LOGIN“นายอย่าเดินไปทั่วในป่าแบบนี้สิ รู้ไหมว่าทุกคนตามหานายกันอยู่น่ะ” ทันทีที่วิ่งมาถึงตรงหน้าอากาศ พายุก็บ่นขึ้นมาในทันที
ตอนรู้ข่าวว่าอีกฝ่ายตกเขาลงไปด้านล่าง พายุก็ร้อนใจรีบวิ่งลงจากเขาออกไปค้นหาอากาศก่อนใครเพื่อน ตอนเขาลงมาถึงด้านล่างภูเขาคนอื่นยังลงมาไม่ถึงกันเลย
ภูที่ต้องการมาด้วยก็โดนเขาไล่ให้กลับไปอยู่ค่าย เพื่อที่ว่าเผื่อมีคนเจออากาศแล้วพากลับไปที่ค่ายอาสา ภูจะสามารถรักษาเบื้องต้นให้กับอากาศได้
ตอนที่ลงมายังบริเวณที่เพื่อนอีกฝ่ายว่า อากาศตกลงมา เขาวิ่งหาจนทั่วแต่ก็ยังไม่เจอร่างอากาศ ตอนนั้นใจพายุก็ตกไปที่ตาตุ่มเมื่อเผลอคิดในแง่ร้ายว่า อาจมีสัตว์ป่าลากร่างอีกฝ่ายไปแล้ว แต่พอสำรวจบริเวณรอบ ๆ ดี พายุกลับไม่พบเลือดหรือบริเวณที่เห็นหลุมจากร่างที่ตกลงมาของอากาศเลย
พายุคิดในแง่ดีขึ้นมาว่า อากาศอาจไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก ยังพอเดินไหวจึงหาทางเดินกลับค่ายไปด้วยตัวเองแล้ว แต่ถึงจะคิดแบบนั้น เขาก็ยังไม่เลิกพยายามที่จะค้นหาอีกฝ่าย
แม้กระทั่งตอนที่ฝนเริ่มตกลงมา พายุก็ยังไม่ล้มเลิกการตามหาอากาศ เขากลับมีความคิดว่า ตัวเองจะต้องหาอีกฝ่ายเจอแน่ ๆ เพราะคืนนั้นพวกเขาเองก็พบกันตอนที่ฝนตกเหมือนอย่างตอนนี้
บางทีสายฝนอาจจะเป็นตัวเชื่อมที่ทำให้พวกเขาได้พบเจอกัน และแล้วความพยายามก็ไม่เคยทำร้ายเขา เดินหาจนมาเจอกับอากาศที่กลางป่าจริง ๆ
“ไปกันเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งเล่นกลางป่า เพื่อนนายกำลังตามหานายอยู่นะ” พายุจับแขนอีกฝ่ายพยายามดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน
“อะ โอ๊ย!” อากาศที่ถูกดึงให้ลุกขึ้นอย่างแรงร้องออกมาด้วยความเจ็บ ขาที่แพลงไม่อาจทำให้เขาทรงตัวอยู่ลุกขึ้นยืนก็ล้มลงทันที
“นี่นายขาแพลงเหรอ” เห็นอีกฝ่ายร้องด้วยความเจ็บทรงตัวไม่อยู่คล้ายจะล้ม พายุก็รีบคว้าเอวอีกฝ่ายมาประคองเอาไว้ไม่ให้ล้ม ก่อนจะให้อากาศพิงแผ่นหลังกับต้นไม้ ก้มตัวลงจับขาข้างที่แพลงของอีกฝ่ายขึ้นมาดู
“นี่แดงมากเลยนี่ นายเดินไม่ได้แล้ว รีบขึ้นมาบนหลังฉันเลย เราต้องรีบกลับค่ายอาสา” เห็นข้อเท้าอีกฝ่ายแดงเถือก พายุก็ไม่คิดจะให้อากาศต้องเดินกลับไปที่ค่ายเอง เขาย่อตัวหันหลังตบแผ่นหลังตัวเองให้อีกฝ่ายขึ้นมา
“ขอบใจครับ อึก...ฮือ” อากาศก็ไม่คิดจะอิดออด เพราะเขาก็เดินไม่ไหวจริง ๆ เขาทิ้งตัวลงไปบนแผ่นหลังกว้าง ให้อีกฝ่ายแบกตัวเองเดินต่อไป
อากาศเม้มปากแน่นไม่รู้จะพูดอะไร ทำให้เกิดความเงียบขึ้นตลอดทาง เขาพยายามหยุดที่จะร้องไห้เพื่อให้ฝนหยุดตก แต่การห้ามไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมามันง่ายนักเหรอไง ไม่รู้ทำไมเวลาที่ตัวเองร้องไห้ อีกฝ่ายถึงชอบปรากฏตัวออกมาในช่วงเวลาที่เขาอ่อนแอกัน
“นี่! เมื่อไรนายจะหยุดร้องไห้กัน” พายุเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นทำไมถึงร้องไห้อีกกัน ทั้งที่เขาก็กำลังช่วยพาออกไปจากป่าแล้วแท้ ๆ
“อึก...ฮือ ๆ ขอโทษครับ...ฮือ ผมจะพยายาม” อากาศยกมือปัดแก้มที่เต็มไปด้วยน้ำตาของตัวเอง
“ลืมที่ฉันพูดไปเถอะ นายอยากร้องออกมาเท่าไรก็ร้องออกมาให้เต็มที่ ร้องออกมาให้จนน้ำตาหมดเลย ทำเหมือนฉันไม่มีตัวตน เหมือนอย่างคืนนั้น” พายุรู้สึกตัวว่าพูดออกไปนั้นไม่ถูกต้องก็ไม่คิดห้ามอากาศไม่ให้ร้องไห้อีก ให้อากาศร้องไห้ออกมาอย่างเต็มที่แทน
“อึก ขอบคุณครับ ฮือ แล้วก็ขอโทษ...ฮื้อ อึก เรื่องวันนั้นที่ไม่ปลุกด้วยครับ ฮือ ๆ” อากาศร้องไห้หนักกว่าเก่า เอ่ยคำขอโทษที่ติดค้างอีกฝ่ายมาหลายวันออกไป
“ไม่เป็นไร เรื่องวันนั้นฉันไม่ถือแล้ว” พายุยิ้มร่าเมื่อได้ยินคำขอโทษ แต่ไม่รู้ทำไมฝนที่เริ่มซากลับตกหนักแรงขึ้นอีก เมื่อคนบนหลังร้องไห้หนักกว่าเก่า
“อึก...ผมชื่ออากาศนะครับ วิศวะปีสอง อึก...ผมยังไม่รู้ชื่อพี่เลย”
“เรียกพี่ว่าพายุ”
“แฮ่ก ๆ พี่ว่าเราพักกันที่นี่ก่อนเถอะ การเดินป่าในตอนกลางคืนมันอันตราย”
“ผมขัดพี่ไม่ได้อยู่แล้วครับ”
“งั้นอากาศนั่งอยู่นี่ก่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปดูก่อนว่า ด้านในพอจะมีอะไรที่พอจุดไฟได้หรือเปล่า”
หลังจากได้แนะนำตัวทำความรู้จักกันอย่างจริง ๆ พายุก็แบกอีกฝ่ายเดินมาตลอดทางจนอีกฝ่ายหยุดร้องไห้ ฝนที่ตกหนักก็เริ่มซาอย่างช้า ๆ แต่ถึงแม้เขาจะเดินมาตลอดทางแต่ด้วยการต้องแบกผู้ชายร่างโตคนหนึ่งไปด้วย ทำให้เขาเดินทางไปได้ไม่ไกลเท่าไรนักจนฟ้าเริ่มมืด
แต่โชคก็ยังเข้าข้างพวกเขาสองคนที่ดันเจอกระท่อมกลางป่าพอดี ดังนั้นพวกเขาสองคนจึงตัดสินใจจะค้างคืนที่กระท่อมกลางป่านี้ก่อนคืนหนึ่ง พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางกลับไปยังค่ายอาสา
“โชคดีจริง ๆ ดูเหมือนกระท่อมนี้จะเป็นของนายพรานในป่า พี่พบตะเกียงเทียนโบราณกับกล่องไม้ขีดไฟด้วย คืนนี้เราไม่ต้องอยู่มืด ๆ แล้ว” พายุเดินถือตะเกียงไฟที่ส่องสว่างไสวออกมาจากในกระท่อมด้วยสีหน้าตื่นเต้น แม้จะไม่เคยเข้าป่า แต่เขาก็พอรู้ว่าการอยู่ในป่าตอนกลางคืนโดยไร้ซึ่งแสงไฟนั้นอันตรายมาก
“งั้นพี่พาอากาศเข้าไปนั่งด้านในนะ”
“ได้ครับ”
อากาศปล่อยให้พี่พายุพยุงร่างกายตัวเองพาเข้าไปนั่งด้านในกระท่อม ด้านในกระท่อมไม่มีอะไรเลยนอกจากผ้าขาวม้าสองผืนที่แขวนกับลวดเอาไว้ นอกจากตะเกียงหนึ่งอันที่มีแสงไฟภายในกระท่อมก็ว่างเปล่า ดูเหมือนคืนนี้พวกเขาต้องค้างคืนที่นี่ไปก่อน
“พี่...พายุถอดเสื้ออกทำไมครับ” อากาศมีสีหน้าตกใจ เมื่อพี่พายุพาเข้ามานั่งด้านในกระท่อมแล้ว อีกฝ่ายก็ถอดเสื้อที่สวมใส่อยู่ออกอย่างรวดเร็ว จนเห็นกล้ามเนื้อสีขาวบริสุทธิ์ที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้านในเสื้อ
“ก็เสื้อผ้ามันเปียก พี่ก็ต้องถอดออกสิ จะใส่ชุดที่เปียกแบบนี้นอนไม่ได้หรอกนะ ไม่งั้นพรุ่งนี้พวกเราคงป่วยจนเดินกันไม่ไหวแน่ อีกเดี๋ยวอากาศก็ต้องถอดด้วยนะ” พายุอธิบายเสร็จเขาก็ไม่สนใจอีกฝ่าย ลงมือถอดกางเกงต่อในทันที ก่อนจะคว้าผ้าขาวม้าที่ตากไว้มาคลุมช่วงล่างถอดกางเกงในออกมา เขาตากเสื้อผ้าที่เปียกเอาไว้กับราวแทน
“เอามือที่ปิดหน้าออกได้แล้ว พี่ไม่ได้โป๊ซะหน่อย อากาศต้องให้พี่ช่วยไหม” พายุเห็นอีกฝ่ายใช้มือปิดหน้าก็อมยิ้ม
“มะ...ไม่เป็นไรครับ ผมทำเองได้” อากาศพอเห็นว่าพี่พายุช่วงล่างคลุมด้วยผ้าขาวม้าก็ทั้งโล่งใจและเศร้าใจหน่อย ๆ แต่ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าเศร้าใจอะไร
“พี่พายุปิดตาหน่อยครับ ไม่สิหันหน้าออกไปทางนู้นเลยครับ” อากาศเห็นคนพี่เอาแต่จ้องมองตัวเองก็หน้าแดง เล่นจ้องกันขนาดนี้เขาจะกล้าถอดเสื้อได้ยังไงกัน ถึงจะเป็นผู้ชายเหมือนกันแต่เขาก็ไม่เคยต้องถอดเสื้อผ้าต่อหน้าใครนะ
“อะ ๆ ก็ได้ รีบ ๆ ถอดเสื้อผ้าละกัน” พายุยอมทำตามแต่โดยดี หันหน้าไปมองอีกทางหนึ่ง
อากาศพยุงร่างตัวเองค่อย ๆ ถอดเสื้อผ้าทั้งหมดบนร่างออก และดึงผ้าขาวม้ามาสวมช่วงล่างของตัวเองเอาไว้ ใบหน้าอากาศร้อนผ่าวเมื่อรู้ตัวว่า คืนนี้เขาจะต้องนอนแก้ผ้า โดยสวมเพียงผ้าขาวม้าที่ช่วงล่างนอนกับคนแปลกหน้าที่พึ่งรู้จักกันไม่นาน
“พี่พายุหันหน้ามาได้แล้วครับ” อากาศหลังตากเสื้อผ้าตัวเองเสร็จแล้วก็ให้พี่พายุหันหน้ากลับมา
เวลาค่อย ๆ ผ่านไปเรื่อย ๆ ภายในกระท่อมเต็มไปด้วยความเงียบ แม้พวกเขาจะเจอหน้ากันหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่า พวกเขานั้นไม่ได้สนิทกันแต่อย่างใด พวกเขาทั้งคู่จึงไม่มีอะไรให้พูดคุยกันเลย
“พี่ขอโทษนะ ตอนนั้นที่ทำเราร้องไห้ พอมาคิดดูดี ๆ คืนนั้นหลังจากที่พี่พูดแบบนั้นออกไปเราก็ร้องไห้ อากาศคงพึ่งเลิกกับแฟนมาใช่ไหม”
พายุตัดสินใจเอ่ยขอโทษอากาศ หลังจากที่เขาได้ลองทบทวนเรื่องคืนนั้น น่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้นี่แหละที่ทำให้อีกฝ่ายร้องไห้ออกมาไม่หยุด
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือเรื่องนั้นแล้ว” อากาศเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
“วันนี้ผมเองก็ต้องขอบคุณพี่พายุมาก ๆ เลยนะครับ ถ้าไม่ได้พี่พายุมาช่วย ผมคงได้เป็นผีเฝ้าป่าแน่ ๆ” อากาศเอ่ยขอบคุณด้วยความรู้สึกที่ออกมาจากใจจริง
ทั้งที่พวกเขาไม่ได้รู้จักหรือสนิทกันมากแท้ ๆ แต่อีกฝ่ายกลับยังพยายามที่จะตามหาเขาจนหาเขาเจอ ซึ่งถ้าพี่พายุไม่คิดจะออกตามหาแต่แรกก็ได้ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้รู้จักกับเขาจนสนิทขนาดต้องทุ่มชีวิตตากฝนช่วยตามหาเขาจนเจอ
ถ้าอีกฝ่ายไม่ออกมาช่วยตามหาตัวเอง เขาคงได้ตายในป่านี้จริงๆ ซึ่งก็คงน่าหัวเราะที่รอดตายจากตกเขามาได้ แต่ดันมาตายเพราะหลงป่าเนี่ยนะ ออกข่าวไปคนคงได้หัวเราะกันตาย
“มันเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว ใครช่วยได้ทุกคนก็ต้องช่วยจริงไหม” พายุเอ่ยด้วยรอยยิ้มยืมคำพูดที่อากาศเคยพูดกับตัวเองขึ้นมาพูดอีกครั้ง
“ตอนนี้พี่หล่อมากรู้ตัวไหมครับ” อากาศอึ้งในตอนแรกที่อีกฝ่ายเอ่ยคำที่เขาเคยพูด ก่อนที่จะยิ้มกว้างขึ้นเอ่ยชมพี่พายุ
“ไม่ต้องชมพี่ขนาดนั้นก็ได้ แต่ยังไงก็ขอบคุณนะ” พอโดนคนตรงหน้าชมว่าหล่อ พายุก็รู้สึกเขินขึ้นมานิดหน่อย
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ เพราะผมพูดความจริงนี่ พี่พายุน่ะหน้าตาก็หล่อนิสัยยังหล่ออีก” อากาศมองคนตรงหน้าที่เหมือนจะหน้าแดงเพราะคำพูดตัวเองก็เอ่ยชมเข้าไปอีก
“เจ้าเด็กนี่ ปากหวานเกินไปแล้วนะ ฮ่า ๆ” พายุยิ้มหวานหัวเราะอย่างมีความสุข
หลังจากนั้นภายในกระท่อมไม้ท่ามกลางป่า มีเสียงพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานเป็นเวลาหลายชั่วโมง ก่อนจะค่อย ๆ เงียบหายไป
“นี่มึงยังไม่ได้ให้เกียร์กับพี่พายุอีกเหรอเนี่ย” วันนี้มาเรียน คิมเห็นอากาศยังสวมสร้อยเกียร์อยู่ก็แปลกใจ เพราะอากาศคบกับพี่พายุมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงยังไม่ได้ให้เกียร์กับพี่พายุอีกก็ไม่รู้“ทำไมกูต้องให้วะ” อากาศมองคิมอย่างแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมคิมถึงถามเรื่องแปลก ๆ แบบนี้ขึ้นมา เกียร์วิศวะนี้ทำไมเขาต้องให้พี่พายุด้วย“อากาศลืมไปแล้วเหรอ ให้เกียร์ก็คือให้ใจไง” กายได้ยินที่คิมพูดก็พึ่งสังเกตเหมือนกันว่า อากาศนั้นยังใส่เกียร์วิศวะอยู่ ดูเหมือนเพื่อนเขาจะลืมความหมายของเกียร์วิศวะไปแล้ว“เพื่อนกู ไม่อยากเชื่อเลยว่า พี่พายุไม่เคยขอเกียร์จากมึง สำหรับเด็กคณะวิศวะการให้เกียร์คนที่ตัวเองรักก็คือมอบหัวใจตัวเองไปให้อีกฝ่ายครอบครองไง” ฟ้าใสมองอากาศที่ยังไม่เข้าใจจึงอธิบายเพิ่ม“จริงด้วย ตอนนั้นรุ่นพี่ก็เคยบอกนี่หว่า กูลืมไปได้ยังไวะ” อากาศนึกออกได้ในทันที ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้สำหรับเด็กคณะวิศวะปีหนึ่งที่เข้ามาเรียน รุ่นพี่ปีต่างก็มักพูดถึงเรื่องเกียร์นี้ให้ฟัง คอยบอกเสมอว่าถ้า
“เดี๋ยว... พูดให้มันชัดเจนก่อนสิ จะให้ช่วยอะไร” ฟ้าใสพูดเสียงดัง เธอยังไม่เข้าใจเลยว่าบีบีนั้นต้องการให้ช่วยอะไร น้ำเสียงอีกฝ่ายนั้นสั่นจนเธอไม่กล้าพูดแทรกได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ“มันวางไปแล้ว พวกมึงจะเอาไง” ฟ้าใสโชว์หน้ามือถือให้เพื่อน ๆ ดู แล้วสอบถามความเห็นของเพื่อนทั้งสาม“เราควรไปหาบีบีที่นั่นนะ แม้จะไม่รู้ว่าให้ช่วยจากอะไร แต่ฟังจากน้ำเสียงเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะ” กายออกความเห็นเป็นคนแรก น้ำเสียงที่บีบีพูดออกมานั้นสั่นเครือฟังออกเลยว่าร้องไห้และกลัวจริง ๆ“พวกมึงจะไปก็ไป กูไม่เอาด้วยอะ มีเรื่องอะไรขึ้นมาจริง ๆ โทรหาตำรวจก็จะได้ จะโทรมาหาพวกเราที่เลิกคบเป็นเพื่อนกันไปทำไม” คิมพูดขึ้นไม่เห็นด้วยกับกาย พวกเขาเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดา ถ้าบีบีเดือดร้อนหรือมีปัญหาอะไรก็ควรโทรหาตำรวจไม่ใช่มาโทรหาพวกเขา“ที่คิมพูดก็มีเหตุผลเหมือนกัน แต่น้ำเสียงบีบีเหมือนไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ” ฟ้าใสได้ยินที่คิมพูดซึ่งก็ดูมีเหตุผลเหมือนกันทั้งกายและคิมต่างก็มีเหตุผลในมุมมองของตัวเอง แต่น้ำเสียงของบีบีที่โทรม
“มันเป็นใคร”“มึงบอกชื่อมันมาเลยนะ”“ทำเพื่อนกูท้องแล้วไม่รับผิดชอบ กูไม่ปล่อยมันไว้แน่”อากาศ กาย และคิมต่างก็ยิงคำถามใส่ฟ้าใส เรื่องใหญ่โตแบบนี้อากาศไม่สามารถเก็บเอาไว้กับตัวได้ เขาบอกเรื่องที่ฟ้าใสท้องให้กับเพื่อนในกลุ่มรู้ ก่อนที่วันนี้พวกเขาจะรวมตัวกันมาหาฟ้าใสที่มหาวิทยาลัย เพื่อถามหาว่าพ่อลูกในท้องอีกฝ่ายคือใคร“พวกมึงไม่ต้องบีบกูเลย ยังไงกูก็ไม่มีทางบอกพวกมึงหรอก” ฟ้าใสยกมือปิดหูแล้วพูดออกไปเสียงดัง จะให้เธอบอกออกไปได้ยังไงว่าพ่อในลูกคือไอ้โท“พี่พายุบอกพวกมึงมาใช่ไหม ไม่น่าเจอพี่พายุที่โรงพยาบาลเลย” ฟ้าใสบ่นขึ้น เธอไม่น่าเชื่อสัญญาที่พี่พายุให้ไว้เลย คนอย่างพี่พายุที่หลงอากาศจนโงหัวไม่ขึ้น คงไม่มีทางที่จะเก็บเรื่องของเธอเอาไว้แล้วไม่บอกอากาศได้หรอก“มึงไม่ต้องโทษพี่พายุ กูเป็นคนบังคับให้พี่พายุพูดเอง” อากาศไม่อยากให้ฟ้าใสโทษพี่พายุ เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ถ้าไม่มีคนไม่ประสงค์ดีส่งรูปนั้นมาให้เขา พี่พายุก็คงเลือกที่จะเก็บเงียบเรื่องใหญ่แบบนี้ไม่บอกเขา“
“ฉันไม่หวังอะไรจากนายมาก หวังเพียงแค่นายจะรักและดูแลเอาใจใส่อากาศแทนความรักที่ฉันและแม่ไม่อาจมอบให้อากาศได้”“อึกก ฮื้อ ๆ”อากาศเก็บน้ำตาตัวเองไม่อยู่อีกต่อไป เมื่อได้ยินเสียงที่พี่พายุบันทึกเอาไว้ เขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่าพ่อแม่นั้นสนใจตัวเองมากขนาดนี้ เขาคิดมาตลอดว่าพ่อแม่นั้นไม่ได้รักเขาเลย เพียงแค่ให้เขาเกิดมา และให้เงินใช้ไปวัน ๆ ก็เท่านั้นเขาไม่สนใจอีกต่อไปว่าการร้องไห้ของตัวเองจะทำให้ฝนตกลงมา เขาทำผิดกับพ่อและแม่ไปมาก ความรู้สึกผิดที่พรั่งพรูออกมาจากในอกทำให้เขาร้องไห้ไม่หยุดอากาศไม่รู้เลยว่าพ่อแม่คอยเฝ้ามองตัวเองมาตลอด เป็นเขาเองที่ปิดใจไม่เปิดรับความรักที่พวกท่านต้องการจะมอบให้“พ่อและแม่อากาศรักอากาศมากนะรู้ไหม” พายุมองอากาศที่ร้องไห้แล้วก็พูดด้วยรอยยิ้มโชคดีที่ตอนนั้นเขาแอบกดบันทึกเสียงเรื่องราวต่าง ๆ ตอนคุยกับคุณพ่ออากาศเอาไว้ เห็นอากาศเข้าใจพ่อและแม่ตัวเองมากขึ้นจนร้องไห้แบบนี้เขาก็รู้สึกโล่งใจ และดีใจที่สามารถทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแฟนกลับมารักกันได้ จนแอบมอบตำแหน่งว่าที่ลูกเขยดีเ
“เมื่อคืนเผลอหลับไปสินะ” อากาศตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ เมื่อคืนนี้เขาร้องไห้เป็นเวลานาน ร้องจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวพอได้ปลดปล่อยด้วยการร้องไห้ อากาศก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาควรที่จะทำยังไงต่อไปดี จะถามพี่พายุไปตรง ๆ เลยดีหรือเปล่าว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร“โอ๊ยย ปวดหัวเว้ย ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นด้วยวะ”อากาศคิดมากจนไม่อยากที่จะคิดอีกต่อไป เขาลุกขึ้นไปอาบน้ำเพื่อลงไปกินข้าวข้างล่างก่อน ตอนนี้พ่อและแม่เขาก็คงออกไปทำงานกันแล้ว บ้านหลังใหญ่โตในเวลานี้กลับเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน เพราะงั้นอากาศจึงไปเช่าห้องอยู่ใกล้มหา’ ลัยแทน“หื้มม พ่อยังไม่ไปทำงานเหรอ” อากาศลงบันไดมาเห็นพ่อนอนอยู่บนโซฟาก็แปลกใจ เพราะตั้งแต่เด็ก ๆ พ่อเขาไม่เคยไปทำงานสายเลย“พี่พายุมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แถมยังใส่เสื้อพ่ออีก” อากาศรู้สึกว่าพ่อตัวเองดูล่ำขึ้นจึงเดินมาดูใกล้ ๆ ด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเห็นใบหน้าพี่พายุแฟนตัวเองใส่ชุดพ่อเขากำลังนอนหลับอยู่ที่พูดว่าจะให้เวลาเขาก็คงจะพูดไปอย่างงั้น เพราะไม่
“ทำไมไม่เปิดไฟล่ะครับอากาศ อยู่มืด ๆ สายตาจะเสียเอานะครับ” พายุเข้าห้องมาตอนแรกนึกว่าคนน้องออกไปข้างนอกซะอีก เพราะภายในห้องนั้นไม่ได้เปิดไฟเอาไว้ ก่อนจะเดินมาเห็นคนน้องนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องมืด ๆตอนแรกเขากะออกไปข้างนอกเพียงแป๊บเดียว แต่อาจารย์ดันชวนคุยขึ้นมา กว่าเขาจะกลับมาคอนโดก็มืดค่ำแล้ว“ทำไมพี่พายุไม่รับโทรศัพท์ครับ” อากาศนั่งกุมมือตัวเองแน่นเอ่ยถามคนพี่เสียงต่ำ“พอดีแบตมือถือพี่หมดน่ะครับ” พายุนิ่งคิ้วขมวดเล็กน้อย รับรู้ได้ถึงความผิดปกติจากอากาศ พลางมองอีกฝ่ายที่เอาแต่ก้มหน้าตั้งแต่เขาเข้ามาอย่างไม่เข้าใจ“วันนี้พี่ไปที่ไหนมาครับ”“พี่ไปหาอาจารย์มาครับ มีอะไรเกิดขึ้นเหรอครับอากาศ”อากาศใจสั่นไปหมด ถึงขนาดนี้แล้วพี่พายุกลับยังไม่ตอบความจริงมาอีก ยังจะมาโกหกว่าไปหาอาจารย์อีก ทั้งที่ตัวเองนั้นไปโรงพยายาลกับผู้หญิงมาแท้ ๆ“วันนี้ผมจะกลับบ้านนะครับ” อากาศใจไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับพี่พายุในตอนนี้ เขาอยากกลับบ้านตัวเองเพื่อไปเตรียมใจก่อน จากนั้นก็ลุกขึ้นจากโซฟาเด
“ทำไมนายมาช้านักล่ะ พี่หิวจะแย่แล้วเนี่ย” ทันทีที่เปิดประตูห้องออกแล้วเห็นหน้าคิมภูก็พูดโพล่งออกมา เขารอให้คิมมากินข้าวเย็นด้วยกันตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนี้เขาหิวมากขนาดไหน“โทษทีครับ พอดีรถมันติดนี่ ผมก็รีบซิ่งมาเท่าที่จะรีบได้แล้วนะ” คิมยก
“อะ อ๊า โอ๊ย ที่นี่...คือที่ไหน โอ๊ยยย ปวดระปมไปทั้งตัวเลย”อากาศเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็ปวดระบมไปทั้งตัว แทบไม่มีแรงที่จะขยับแขนขาเลย เขาพบว่า ตัวเองไม่ได้อยู่ที่กระท่อมแล้ว พอลองมองสำรวจสถานที่ดูดี ๆ ดูเหมือนเขาจะอยู่ที่เต็นท์พยาบาล ความทรงจำล่าสุดที่ตัวเองจำได้ก็คือ เขานั่งพูดคุยกับพี่พายุอยู่ที่ก
“ไอ้หมอนี่คือใครวะ” อากาศตื่นขึ้นเมื่อพระอาทิตย์เริ่มขึ้นจากขอบฟ้า สายตาเขาหันไปมองด้านข้างตัวเองที่รู้สึกหนักในทันที ด้านข้างตัวเขานั้นในเวลานี้มีผู้ชายที่ไหนไม่รู้นั่งพิงผนังหัวซบไหล่เขาอยู่“ไอ้บ้านี่...คือคนเมื่อคืนสินะ”ความทรงจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานปรากฏขึ้นภายในหัวอากาศ เขาจำเรื่องราวเมื
“ไอ้อากาศอย่าอยู่นิ่งสิ มึงรีบมาช่วยกันขนของเร็ว” ฟ้าใสหญิงห้าวหนึ่งเดียวรีบเร่งเพื่อนสนิทที่ยืนเหม่อมองท้องฟ้าให้มาช่วยงาน“รู้แล้ว ๆ พวกมึงนี่นะ รู้ทั้งรู้ว่ากูพึ่งอกหักยังจะลากกูมาเข้าค่ายอาสาในที่ห่างไกลแบบนี้อีก” อากาศรีบละสายตาจากท้องฟ้าเข้าไปช่วยฟ้าใสขนย้ายสัมภาระที่พวกเขาขนกันมามากมายลงจากร







