เข้าสู่ระบบรั่วซีวิ่งไปก็ร้องตะโกนไปด้วย “มันไม่ใช่โรคระบาด เป็นเพียงโรคท้องร่วงเท่านั้น” นางหวังว่าเสียงอันดังของนางจะมีชาวบ้านเชื่อนางสักคน
หากเขาออกเดินทางไปเสี่ยงตายตอนนี้ มิใช่ว่าจะยิ่งลำบากไปใหญ่หรือ มีชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็นโจรออกปล้นชิง และไม่รู้ว่าประตูเมืองจะเปิดให้พวกเขาผ่านทางหรือไม่
ความกังวลของรั่วซีมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกนางจะตื่นนอนเสียอีก เมื่อครอบครัวขุนนางท้องถิ่น และคหบดีเริ่มทยอยออกจากค่ายผู้อพยพไปกดดันให้ทหารเปิดประตูเมืองกันจนเต็มหน้าประตูเมืองแล้ว
รั่วซีมาถึงกระโจมหมอ ด้านในมีผู้คนเต็มแน่นไปหมด หมอมีเพียงแค่สองคนที่ทำงานจนหัวหมุนไปหมด พอคนที่มีไข้และถ่ายจนเต็มตัวถูกหามเข้ามา หมอก็ร้องโวยวายออกมาทันที “รักษาไม่ได้แล้ว!!! พาออกไปเผาเลย มิเช่นนั้นผู้อื่นจะติดไปด้วย”
นางรีบแทรกตัวเข้าไปเพื่อพูดกับท่านหมอ “มันไม่ใช่โรคระบาด มันคือโรคท้องร่วง เกิดจากถ้วยใส่อาหารและน้ำดื่มที่พวกเขาไม่ยอมต้มกินต่างหาก” นางตะโกนเข้าไปเสียงดัง
หมอเหมือนจะได้ยินที่นางพูด เขาหยุดและมองหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นเพียงแม่นางน้อย เนื้อตัวมอมแมมก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากเจ้าเก่งจริงก็มารักษาเอง พวกเจ้าไปให้นางรักษาเถิด โรคพวกนี้เกินความสามารถของข้า” เขากล่าวจบก็จะเดินออกจากโรงหมอ
สายตาของชาวบ้านทุกคนมองมาที่รั่วซีอย่างไม่พอใจ คนที่อยู่ใกล้ตัวนางกระชากนางอย่างแรง “โอ๊ยยยย”
เริ่มมีคนเข้ามาร่วมวงทุบตีนางด้วยความโกรธแค้น รั่วซีได้แต่ยกแขนป้องกันใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกายเอาไว้ แต่ตัวนางที่ทุกชาวบ้านหลายคนรุมทุบตีจะป้องกันได้มากเพียงใด
“พวกเจ้าทำอันใดกัน!!! หยุดมือประเดี๋ยวนี้ หากไม่หยุด ข้าจะโบยพวกเจ้า” เสียงตวาดกร้าวด้านนอก ทำให้ชาวบ้านที่กำลังทำร้ายรั่วซีหยุดมือทันที
ร่างของนางนอนหอบกองอยู่กับพื้น ผมเผ้ายุ่งเหยิงจนไม่น่ามอง นางลุกขึ้นนั่งสำรวจว่าได้รับบาดเจ็บมากน้อยเพียงใด พอเห็นว่าไม่ได้เจ็บหนักนางก็ลุกขึ้น
นางเช็ดเลือดที่ไหลออกมาจากมุมปาก “เมื่อข้าหวังดีคิดจะช่วยเหลือพวกท่าน แต่พวกท่านไม่รับน้ำใจก็ไม่เป็นอันใด แต่ข้าขอยืนยันว่ามันไม่ใช่โรคระบาด พวกท่านเพียงแค่ท้องร่วงเพราะกินอาหารที่ไม่สะอาด ข้าเป็นเพียงเด็กน้อยไร้อำนาจพวกท่านถึงได้ไม่เชื่อข้า” นางมองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาทำร้ายนางอย่างเย็นชา “แต่ข้าไม่ได้อยากให้ผู้ใดต้องล้มตาย”
พอกล่าวจบรั่วซีก็แบกร่างที่สะบักสะบอมของตนเองเดินกลับไปที่พักอย่างยากลำบาก ในตอนแรกคิดว่าไม่ได้บาดเจ็บมาก แต่พอเอาเข้ายิ่งก็ปวดไปทั้งเนื้อตัวเหมือนกัน นางได้ยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยัน น้ำตาก็พานจะไหลออกมาดื้อๆ จนนางต้องเช็ดออกอย่างลวกๆ เพื่อไม่ให้มันไหลออกมาให้ผู้ใดต้องเวทนานาง
นับเป็นครั้งแรกของรั่วซีเลยก็ว่าได้ ที่เสียงของนางไม่มีผู้ใดรับฟัง จากที่เคยอยู่จุดสูงสุด เป็นบุคคลที่องค์กรทั่วโลกต่างต้องการตัว แต่ตอนนี้แม้จะพูดเรื่องหัวมันกินได้ หรือเรื่องโรคท้องร่วงกลับกลายเป็นไม่มีผู้ใดฟัง
จินตงชุนและจินตงเฉิงที่ร้อนใจจนต้องเดินตามมาดู เห็นสภาพของรั่วซีที่ดูไม่ได้เดินกะเผลกกลับมาต่างก็วิ่งเข้ามาหาอย่างร้อนใจ
ความน้อยใจ ความอัดอั้นที่ได้รับก่อนหน้านี้ พอเจอบุรุษสองคนที่เป็นห่วงหวังดีต่อนาง รั่วซีก็ไม่อาจอดกลั้นต่อไปได้อีก นางปล่อยโฮเสียงดังออกมาอย่างไม่อับอายผู้ใด "ฮืออออ พี่ใหญ่ น้องเล็ก ไม่มีผู้ใดเชื่อข้าเลย เพราะข้าไม่มีอำนาจใช่หรือไม่ หรือเพราะข้าดูเหมือนคนโง่อย่างงั้นหรือ” ยิ่งถูกพี่ชายและน้องชายกอดเอาไว้ เสียงร้องของนางก็เหมือนจะยิ่งดังขึ้น
ชาวบ้านไม่น้อยที่หยุดมองดูนาง พวกเขาบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าจะสงสารหรือสะใจที่เห็นนางกลายเป็นสภาพเช่นนี้ เพราะเมื่อรั่วซีเดินออกจากกระโจมหมอไป หมอก็เริ่มทำหน้าที่ของตนเองอีกครั้ง มิใช่ว่าเป็นเพราะรั่วซีตัววุ่นวายออกไปแล้ว แต่เป็นเพราะรองแม่ทัพเสิ่นและทหารหลายนายมายืนกดดันให้เขาหาสาเหตุที่แท้จริงให้ได้
หากเป็นโรคระบาดอย่างที่หมอว่าจริง พื้นที่แห่งนี้จะต้องถูกปิดและพาคนที่ยังไม่เป็นย้ายออกไปอยู่ที่ค่ายอพยพอื่น หรือไม่ก็...เผาทำลายทั้งค่ายทิ้งเสีย แต่คนหลายพันคนจะบอกว่าเผาก็เผาง่ายๆ ไม่ได้ หากตรวจสอบภายหลังว่าไม่ใช่โรคระบาด คนที่ซวยจะต้องเป็นพวกทหารและเจ้าหน้าที่ที่ดูแล
หมอในเมืองถูกตามตัวมาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
จินตงชุนพารั่วซีกลับมายังที่พัก ฟางอินที่เห็นสองพี่น้องประคองรั่วซีกลับมาก็รีบเดินเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง
“เกิดอันใดขึ้น ผู้ใดทำร้ายเจ้า”
“ข้าหาเรื่องใส่ตัวเอง สมควรแล้วที่จะต้องโดน” นางยิ้มบางให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปในหลุมพัก
“พี่ใหญ่ พวกเราเข้าป่ากันเถิด ประเดี๋ยวจะออกจากป่ามืดเกินไป”
“เจ้าไปไหวหรือ” ทั้งจินตงชุนและจินตงเฉิงมองรั่วซีอย่างเป็นห่วง
จินตงเฉิงร้องไห้ไปพร้อมกับพี่สาว เขาเพิ่งจะเงียบลงตอนที่เข้ามาในที่พักนี้เอง “ไหวเจ้าค่ะ ไปกันเถิด ท่านไปช่วยพี่อินไปด้วย ตอนที่ข้าจับปลา ท่านพาเขาไปขุดมัน เขาจะได้ไม่สงสัยเรื่องที่ข้าจับปลาเจ้าค่ะ”
“ได้”
สามพี่น้องออกไปชวนฟางอินเข้าป่า โดยที่ไม่รู้เลยว่า ด้านหลังของพวกเขามีคนเดินตามไปด้วย
พอมาถึงต้นน้ำที่เดิม จินตงชุนก็พาฟางอินไปขุดหัวมันและก่อไฟ จินตงเฉิงทำหน้าที่เก็บฟืนเช่นเดิม ในแม่น้ำจึงเหลือเพียงรั่วซีลำพัง ที่กำลังแช่ตัวอยู่ในน้ำ
ปลายังคงว่ายมาวนอยู่รอบตัวของนางเช่นเดิม นางไม่ได้รีบร้อนจับมัน เพียงแต่เอื้อมมือไปลูบพวกมันเล่น “ข้าชดใช้มากพอแล้วหรือยัง” เสียงของนางเต็มไปด้วยความปวดใจ ตัดพ้อกับโชคชะตาของนาง หลังจากขัดถูตัวจนสะอาดดีแล้ว รั่วซีก็จับปลาโยนขึ้นไปบนฝั่งเช่นเดิม ครั้งนี้นางได้ปลาถึงสี่ตัว คงเป็นเพราะมีฟางอินมาด้วยกระมัง
“พี่ใหญ่ ข้าเสร็จแล้ว วันนี้ท่านทำปลาแล้วกัน ข้าจะออกไปเก็บผักป่า” นางตะโกนร้องบอกจินตงชุนที่ก่อกองไฟเพิ่งเสร็จ
“ได้ อย่าเข้าไปลึกนักเล่า แล้วรีบกลับออกมาด้วย”
“เจ้าค่ะ”
รั่วซีเดินหาผักป่าที่นางเก็บเมื่อเช้า แล้วนางยังได้ลูกท้อรสหวานติดมือมาอีกเก็บสิบลูก นางได้ตะกร้าสานที่ฟางอินนำติดมาใส่ไว้ หากไม่มีตะกร้าคงต้องเรียกให้จินตงเฉิงมาช่วยนางเก็บ
“เจ้าจับปลาได้อย่างไร” เสียงทุ้มต่ำด้านหลัง ทำให้นางสะดุ้งสุดตัวจนทิ้งตะกร้าในมือลง ลูกท้อกลิ้งไปหยุดอยู่ที่เท้าของเขา
พอรั่วซีเห็นว่าเป็นผู้ใด คิ้วของนางก็ขมวดเข้าหากันทันที “ท่านแอบดูข้าอาบน้ำหรือ ต่ำช้าเสียจริง” ดวงตากลมโตของนางฉายความไม่พอใจออกมา
รั่วซีก้มเก็บของใส่ลงในตะกร้า นางจึงไม่ทันเห็นใบหน้าที่ฉงนของเขา มู่ฉินฉาน คิดว่าพอนางรู้ว่าเขาแอบดูนางแอบน้ำ นางจะเรียกร้องให้เขารับผิดชอบเสียอีก แต่เขาคิดผิด ที่พูดออกไปก็ด้วยไม่ทันคิด ต้องการเพียงแค่อยากจะรู้ว่านางจับปลาได้อย่างไรเท่านั้น พอถูกนางด่าว่าต่ำช้า เขาถึงได้รู้สึกตัวว่าไม่ควรกระทำเช่นนั้นจริงๆ
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ จะแอบดูเจ้า เพียงแค่เห็นแล้วประหลาดใจเท่านั้น”
รั่วซีตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในรถม้าโดยมีมู่ฉินฉานกอดเอาไว้ ด้านข้างของนางมีบุตรชายที่นอนอยู่ในห่อผ้าโดยไร้แม่นมทั้งสองติดตามมาด้วย“มู่ฉินฉาน ท่านทำบ้าอันใด!!!” รั่ววีตวาดเสียงดัง ทั้งยังทุบตีเขาอีกหลายที“เจ้าเสียงดังอันใด ลูกตกใจหมดแล้ว” มู่ฉินฉานรีบอุ้มเด็กทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม “ฮวนเออร์ ฮุ่ยเออร์ เด็กดี พวกเจ้าอยากไปอยู่กับพ่อใช่หรือไม่”“เหอะ ไม่รู้ว่าที่โรงหมอจะวุ่นวายมากเพียงใด” รั่วซีทำได้เพียงถอนหายใจออกมา แล้วรับบุตรชายทั้งสองมาป้อนนมให้พวกเขาที่โรงหมอวุ่นวายเช่นที่รั่วซีคิดจริง เมื่อคนหายไปหลายคนอีกทั้งยังเป็นทารกน้อยสองคน ที่ไม่สมควรเดินทางไกลอีกด้วย มู่ฉินฉานทิ้งไว้เพียงจดหมายหนึ่งฉบับเพื่อแจ้งเรื่องการเดินทางของเขา แม้แต่ใต้เท้ามู่และเสิ่นซื่อเองก็นึกโมโหบุตรชายตัวดี“ไม่รู้ว่ากลัวผู้ใดจะพรากเมียพรากบุตรไปจากเขาอีก ถึงได้กระทำการต่ำช้าเช่นนี้” เสิ่นซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมีโทสะ“ท่านพี่ แล้วหลานชายทั้งสองของข้าจะเกิดอันตรายหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินหลิวกลัวว่าหลานชายจะเป็นอันใด“ซีซีนางเป็นหมอ บุตรชายนางจะเป็นอันใดได้อย่างไร” หมอหลิวนึกถึงมู่ฉินฉานก็แค้นใจ ไ
จินตงชุนและจินตงเฉิงเองก็นั่งอยู่ข้างเตียงช่วยเรียกรั่วซีอีกแรง แต่นางก็ยังคงหลับสนิทเช่นเดิม บุตรชายทั้งสองก็ร้องไห้อยู่นานกว่าจะพากันหลับด้วยความอ่อนเพลีย“มีหนทางหรือไม่ท่านหมอ” อาฟ่านเอ่ยถามขึ้นมาเสียงสั่น“คงได้แต่รอให้นางตื่นขึ้นมาเอง” หมอหลิวก็หมดหนทางที่จะช่วยแล้ว หมอจวงที่ถูกตามตัวมาช่วยตรวจก็ไม่อาจหาหนทางช่วยได้รั่วซีที่ทุกคนกำลังวุ่นวายเพราะการหลับไม่ตื่นของนาง ตอนนี้กำลังนั่งมองหน้าอาจารย์ลู่ ที่กำลังดื่มชาอย่างใจเย็น สถานที่แห่งนี้นางเคยเข้ามาแล้ว เมื่อครั้งที่วิญญาณของนางมาในมิติโบราณครั้งแรก“ท่านอาจารย์ ท่านดึงวิญญาณของข้ามา เพื่อให้ข้านั่งมองท่านดื่มชาหรือเจ้าคะ”อาจารย์ลู่วางแก้วชาลง “ข้าจะส่งเจ้ากลับมิติเดิมของเจ้า หน้าที่ของเจ้าในมิติโบราณจบสิ้นลงแล้ว”รั่วซีเลิกคิ้วขึ้นมอง “หืม...ท่านจะให้ข้าทิ้งบุตรชายที่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเช่นนั้นหรือ” นางยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ“ก่อนหน้าเป็นเจ้าที่เรียกร้องอยากจะกลับมิใช่หรือ”“แต่ตอนนั้นข้ายังไม่มีบุตรของตนเอง ข้าไม่กลับแล้วเจ้าค่ะ”“หึหึ ได้”“หืม...ง่ายเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ”“แล้วเหตุใดต้องยากด้วยเล่า กลับไปได้แล้ว คงวุ่นวาย
หมอหลิวได้แต่ถอนหายใจออกมา จะเร็วกว่านี้หนึ่งวันหรือช้ากว่านี้สักวันก็ไม่ได้เลย เขาลุกขึ้นเดินไปสั่งความด้านนอก “เตรียมห้องคลอด”มู่ฉินฉานได้ยินว่าเตรียมห้องคลอด เขาก็โยนต้นหนามที่อยู่ด้านหลังทิ้งแล้วลากตัวบ่าวที่กำลังวิ่งไปเตรียมของให้นำทางไปเรือนพักของรั่วซีความจริงก็แทบไม่ต้องใช้คนนำทางเลย เมื่อบ่าวมากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีเสี่ยวจง อาฟ่านและอาเหิงอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซีแล้วมู่ฉินฉานเห็นอาฟ่านและอาเหิงยืนอย่างร้อนใจอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซี ก็เดินเข้าไปถีบทั้งสองคนละทีจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปในเรือนพักของนางอย่างรวดเร็ว“หลีกไป!!!” เขาตวาดออกมาเสียงดัง เมื่อสาวใช้กำลังช่วยประคองรั่วซีเพื่อไปที่ห้องคลอด“เสียงดังเพื่ออันใด” รั่วซีได้แต่ถลึงตามองเขามู่ฉินฉานเดินไปช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม “นำทาง” เขาเอ่ยกับสาวใช้ที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว “รอให้เจ้าคลอดก่อนแล้วข้าจะมาจัดการเจ้าด้วย”“หึ ผู้ใดจะจัดการผู้ใดกันแน่” นางทุบไปที่แผงอกของเขา แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเสียเอง เมื่อท้องของนางบีบรัดแรงขึ้น “โอ๊ยยย” นางร้องออกมาเบาๆ“เจ็บมากหรือ” เขากระชับรั่ววีเข้ามากอดเอาไว้แน่น แล้
อาฟ่านและอาเหิงสะดุ้งสุดตัว ต่างก็รีบส่ายหน้าพร้อมกัน เมื่อถูกคิดว่าเป็นบิดาของเด็กในท้องรั่วซี“ไม่ใช่ขอรับ”“หึหึ ข้ารู้ตัวว่าไหวมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ ที่ข้าขอร้องให้ท่านช่วยจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไปที่จวนก่อนเถิด ข้าคงต้องจัดหาหมอตำแยมาเพิ่มแล้วกระมัง” หมอจวงได้แต่ส่ายหน้า แล้วขึ้นรถม้าเพื่อนำทางรั่วซีไปที่พักของนางโรงหมอในเมืองหย่งเป่ยก็ไม่ต่างจากเมืองซิวเชียงนัก เมื่อรั่วซีนางต้องการโรงหมอที่อยู่ติดกับจวนพัก เพื่อสะดวกในการรักษาเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหมอจวงทุกอย่างจึงง่ายขึ้น นางส่งจดหมายมาแจ้งเขาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ทั้งสถานที่และคนที่ต้องการเรียนรู้จากนางก็พร้อมเรียบร้อยแล้ว ยังมีผู้ช่วยหมอที่อยู่ในเมืองตู่เป่ยและเมืองชุนเป่ยที่เดินทางมารอเรียนกับนางอีกด้วยทางโรงหมอนางไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายมากนัก เมื่อมีหมอจวงคอยจัดการอยู่ รั่วซีนางจึงเปิดสอนวิชาการแพทย์ของนางที่จวนของนางเลยหมอหลิว เมื่อคำนวณแล้วว่ารั่วซีนางใกล้คลอด เขาก็ลางานในสำนักหมอหลวงโดยบอกว่าจะไปช่วยรั่วซีนางจัดตั้งโรงหมอที่เมืองหย่งเป่ย แล้วพาครอบครัวเดินทางไปหย่ง
เริ่มแรกโรงหมอเปิดทำการรักษาโดยไม่คิดเงิน เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินมารักษาและเพื่อให้หมอต้วนได้มีโอกาสตรวจและรักษาจากตัวผู้ป่วยจริงถึงจะบอกว่าเป็นการรักษาโดยไม่คิดเงิน แต่หากชาวบ้านคนใดที่ต้องการจ่ายเงินค่ายาหรือค่ารักษา จะมีกล่องไม้ที่ตั้งเอาไว้เปิดรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เงินส่วนนี้รั่วซีนางยกให้หมอต้วนทั้งหมด ลูกจ้างในร้านคนใดที่พอจะมีความสามารถด้านการแพทย์ นางก็สอนการแพทย์ให้พวกเขาด้วยเช่นกันรั่วซีนางส่งข่าวไปที่จวนตระกูลหลิวว่านางพักอยู่ที่เมืองซิวเชียง เพียงแค่หนเดียวเท่านั้น ข่าวจากเมืองหลวงที่ส่งมาถึงนางก็มีเพียงเรื่องจินตงเฉิงเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว แม้จะอยู่ในวัยยังไม่ถึงเจ็ดหนาว แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา อาจารย์ในสำนักศึกษาก็รับเขาเอาไว้ทันที จินตงชุนเองก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาเพื่อรอสอบจวี่เหรินในอีกหกเดือนข้างหน้าตระกูลหลิวใช้ชีวิตเช่นเดิม หมอหลิวก็เดินทางไปทำงานในสำนักหมอหลวงทุกวัน ฮูหยินหลิวก็เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาและงานมงคลเช่นปกติ เมื่อพบเจอเสิ่นซื่อนางก็ไม่ได้ทำตัวเหินห่างหรือว่าแสดงอาการอันใดออกมาให้เสิ่นซื่อสงสัยเสิ่นซื่อเองก็ลองหยั่งเชิงฮูหยินหลิวอยู่บ่อยครั
มู่ฉินฉานรู้แก่ใจว่าหมอหลิวคงรู้เรื่องของตนและรั่วซีแล้ว เขาคุกเข่าลงตรงหน้าของหมอหลิวเสียงดัง แผ่นหลังที่เคยยืดตรงยามนี้มันห่อเหี่ยวลงอย่างสิ้นหวัง“ก่อนหน้าข้าน้อยไม่รู้ความกระทำเรื่องไม่ดีลงไป ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างล้วนได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ข้าน้อยไม่จำเป็นต้องหมั้นหมายกับคุณหนูเว่ย หวังว่าท่านหมอจะเมตตาข้าน้อยสักครั้งขอรับ ได้โปรดบอกข้าน้อยเถิดขอรับว่าซีซีนางอยู่ที่ใด”หมอหลิวหรี่ตามองมู่ฉินฉานที่ดูเหมือนว่าเขาสำนึกผิดแล้ว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางไปที่ใด เจ้าก็รู้ว่าซีซีนางมีความปรารถนาต้องการสร้างโรงหมอ เผยแพร่ความรู้ของนางสร้างหมอทั่วแคว้นต้าหลี่ ข้าบอกได้เพียงว่านางเดินทางออกไปแล้ว”มู่ฉินฉานเงยหน้าขึ้นมองหมอหลิวเพื่อใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาพูดจริงเท็จเพียงใด แต่ก็เห็นเพียงแววตาที่เศร้าหมองของเขาเมื่อเอ่ยถึงรั่วซีเท่านั้น“นางเดินทางไปนานแล้วหรือยังขอรับ ไปทิศทางใด ได้โปรดบอกกล่าวข้าน้อยด้วยขอรับ”“นางเดินทางไปได้สามวันแล้ว ข้าเองก็ไม่แน่ใจทิศทางที่นางจะไป นางบอกเพียงจะส่งข่าวมา แต่ยามนี้ยังไม่มีสิ่งใดมาถึงข้า” เขาไม่บอกข้อเท็จจริงทั้งหมดให้มู่ฉินฉานรู้ เขาหลอกลวงรั่วซีมาเนิ่นนาน ท
รั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”“อืม”“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่า
จินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่มสามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้
จินตงชุนไม่อาจขัดขวางน้องสาวได้ เขาจึงลงมือก่อไฟขึ้นมา ยังดีที่นายทหารจงให้ไต้จุดไฟกับเขามาด้วย จินตงเฉิงรีบช่วยหากิ่งไม้แห้งมากองเอาไว้ เมื่อได้ยินว่ามันกินได้ หัวมันตรงหน้ายังดูน่ากินกว่าแป้งทอดแข็งๆ เสียอีกรั่วซีขุดมันขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง นางก็รีบนำไปล้างน้ำระหว่างรอจินตงชุนก่อไฟ แต่เรื่องน่าแปล
จินตงชุน แจ้งเรื่องที่พูดกับทหารที่พามาส่งเมื่อครู่กับเขา ก่อนที่เขาจะทำหน้าลำบากใจแล้วเดินนำพาสามพี่น้องไปยังด้านหลังด้านหน้ามีกระโจมพักเรียงรายอยู่นับร้อยหลังเห็นจะได้ แต่ล้วนมีคนอยู่จนเต็มหมดแล้ว ส่วนมากก็เป็นพวกครอบครัวขุนนางระดับท้องถิ่น และพวกคหบดีผู้มั่งมีทั้งหลายเพียงแค่นี้รั่วซีก็เห็นถึง







