INICIAR SESIÓNไตรฉัตรและพาริยะมองหน้ากันก่อนเบะปากใส่ ดูก็รู้ว่ามันกำลังหงุดหงิดแค่ไหน แต่แล้วอย่างไร พวกเขาไม่แคร์ ดลวัฒน์รับรู้ได้ถึงสายตาที่เพื่อนทั้งสองมองมา แต่กลับทำเป็นไม่สนใจและดื่มด่ำไปกับบรรยากาศแทน ทว่ายี่สิบนาทีผ่านไปก็ทนแรงกดดันไม่ไหวจนต้องเอ่ยถาม
“พวกมึงจะเอายังไงกับกูกันแน่” ก็พวกมันจ้องเขาไม่เลิก
“มึงคิดไม่ได้เหรอดล”
“...”
“มึงเรียนจบหมอมาไม่ใช่หรือ” ไตรฉัตรยิ้มมุมปากที่บิดโค้งราวปีศาจ
ดลวัฒน์หน้าชา หลังแปลความหมายแอบแฝงนั้นได้ ทว่าเขาแค่ไม่อยากยอมรับมันมากกว่า
“เมียกูคือลมหายใจของพวกมึงหรือไง”
“พวกกูแค่ไม่อยากให้มึงมาเสียใจภายหลัง” ไตรฉัตรบอกเสียงอ่อนลงเล็กน้อย หากมันกลับใจเสียยามนี้ แล้วใส่ใจคนข้างกายที่ทุ่มเทให้มันเสมอมา ทุกอย่างจะดีขึ้น
ที่สำคัญ มันจะเก็บความโกรธไว้กับใจทำไม คนเราย่อมทำผิดกันได้ แต่หากสำนึกได้และไม่ทำซ้ำอีก มันก็ควรค่าแก่การเริ่มต้นกันใหม่
ไตรฉัตรยกมือแกร่งขึ้นมากอดอกกดดัน และดูเหมือนว่าคนพ่ายแพ้จะเป็นดลวัฒน์อีกเช่นเคย ชายหนุ่มขยับลุกหมายจะหนี
แม้ในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำแค่ไหน แต่สำหรับเจ้าของร่างกำยำแล้วเหมือนมันจะไม่สามารถดับอารมณ์ในใจได้
“กูหวังว่ามึงจะมีจิตสำนึกและคิดได้นะ” พาริยะเอ่ยย้ำ
ดลวัฒน์ไม่หยุดฟังและเดินกระแทกส้นเท้าไปไกล ปล่อยให้สองเพื่อนซี้มองตามจนลับสายตา ก่อนจะหันมามองหน้ากัน แล้วพรูลมหายใจออกจากจมูกโด่งที่รับกับใบหน้าพร้อมกัน
ทิฐิของเพื่อนคนนี้คงสูงยิ่งกว่าตึกใบหยกอีกกระมัง
บทที่ 4 สั่งการ
หากถามว่าดลวัฒน์มีจิตสำนึกหรือไม่ ชายหนุ่มย่อมต้องมีอยู่แล้ว ดลวัฒน์ไม่ใช่พวกตายด้านที่จะไม่รู้สึกอะไร แต่ทว่าทิฐิที่มีนั้นมันสูงตระหง่านเกินจะข้ามไปได้ง่ายๆ
ความคิดของชายหนุ่มตีวนกันไปหมดจนชวนหงุดหงิด เพราะถ้อยคำที่ย้ำซ้ำๆ ของเพื่อนดังพอจะแทรกซึมเข้าไปในหัวใจ ร่างสูงกลับมาโรงแรมแล้วทิ้งตัวลงนอนบนเตียง พยายามสลัดเรื่องวุ่นวายออกไปจากความรู้สึก แต่ผ่านไปนับสิบนาทีก็ยังทำไม่ได้
แถมเมื่อมองไปที่ตู้เสื้อผ้า ก็ยิ่งตอกย้ำ เพราะเสื้อผ้าที่ตนนำมาทั้งหมดล้วนถูกจัดสรรมาอย่างดีจากสิรินดา
ไม่มีครั้งไหนที่เขามาสัมมนาหรือออกต่างจังหวัดเพื่อไปสนับสนุนโครงการของโรงพยาบาลแล้วขาดเหลืออะไร เพราะสิรินดาล้วนจัดเตรียมของจำเป็นไว้ให้ทั้งหมด
คำว่าความใส่ใจและให้ความสำคัญกระดอนมากระแทกอกของดลวัฒน์อย่างแรง ชายหนุ่มหลับตาลงแล้ว สุดท้ายก็ตัดสินใจทำในสิ่งที่ทุกคนเรียกร้องเพื่อให้จบปัญหา
ในเวลาห้าทุ่มห้าสิบเอ็ดนาที รถซีดานสีดำคันหรูก็แล่นเข้ามาในหมู่บ้านหนึ่งใจกลางเมือง ก่อนความเร็วของรถจะค่อยๆ ชะลอตัวลงและเทียบจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ที่ภายในยังคงเปิดไฟสว่างไสว
ดลวัฒน์ก้าวลงมาจากรถก่อนระบายลมหายใจออกมา แล้วก็มุ่งตรงไปยังห้องนั่งเล่น ด้วยคิดว่าคงจะเจอภรรยาที่นั่น เพราะรู้นิสัยของสิรินดาดีว่าเจ้าหล่อนชอบนอนดึก และก็เป็นไปตามคาด ร่างบางกำลังนอนหลับอยู่ที่โซฟาตัวยาวสีเบจ ข้างกันมีเอกสารกองโตวางอยู่
“ทำอะไรของเธอ ทำไมไม่ขึ้นไปนอนดีๆ” ดลวัฒน์เอ่ยขึ้นเสียงเข้ม ปลุกให้ร่างเล็กขยับตัวตื่นด้วยท่าทีงัวเงีย “แล้วเอกสารอะไรกองเยอะขนาดนี้" ก่อนชายหนุ่มจะก้มตัวลงหยิบเอกสารแผ่นหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดู แต่ก็ยังไม่กระจ่างอยู่ดีว่ามันคือเอกสารเกี่ยวกับเรื่องใด จึงหยิบแผ่นที่สองและสามขึ้นมาอีก
นั่นเองที่ทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเป็นเส้นตรง ดลวัฒน์ก็หรี่ตามองและก้มลงไปมองเอกสารนั้นอีกครั้ง ชั่วครู่ก็ได้คำตอบ ทำเอาเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ
“นี่เธอยังไม่เข็ดอีกหรอ?” น้ำเสียงเริ่มกดต่ำและห้วนขึ้น
สิรินดาก้มหน้าลง ด้วยรู้ถึงความยุ่งยากที่ตนเคยก่อไว้ ยังไม่ทันได้พูดอะไร ดลวัฒน์ก็สาดประโยคร้อนแรงมาเสียก่อน
“จำไม่ได้หรือไงว่าครั้งที่แล้วเธอสร้างความเดือดร้อนให้ใครบ้าง” คดีความเพิ่งจะจบลงไปให้ได้โล่งอกเพียงไม่กี่เดือนนี้เอง แต่เจ้าหล่อนกลับจะก่อเรื่องอีกแล้วหรือ
“ขอเถอะ อย่าเอาเงินไปผลาญเล่น”
“ครั้งนี้ไจ๋จะดูดีๆ ค่ะ ไจ๋ศึกษามาแล้ว...” หญิงสาวไม่หลบตาอีกต่อไป ประสบการณ์ครั้งที่แล้วมันสอนให้เธอระมัดระวังมากขึ้น และครั้งนี้ก็เป็นการร่วมหุ้นกับคนที่ไว้ใจได้
ดลวัฒน์ฟังแล้วอยากจะคำรามลั่น
ศึกษามาแล้ว?
เหอะ!
“เธอจะบอกพี่ว่าเธอเก่งพอที่จะทำเรื่องพวกนี้แล้ว?” คนอย่างสิรินดาไม่มีทางมองเล่ห์เหลี่ยมใครออก เพราะเจ้าหล่อนมองอะไรก็มีแต่มุมดีไปหมด ไม่อย่างนั้นที่ผ่านมาคงไม่ถูกเพื่อนมาหลอกให้ช่วยลงทุน สุดท้ายก็ชิ่งหนี เชิดเงินไปเป็นล้านๆ
คนต้องตอบกัดปากนิดๆ เพราะนัยน์ตาคมฉายแววหยามหยันดูถูกอย่างเห็นได้ชัด
บทที่ 9 ความเปลี่ยนแปลง 2 สองวันต่อมา “ดลล่ะ” อรอุมาส่งเสียงหวานร้องถามพาริยะที่โรงอาหารของโรงพยาบาลในเวลาพักเที่ยง แล้วชูถุงขนมสีสันสดใสให้อีกฝ่ายดู “เราซื้อขนมมาฝากดล” “ลาพักหนึ่งอาทิตย์” พาริยะตอบก่อนเหลือบมองแล้วทำสีหน้าละเหี่ยใจ เพราะความวุ่นวายกลับมาแล้ว หลังจากหญิงสาวกลับมาจากดูงานโรงพยาบาลที่ต่างประเทศกับย่าของดลวัฒน์ “ดลป่วยเหรอ แล้วเป็นอะไรมากไหม” อรอุมาถามฉับพลัน “คนป่วยอะเมียมัน มันเลยลาไปดูแลเมีย” พาริยะไม่ได้แปลกใจที่หญิงสาวตรงหน้าจะคิดไปแบบนั้น เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเพื่อนเขาบ้างานแค่ไหน ไม่เคยลางานติดต่อกันเป็นอาทิตย์หรอก “ก็ผัวที่ดีอะเนอะ” ชายหนุ่มตอกย้ำให้คนฟังต้องกัดปากอย่างขัดใจ “ถามจริงเถอะ เธอไม่รู้จริงๆ เหรอว่าดลไม่ได้รักเด็กนั่น ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่เคยแคร์เลยด้วยมั้ง” ถ้อยคำที่อรอุมาใช้เรียกสิรินดา ทำให้พาริยะถึงกับวางช้อนลง แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ “แล้วอรเอาอะไรมามั่นว่าไอ้ดลมันไม่รัก ไม่แคร์น้องไจ๋” หมอหนุ่มเลิกคิ้วสูง
“ไจ๋ตอบให้แทนนะคะ สามครั้งค่ะ” สิรินดาว่าตามความจริง แต่งงานกันมาสามปี แต่มีแค่สามครั้งที่เขาพาเธอออกไปทานข้าวนอกบ้าน หนึ่งครั้งคือ ถูกแม่สามีสั่ง อีกครั้งตอนที่จำได้ว่าลืมวันเกิดเธอ อีกครั้งเป็นตอนที่เธอเอ่ยปากร้องขอ ซึ่งเธอก็พยายามเต็มที่แล้วที่จะเข้าใจภาระหน้าที่ของสามี เธอถึงพยายามไม่เรียกร้องสิ่งนี้ เพราะที่จริงแค่ได้กินข้าวกับเขาไม่ว่าจะที่ไหนก็เพียงพอแล้ว “ไจ๋ถึงต้องถามค่ะ” เธอเอาความจริงตีแสกหน้าเขา จะบอกว่าสามีสนใจงานมากกว่าเธอ ก็คงจะถูกส่วนหนึ่ง ดลวัฒน์เงียบไปหลายอึดใจทีเดียว “ไว้ไปถึงเธอก็รู้เอง” ชายหนุ่มบอกเพียงเท่านี้ ก่อนเดินไปดึงข้อมือของสิรินดาเพื่อเร่งให้ขึ้นไปแต่งตัว “ไปแต่งตัวได้แล้ว” ส่วนตัวเขาอยู่ในชุดที่พร้อมจะออกจากบ้านเรียบร้อยแล้ว ในเวลาหกโมงครึ่งทั้งสองคนก็เดินทางออกจากบ้านหลังงาม วันนี้ดลวัฒน์เลือกรถ Porsche Cayenne ลูกรักออกมาใช้งาน ร้านอาหารที่ชายหนุ่มเลือกเป็นร้านอาหารไทยฟิวชันบรรยากาศดีริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองเห็นวิวสะพานพระราม 8 สวยงามในยามพระอาทิตย์ตกดิน
ดลวัฒน์ถึงกับต้องขบปากเพื่อครุ่นคิดถึงคำพูดเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง โดยที่ยังดึงความสนใจกลับมาที่งานวิจัยไม่ได้ เขายกมือขึ้นนวดขมับและท้ายทอย ในหัวยังคงมีคำพูดของพาริยะลอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง “งั้นมึงก็หย่าเถอะ กูบอกตรงๆ กูสงสารน้องไจ๋ เขารักมึงมาก แต่มึงก็เสือกไม่รักเขาเลย” ชายหนุ่มใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม หรือว่าเขาควรจะ... RrrrRrrr แต่ความคิดนี้ก็มีอันต้องหยุดลง เพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อพบว่าปลายสายคือใคร ก่อนคว้ามันขึ้นมากดรับ ตลอดการสนทนาสีหน้าของดลวัฒน์มีความไม่สบายใจฉายชัด “ไว้จะติดต่อไป” หลังจากวางสาย ดลวัฒน์มองเวลาในหน้าจอสมาร์ตโฟนก็พบว่าเกือบจะสี่โมงเย็นแล้ว เขาจึงวางมือถือไว้ที่ตำแหน่งแท่นชาร์ต ก่อนจะจัดการรวบเอกสารงานวิจัยไปเก็บไว้ที่ตำแหน่งเดิมและมุ่งตรงไปยังห้องนอนของตัวเอง ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง มองสิรินดาที่ยังคงนอนหลับอยู่ แล้วใช้มือวัดอุณหภูมิของหญิงสาว เมื่อไม่มีอะไรต้องกังวลใจแล้วก็โล่
บทที่ 9 ความเปลี่ยนแปลง 2 สองวันต่อมา “ดลล่ะ” อรอุมาส่งเสียงหวานร้องถามพาริยะที่โรงอาหารของโรงพยาบาลในเวลาพักเที่ยง แล้วชูถุงขนมสีสันสดใสให้อีกฝ่ายดู “เราซื้อขนมมาฝากดล” “ลาพักหนึ่งอาทิตย์” พาริยะตอบก่อนเหลือบมองแล้วทำสีหน้าละเหี่ยใจ เพราะความวุ่นวายกลับมาแล้ว หลังจากหญิงสาวกลับมาจากดูงานโรงพยาบาลที่ต่างประเทศกับย่าของดลวัฒน์ “ดลป่วยเหรอ แล้วเป็นอะไรมากไหม” อรอุมาถามฉับพลัน “คนป่วยอะเมียมัน มันเลยลาไปดูแลเมีย” พาริยะไม่ได้แปลกใจที่หญิงสาวตรงหน้าจะคิดไปแบบนั้น เพราะใครๆ ก็รู้ว่าเพื่อนเขาบ้างานแค่ไหน ไม่เคยลางานติดต่อกันเป็นอาทิตย์หรอก “ก็ผัวที่ดีอะเนอะ” ชายหนุ่มตอกย้ำให้คนฟังต้องกัดปากอย่างขัดใจ “ถามจริงเถอะ เธอไม่รู้จริงๆ เหรอว่าดลไม่ได้รักเด็กนั่น ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่เคยแคร์เลยด้วยมั้ง” ถ้อยคำที่อรอุมาใช้เรียกสิรินดา ทำให้พาริยะถึงกับวางช้อนลง แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ “แล้วอรเอาอะไรมามั่นว่าไอ้ดลมันไม่รัก ไม่แคร์น้องไจ๋” หมอหนุ่มเลิกคิ้วสูง “
ด้านสิรินดาเวลานี้กำลังนั่งรอรถในจุดบริการรถแท็กซี่ แม้เธอเป็นทั้งลูกและหลานสะใภ้ของเจ้าของโรงพยาบาล แต่ก็ไม่คิดจะใช้อภิสิทธิ์ใด และเลือกมานั่งรอเพื่อต่อคิวเหมือนกับคนอื่นๆ เพียงไม่นานแท็กซี่สีเหลืองเขียวก็เข้ามาจอด สิรินดาลุกขึ้นเมื่อถึงคิวของตน ทว่าเพียงก้าวเดียว มือของหญิงสาวก็ถูกรั้งไว้ ก่อนจะหันไปเห็นดลวัฒน์ “เธอไม่ไปแล้วครับ ขอโทษทีครับ” เจ้าของเสียงเข้มหันไปบอกกับเจ้าหน้าที่ ณ จุดบริการ พร้อมกับรั้งข้อมือของภรรยาให้เดินตามมา “กลับกับพี่” “ไจ๋กลับเองได้ค่ะ” หญิงสาวบอกพร้อมกับดึงข้อมือกลับเพื่อให้ชายหนุ่มหยุดเดิน “พี่ลางานไว้แล้ว” ขืนปล่อยให้เป็นแบบนั้น คนเป็นย่าได้มาฉีกอกเขาแน่ ที่สำคัญเขามีจิตสำนึกและรู้หน้าที่ของสามีดีพอ “ส่งกระเป๋ามาเร็วๆ จะได้ไปพักกัน” สิรินดามองมือที่ยื่นมารอรับกระเป๋าจากเธอนิ่ง ๆ ไม่ใช่ว่าเธอเล่นตัวหรืออยากจะให้เขาง้อ แต่ตั้งใจว่านับจากนี้จะอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง เธอไม่อยากถูกมองว่าเป็นภาระอีกแล้ว ทว่าดลวัฒน์ไม่สนท่าทีนั้น เขาตัดสินใจคว้
DONN : ส่งรูปภาพ DONN : นี่ตั๋วมึง นำกูไปก่อนได้เลย มันเป็นภาพตั๋วเครื่องบินที่ถูกนำมาตัดต่อเที่ยวบินขาไปและขา ตั๋วทัวร์นรก จากกรุงเทพ-นรกภูมิ DONN : ฝากสำรวจด้วยว่าร้อนมากปะ Promp-Krub : ไอ้ห่า Promp-Krub : ส่งสติกเกอร์ชูนิ้วกลาง Promp-Krub : แต่เดี๋ยวกูส่งตัวแทนกลุ่มเราไปสำรวจก่อน พาริยะก็ทำอย่างที่ว่าจริง กดส่งต่อรูปนั้นไปยังไลน์กรุป แล้วแท็กชื่อคนที่ดลวัฒน์ก็เดาได้ไม่ยาก ว่าพาริยะหมายถึงใคร @Tri-69 ฝากไปสำรวจหน่อยเพื่อน Tri-69 : ไอ้พวกสันขวาน บทที่ 8 ความเปลี่ยนแปลง 1 ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติด ก่อนที่พาริยะจะเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานของเพื่อน “กูจะไปส่งน้องด้วย” หมอกระดูกว่า พลันเห็นว่ามีหมอนกับผ้าห่มอยู่บนในโซฟาตัวยาว “เมื่อคืนนอนนี่?” “อืม” ดลวัฒน์พยักหน้า “ย่ามึงก็จัดชุดใหญ่เหมือนกันนะ” พาริยะมองกองเอกสารเป็นตั้งที่วางอยู่เต็มโต๊ะทำงานของเพื่อน อีกทั้งยังมีเอกสารอยู่ใน







