Se connecterเรื่องที่อวิ๋นซีจะสร้างโรงงานทำก้อนอิฐและยังรับคนในหมู่บ้านชิงสุ่ย รวมถึงคนในหมู่บ้านหวงถูบางส่วนที่เคยดีกับพวกตนมาทำงาน ก็ได้บอกกับเหล่าสตรีทั้งสามของครอบครัวให้รับรู้ก่อนถึงมื้ออาหารเย็น
แม้ความคิดนี้ของบุตรหลานตัวน้อยจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าคนที่รู้สึกเป็นกังวลถ้าหากสามีกับบุตรสาวต้องกลับไปหมู่บ้านหวงถู ซูเหยากลัวว่าคนตระกูลหลิ่งจะมาวุ่นวายและสร้างปัญหา จึงมีท่าทีอึดอัดใจจนอวิ๋นซีต้องยืนยันว่าสามารถรับมือได้
“ท่านพี่ถ้าไปหมู่บ้านหวงถูเกิดคนพวกนั้นเข้ามาเรียกร้องผลประโยชน์จนทำให้เรื่องวุ่นวายจะทำอย่างไรเจ้าคะ”
“ท่านแม่ท่านอย่าได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องคนตระกูลหลิ่งนั่นไปเลยเจ้าค่ะ ต่อให้เอาเรื่องบุญคุณการเป็นบิดามารดามาข่มขู่ท่านพ่อ ซีซีเชื่อว่าท่านพ่อไม่มีทางใจอ่อนยอมยกโทษให้พวกเขาแน่นอน
อีกอย่างพวกเราก็มีหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์เป็นหลักฐานในมือ ถ้าเตือนแล้วยังไม่ยอมหยุดก็พาตัวไปที่ว่าการให้ท่านนายอำเภอตัดสินโทษเสีย ดูสิว่าหากต้องได้รับโทษกันทั้งตระกูลยังจะหาเรื่องพวกเราอีกหรือไม่”
“อาเหยาเจ้าไม่ต้องคิดมากคนเห็นแก่เงินอย่างตระกูลหลิ่งก็เก่งแต่ปาก เอาเข้าจริงพอข่มขู่อย่างที่ซีซีพูดมาขี้คร้านจะกลัวจนหัวหดล่ะไม่ว่า” เฟิงหยางเข้าใจความห่วงใยของผู้เป็นภรรยาที่มีกับตน แต่ที่บุตรสาวพูดมาล้วนถูกต้องเพราะเขามิได้รู้สึกห่วงหาอาวรณ์ตระกูลเดิมอีกแล้ว
จื่อหานก็ช่วยพูดกับมารดาด้วยการกล่าวถึงเหล่าองครักษ์ทั้งหลาย เพื่อให้มารดาคลายความกังวลใจที่มีให้เบาบางลง
“ท่านแม่ขอรับท่านก็เห็นมิใช่หรือว่าตอนนี้ข้างกายพวกเราทุกคนล้วนมีคนคอยดูแลความปลอดภัย อีกอย่างซีซีก็เป็นถึงท่านหญิงถ้าตระกูลหลิ่งกล้าหาเรื่องพวกเขาอาจได้รับโทษเป็นสองเท่าก็ได้นะท่านแม่”
“อาเหยาแม่ว่าเจ้าทำใจให้สบายอย่างที่อาหยางกับลูก ๆ บอกเถิดนะ ครอบครัวของเราในยามนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว หากคนตระกูลหลิ่งอยากได้อะไรจากอาหยางละก็ พวกเขาต้องคุกเข่าขอร้องเท่านั้น” นางจิ้งซื่อก็เชื่อมั่นว่าบุตรเขยกับหลาน ๆ ของนางสามารถรับมือคนตระกูลหลิ่งได้
“เฮ้อ ก็ได้แต่อย่างไรท่านพี่กับซีซีต้องระวังตัวไว้บ้างนะเจ้าคะ”
“ซีซีจะปกป้องท่านพ่อเป็นอย่างดีเจ้าค่ะท่านแม่ ใครไม่ฟังคำเตือนซีซีจะกระทืบ ๆ ๆ ให้นอนกินน้ำข้าวสักหนึ่งเดือนไปเลย หึ”
คำพูดและท่าทางห้าวหาญว่าจะปกป้องบิดาที่อวิ๋นซีแสดงออกมา เรียกเสียงหัวเราะให้คนในครอบครัวกันยกใหญ่
“ฮ่า ๆ ๆ หลานตาก็ตัวแค่นี้แต่ความตั้งใจกลับยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน”
“นั่นน่ะสิหลานรักของลุงเจ้ากับบิดาไปหมู่บ้านหวงถูให้สบายใจเถิด ส่วนงานทางนี้ลุงกับทุกคนจะช่วยจัดการแทนเจ้าเอง”
“เจ้าค่ะท่านลุงประเดี๋ยวหลังกินมื้อเย็นเสร็จซีซีจะนำสิ่งที่ต้องใช้สร้างโรงงาน รวมถึงแผงเก็บพลังงานและพวกหลอดไฟออกมาให้นะเจ้าคะ”
ผู้เฒ่าจางเห็นว่าทุกคนเข้าใจเรื่องราวไปในทิศทางเดียวกันแล้ว จึงเปลี่ยนเรื่องโดยโยงไปยังเรื่องงานที่จะเริ่มในวันรุ่งขึ้น
“งั้นพวกเราควรไปกินข้าวให้อิ่มท้องและพักผ่อนกันเร็วหน่อยก็ดี พรุ่งนี้ต้องเริ่มงานใหญ่อีกครั้งอาจตื่นเร็วกว่าเดิมเล็กน้อยนะ”
“ขอรับ /เจ้าค่ะ”
วันถัดมาแสงไฟในบ้านตระกูลจางก็สว่างขึ้นตั้งแต่ปลายยามอิ๋น ทุกคนตื่นมาเพื่อเตรียมตัวไปทำหน้าที่ของตนอย่างกระตือรือร้น ยกเว้นอยู่คนหนึ่งที่อายุน้อยที่สุดในครอบครัวที่ไม่มีใครปลุก ปล่อยให้นางได้นอนต่ออีกครึ่งชั่วยามถึงถูกปลุกด้วยฝีมือของมารดาอย่างซูเหยา
อวิ๋นซีที่งัวเงียตื่นในสภาพหัวฟูผมชี้โด่ไม่เป็นทรงก็ต้องตกใจเมื่อรู้ว่าตนเองตื่นสายกว่าทุกคน ถึงกับรีบวิ่งเข้าห้องน้ำจัดการตนเองอย่างรวดเร็ว ส่วนผมที่ยุ่งเหยิงก็เป็นซูเหยาที่ทำให้เป็นทรงของเด็กและมีเครื่องประดับเล็กน้อย
หลังกินมื้อเช้าและต้องแยกย้ายไปจัดการเรื่องงานอวิ๋นซีไม่ลืมขอให้มารดาของตน ช่วยทำอาหารมื้อกลางวันให้กับชาวบ้านที่จะไปรับจ้างสร้างโรงงาน และแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้ผู้เป็นตาไว้จ่ายค่าแรงให้ชาวบ้าน
“ท่านตาเจ้าคะนี่เงินค่าจ้างชาวบ้านซีซีไม่รู้ว่าจะมีคนมากี่คนจึงเตรียมไว้มากหน่อย ส่วนเรื่องอาหารมื้อกลางวันของชาวบ้านรบกวนท่านแม่ ท่านยายกับท่านป้าสะใภ้ด้วยนะเจ้าคะ”
“แม่รู้แล้วแม่จะช่วยจัดการให้อย่างดีจ้ะ”
“รีบไปเถิดก่อนแดดจะร้อนยังต้องใช้เวลาเดินทางอีกพักใหญ่”
ทุกคนยืนส่งอวิ๋นซีกับบิดาขึ้นรถม้าและเคลื่อนขบวนเล็ก ๆ ที่มีองครักษ์เกือบสิบคนออกหมู่บ้าน คล้อยหลังอวิ๋นซีไปได้ไม่นานชาวบ้านก็ถือเครื่องไม้เครื่องมือมาพบผู้เฒ่าจางพอดี
เมื่อกำลังคนและวัสดุก่อสร้างพร้อมแล้วผู้เฒ่าจางกับบุตรหลาน จึงพาชาวบ้านไปยังที่ดินจำนวนสิบหมู่ด้านหน้าหมู่บ้าน เพื่อแผ้วถางเหล่าวัชพืชที่ขึ้นอยู่มากมายให้หมดเสียก่อน พอยามซื่อหัวหน้าซุนก็กลับมาพร้อมหนังสือผู้ครอบครองที่ดินมอบให้ผู้เฒ่าจางต่อหน้าชาวบ้านทุกคน
“จะเป็นใครอีกล่ะหากไม่ใช่คุณหนูจางอวิ๋นซีที่เจ้ายืนด่าพวกเจ้าคนนี้ ไม่เพียงเท่านั้นท่านหญิงอวิ๋นเยว่ยังเป็นบุตรบุญธรรมของฮ่องเต้ เจ้ากับพ่อแม่รู้หรือไม่หากข้าไม่ห้ามเจ้าแล้วปล่อยให้ทำร้ายท่านหญิง โทษของพวกเจ้าสามคนย่อมเป็นการประหารชีวิตในข้อหาทำร้ายเชื้อพระวงศ์” เรื่องนี้ซือเฉินพูดด้วยเสียงที่ดังยิ่งกว่าเดิมเพื่อให้ได้ยินกันถ้วนหน้าตุบ ตุบ ตุบ หลังจากได้ยินอย่างแน่ชัดแล้วว่าฐานะของอวิ๋นซีนั้นสูงส่ง ชาวบ้านที่เคยยืนรายล้อมก็ลงไปคุกเข่าก้มหน้าไม่กล้าพูดอีกต่อไป“ปะ ปะ เป็นไปได้ยังไงที่พวกมันจะได้ดีถึงขั้นนี้”เฟิงหยางไม่ได้รู้สึกสงสารหรือเห็นใจคนบ้านหลิ่งทั้งสามคนแม้แต่น้อย เขาเอ่ยถามบุตรสาวเรื่องการลงโทษแทนการขอความเห็นใจ“ซีซีพ่อเห็นด้วยกับซือเฉินนะเจ้าคิดจะลงโทษคนตระกูลหลิ่งอย่างไร ฝ่าบาททรงประทานอำนาจเรื่องนี้แล้วมิใช่หรือ ถ้าหากฝ่าบาททรงทราบว่าเจ้าถูกทำร้ายจนบาดเจ็บบางทีพวกเขาอาจรับโทษประหารชีวิตก็ได้นะ”“หึ ซีซีอยากให้คนเช่นนี้ถูกประหารชีวิตไปได้ยิ่งดีเจ้าค่ะท่านพ่อ คนสันดานไม่ดีไม่มีทางแก้ไขให้กลับมาดีได้อีกแล้ว แต่ในเมื่อความผิดที่เกิดขึ้นยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง เช่นนั้นซือเฉินเจ้
เพียงแต่เรื่องน่ายินดีก็เป็นอันต้องหยุดลงเมื่อมีเสียงแหลมบาดหูตะโกนมาแต่ไกล จากน้ำเสียงที่ได้ยินบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่ากำลังไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่สำคัญคนที่วิ่งไปตามเจ้าของเสียงยังยืนมองอย่างสนุกสนานอีกด้วย“ไหน เจ้าลูกอกกตัญญูมันอยู่ไหน ไปได้ดีมีฐานะร่ำรวยก็ลืมบุญคุณคนเป็นพ่อแม่แล้วรึ เจ้าเฟิงหยางอยู่ตรงไหนโผล่หัวของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!”“เจ้าลูกเลี้ยงไม่เชื่องออกมาคุกเข่าโขกหัวขอขมาข้ากับแม่ของเจ้าซะ! ถ้ายังไม่ยอมโผล่หัวออกมาข้าจะป่าวประกาศให้ทั่วว่าเจ้ามันคือลูกทรพี”“พี่รองท่านร่ำรวยแล้วก็ควรส่งเงินมาให้ท่านพ่อท่านแม่ได้ใช้บ้างสิ ถึงจะตัดขาดกันแต่อย่าลืมว่าผู้ใดคือคนที่ให้กำเนิดท่านนะพี่รอง”ชาวบ้านเปิดทางให้คนบ้านหลิ่งและไม่มีใครออกหน้าช่วยให้เฟิงหยาง จะมีเพียงหัวหน้าซ่งที่พยายามห้ามปรามแต่มีหรือคนอย่างบ้านหลิ่งจะยอมฟัง“นี่ตาเฒ่าหลิ่ง นางหลิว พวกเจ้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูกนะเพราะพวกเจ้าตัดขาดกับอาหยางทุกอย่างแล้ว จะมาเรียกร้องเงินทองจากอาหยางไม่ได้...”“เจ้าหุบปากไปเลยไม่ต้องมายุ่งเรื่องของครอบครัวข้าเลยนะตาเฒ่าซ่ง ถ้าไม่อยากถูกข้าด่าไปถึงบรรพบุรุษของเจ้าก็อยู่เงียบ ๆ เข้าใจไหม” นางหลิว
การทำงานในหมู่บ้านชิงสุ่ยดำเนินต่อไปด้วยความสามัคคีจากทุกคน ส่วนอวิ๋นซีกับบิดาที่สามารถใช้ความเร็วในการเดินทาง ในที่สุดทั้งสองคนก็มาถึงหมู่บ้านหวงถูโดยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามกว่า ๆ เท่านั้นเพียงแค่รถม้าคันใหญ่และงดงามส่วนด้านหน้ามีป้ายชื่ออวิ๋นเยว่ติดไว้ วิ่งเข้าไปด้านในหมู่บ้านกลุ่มคนที่มักจะนั่งพูดคุยกันต่างมองตามตาไม่กระพริบ บางคนทนไม่ไหวถึงกับรีบเดินตามไปดูว่ารถม้าคันดังกล่าวจะไปหยุดอยู่ที่ใดจนกระทั่งถึงที่หมายอย่างบ้านของซ่งเหวยหัวหน้าหมู่บ้านหวงถูแห่งนี้ รถม้าของอวิ๋นซีถึงได้หยุดนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับการดูแลจากม่ายเซียนกับกู้เฟิง ด้วยการวางบันไดให้เจ้านายเดินลงมาอย่างสง่าผ่าเผยคนที่จำเฟิงหยางได้ก็กระซิบกระซาบกันใหญ่‘เอ๊ะ นั่นมิใช่อาหยางบุตรชายคนรองของบ้านหลิ่งหรอกหรือ’‘ใช่จริง ๆ ด้วย แต่ทำไมถึงแต่งตัวเหมือนคนร่ำรวยไหนจะลงมาจากรถม้าคันใหญ่โตนั่นอีก’‘หรือว่าพอตัดขาดกับบ้านหลิ่งแล้วจะไปทำงานจนร่ำรวยเงินทอง หรือได้อยู่ในจวนขุนนางจนได้รับความไว้วางใจกระมัง’‘เรื่องนั้นข้าไม่รู้หรอกอย่างเดียวที่ข้ารู้ก็คือ ถ้าบ้านหลิ่งรู้ว่าเจ้าเฟิงหยางมีเงินทองกินใช้อย่างสุขสบายละก็ วันนี้คงมีเ
เรื่องที่อวิ๋นซีจะสร้างโรงงานทำก้อนอิฐและยังรับคนในหมู่บ้านชิงสุ่ย รวมถึงคนในหมู่บ้านหวงถูบางส่วนที่เคยดีกับพวกตนมาทำงาน ก็ได้บอกกับเหล่าสตรีทั้งสามของครอบครัวให้รับรู้ก่อนถึงมื้ออาหารเย็นแม้ความคิดนี้ของบุตรหลานตัวน้อยจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ทว่าคนที่รู้สึกเป็นกังวลถ้าหากสามีกับบุตรสาวต้องกลับไปหมู่บ้านหวงถู ซูเหยากลัวว่าคนตระกูลหลิ่งจะมาวุ่นวายและสร้างปัญหา จึงมีท่าทีอึดอัดใจจนอวิ๋นซีต้องยืนยันว่าสามารถรับมือได้“ท่านพี่ถ้าไปหมู่บ้านหวงถูเกิดคนพวกนั้นเข้ามาเรียกร้องผลประโยชน์จนทำให้เรื่องวุ่นวายจะทำอย่างไรเจ้าคะ”“ท่านแม่ท่านอย่าได้กังวลเกี่ยวกับเรื่องคนตระกูลหลิ่งนั่นไปเลยเจ้าค่ะ ต่อให้เอาเรื่องบุญคุณการเป็นบิดามารดามาข่มขู่ท่านพ่อ ซีซีเชื่อว่าท่านพ่อไม่มีทางใจอ่อนยอมยกโทษให้พวกเขาแน่นอนอีกอย่างพวกเราก็มีหนังสือตัดขาดความสัมพันธ์เป็นหลักฐานในมือ ถ้าเตือนแล้วยังไม่ยอมหยุดก็พาตัวไปที่ว่าการให้ท่านนายอำเภอตัดสินโทษเสีย ดูสิว่าหากต้องได้รับโทษกันทั้งตระกูลยังจะหาเรื่องพวกเราอีกหรือไม่”“อาเหยาเจ้าไม่ต้องคิดมากคนเห็นแก่เงินอย่างตระกูลหลิ่งก็เก่งแต่ปาก เอาเข้าจริงพอข่มขู่อย่างที่ซีซีพูดมา
จางเจิ้นรอให้คู่ค้าคนใหม่เดินไปไกลแล้วถึงได้กล่าวชื่นชมหลานสาว ที่สามารถคัดเลือกคนที่มิได้ใช้เพียงอำนาจเข้าข่มขู่ แต่สามารถทำให้พวกเขาโอนอ่อนผ่อนตามด้วยความเต็มใจ “หลานรักเจ้าพัฒนาฝีมือเรื่องการค้าไปอีกขั้นแล้วนะ ดูท่าคู่ค้าของเราทั้งสามคนในวันนี้คงทำให้เรามีเงินอยู่ในมือนับพันตำลึงเงินแน่นอน” “อืม ตาก็เห็นด้วยกับท่านลุงของเจ้านะการเลือกคนมาเป็นคู่ค้าสำคัญกับพวกเรามากจริง ๆ ยังดีที่ซีซีมีแผนรับมือพวกเขาไว้ก่อน” หลังจากไม่มีคนนอกอยู่ในศาลาแล้วอวิ๋นซีก็กลับมาเป็นเด็กน้อยขี้อวดเหมือนเดิม “คิ ๆ ๆ เรื่องอะไรซีซีจะยอมให้คนเจ้าเล่ห์มาเอาเปรียบพวกเราได้ หากไม่ควบคุมพวกเขาไว้เสียแต่ทีแรกแล้วปล่อยให้ขายวัสดุอุปกรณ์ในราคาแพง ชื่อเสียงของตระกูลจางคงถูกพวกเขาทำลายไม่เหลือแน่ ๆ เจ้าค่ะท่านตา” “ท่านพ่อตา พี่ภรรยา สงสัยพวกเราคงต้องเรียนรู้เรื่องนี้ให้มากเสียแล้ว ยามแยกย้ายกันไปจัดการเรื่องงานกับลูกค้าตามที่ต่าง ๆ จะได้ไม่หลงกลถูกพวกเขาหลอกลวงจนรับมือไม่ไหวขอรับ” เฟิงหยางคิดว่าเรื่องนี้บุตรสาวของเขาย่อมมีทางออกให้ทุกคนได้เรียนรู้เพิ่มเติมแน่นอน “อืม เช่นนั้นต้องรบกวนซีซีช่วยสอนเรื่องนี้กับพวกเรา
แขกที่เหลืออีกสามคนต่างรีบลุกขึ้นยืนทำความเคารพอวิ๋นซีทันที เมื่อเห็นถึงผลลัพธ์ที่นายช่างชุนเทียนได้รับ หากครั้งนี้พวกเขาไม่ได้รับการคัดเลือกคงต้องไปหาอาชีพใหม่ทำเป็นแน่ “คารวะท่านหญิงอวิ๋นเยว่!” “พวกท่านนั่งตามสบายเถิด ไม่ต้องเกร็งข้ามิใช่คนที่ใช้อำนาจที่มีมารังแกผู้อื่นได้ตามใจชอบหรอกนะ” อวิ๋นซีใช้น้ำเสียงปกติพูดคุยกับแขกที่ยังเหลือในตอนนี้ “อย่ามองว่าหลานสาวของข้าเป็นแค่เด็กตัวเล็ก ๆ เชียวนะ ต่อให้นางเป็นเด็กแต่ความสามารถเหนือกว่าผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ เสียอีก” ผู้เฒ่าจางกล่าวทั้งชื่นชมและเตือนทั้งสามเป็นนัย ๆ “ข้าเพ่ยถิงเฟิงมาจากเมืองเจิ้งโจวอยากทำการค้ากับตระกูลจาง หวังว่าท่านหญิงจะให้โอกาสนายช่างธรรมดา ๆ เช่นข้าด้วยขอรับ” “พวกข้าสองคนก็อยากขอโอกาสจากท่านหญิงเช่นกันขอรับ” ขณะนั้นจื่อหานกับเฟยซวนที่ช่วยกันถือสิ่งที่อวิ๋นซีสั่งไว้ออกมาพอดี จึงไม่รู้ว่าก่อนหน้าเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้างยามมาถึงก็ถามเรื่องคู่ค้าไม่สนเรื่องอื่น “ซีซีพวกพี่นำสิ่งที่เจ้าต้องการมาครบแล้วนะ ว่าแต่พูดคุยเรื่องการค้าไปถึงไหนแล้วล่ะ” “นั่นน่ะสิซีซี นี่ยังไม่มีใครนำตัวอย่างวัสดุของเรามาให้แขกดูบ้างหรื







