Masuk“ต้องให้ทุกคนไปเดินเขาจริง ๆ เหรอ” อากาศถามขึ้นภายในกลุ่ม
“มันเป็นกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ที่อาจารย์จัด ใครจะไปขัดแกได้กันล่ะ แต่บนเขาลูกนั้นเขาบอกกันว่าวิวสวยมาก ๆ” คิมรับหน้าที่อธิบายให้อากาศฟัง ใครให้เขาเป็นผู้ช่วยของอาจารย์ในการจัดค่ายปีนี้กัน
“แค่มาทำงานอาสางก ๆ ไม่พอ นี่กูต้องไปปีนเขาด้วยเหรอเนี่ย” อากาศบ่นพร้อมกับส่ายหัว
“ใช่ ๆ หรือไม่ ให้กูกับอากาศนั่งรออยู่ด้านล่างไหม” โทรีบตอบรับคำอากาศ เสนอวิธีการที่จะได้อยู่ด้านล่างกับอากาศ
“แต่เขาว่ากันว่า ถ้าใครไปขอพรเรื่องความรักบนเขาลูกนั้น กลับลงมาสำเร็จทุกรายเลยนะ” คิมเหล่ตามองโทเอ่ยเสียงเบาเหมือนพูดอย่างลอย ๆ ไม่ได้เจาะจง
“กูว่านาน ๆ เราไปเดินเขาด้วยกัน เสริมสร้างสุขภาพด้วยกันก็ดีเหมือนกันนะ อากาศอดทนนิดหน่อย พอขึ้นไปเห็นวิวบนภูเขาได้ รับรองว่าหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแน่” คำพูดโทเปลี่ยนไปแทบจะสามร้อยหกสิบองศา แววตาเป็นประกาย พยายามหว่านล้อมให้อากาศขึ้นเขาไปด้วยกัน
“อากาศวันนี้มันหนาวจริง ถึงมีคนตอแหลได้เก่งขนาดนี้” ฟ้าใสเอ่ยประชดกับการกระทำของโทที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแทบจะในทันที
“ว่าใครกันฟ้าใส” โทรีบหันหน้าไปจ้องมองฟ้าใสด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“เปล่า...กูพูดลอย ๆ ไปงั้นแหละ” ฟ้าใสเอ่ยขึ้นทำเป็นมองนกมองไม้รอบข้าง
“เอาน่า...มึงไม่ต้องกลัวไปหรอกอากาศ มึงเป็นอะไรไปตรงนั้นก็ยังมีพี่หมอปีสามคอยช่วยดูแล เห็นเขาว่าสองคนนั้นก็จะขึ้นไปด้วยเช่นกัน” กายเอ่ยห้ามปรามเพื่อนในกลุ่ม บอกอากาศว่า ขึ้นเขาไปครั้งนี้พวกเขามีหมอขึ้นไปด้วย พร้อมกับชี้นิ้วไปยังหมอหนุ่มหล่อสองคนที่ยืนเด่นอยู่ด้วยกัน
อากาศมองตามมือที่กายชี้ไปมองเห็นเด็กคณะแพทย์ปีสามสองคนในค่ายก็มีสีหน้าบึ้งตึง เพราะตลอดหลายวันที่เจอหน้าผู้ชายคนนั้นเขาก็พยายามหลบหน้ามาตลอด
ครั้งนี้ต้องขึ้นเขาด้วยกันอีกก็ไม่รู้จะหลบหน้าอีกฝ่ายยังไง อีกฝ่ายเหมือนจะสังเกตเห็นหันหน้ามองมาทางกลุ่มพวกเขา อากาศก็รีบหลบสายตา
“มึงมองอะไรวะพายุ นั่นใช่ผู้ชายคนนั้นไหม คนที่มึงบอกว่าเป็นผี...อุ๊บ!” ภูเห็นเพื่อนตัวเองมองไปทางอื่นก็มองตาม พอเห็นว่าอีกฝ่ายมองใครเขาก็พูดออกมาตามที่คิด ก่อนไอ้เพื่อนตัวดีจะเอามือมาปิดปากเขาไว้
“มึงอย่าพูดเรื่องนั้นสิ เดี๋ยวอีกฝ่ายก็เสียชื่อกันพอดี เข้าใจไหม” พายุมองหน้าเพื่อนตัวเองเห็นว่า อีกฝ่ายพยักหน้าเข้าใจจึงปล่อยมือที่ปิดปากอีกฝ่าย
“มึงนี่บ้าเปล่า ตัวเองเสียชื่อไปแล้วไม่อธิบาย ไม่มีคนเชื่อก็ว่าไปอย่าง เพราะหาผีแม่ม่ายสาวไม่เจอ แต่ตอนนี้ก็เจอตัวแล้วว่าผีแม่ม่ายเป็นใคร แต่ก็ยังห่วงยังคิดถึงชื่อเสียงของเขาโดยไม่ห่วงตัวเองอีก นี่มึงคิดจะจีบอีกฝ่ายเหรอ” ภูเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“จีบบ้าอะไร กูแค่ไม่อยากให้อีกฝ่ายมาเสียชื่อไปด้วย เสียหายแค่กูอย่างน้อยก็เสียแค่คนเดียว เดี๋ยวกลับมหา’ ลัยเรื่องพวกนี้ก็ซาไปเอง” พายุเอ่ยขึ้นสายตาเหลือบมองเจ้าตัวที่พยายามหลบหน้าเขามาตลอดหลายวันมานี้
“จะจีบก็บอกกู เดี๋ยวกูช่วยมึงจีบเอง รับรองผู้ชายคนนั้นต้องตกมาอยู่ในอุ้งมือไอ้เสือพายุแน่” ภูบอกมั่นใจรับรอง เพราะเรื่องจีบนี่เขาเองก็ไม่คิดว่าตัวเองน้อยหน้าใครจากประสบการณ์ที่สั่งสมมา
“หึ! ตอนนี้ยัง กูขอดูไปก่อน” พายุพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มละสายตาจากอีกฝ่าย
“เฮ้อ! แฮ่ก ๆ ในที่สุดก็มาถึงที่นี่สักที” อากาศหอบหายใจเข้าออกอย่างแรง สูดอากาศบริสุทธิ์หลังจากขึ้นมาถึงยอดเขา แม้จะเป็นเขาที่ไม่ได้สูงอะไรเลย แต่ก็เล่นทำเอาเขาเหนื่อยหอบจากการเดินขึ้นมา
“นี่น้ำอากาศ ดื่มน้ำให้หายเหนื่อยก่อนนะ” โทรีบยื่นน้ำของตัวเองให้อากาศอย่างกระตือรือร้น
“อื้ม ขอบใจนะ” อากาศรับน้ำจากโทมาอย่างไม่เกรงใจ กระดกน้ำในขวดดื่มจนหมด จะเห็นได้ว่าเขาเหนื่อยจนกระหายน้ำมากแค่ไหน
“มึงลองมองภาพบนนี้ก่อนสิ มึงจะรู้เลยว่า คุ้มค่าแค่ไหนในการขึ้นมา” คิมมองภาพตรงหน้าด้วยความสนใจ
“สวยมากกก ไม่คิดเลยว่าในที่แบบนี้ธรรมชาติจะสวยแบบนี้” ฟ้าใสมือปิดปาก การขึ้นเขามามันคุ้มจริงๆ
“อากาศลองหันไปมองด้านหลังสิ ภาพมันสวยจริง ๆ” กายเชิญชวนให้อากาศมองภาพด้านหลัง
อากาศเห็นกลุ่มเพื่อนมองภาพด้านหลังตัวเองชมไม่หยุด เขาก็อยากจะรู้นักว่ามันจะสวยขนาดไหนกันแน่ ไม่สนใจโทที่พนมมือเหมือนขอพรอะไรสักอย่าง เขาหันหลังกลับไปมองภาพด้านหลังตัวเอง
“นี่มัน...” อากาศมือปิดปาก ภาพตรงหน้านั้นทำให้ตาเขาเบิกกว้างอึ้งในความสวยงามของมัน เป็นวิวพื้นป่าเขียวขจีที่ทอดเป็นทางยาวออกไป ไกลออกไปยังมองเห็นน้ำตกและสายรุ้งที่เกิดขึ้นบนภูเขาอีกลูกที่สูงใหญ่กว่าที่พวกเขาอยู่
“ไอ้อากาศอย่าเดินไปใกล้เดี๋ยวตก” คิมเห็นเพื่อนเดินขึ้นหน้าไปให้ผาก็เอ่ยปราม
“ดินแข็งจะตาย กูไม่ร่วงหรอก...เอ๊?” อากาศไม่ได้สนใจคำพูดของคิมที่พูดเกินเหตุ เขาเดินขึ้นหน้า และกระทืบเท้ากับพื้นที่ยืนอยู่อย่างแรง ทำให้คิมเห็นว่าเจ้าตัวนั้นกังวลเกินเหตุ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อพื้นดินตรงที่อากาศยืนอยู่ดินกลับถล่มขึ้นมา
“อากาศ!”
“ไอ้กาศ!”
“มีคนตกเขา รีบแจ้งอาจารย์เร็ว! ไอ้โท อย่าเข้าไปใกล้ผา เราไม่รู้ว่ามันจะถล่มลงไปอีกไหม”
ทันทีที่เห็นว่าอากาศตกเขาไป คนที่อยู่ด้านบนก็วุ่นวายกันแทบจะในทันที กลับเป็นคิมที่แม้เพื่อนจะตกเขาไปก็ต้องมีสติ ออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว
“ฟ้าใสมึงไปแจ้งเพื่อน ๆ บางส่วนให้ลงเขาไปก่อน และไปบอกอาจารย์”
“ได้ กูจะไปเดี๋ยวนี้”
“ทุกคนฟังทางนี้ ตอนนี้มีเพื่อนของเราคนหนึ่งตกเขา ซึ่งตอนนี้ไม่รู้เป็นยังไง ตอนนี้ผมรบกวนขอความร่วมมือผู้ชายทุกคนรีบลงไปช่วยกันตามหาอากาศด้วย เดี๋ยวผมจะแชร์รูปอากาศลงไปในกลุ่มไลน์ ฝากทุกคนช่วยค้นหาเพื่อนเราด้วยนะครับ”
คิมเลือกที่จะแบ่งกลุ่มเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มที่ต้องรีบลงเขากลับค่าย และขอความร่วมมืออีกกลุ่มให้ช่วยกันตามหาอากาศ ทันทีที่แบ่งงานแล้วเขาก็ไม่รอช้าที่จะรีบนำกลุ่มคนลงไปช่วยกันค้นหาอากาศอย่างเร่งรีบ ไม่รู้ว่าตอนนี้อากาศนั้นเป็นยังไงบ้างแล้ว
ตุบ!
“โอ๊ย.... ไอ้ดินบ้า ดันมาถล่มเสียได้”
อากาศลุกขึ้นยืนด้วยความเจ็บปวด โชคยังเข้าข้างเขาที่ตอนตกลงมาจากเขานั้น ตัวเองดันตกใส่ต้นไม้ใหญ่ภายในป่าพอดี ด้วยใบไม้ที่หนาแน่นเปรียบเหมือนเตียงนอนที่รองรับเขาไว้ ทำให้อากาศไม่ได้ตกลงไปกระแทกพื้นตายในทันที
นอกจากหลังที่เจ็บจากการตกลงมากระแทกเข้ากับก้านต้นไม้เข้าอย่างจัง นอกจากนั้นเขาก็มีเพียงบาดแผลถลอกนิดหน่อยเท่านั้น
“แล้วทางกลับค่ายมันทางไหนล่ะเนี่ย” อากาศมองป่ารอบทิศด้วยความงงใจ เขาจำทางกลับค่ายตัวเองไม่ได้
“งั้นลองไปทางนี้ก่อน ป่านนี้พวกนั้นคงต้องลงมาช่วยตามหากันแล้วแน่ ๆ เดินไปเรื่อยๆ ก็คงจะเจอกับพวกนั้นเข้าพอดี” อากาศตัดสินใจเลือกทิศทางขวาของตัวเอง เขาคิดว่าทางนี้น่าจะเป็นทางตรงไปที่ค่าย
“ไอ้ป่าเฮงซวย! นี่กูอยู่ที่ไหนแล้ววะเนี่ย เดินมานานขนาดนี้แล้วยังไม่เจอทางออกอีก” อากาศตะโกนเสียงดังกลางป่าด้วยความโมโห
ไม่รู้ว่าเขาเดินมานานเท่าไรแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นจะเจอใครสักคนเลย ทำเอาเขาชักสงสัยแล้วว่า เพื่อนตัวเองนั้นกำลังออกตามหาเขาอยู่หรือเปล่า
“ไอ้ค่ายอาสาเฮงซวย”
“รู้งี้ไม่น่ามาแต่แรกเลย”
“อ๊ะ โอ๊ย...บ้าเอ๊ย ดันมาขาแพลงอีก”
“โลกนี้มันจะไม่ใจดีกับกูเลยหรือไง อึก ฮือ ฮื้อๆ”
อากาศเดินไปบ่นไปก่อนที่เขาจะก้าวสะดุดก้อนดินบนพื้น ทำให้ตัวเองล้มลงไปกองอยู่ที่พื้น พอจะลุกขึ้นขาเขาก็ดันแพลงเจ็บจนยืนไม่ได้ ทั้งจากความเจ็บและความกลัว อากาศก็เก็บอารมณ์ไม่ไหวอีกต่อไป น้ำตาเริ่มร่วงไหลออกมาจากหางตาอย่างเก็บไม่อยู่
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าและกลุ่มก้อนเมฆสีดำที่เริ่มรวมตัวกันไม่ได้ทำให้อากาศกลัวแต่อย่างใด เขานั่งกอดเข่าตัวเองหลังพิงต้นไม้ร้องไห้ออกมาไม่หยุด จนในที่สุดเมฆที่มืดครึ้มก็ปล่อยสายฝนลงมา
“อากาศ!”
“ได้ยินเสียงแล้วตะโกนบอกหน่อยอากาศ!”
“อากาศมึงอยู่ไหน!”
กลุ่มคนที่มาช่วยหาอากาศกระจายเป็นวงกว้าง ช่วยกันตะโกนเรียกตามหาอากาศที่หายไปตรงจุดที่คาดว่าอีกฝ่ายน่าจะหล่นลงมา แต่ก็ไม่พบอากาศอยู่บริเวณนี้แต่อย่างใด จนฟ้าฝนเริ่มไม่เป็นใจ เมฆมืดครึ้มลอยอยู่เหนือหัวฝนเริ่มตกปรอย ๆ
“คิม! ฝนเริ่มต้นแล้ว กูว่าพวกเรากลับค่ายไปหลบฝนก่อนไหม”
“กลับไม่ได้ ใครก็ห้ามกลับ พวกเรายังหาอากาศไม่เจอเลย”
เมื่อมีคนในกลุ่มต้องการที่จะกลับค่ายเมื่อเห็นว่าฝนเริ่มต้น โทก็เอ่ยขึ้นมาอย่างโกรธเคืองห้ามไม่ให้ใครกลับ เขาในตอนนี้กังวลถึงอากาศที่ยังหาตัวไม่เจอใจร้อนจะแย่
“ใครอยากกลับก็กลับได้เลยนะเว้ย กูไม่ว่า ถ้าใครจะกลับค่าย เพราะกูไม่สามารถรับประกันได้ว่า พวกมึงตากฝนจะไม่ป่วย”
“แต่อากาศเพื่อนกู มันไม่มีที่หลบฝน เพราะงั้นขอกูหาเพื่อนกูให้เจอก่อนแล้วจะกลับค่าย” คิมพูดออกมาเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน เขาไม่อาจบังคับใครได้ไม่ว่าใครจะไป หรือจะช่วยหาต่อก็ต้องแล้วแต่ความสมัครใจของแต่ละคน
คิมตบไหล่โทที่กำลังมีอารมณ์ขึ้นอย่างเบามือส่ายหน้าให้กับอีกฝ่าย แม้อากาศจะเป็นเพื่อนของพวกเขาแต่พวกเขาก็ไม่อาจบังคับไม่ให้คนอื่นกลับค่ายก่อนไม่ได้
“งั้นพวกกูกลับก่อน ฝนหยุดตกเมื่อไรพวกกูจะมาช่วยหาอีกครั้ง”
“พวกกูยังจะค้นหาต่อ พวกเรารีบหาอากาศให้เจอก่อนฝนตกแรงเถอะ”
“ขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่ต่อนะ”
มีคนบางส่วนเลือกกลับค่ายก่อน แต่ก็มีคนบางส่วนตัดสินใจช่วยพวกเขาตามหาตัวอากาศกันต่อไป คิมมองคนที่ยังช่วยคนหาอากาศต่อด้วยความขอบคุณ พวกเขาเริ่มค้นหาอากาศต่อท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำตกลงมา
“อึก...ฮือ พี่อุ่น อึก พ่อแม่ ผมคิดถึงบ้าน ฮือ ๆ”
“อากาศ! นายอยู่ไหน ได้ยินไหม”
“อึก อยู่ทางนี้! ฉันอยู่ทางนี้! ฮือออ”
อากาศได้ยินเสียงคนตะโกนเรียกตัวเองก็ตาเป็นประกายมีความหวัง ส่งเสียงเรียกไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงอย่างเต็มที่ ก่อนที่เขาจะเห็นผู้ชายใส่แว่นคนหนึ่งเสื้อผ้าทั้งตัวเปียกชุ่มกำลังวิ่งมาทางตน
“นี่มึงยังไม่ได้ให้เกียร์กับพี่พายุอีกเหรอเนี่ย” วันนี้มาเรียน คิมเห็นอากาศยังสวมสร้อยเกียร์อยู่ก็แปลกใจ เพราะอากาศคบกับพี่พายุมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงยังไม่ได้ให้เกียร์กับพี่พายุอีกก็ไม่รู้“ทำไมกูต้องให้วะ” อากาศมองคิมอย่างแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมคิมถึงถามเรื่องแปลก ๆ แบบนี้ขึ้นมา เกียร์วิศวะนี้ทำไมเขาต้องให้พี่พายุด้วย“อากาศลืมไปแล้วเหรอ ให้เกียร์ก็คือให้ใจไง” กายได้ยินที่คิมพูดก็พึ่งสังเกตเหมือนกันว่า อากาศนั้นยังใส่เกียร์วิศวะอยู่ ดูเหมือนเพื่อนเขาจะลืมความหมายของเกียร์วิศวะไปแล้ว“เพื่อนกู ไม่อยากเชื่อเลยว่า พี่พายุไม่เคยขอเกียร์จากมึง สำหรับเด็กคณะวิศวะการให้เกียร์คนที่ตัวเองรักก็คือมอบหัวใจตัวเองไปให้อีกฝ่ายครอบครองไง” ฟ้าใสมองอากาศที่ยังไม่เข้าใจจึงอธิบายเพิ่ม“จริงด้วย ตอนนั้นรุ่นพี่ก็เคยบอกนี่หว่า กูลืมไปได้ยังไวะ” อากาศนึกออกได้ในทันที ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปได้สำหรับเด็กคณะวิศวะปีหนึ่งที่เข้ามาเรียน รุ่นพี่ปีต่างก็มักพูดถึงเรื่องเกียร์นี้ให้ฟัง คอยบอกเสมอว่าถ้า
“เดี๋ยว... พูดให้มันชัดเจนก่อนสิ จะให้ช่วยอะไร” ฟ้าใสพูดเสียงดัง เธอยังไม่เข้าใจเลยว่าบีบีนั้นต้องการให้ช่วยอะไร น้ำเสียงอีกฝ่ายนั้นสั่นจนเธอไม่กล้าพูดแทรกได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ“มันวางไปแล้ว พวกมึงจะเอาไง” ฟ้าใสโชว์หน้ามือถือให้เพื่อน ๆ ดู แล้วสอบถามความเห็นของเพื่อนทั้งสาม“เราควรไปหาบีบีที่นั่นนะ แม้จะไม่รู้ว่าให้ช่วยจากอะไร แต่ฟังจากน้ำเสียงเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะ” กายออกความเห็นเป็นคนแรก น้ำเสียงที่บีบีพูดออกมานั้นสั่นเครือฟังออกเลยว่าร้องไห้และกลัวจริง ๆ“พวกมึงจะไปก็ไป กูไม่เอาด้วยอะ มีเรื่องอะไรขึ้นมาจริง ๆ โทรหาตำรวจก็จะได้ จะโทรมาหาพวกเราที่เลิกคบเป็นเพื่อนกันไปทำไม” คิมพูดขึ้นไม่เห็นด้วยกับกาย พวกเขาเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดา ถ้าบีบีเดือดร้อนหรือมีปัญหาอะไรก็ควรโทรหาตำรวจไม่ใช่มาโทรหาพวกเขา“ที่คิมพูดก็มีเหตุผลเหมือนกัน แต่น้ำเสียงบีบีเหมือนไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ” ฟ้าใสได้ยินที่คิมพูดซึ่งก็ดูมีเหตุผลเหมือนกันทั้งกายและคิมต่างก็มีเหตุผลในมุมมองของตัวเอง แต่น้ำเสียงของบีบีที่โทรม
“มันเป็นใคร”“มึงบอกชื่อมันมาเลยนะ”“ทำเพื่อนกูท้องแล้วไม่รับผิดชอบ กูไม่ปล่อยมันไว้แน่”อากาศ กาย และคิมต่างก็ยิงคำถามใส่ฟ้าใส เรื่องใหญ่โตแบบนี้อากาศไม่สามารถเก็บเอาไว้กับตัวได้ เขาบอกเรื่องที่ฟ้าใสท้องให้กับเพื่อนในกลุ่มรู้ ก่อนที่วันนี้พวกเขาจะรวมตัวกันมาหาฟ้าใสที่มหาวิทยาลัย เพื่อถามหาว่าพ่อลูกในท้องอีกฝ่ายคือใคร“พวกมึงไม่ต้องบีบกูเลย ยังไงกูก็ไม่มีทางบอกพวกมึงหรอก” ฟ้าใสยกมือปิดหูแล้วพูดออกไปเสียงดัง จะให้เธอบอกออกไปได้ยังไงว่าพ่อในลูกคือไอ้โท“พี่พายุบอกพวกมึงมาใช่ไหม ไม่น่าเจอพี่พายุที่โรงพยาบาลเลย” ฟ้าใสบ่นขึ้น เธอไม่น่าเชื่อสัญญาที่พี่พายุให้ไว้เลย คนอย่างพี่พายุที่หลงอากาศจนโงหัวไม่ขึ้น คงไม่มีทางที่จะเก็บเรื่องของเธอเอาไว้แล้วไม่บอกอากาศได้หรอก“มึงไม่ต้องโทษพี่พายุ กูเป็นคนบังคับให้พี่พายุพูดเอง” อากาศไม่อยากให้ฟ้าใสโทษพี่พายุ เพราะเรื่องทั้งหมดนี้ถ้าไม่มีคนไม่ประสงค์ดีส่งรูปนั้นมาให้เขา พี่พายุก็คงเลือกที่จะเก็บเงียบเรื่องใหญ่แบบนี้ไม่บอกเขา“
“ฉันไม่หวังอะไรจากนายมาก หวังเพียงแค่นายจะรักและดูแลเอาใจใส่อากาศแทนความรักที่ฉันและแม่ไม่อาจมอบให้อากาศได้”“อึกก ฮื้อ ๆ”อากาศเก็บน้ำตาตัวเองไม่อยู่อีกต่อไป เมื่อได้ยินเสียงที่พี่พายุบันทึกเอาไว้ เขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่าพ่อแม่นั้นสนใจตัวเองมากขนาดนี้ เขาคิดมาตลอดว่าพ่อแม่นั้นไม่ได้รักเขาเลย เพียงแค่ให้เขาเกิดมา และให้เงินใช้ไปวัน ๆ ก็เท่านั้นเขาไม่สนใจอีกต่อไปว่าการร้องไห้ของตัวเองจะทำให้ฝนตกลงมา เขาทำผิดกับพ่อและแม่ไปมาก ความรู้สึกผิดที่พรั่งพรูออกมาจากในอกทำให้เขาร้องไห้ไม่หยุดอากาศไม่รู้เลยว่าพ่อแม่คอยเฝ้ามองตัวเองมาตลอด เป็นเขาเองที่ปิดใจไม่เปิดรับความรักที่พวกท่านต้องการจะมอบให้“พ่อและแม่อากาศรักอากาศมากนะรู้ไหม” พายุมองอากาศที่ร้องไห้แล้วก็พูดด้วยรอยยิ้มโชคดีที่ตอนนั้นเขาแอบกดบันทึกเสียงเรื่องราวต่าง ๆ ตอนคุยกับคุณพ่ออากาศเอาไว้ เห็นอากาศเข้าใจพ่อและแม่ตัวเองมากขึ้นจนร้องไห้แบบนี้เขาก็รู้สึกโล่งใจ และดีใจที่สามารถทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแฟนกลับมารักกันได้ จนแอบมอบตำแหน่งว่าที่ลูกเขยดีเ
“เมื่อคืนเผลอหลับไปสินะ” อากาศตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ เมื่อคืนนี้เขาร้องไห้เป็นเวลานาน ร้องจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวพอได้ปลดปล่อยด้วยการร้องไห้ อากาศก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาควรที่จะทำยังไงต่อไปดี จะถามพี่พายุไปตรง ๆ เลยดีหรือเปล่าว่าผู้หญิงคนนั้นคือใคร“โอ๊ยย ปวดหัวเว้ย ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นด้วยวะ”อากาศคิดมากจนไม่อยากที่จะคิดอีกต่อไป เขาลุกขึ้นไปอาบน้ำเพื่อลงไปกินข้าวข้างล่างก่อน ตอนนี้พ่อและแม่เขาก็คงออกไปทำงานกันแล้ว บ้านหลังใหญ่โตในเวลานี้กลับเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวเหลือเกิน เพราะงั้นอากาศจึงไปเช่าห้องอยู่ใกล้มหา’ ลัยแทน“หื้มม พ่อยังไม่ไปทำงานเหรอ” อากาศลงบันไดมาเห็นพ่อนอนอยู่บนโซฟาก็แปลกใจ เพราะตั้งแต่เด็ก ๆ พ่อเขาไม่เคยไปทำงานสายเลย“พี่พายุมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แถมยังใส่เสื้อพ่ออีก” อากาศรู้สึกว่าพ่อตัวเองดูล่ำขึ้นจึงเดินมาดูใกล้ ๆ ด้วยความแปลกใจ ก่อนจะเห็นใบหน้าพี่พายุแฟนตัวเองใส่ชุดพ่อเขากำลังนอนหลับอยู่ที่พูดว่าจะให้เวลาเขาก็คงจะพูดไปอย่างงั้น เพราะไม่
“ทำไมไม่เปิดไฟล่ะครับอากาศ อยู่มืด ๆ สายตาจะเสียเอานะครับ” พายุเข้าห้องมาตอนแรกนึกว่าคนน้องออกไปข้างนอกซะอีก เพราะภายในห้องนั้นไม่ได้เปิดไฟเอาไว้ ก่อนจะเดินมาเห็นคนน้องนั่งอยู่ที่โซฟาในห้องมืด ๆตอนแรกเขากะออกไปข้างนอกเพียงแป๊บเดียว แต่อาจารย์ดันชวนคุยขึ้นมา กว่าเขาจะกลับมาคอนโดก็มืดค่ำแล้ว“ทำไมพี่พายุไม่รับโทรศัพท์ครับ” อากาศนั่งกุมมือตัวเองแน่นเอ่ยถามคนพี่เสียงต่ำ“พอดีแบตมือถือพี่หมดน่ะครับ” พายุนิ่งคิ้วขมวดเล็กน้อย รับรู้ได้ถึงความผิดปกติจากอากาศ พลางมองอีกฝ่ายที่เอาแต่ก้มหน้าตั้งแต่เขาเข้ามาอย่างไม่เข้าใจ“วันนี้พี่ไปที่ไหนมาครับ”“พี่ไปหาอาจารย์มาครับ มีอะไรเกิดขึ้นเหรอครับอากาศ”อากาศใจสั่นไปหมด ถึงขนาดนี้แล้วพี่พายุกลับยังไม่ตอบความจริงมาอีก ยังจะมาโกหกว่าไปหาอาจารย์อีก ทั้งที่ตัวเองนั้นไปโรงพยายาลกับผู้หญิงมาแท้ ๆ“วันนี้ผมจะกลับบ้านนะครับ” อากาศใจไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับพี่พายุในตอนนี้ เขาอยากกลับบ้านตัวเองเพื่อไปเตรียมใจก่อน จากนั้นก็ลุกขึ้นจากโซฟาเด
“ทำไมนายมาช้านักล่ะ พี่หิวจะแย่แล้วเนี่ย” ทันทีที่เปิดประตูห้องออกแล้วเห็นหน้าคิมภูก็พูดโพล่งออกมา เขารอให้คิมมากินข้าวเย็นด้วยกันตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงที่แล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่าตอนนี้เขาหิวมากขนาดไหน“โทษทีครับ พอดีรถมันติดนี่ ผมก็รีบซิ่งมาเท่าที่จะรีบได้แล้วนะ” คิมยก
“อะ อ๊า โอ๊ย ที่นี่...คือที่ไหน โอ๊ยยย ปวดระปมไปทั้งตัวเลย”อากาศเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็ปวดระบมไปทั้งตัว แทบไม่มีแรงที่จะขยับแขนขาเลย เขาพบว่า ตัวเองไม่ได้อยู่ที่กระท่อมแล้ว พอลองมองสำรวจสถานที่ดูดี ๆ ดูเหมือนเขาจะอยู่ที่เต็นท์พยาบาล ความทรงจำล่าสุดที่ตัวเองจำได้ก็คือ เขานั่งพูดคุยกับพี่พายุอยู่ที่ก
“นายอย่าเดินไปทั่วในป่าแบบนี้สิ รู้ไหมว่าทุกคนตามหานายกันอยู่น่ะ” ทันทีที่วิ่งมาถึงตรงหน้าอากาศ พายุก็บ่นขึ้นมาในทันทีตอนรู้ข่าวว่าอีกฝ่ายตกเขาลงไปด้านล่าง พายุก็ร้อนใจรีบวิ่งลงจากเขาออกไปค้นหาอากาศก่อนใครเพื่อน ตอนเขาลงมาถึงด้านล่างภูเขาคนอื่นยังลงมาไม่ถึงกันเลยภูที่ต้องการมาด้วยก็โดนเขาไล่ให้กล
พายุเห็นเด็กคนหนึ่งวิ่งไปเก็บบอลที่ถูกเตะขึ้นไปบนถนน ขณะที่เลนบนถนนนั้นกำลังมีรถวิ่งด้วยความเร็ว เขาหน้าซีดรีบวิ่งเข้าไปหาเด็กคนนั้น แม้ภายในใจเขาจะรู้ว่ามันไม่ทันแน่ ๆ แต่เขาก็หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ ทำให้เขาวิ่งไปดึงตัวเด็กคนนั้นได้ทัน“ไอ้เด็กบ้า! หัดดูตาม้าตาเรือบ้าง ไอ้เด็กนี่!”“เห้ย! ไอ้ลุงนี่







