LOGINบทที่ 6 ถ้าไม่มีค่า...ก็แค่ปล่อยมือ
ในวันรุ่งขึ้นดลวัฒน์พาสิรินดากลับเข้าสู่เมืองฟ้าอมร ทว่ายังไม่ทันจะจอดรถที่หน้าบ้านสนิทดีเขาก็ถูกเรียกตัวกะทันหันเพราะหมอที่เข้าเวรเกิดเรื่องฉุกเฉินจนไม่สามารถมาทำหน้าที่ได้ หลังจากนั้นเขาก็ยังต้องอยู่จัดการเอกสารที่ผู้เป็นย่าโยนมาให้รับผิดชอบต่อ
บางครั้งดลวัฒน์อยากจะทำเป็นไม่สนใจหน้าที่บริหาร แต่เมื่อนึกถึงบิดาที่เขารู้ว่าท่านรักโรงพยาบาลนี้เพียงใด ก็ทำให้เขาไม่อาจทำตามความคิดนั้นได้ อีกทั้งยังไม่ได้คิดจะเนรคุณธิตา จนไม่สนใจความเหน็ดเหนื่อยของผู้เป็นย่า
ชายหนุ่มรู้ดีว่าวันนี้คงต้องกลับดึกอีกเช่นเคย จึงส่งเมสเซจสั้นๆ ไปให้ภรรยา
DONN : วันนี้พี่กลับดึก
ทว่าครั้งนี้กลับไม่มีข้อความใดๆ ส่งกลับมา
หัวคิ้วที่รับกับใบหน้าหล่อเหลาเลิกขึ้นสูง นี่เป็นครั้งแรกเลยกระมังที่เขาไม่ได้รับข้อความตอบกลับ หากเป็นปกติเธอจะส่งกลับเสมอ
ให้ไจ๋ไปรับไหมคะ
อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหมคะ ไจ๋จะทำให้ พี่ดลจะได้หายเหนื่อย
สู้ๆ นะคะ
ถึงกระนั้นดลวัฒน์ก็ไม่ทันจะได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะห้องถูกเคาะจากฝีมือของเลขาฯ ผู้เป็นย่า ซึ่งหอบงานกองโตมาให้เพิ่ม ชายหนุ่มต้องโยนโทรศัพท์มือถือกลับไปที่เดิม แล้วจึงเร่งสะสางงานตรงหน้าให้แล้วเสร็จ
กลับมาถึงบ้านก็พบว่าสิรินดาเข้านอนไปแล้ว เขาจัดการอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะทิ้งกายลงนอนบนเตียงและเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
พอแสงตะวันของเช้าวันใหม่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างห้องนอนเข้ามา บ่งบอกว่าหน้าที่ของหมอดลวัฒน์ได้เริ่มต้นใหม่ในอีกวันเช่นกัน
ทุกๆ อย่างดูเหมือนเป็นวันธรรมดาทั่วไป เพียงแต่วันนี้คนที่มักจะรอกินข้าวเช้าพร้อมดลวัฒน์เสมอกลับไม่ได้เอาตัวเองมาให้เห็นแบบทุกวัน
คุณหมอคำรามในลำคอเบาๆ ก่อนส่ายหน้า
ก่อนจะมองสำรวจ พบว่าหญิงสาวกำลังถือสายยางรดน้ำดอกกุหลาบที่ออกดอกมาบ้างแล้ว
สิรินดาชอบดอกไม้ เธอจึงมักไปเดินเล่นที่สวนจตุจักรเพื่อซื้อดอกไม้นานาพรรณมาแซมปลูกใหม่อยู่เสมอ เมื่อได้ยินเสียงกดรีโมตเปิดรถ หญิงสาวก็หันหน้าเล็กไปมองเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น แล้วกลับไปสนใจมวลดอกไม้เหมือนเดิม
ดลวัฒน์ก็ส่งเสียงคำราม
เหอะ!
“เลิกทำตัวเป็นเด็กได้แล้ว เธอก็รู้ว่าพี่ไม่ชอบนิสัยแบบนี้”
ดลวัฒน์รู้ว่าสิรินดาคงยังโกรธเรื่องการมีลูก แต่มันก็เคยตกลงกันแล้วไง แล้วทำไมเธอถึงต้องดื้อดึงกันด้วยเล่า
หลังจากไปเดินตรวจเยี่ยมผู้ป่วยรอบเช้าเรียบร้อยแล้ว ดลวัฒน์ก็มาทิ้งก้นลงในห้องทำงานที่ตึกอำนวยการ ก่อนหยิบโน้ตบุ๊กขึ้นมาไล่ดูความถูกต้องและความครบถ้วนของเนื้อหาที่จัดทำขึ้นในพรีเซนเทชันทีละหน้า เพราะวันนี้นอกจากจะต้องทำหน้าที่หมอแล้ว เขายังได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากรให้กับนักศึกษาแพทย์อีกด้วย ซึ่งถูกเชิญไปเป็นครั้งที่สองแล้ว
หลังจากตรวจทานเนื้อหาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ดลวัฒน์ก็เปลี่ยนบทบาทหน้าที่อีกครั้ง เพราะกองเอกสารที่ผู้เป็นย่าโยนมาให้ศึกษานี้เหลืออีกเป็นตั้ง
กระทั่งช่วงใกล้เที่ยง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ก่อนคนมาใหม่จะโผล่หน้าเข้ามา
“พร้อมยัง” พาริยะเอ่ยถาม
ผู้บริหารหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาที่มุมล่างของหน้าจอโน้ตบุ๊ก ก็พบว่ามันถึงเวลาที่เขานัดหมายกับเพื่อนไว้แล้ว วันนี้พวกเขานัดกันไว้ว่าจะไปกินข้าวเที่ยงแถวมหาวิทยาลัย
“อืม เก็บของแป๊บ”
ดลวัฒน์ยัดโน้ตบุ๊กเข้ากระเป๋าเป้พร้อมกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกสองอย่าง แล้วสะพายมันขึ้นไหล่ ส่วนมืออีกข้างหันไปคว้าถุงสีน้ำตาลใบหนึ่งที่เพิ่งจะได้มาเมื่อช่วงเช้า
ก่อนก้าวเท้าตรงไปหาคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง
“กูสอนเสร็จสามโมง” พาริยะว่าขณะก้าวเดินไปตามทาง วันนี้ทั้งเขาและเพื่อนต่างถูกเชิญมาเป็นวิทยากรเพียงแต่ต่างหัวข้อและต่างสาขา “แล้วของมึงล่ะ”
“บ่ายสามโมงครึ่ง”
“งั้นเดี๋ยวกูจะมารอมึงที่หน้าตึก”
“โอเค”
สุดท้ายคนที่ต้องมารอกลับกลายเป็นนายแพทย์ดลวัฒน์ ชายหนุ่มปล่อยคลาสสอนตรงเวลา ไม่ขาดไม่เกินจากเวลาที่ทางมหาวิทยาลัยให้มา ร่างสูงเดินมาทิ้งกระเป๋าที่สะพายยังโต๊ะไม้สีน้ำตาล และนั่งลงพร้อมกับแก้วมัตฉะลัตเตในมือ พลันมองไปรอบๆ อย่างสำรวจ แล้วอดคิดไปถึงตอนที่ตนยังเป็นนิสิตไม่ได้
มันทั้งสนุกและเครียดในเวลาเดียวกัน
เขายอมรับว่าแม้เรียนหนัก แต่การได้ทำในสิ่งที่รัก ก็ทำให้มีความสุขและมีกำลังใจทำต่อไปเรื่อยๆ
เหมือนทุกวันนี้ที่เขาไม่เคยย่อท้อต่ออาชีพหมอ และยังอยากพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ
ดลวัฒน์เหลือบมองนาฬิกาเป็นหนที่สอง เพราะเวลาล่วงเลยผิดจากที่เพื่อนบอกไปเกือบจะครึ่งชั่วโมงแล้ว เขานั่งดูดมัตฉะลัตเตต่อไปอีกอึกใหญ่กว่าจะเห็นเพื่อนเดินลิ่วๆ มา
“โทษทีว่ะ เกิดแอ็กซิเดนต์นิดหน่อย เลยต้องเปลี่ยนห้องสอน” กว่าเขาจะหาห้องและเซตอุปกรณ์ใหม่ได้ก็ใช้เวลาไปร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว
ดลวัฒน์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ชั่วนาทีก็ขยับตัวลุกขึ้นแล้วมองหาถังขยะที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก จึงเดินไปหย่อนแก้วมัตฉะลัตเตลงถัง แล้วทั้งสองก็เดินไปยังลานจอดรถ ระหว่างทางมีนิสิตหลายคนที่เหลียวมองสองหนุ่ม ส่วนนักศึกษาในคลาสก็พากันยกมือไหว้
ทว่าวันนี้คนที่สาวๆ ให้ความสนใจนั้นไม่ใช่ดลวัฒน์แต่เป็นพาริยะ ที่สวมแว่นจนดูเป็นหนุ่มฮอตเนิร์ด
“ตาดล ที่แกทำแบบนี้ เพราะแกคิดจะแก้แค้นฉันเหรอ” น้ำเสียงของธิตาสั่นสะท้าน ไม่อยากยอมรับว่าดลวัฒน์จะทำแบบนี้เพื่อเอาคืน “ไม่พอใจหรือครับ” ดลวัฒน์ไม่มีท่าทีสลดสักนิด “ถ้าอยากให้หย่า ก็ให้ทนายจัดการมาละกันครับ” ธิตามองสบตาหลานชายที่เย็นชาและมีแต่ความอยากเอาชนะ หญิงชราถึงกับถอยหลังไปพิงกับโซฟา เพราะทรงตัวยืนไว้ไม่อยู่ “แกไม่รักหนูไจ๋ของฉันเลยเหรอตาดล” “ยังต้องถามอีกหรือครับ” คนปากดีสวนกลับไปอย่างฉับไว จนคนฟังน้ำตารื้น “งั้นเรื่องที่ฉันได้ยินว่าแกเรียกทนายเก่งไปจัดการเรื่องหย่า คงเป็นเรื่องจริงสินะ” เธอได้ยินข่าวลือนี้เมื่อวาน แต่ด้วยตารางงานที่แน่นเอี้ยด ทำให้ไม่มีเวลาค้นหาความจริง แต่ตอนนี้คงไม่ต้องแล้ว “ตามนั้นครับ” พูดจบ ชายหนุ่มก็ทิ้งตัวที่เก้าอี้หนัง แล้วเอื้อมมือไปกดเปิดโน้ตบุ๊ก ราวกับว่าเรื่องที่เพิ่งจะโต้เถียงกันไป ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร โดยที่ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าคนที่ตนกำลังเอ่ยถึงนั้นยืนห่างออกไปไม่ไกล และยังได้ยินการสนทนาที่ว่ามาทั้งหมดแล้ว สิรินดาตัวแข็งทื่อ ถ้อยคำที่แสบร้อนทำ
ชีวิตครอบครัวของเธอนั้นจะไปในทิศทางไหนต่อ เธอจะไม่ปกปิด เพราะความจริงอย่างไรก็เป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ และเธอต้องขอบคุณอรอุมาด้วยซ้ำ ที่ทำให้เธอตาสว่างและมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนขึ้นเร็วกว่าที่คิด “ขอตัวค่ะ” สิรินดาเดินจากมา เวลานี้เธอมีจุดหมายเดียวคือการไปตามหาความจริง หญิงสาวขึ้นมานั่งเงียบๆ อยู่หลังพวงมาลัย ยังไม่อาจขับเคลื่อนรถมินิคูเปอร์ไปไหนได้ เพราะมือทั้งสองข้างไม่มีเรี่ยวแรง แค่บังคับให้ตัวเองเดินมาถึงรถได้ก็เก่งมากแล้ว ทั้งที่เตือนตัวเองให้หาความจริงก่อนจะไปตัดสินอะไร ทว่าเธอกลับสลัดความรู้สึกเหล่านี้ไปไม่ได้ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกๆ เข้าปอด พยายามบอกตัวเองให้คิดในแง่ดีไว้ก่อน เพราะเมื่อตรองดูดีๆ ก็รู้ว่าสามีของเธอไม่ใช่คนมีพฤติกรรมแบบนั้น เธออยากเชื่อว่าเขายังมีศีลธรรมพอที่จะไม่ทำร้ายความไว้ใจของเธอ หลังจากที่ให้กำลังใจตัวเองสิรินดาก็ไม่รอช้าที่จะสตาร์ตรถแล้วมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาล ตามตารางงานวันนี้ ดลวัฒน์มีออกตรวจตั้งแต่ช่วงเช้าลากยาวไปจนถึงบ่ายๆ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ออกพบคนไข้เยอะที่สุดในรอบสัปดาห์ กระทั่งเสร็จจ
“ค่ะ ไจ๋ไม่ทราบ แล้วยังไงต่อคะ จุดประสงค์คืออยากบอกไจ๋ให้ทราบเรื่องนี้หรือคะ” เธอยืดอกยอมรับความจริงอย่างไม่ปกปิด “ถ้าหวังร้าย มันไม่มีผลกระทบอะไรมากมายหรอกค่ะ พี่ดลมีสิทธิ์ไปรับเพื่อนเก่าอยู่แล้ว” ถึงจะเป็นแฟนเก่า แต่ทั้งสองคนก็เป็นเพื่อนเก่ากันด้วย แถมมีหลายคู่ที่พอเลิกกันแล้วก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ “แล้วมีสิทธิ์พากันเข้าโรงแรมด้วยเหรอ”เจ้าตัวพูดด้วยน้ำเสียงที่ดัง ราวกับจะตอกย้ำให้สิรินดาไม่อาจปฏิเสธความจริงที่น่าเจ็บปวดนี้ได้ “คุณหมายความว่ายังไง” สิรินดาตัวชา มือสั่นเทาเกินจะคุมไหว อรอุมาเหยียดยิ้ม ก่อนเลือกที่จะเล่นกับความรู้สึกของสิรินดาโดยไม่ยอมพูดอะไรออกมา แม้รู้ดีว่าหญิงสาวกำลังอยากได้คำตอบจนใจจะขาด เธอยังคงปล่อยให้ความเงียบคุกคามสิรินดาต่อไป จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบห้านาทีกว่าจะหยิบภาพอีกหลายใบมาโยนให้ดู “ดูเองสิ คราวนี้ก็ตาสว่างได้แล้ว จะได้เลิกเป็นควายเสียที” สิรินดาเอื้อมมือสั่นๆ ไปหยิบภาพพวกนั้นมาพิจารณา หัวใจพลันเต้นช้าลงเรื่อยๆ ราวกับจะหยุดเต้นเสียให้ได้ ภาพแรกนั้นคือภาพที่คนทั้งคู่อยู่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่
ท้ายข้อความจากคนปริศนานั้นได้แนบโลเคชันหนึ่งมาด้วย สิรินดาไม่ได้กดเข้าไปดูว่ามันคือที่ใด ด้วยกลัวว่าจะเป็นแก๊งมิจฉาชีพ จึงยังไม่ทำอะไรผลีผลาม ดาริกา เพื่อนสาวไอที ที่มีทักษะด้านนี้อย่างยอดเยี่ยม เปิดอ่านข้อความที่ถูกส่งมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขมวดคิ้วสงสัยเช่นกัน DADA :เดี๋ยวเราจะสืบให้ DADA : แต่ไจ๋สงสัยใครไหม พอถูกถาม สิรินดาก็เงียบไปเพื่อขบคิด JAI-SIRINDA: ไม่มีเลย เพราะคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นใครไปได้ และจุดประสงค์คืออะไร DADA : ไม่เป็นไร แต่ระวังตัวด้วยนะไจ๋ เพราะเราไม่รู้ว่ามันมีจุดประสงค์อะไรกันแน่ DADA : ช่วงนี้ก็อย่าไปไหนคนเดียว JAI-SIRINDA: จ้ะ ขอบคุณด้ามากๆ เลยนะ หลังจากจบการไหว้วาน สิรินดาก็เปิดอ่านข้อความเหล่านั้นและทบทวนอีกรอบ รวมถึงพยายามกดโทร.กลับไปอีก ก่อนที่เบอร์นั้นจะปิดเครื่องหนีไป เพียงแค่สองวันเท่านั้น ดาริกาก็ได้ข้อมูลมาแล้วว่าเบอร์ที่ส่งข้อความปริศนามาให้เพื่อนเป็นใคร และเมื่อเฉลยชื่อออกไป สิรินดาก็เม้มปากเป็นเส้นตรงทันที
ด้านไตรฉัตรส่ายหน้า ต่อว่าด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก “ทำตัวเป็นเด็กๆ นะพวกมึงเนี่ย” ดลวัฒน์หัวเราะออกมาเป็นสิ่งแรกหลังได้ยิน “ดูตัวเองก่อนไอ้เสี่ย เหอะ!” เวลาทะเลาะกับเมียทีก็หนีมากรุงเทพฯ ปีหนึ่งๆ มากกว่าสามครั้ง ยังมีหน้ามาว่าเขาเป็นเด็กอีก “วันนี้ไปกรึ๊บกันปะ นานๆ มาครบแก๊ง” ไตรฉัตรเปลี่ยนเรื่องคุย อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ภูมิพัฒน์จะเดินทางอีกแล้ว ไม่รู้ว่าคราวนี้จะไปท้าทายตัวเองด้วยภูเขาลูกไหน “กูไม่ว่าง” “แต่ตารางงานมึงเลิกห้าโมงตรง” “ถามจริง นี่พวกมึงทุกคนรู้ตารางงานกูหมดเลยหรือไง” ดลวัฒน์พูดเชิงตำหนิ ทว่าไตรฉัตรก็ใช่ว่าจะสลด “ของกล้วยๆ ปะ” “เหอะ เก่งจังนะไอ้ตูบไตร” ไตรฉัตรตีมึนด้วยการยักไหล่ “ไว้วันอื่นแล้วกัน” “ตกลงมึงมีนัดแล้วจริงดิ” ไตรฉัตรทำหน้าเซ็ง นายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับ “แล้วสำคัญกว่าเพื่อน?” ดลวัฒน์เหยียดปากแสดงตัวมาดร้าย เพราะถึงเวลาเอาคืนแล้ว “มึงมีความสำคัญด้วยเหรอวะ กูไม่ยักรู้"
ดลวัฒน์เสยผมขึ้นอย่างหงุดหงิด แต่ก่อนจะได้โต้ตอบอะไร โทรศัพท์มือถือของดลวัฒน์ที่วางคว่ำไว้บนโต๊ะก็ดังขึ้น ชายหนุ่มเอื้อมไปหยิบมันมาดู พาริยะเองก็ให้ความสนใจไปด้วย สิ่งที่โชว์เด่นหราทำให้พาริยะเลิกคิ้ว แทนที่จะถูกเมมด้วยชื่อ กลับเป็นอิโมจิรูปก้อนเมฆแทน แต่เพียงเสี้ยววินาทีเดียว ความทรงจำหนึ่งก็แทรกเข้ามา ทำให้รู้แล้วว่าใครเป็นคนโทร.มา ดนนภา เพราะมันคือสัญลักษณ์ที่ดลวัฒน์เคยใช้เมมชื่อไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ดลวัฒน์ขยับตัวลุกขึ้น ทำท่าจะกดรับสาย แต่แล้วก็ถูกมือของพาริยะคว้าไว้ก่อน “มึงกับปรางนี่ยังไงกันแน่ คิดจะเป็นชู้กันหรือไง” ดลวัฒน์กระแทกลมหายใจแรงๆ ออกมาและโต้กลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ “กูไม่ได้ทำอะไรผิด แล้วทีหลังอย่ามาใส่ร้ายปราง กูไม่ชอบ” และไม่ชอบที่เพื่อนทำสีหน้าและแววตาแบบนั้น ราวกับเขาเป็นผู้ร้ายใจทราม ส่วนพาริยะก็คำรามเสียงฉุนมากทีเดียว ติดต่อแฟนเก่าลับหลังภรรยา นี่นะไม่ผิด เพื่อนของเขามันคงบ้าไปแล้ว การประชุมสำคัญกับผู้ถือหุ้นเริ่มขึ้นตั้งแต่แปดโมงตรง เกี่ยวกับรายงา







