LOGINรั่วซีวิ่งไปก็ร้องตะโกนไปด้วย “มันไม่ใช่โรคระบาด เป็นเพียงโรคท้องร่วงเท่านั้น” นางหวังว่าเสียงอันดังของนางจะมีชาวบ้านเชื่อนางสักคน
หากเขาออกเดินทางไปเสี่ยงตายตอนนี้ มิใช่ว่าจะยิ่งลำบากไปใหญ่หรือ มีชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็นโจรออกปล้นชิง และไม่รู้ว่าประตูเมืองจะเปิดให้พวกเขาผ่านทางหรือไม่
ความกังวลของรั่วซีมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกนางจะตื่นนอนเสียอีก เมื่อครอบครัวขุนนางท้องถิ่น และคหบดีเริ่มทยอยออกจากค่ายผู้อพยพไปกดดันให้ทหารเปิดประตูเมืองกันจนเต็มหน้าประตูเมืองแล้ว
รั่วซีมาถึงกระโจมหมอ ด้านในมีผู้คนเต็มแน่นไปหมด หมอมีเพียงแค่สองคนที่ทำงานจนหัวหมุนไปหมด พอคนที่มีไข้และถ่ายจนเต็มตัวถูกหามเข้ามา หมอก็ร้องโวยวายออกมาทันที “รักษาไม่ได้แล้ว!!! พาออกไปเผาเลย มิเช่นนั้นผู้อื่นจะติดไปด้วย”
นางรีบแทรกตัวเข้าไปเพื่อพูดกับท่านหมอ “มันไม่ใช่โรคระบาด มันคือโรคท้องร่วง เกิดจากถ้วยใส่อาหารและน้ำดื่มที่พวกเขาไม่ยอมต้มกินต่างหาก” นางตะโกนเข้าไปเสียงดัง
หมอเหมือนจะได้ยินที่นางพูด เขาหยุดและมองหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นเพียงแม่นางน้อย เนื้อตัวมอมแมมก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากเจ้าเก่งจริงก็มารักษาเอง พวกเจ้าไปให้นางรักษาเถิด โรคพวกนี้เกินความสามารถของข้า” เขากล่าวจบก็จะเดินออกจากโรงหมอ
สายตาของชาวบ้านทุกคนมองมาที่รั่วซีอย่างไม่พอใจ คนที่อยู่ใกล้ตัวนางกระชากนางอย่างแรง “โอ๊ยยยย”
เริ่มมีคนเข้ามาร่วมวงทุบตีนางด้วยความโกรธแค้น รั่วซีได้แต่ยกแขนป้องกันใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกายเอาไว้ แต่ตัวนางที่ทุกชาวบ้านหลายคนรุมทุบตีจะป้องกันได้มากเพียงใด
“พวกเจ้าทำอันใดกัน!!! หยุดมือประเดี๋ยวนี้ หากไม่หยุด ข้าจะโบยพวกเจ้า” เสียงตวาดกร้าวด้านนอก ทำให้ชาวบ้านที่กำลังทำร้ายรั่วซีหยุดมือทันที
ร่างของนางนอนหอบกองอยู่กับพื้น ผมเผ้ายุ่งเหยิงจนไม่น่ามอง นางลุกขึ้นนั่งสำรวจว่าได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด พอเห็นว่าไม่ได้เจ็บหนักนางก็ลุกขึ้น
นางเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปาก “เมื่อข้าหวังดีคิดจะช่วยเหลือพวกท่าน แต่พวกท่านไม่รับน้ำใจก็ไม่เป็นอันใด แต่ข้าขอยืนยันว่ามันไม่ใช่โรคระบาด พวกท่านเพียงแค่ท้องร่วงเพราะกินอาหารที่ไม่สะอาด ข้าเป็นเพียงเด็กน้อยไร้อำนาจพวกท่านถึงได้ไม่เชื่อข้า” นางมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาทำร้ายนางอย่างเย็นชา “แต่ข้าไม่ได้อยากให้ผู้ใดต้องล้มตาย”
พอกล่าวจบรั่วซีก็แบกร่างที่สะบักสะบอมของตนเองเดินกลับไปที่พักอย่างยากลำบาก ในตอนแรกคิดว่าไม่ได้บาดเจ็บมาก แต่พอเอาเข้ายิ่งก็ปวดไปทั้งเนื้อตัวเหมือนกัน นางได้ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน น้ำตาก็พานจะไหลออกมาดื้อๆ จนนางต้องเช็ดออกอย่างลวกๆ เพื่อไม่ให้มันไหลออกมาให้ผู้ใดต้องเวทนานาง
นับเป็นครั้งแรกของรั่วซีเลยก็ว่าได้ ที่เสียงของนางไม่มีผู้ใดรับฟัง จากที่เคยอยู่จุดสูงสุด เป็นบุคคลที่องค์กรทั่วโลกต่างต้องการตัว แต่ตอนนี้แม้จะพูดเรื่องหัวมันกินได้ หรือเรื่องโรคท้องร่วงกลับกลายเป็นไม่มีผู้ใดฟัง
จินตงชุนและจินตงเฉิงที่ร้อนใจจนต้องเดินตามมาดู เห็นสภาพของรั่วซีที่ดูไม่ได้เดินกะเผลกกลับมาต่างก็วิ่งเข้ามาหาอย่างร้อนใจ
ความน้อยใจ ความอัดอั้นที่ได้รับก่อนหน้านี้ พอเจอบุรุษสองคนที่เป็นห่วงหวังดีต่อนาง รั่วซีก็ไม่อาจอดกลั้นต่อไปได้อีก นางปล่อยโฮเสียงดังออกมาอย่างไม่อับอายผู้ใด "ฮืออออ พี่ใหญ่ น้องเล็ก ไม่มีผู้ใดเชื่อข้าเลย เพราะข้าไม่มีอำนาจใช่หรือไม่ หรือเพราะข้าดูเหมือนคนโง่อย่างงั้นหรือ” ยิ่งถูกพี่ชายและน้องชายกอดเอาไว้ เสียงร้องของนางก็เหมือนจะยิ่งดังขึ้น
ชาวบ้านไม่น้อยที่หยุดมองดูนาง พวกเขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะสงสารหรือสะใจที่เห็นนางกลายเป็นสภาพเช่นนี้ เพราะเมื่อรั่วซีเดินออกจากกระโจมหมอไป หมอก็เริ่มทำหน้าที่ของตนเองอีกครั้ง มิใช่ว่าเป็นเพราะรั่วซีตัววุ่นวายออกไปแล้ว แต่เป็นเพราะรองแม่ทัพเสิ่นและทหารหลายนายมายืนกดดันให้เขาหาสาเหตุที่แท้จริงให้ได้
หากเป็นโรคระบาดอย่างที่หมอว่าจริง พื้นที่แห่งนี้จะต้องถูกปิดและพาคนที่ยังไม่เป็นย้ายออกไปอยู่ที่ค่ายอพยพอื่น หรือไม่ก็...เผาทำลายทั้งค่ายทิ้งเสีย แต่คนหลายพันคนจะบอกว่าเผาก็เผาง่ายๆ ไม่ได้ หากตรวจสอบภายหลังว่าไม่ใช่โรคระบาด คนที่ซวยจะต้องเป็นพวกทหารและเจ้าหน้าที่ที่ดูแล
หมอในเมืองถูกตามตัวมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
จินตงชุนพารั่วซีกลับมายังที่พัก ฟางอินที่เห็นสองพี่น้องประคองรั่วซีกลับมาก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง
“เกิดอันใดขึ้น ผู้ใดทำร้ายเจ้า”
“ข้าหาเรื่องใส่ตัวเอง สมควรแล้วที่จะต้องโดน” นางยิ้มบางให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปในหลุมพัก
“พี่ใหญ่ พวกเราเข้าป่ากันเถิด ประเดี๋ยวจะออกจากป่ามืดเกินไป”
“เจ้าไปไหวหรือ” ทั้งจินตงชุนและจินตงเฉิงมองรั่วซีอย่างเป็นห่วง
จินตงเฉิงร้องไห้ไปพร้อมกับพี่สาว เขาเพิ่งจะเงียบลงตอนที่เข้ามาในที่พักนี้เอง “ไหวเจ้าค่ะ ไปกันเถิด ท่านไปช่วยพี่อินไปด้วย ตอนที่ข้าจับปลา ท่านพาเขาไปขุดมัน เขาจะได้ไม่สงสัยเรื่องที่ข้าจับปลาเจ้าค่ะ”
“ได้”
สามพี่น้องออกไปชวนฟางอินเข้าป่า โดยที่ไม่รู้เลยว่า ด้านหลังของพวกเขามีคนเดินตามไปด้วย
พอมาถึงต้นน้ำที่เดิม จินตงชุนก็พาฟางอินไปขุดหัวมันและก่อไฟ จินตงเฉิงทำหน้าที่เก็บฟืนเช่นเดิม ในแม่น้ำจึงเหลือเพียงรั่วซีลำพัง ที่กำลังแช่ตัวอยู่ในน้ำ
ปลายังคงว่ายมาวนอยู่รอบตัวของนางเช่นเดิม นางไม่ได้รีบร้อนจับมัน เพียงแต่เอื้อมมือไปลูบพวกมันเล่น “ข้าชดใช้มากพอแล้วหรือยัง” เสียงของนางเต็มไปด้วยความปวดใจ ตัดพ้อกับโชคชะตาของนาง หลังจากขัดถูตัวจนสะอาดดีแล้ว รั่วซีก็จับปลาโยนขึ้นไปบนฝั่งเช่นเดิม ครั้งนี้นางได้ปลาถึงสี่ตัว คงเป็นเพราะมีฟางอินมาด้วยกระมัง
“พี่ใหญ่ ข้าเสร็จแล้ว วันนี้ท่านทำปลาแล้วกัน ข้าจะออกไปเก็บผักป่า” นางตะโกนร้องบอกจินตงชุนที่ก่อกองไฟเพิ่งเสร็จ
“ได้ อย่าเข้าไปลึกนักเล่า แล้วรีบกลับออกมาด้วย”
“เจ้าค่ะ”
รั่วซีเดินหาผักป่าที่นางเก็บเมื่อเช้า แล้วนางยังได้ลูกท้อรสหวานติดมือมาอีกเก็บสิบลูก นางได้ตะกร้าสานที่ฟางอินนำติดมาใส่ไว้ หากไม่มีตะกร้าคงต้องเรียกให้จินตงเฉิงมาช่วยนางเก็บ
“เจ้าจับปลาได้อย่างไร” เสียงทุ้มต่ำด้านหลัง ทำให้นางสะดุ้งสุดตัวจนทิ้งตะกร้าในมือลง ลูกท้อกลิ้งไปหยุดอยู่ที่เท้าของเขา
พอรั่วซีเห็นว่าเป็นผู้ใด คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันทันที “ท่านแอบดูข้าอาบน้ำหรือ ต่ำช้าเสียจริง” ดวงตากลมโตของนางฉายความไม่พอใจออกมา
รั่วซีก้มเก็บของใส่ลงในตะกร้า นางจึงไม่ทันเห็นใบหน้าที่ฉงนของเขา มู่ฉินฉาน คิดว่าพอนางรู้ว่าเขาแอบดูนางแอบน้ำ นางจะเรียกร้องให้เขารับผิดชอบเสียอีก แต่เขาคิดผิด ที่พูดออกไปก็ด้วยไม่ทันคิด ต้องการเพียงแค่อยากจะรู้ว่านางจับปลาได้อย่างไรเท่านั้น พอถูกนางด่าว่าต่ำช้า เขาถึงได้รู้สึกตัวว่าไม่ควรกระทำเช่นนั้นจริงๆ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ จะแอบดูเจ้า เพียงแค่เห็นแล้วประหลาดใจเท่านั้น”
ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”“เช่นนั้น...พวกเจ้าก็พาพวกข้าไปหาหัวมันก็สิ้นเรื่อง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าหนา“ไปหาเอง!!! มันอยู่ในป่า หากไม่มีปัญญา ก็อดตายไปเลย!!!” รั่วซีจะเดินเข้าไปเก็บของของนาง แต่ถูกกลุ่มคนที่เริ่มไม่พอใจกับพูดของนางเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วจะเริ่มลงมืออีกครั้ง“ปากดีนัก นังเด็กเวรนี่!!!” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่ คว้าท่อนฟืนที่อยู่ใกล้มือหมายจะเข้ามาทุบตีรั่วซีแต่จินตงชุนที่ตาไว กระโดดเข้ามาปกป้องน้องสาวและน้องชายเอาไว้ จนเขาถูกตีเข้าที่กลางแผ่นหลังจนไม้ฟืนหักคามือของชายผู้นั้น “โอ๊ยยยย”“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่”“มันจะมากเกินไปแล้ว!!!” รั่วซีคว้าไม้ฟืนที่หักครึ่ง พุ่งเข้าไปหาชายวัยกลางคน แต่ถูกเสียงตวาดก้องขัดขวางเอาไว้เสียก่อน“หยุด!!! หากไม่หยุดมือ...”เขายังพูดไม่ทันจบรั่วซีก็ฟาดไม้ใส่หัวของชายวัยกลา
มู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่านแม่ก็ไม่เคยทำอีกเลยขอรับ”นายทหารจงยังต้องขมวดคิ้วเช่นกัน อาหารที่รั่วซีนางเอ่ยถึงเมื่อครู่ ไม่มีน้ำแกงไก่ใส่เผือกรวมอยู่ด้วย ยิ่งนางแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่กิน เป็นไปไม่ได้เลยว่าอาหารอีกสองอย่างนางจะได้กินด้วย มู่ฉินฉานก็คิดเช่นนี้รั่วซีเมื่อกลับมาถึง นางก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งล้อมวงกินอาหารร่วมกับพวกเขา แม้จะมีคนมาเพิ่มอีกสามท้อง แต่อาหารตรงหน้าก็ทำให้พวกเขากินได้อย่างเหลือเฟือ ทั้งยังเก็บปลาอีกครึ่งตัวเอาไปให้ท่านย่าของฟางอินด้วยก่อนจะกลับออกไป รั่วซีนางใช้ขี้เถ้าที่จินตงชุนเก็บเอาไว้ให้มาถูตามใบหน้าและส่วนที่โผล่ออกมานอกเสื้อผ้า ทั้งยังใช้แท่งถ่านเขียนคิ้วให้หนาขึ้นมู่ฉินฉาน นายทหารจงและฟางอิน ต่างตกตะลึง พวกเขานึกไม่ถึงว่านางใช้สองสิ่งก็เปลี่ยนให้ตัวนางกลายเป็นอีกคนไปได้แล้ว“เ
รั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”“อืม”“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่างไร” เขาเดินตามรั่วซีมาติดๆพอนางหันหลังกลับมาเพื่อพูดกับเขา จึงชนเข้ากับแผงอกของมู่ฉินฉานอย่างแรง จนนางต้องสูดปากด้วยความเจ็บ แผลเก่าก็ยังไม่ดีขึ้น ดูเหมือนจะได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว“ท่านเดินเช่นใดของท่านกัน ต้องเดินติดข้าเพียงนี้เลยหรือ”“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะหันมา เจ็บมากหรือไม่ แล้วที่เจ้าถูกชาวบ้านทุบตีเป็นเช่นใดบ้าง”“เป็นข้าที่หาเรื่องใส่ตัวเอง ช่างเถิด ที่ท่านถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่โรคระบาด ก่อนหน้านี้ข้าเห็นถ้วยใส่อาหารที่พี่ชายได้มาจากนายทหารจง ข้าก็บอกให้พี่ชายไปแจ้งกับเขาแล้ว ว่าถ้วยไม้ที่กระดำกระด่าง สีดำมันเป็นพิษอย่างหนึ่ง จะทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้ หากนำมาใช้สม่ำเสมอ”เขามองนางอย่างค้นหา “เจ้าเป็นหมอหรือ”“ถ้าข้าเป็นหมอ ข้าคงรักษาชาวบ้านแทนตาเฒ่าที่ทำให้ข้าต้องถูกชาวบ้
รั่วซีวิ่งไปก็ร้องตะโกนไปด้วย “มันไม่ใช่โรคระบาด เป็นเพียงโรคท้องร่วงเท่านั้น” นางหวังว่าเสียงอันดังของนางจะมีชาวบ้านเชื่อนางสักคนหากเขาออกเดินทางไปเสี่ยงตายตอนนี้ มิใช่ว่าจะยิ่งลำบากไปใหญ่หรือ มีชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็นโจรออกปล้นชิง และไม่รู้ว่าประตูเมืองจะเปิดให้พวกเขาผ่านทางหรือไม่ความกังวลของรั่วซีมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกนางจะตื่นนอนเสียอีก เมื่อครอบครัวขุนนางท้องถิ่น และคหบดีเริ่มทยอยออกจากค่ายผู้อพยพไปกดดันให้ทหารเปิดประตูเมืองกันจนเต็มหน้าประตูเมืองแล้วรั่วซีมาถึงกระโจมหมอ ด้านในมีผู้คนเต็มแน่นไปหมด หมอมีเพียงแค่สองคนที่ทำงานจนหัวหมุนไปหมด พอคนที่มีไข้และถ่ายจนเต็มตัวถูกหามเข้ามา หมอก็ร้องโวยวายออกมาทันที “รักษาไม่ได้แล้ว!!! พาออกไปเผาเลย มิเช่นนั้นผู้อื่นจะติดไปด้วย”นางรีบแทรกตัวเข้าไปเพื่อพูดกับท่านหมอ “มันไม่ใช่โรคระบาด มันคือโรคท้องร่วง เกิดจากถ้วยใส่อาหารและน้ำดื่มที่พวกเขาไม่ยอมต้มกินต่างหาก” นางตะโกนเข้าไปเสียงดังหมอเหมือนจะได้ยินที่นางพูด เขาหยุดและมองหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นเพียงแม่นางน้อย เนื้อตัวมอมแมมก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากเจ้าเก่งจริงก็มารักษาเอง พวกเจ้าไปให
จินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่มสามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้วหลับทันที อากาศกลางคืนหนาวเย็นจนแม้แต่กองไฟก็ต้านไม่ไหว สามพี่น้องขดตัวกอดกันเอาไว้แน่น จินตงเฉิงที่นอนอยู่ตรงกลางจึงได้รับความอบอุ่นมากที่สุดก่อนฟ้าจะสว่าง รั่วซีที่ทนความหนาวไม่ไหว นางลุกขึ้นมาเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟ และนำหัวมันที่เผาเอาไว้แล้ววางไว้ข้างกองไฟ พอดื่มน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็เริ่มคลายความหนาวลงไปได้บ้างแล้ว นางจึงกลับไปล้มตัวลงนอนอีกครั้งพอฟ้าสว่าง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ได้เห็น ด้วยต้องไปต่อแถวรอรับอาหาร จะเหลือก็เพียงคนชราและเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ที่รออยู่ที่หลุมดินหญิงชรา ผู้เป็นย่าของเด็กหนุ่มก็เช่นกัน “ท่านยาย ท่านกล้ากินกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ หากรอหลานชายท่านกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด” นางยื่นหัวมันที่อุ่นจนร้อนแล้วให้หญิงชรา“ขอบใจพวกเจ้ามาก เ
จินตงชุนไม่อาจขัดขวางน้องสาวได้ เขาจึงลงมือก่อไฟขึ้นมา ยังดีที่นายทหารจงให้ไต้จุดไฟกับเขามาด้วย จินตงเฉิงรีบช่วยหากิ่งไม้แห้งมากองเอาไว้ เมื่อได้ยินว่ามันกินได้ หัวมันตรงหน้ายังดูน่ากินกว่าแป้งทอดแข็งๆ เสียอีกรั่วซีขุดมันขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง นางก็รีบนำไปล้างน้ำระหว่างรอจินตงชุนก่อไฟ แต่เรื่องน่าแปลกก็เกิดขึ้นกับนางอีกครั้ง เมื่อฝูงปลาที่นางคิดว่ามันว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาใกล้“เอ๊ะ!!!” นางยังเอื้อมมือไปจับมันได้อีกด้วย นางจับมาโยนขึ้นมาบนฝั่งได้เพียงสามตัว ฝูงปลาใหญ่ก็ว่ายหนีไปที่อื่นแล้ว “ประหลาด” แต่นางก็ให้ความสนใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะร้องเรียกให้จินตงเฉิงนำมีดมาให้นางจินตงเฉิงมองปลาและพี่สาวสลับไปมาอย่างสงสัย ยิ่งเห็นนางลงมือผ่าท้องปลาอย่างชำนาญ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ “พี่หญิง ท่านทำเป็นด้วยหรือ ข้าไม่เคยเห็นท่านทำมาก่อน”“ทำไม่เป็นมิใช่จะทำไม่ได้ ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงสามคนพี่น้อง ไม่มีท่านแม่ทำให้เหมือนเมื่อก่อน ข้าเอวก็ไม่อาจให้พี่ใหญ่ทำทุกสิ่งได้ทั้งหมด”จินตงเฉิงเงยหน้ามองพี่สาวอย่างมุ่งมั่น “ข้าจะช่วยพวกท่านด้วยขอรับ”“ดีมาก เจ้าไปหาไม้มา ข้าจะใช้เสียบปลาเอาไปย่าง เจ้าจะได







