิงสาวลืมตาขึ้นท่ามกลางห้องพักแคบ ๆ ที่ยังไม่คุ้นเคย กล่องสัมภาระวางเรียงอยู่ข้างผนัง เสื้อผ้าบางส่วนยังคงค้างอยู่ในกระเป๋าเดินทาง เพราะเมื่อคืนเธอไม่มีแรงมากพอจะจัดอะไรต่อความทรงจำเกี่ยวกับคีตะไหลกลับเข้ามาในความคิด ตั้งแต่บทสนทนาหน้าโต๊ะอาหารไปจนถึงคืนสุดท้ายภายในห้องนอนของเขาแพรไหมหลับตาลงและพยายามไล่ภาพเหล่านั้นออกไป ก่อนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย“สวัสดีค่ะ”“คุณแพรพิไลใช่ไหมคะ ดิฉันโทรมาจากสำนักงานคณะกรรมการโครงการ UniVision Asia Challenge ขอให้คุณเข้าพบคณะกรรมการภายในเก้าโมงเช้าวันนี้ค่ะ”น้ำเสียงเป็นทางการทำให้เธอลุกขึ้นนั่ง“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ”“เกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลโครงการค่ะ รายละเอียดทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบเมื่อคุณมาถึง”สายถูกตัดไปหลังจากนั้นไม่นานแพรไหมมองหน้าจอด้วยความสับสน ก่อนพบข้อความจำนวนมากจากสมาชิกในทีม บางคนถามว่าเธออยู่ที่ไหน ขณะที่บางคนส่งภาพหลักฐานการส่งไฟล์ซึ่งกำลังถูกแชร์อยู่ในกลุ่มปิดของสโมสรทุกภาพมีชื่อบัญชีของเธอปรากฏอยู่หัวใจของหญิงสาวเต้นแรง เธอรีบลุกไปเปิดโน้ตบุ๊ก แต่กลับพบว่าบัญชีอีเมลของตนเองถูกออก







