LOGINจินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่ม
สามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้วหลับทันที อากาศกลางคืนหนาวเย็นจนแม้แต่กองไฟก็ต้านไม่ไหว สามพี่น้องขดตัวกอดกันเอาไว้แน่น จินตงเฉิงที่นอนอยู่ตรงกลางจึงได้รับความอบอุ่นมากที่สุด
ก่อนฟ้าจะสว่าง รั่วซีที่ทนความหนาวไม่ไหว นางลุกขึ้นมาเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟ และนำหัวมันที่เผาเอาไว้แล้ววางไว้ข้างกองไฟ พอดื่มน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็เริ่มคลายความหนาวลงไปได้บ้างแล้ว นางจึงกลับไปล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
พอฟ้าสว่าง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ได้เห็น ด้วยต้องไปต่อแถวรอรับอาหาร จะเหลือก็เพียงคนชราและเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ที่รออยู่ที่หลุมดิน
หญิงชรา ผู้เป็นย่าของเด็กหนุ่มก็เช่นกัน “ท่านยาย ท่านกล้ากินกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ หากรอหลานชายท่านกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด” นางยื่นหัวมันที่อุ่นจนร้อนแล้วให้หญิงชรา
“ขอบใจพวกเจ้ามาก เดิมข้าก็กลัวว่าพวกเจ้าจะเป็นอันตรายกับหัวมันพวกนี้ แต่ในเมื่อพวกเจ้าไม่เป็นอันใด ข้าก็กล้ากิน ขอบใจมากสำหรับปลาเผาเมื่อวาน” นางมองสามพี่น้องอย่างซาบซึ้ง
ในยามทุกข์ยากเพียงนี้ ยากนักที่จะมีผู้ใดหยิบยื่นสิ่งของให้กัน เพียงแค่ให้นางยืมมีดเข้าป่าเมื่อวาน ไม่คิดว่าจะได้ของกินถึงสองมื้อเลย
รั่วซียังให้หญิงชราเก็บหัวมันเผาเอาไว้ให้หลานชายของนางด้วย สามพี่น้องกินเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวเข้าป่า ไปล้างหน้าและทำธุระส่วนตัว
ก่อนไปรั่วซีนางยังไม่ลืมที่จะเตือนหญิงชราเอาไว้ด้วย “ท่านยายหากเชื่อข้า ให้หลานชายของท่านตัดกระบอกไม้ไผ่ไปใส่อาหารที่โรงทานดีกว่าเจ้าค่ะ ชามไม้ที่ข้าเห็นเมื่อวานหากใช้หลายหนเข้าจะทำให้เกิดท้องร่วงได้”
“ข้าจะจำเอาไว้ ขอบใจพวกเจ้ามาก”
ทั้งสามยืมมีดพร้าจากหญิงชราอีกครั้ง แล้วพากันหายเข้าป่าไป ก่อนที่ชาวบ้านจะกลับมาจากรับอาหารเช้าเสียด้วยซ้ำ พวกเขายังคงไปยังสถานที่ต้นน้ำเมื่อวานที่ไร้ผู้คน จินตงชุนลงมือก่อไฟโดยที่ไม่ต้องให้รั่วซีบอกแล้ว
พอก่อไฟเรียบร้อย เขาก็มารอดูรั่วซีจับปลาพร้อมกับจินตงเฉิง เป็นอย่างที่รั่วซีนางพูดเอาไว้จริง เมื่อนางใช้มือเรียกปลาใต้น้ำ ฝูงปลาตัวใหญ่ก็ว่ายเข้ามาหานาง พอนางเอื้อมมือไปจับได้สามตัว ปลาที่เหลือต่างก็ว่ายหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่น่าเชื่อ ว่าจะเป็นไปได้” จินตงชุนเอ่ยออกมาเสียงเบา
พอเขาและจินตงเฉิงลองทำบ้าง ก็ไม่มีปลาตัวใดว่ายเข้ามาใกล้ให้จับได้เลยสักตัว รั่วซีปล่อยให้พวกเขาลองเรียกปลากันไป ส่วนนางลงมือทำความสะอาดปลา และหาเก็บผักป่ามากินไปด้วย
อาหารวันนี้นอกจากหัวมันเผา ปลาเผาก็ยังมีผักป่าที่นางนำมาต้มกินพร้อมกับเสื้อปลาเผา สามพี่น้องกินจนแทบลุกไม่ขึ้นก็เก็บฟืนเพื่อเตรียมตัวกลับไปที่พัก ยังไม่ลืมที่จะหิ้วปลาเผาไปฝากสองย่าหลานด้วย
“พรุ่งนี้ ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่” เขาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างคาดหวัง
“ได้อยู่แล้ว ท่านให้พวกข้ายืมมีด เพียงเข้าป่าไปด้วยกันเหตุใดจะไม่ได้เล่า” รั่วซีเอ่ยตอบโดยส่งสายตาไม่ให้จินตงชุนเอ่ยพูดสิ่งใดออกมา
“ข้าขอหัวมันเพิ่มสองหัวได้หรือไม่ ข้าจะไม่ไปรับอาหารเย็นแล้ว ท่านย่าเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว วันนี้ข้าเองก็เห็นชาวบ้านหลายคนแล้วที่ท้องร่วง” เขาเองก็ไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่แม่นางน้อยตรงหน้าพูดจะเป็นเรื่องจริง
“เอาไปเถิด เพียงแค่ทำให้มันสุกก่อน ไม่ว่าจะเผาหรือต้มก่อนนำมากิน เพียงเท่านี้ก็ไม่เกิดพิษแล้ว” รั่วซีส่งให้เขาสี่หัว นางยังบอกอีกว่า ที่ป่าด้านในยังมีอีกมาก ไว้พรุ่งนี้นางจะพาไปเก็บ
“ข้าชื่อ ฟางอิน พวกเจ้าเรียกข้าพี่อินก็ได้ ส่วนท่านย่าของข้า พวกเจ้าเรียกนาง ท่านย่า เช่นที่ข้าเรียกก็ได้”
“ขอรับ ข้าจินตงชุน น้องรอง จินรั่วซี น้องเล็ก จินตงเฉิงขอรับ” รั่วซีนางสอบถามถึงจำนวนคนที่ท้องร่วง และการจัดการของเจ้าหน้าที่
แต่อาอินกลับบอกเพียงว่า จำนวนคนยังเป็นไม่มาก เจ้าหน้าที่นำยาจากท่านหมอมาให้พวกเขาต้มกินเพียงเท่านั้น ยังไม่ได้มีการจัดการเรื่องใด
“แล้วพวกเขาถ่ายหนักเบาที่ไหน” นางคิดว่าควรมีที่ทางจัดเตรียมเอาไว้ให้สำหรับคนที่ท้องร่วง จะได้ไม่เกิดการแพร่เชื้อเป็นโรคระบาด
“ก็ตามชายป่าเช่นทุกคน เจ้าอย่าสนใจเลย เจ้าไม่ได้เป็นหมอ ช่วยพวกเขาไม่ได้หรอก ยังดีที่เมื่อวานตอนเย็น ข้ากับท่านย่ากินเพียงปลาที่พวกเจ้าแบ่งให้” เขาไปรับอาหารเย็นไม่ทันต่างหาก เรียกได้ว่าแทบจะไปรับไม่ทันเลยในแต่ละวัน ด้วยจำนวนคนและที่พักของเขาอยู่ด้านหลังสุด กว่าจะไปถึงก็แทบไม่มีสิ่งใดเหลือแล้ว
จินตงชุนลากน้องสาวกลับมาที่พักของตนเอง เรื่องหนที่แล้วที่นางให้เขานำความไปบอกนายทหารจง เรื่องถ้วยใส่อาหารที่สกปรก ไม่อาจนำมาให้ชาวบ้านกินได้จะทำให้ท้องร่วง ยังไม่มีผู้ใดฟังเขา ทั้งยังถูกถ่มน้ำลายรดจนอับอายไปหมด มาหนนี้น้องสาวยังคิดจะจัดการพื้นที่ขับถ่ายอีก คงได้ถูกขับไล่ออกจากค่ายอพยพ ข้อหาสร้างความวุ่นวายเป็นแน่
“ซีซี เจ้าควรรู้ว่าตอนนี้พวกเราไม่มีเสียงที่จะไปพูดให้ผู้ใดเชื่อ มีแต่จะทำให้ตนเองเดือดร้อน ข้าว่า...เจ้าปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่จัดการเถิด”
รั่วซีเห็นถึงความกังวลในแววตาของจินตงชุน นางจึงได้ยอมพยักหน้ารับ “ได้เจ้าค่ะ น้องเล็กเจ้านอนสักครู่เถิด พอตื่นมาพวกเราจะได้เข้าป่าไปหาของกินเพิ่ม”
“ขอรับ” จินตงเฉิงรีบล้มตัวลงนอน เขายังดึงพี่ชายและพี่สาวให้นอนพร้อมกับเขาด้วย
รั่วซีเองก็ยอมนอนอย่างว่าง่าย ร่างกายของนางยังไม่ฟื้นกำลังเต็มที่ อีกทั้งที่เท้าทั้งสองข้างยังคงบวมช้ำเป็นตุ่มน้ำจากการที่วิ่งหนีทหารของแคว้นต้าเยี่ยอยู่ด้วย
สามพี่น้องตื่นขึ้นมา ก็เห็นว่าภายในค่ายผู้อพยพวุ่นวายยิ่งนัก เสียงกรีดร้อง ภาพชาวบ้านที่วิ่งพาลูกของตนเองไปทางด้านกระโจมของหมอ บางคนกำลังคลานไป บางคนมีคนช่วยประคอง ในทำให้สามพี่น้องยืนนิ่งมอง ไม่กล้าขยับตัว
“กะ เกิดอันใดขึ้น” จินตงชุนเอ่ยถามเสียงสั่น
“โรคท้องร่วงเกิดขึ้นแล้ว” รั่วซีพึมพำออกมาเบาๆ
ที่นางสรุปออกมาได้เลย เพราะเห็นบางคนที่กลั้นไม่ไหวปล่อยออกมาเรี่ยราดเต็มไปหมด ไหนจะอาการขาดน้ำที่ริมฝีปากแห้งแตก ใบหน้าก็ซีดขาว บางคนเป็นหนักถึงจับไข้ตัวสั่นไปหมด
มีชาวบ้านบ้างกลุ่มที่เริ่มเก็บข้าวของเตรียมหนีออกไปจากค่ายผู้อพยพแห่งนี้ เพื่อเดินทางไปอยู่ที่ค่ายอีกเมืองหนึ่ง ปากก็ร้องตะโกนไปด้วยว่า เกิดโรคระบาด
“เกิดโรคระบาดแล้ว!!! อยู่ไม่ได้แล้ว” คนที่หลงเชื่อต่างก็เร่งมือเก็บข้าวของหนีตายกันวุ่นวายไปหมด
“จะ เจ้า ซีซี เจ้าจะไปไหน!!!” รั่วซีวิ่งออกไปที่กระโจมของหมอ
“ไม่ต้องตามมา ท่านรอข้าอยู่กับน้องเล็กที่นี่ ข้าไปไม่นานจะรีบกลับมา” นางวิ่งไปหันกลับมาบอกพี่ชายน้องชายไปด้วย
ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”“เช่นนั้น...พวกเจ้าก็พาพวกข้าไปหาหัวมันก็สิ้นเรื่อง” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมาอย่างหน้าหนา“ไปหาเอง!!! มันอยู่ในป่า หากไม่มีปัญญา ก็อดตายไปเลย!!!” รั่วซีจะเดินเข้าไปเก็บของของนาง แต่ถูกกลุ่มคนที่เริ่มไม่พอใจกับพูดของนางเข้ามาขวางเอาไว้ แล้วจะเริ่มลงมืออีกครั้ง“ปากดีนัก นังเด็กเวรนี่!!!” ชายวัยกลางคนเมื่อครู่ คว้าท่อนฟืนที่อยู่ใกล้มือหมายจะเข้ามาทุบตีรั่วซีแต่จินตงชุนที่ตาไว กระโดดเข้ามาปกป้องน้องสาวและน้องชายเอาไว้ จนเขาถูกตีเข้าที่กลางแผ่นหลังจนไม้ฟืนหักคามือของชายผู้นั้น “โอ๊ยยยย”“พี่ใหญ่/พี่ใหญ่”“มันจะมากเกินไปแล้ว!!!” รั่วซีคว้าไม้ฟืนที่หักครึ่ง พุ่งเข้าไปหาชายวัยกลางคน แต่ถูกเสียงตวาดก้องขัดขวางเอาไว้เสียก่อน“หยุด!!! หากไม่หยุดมือ...”เขายังพูดไม่ทันจบรั่วซีก็ฟาดไม้ใส่หัวของชายวัยกลา
มู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่านแม่ก็ไม่เคยทำอีกเลยขอรับ”นายทหารจงยังต้องขมวดคิ้วเช่นกัน อาหารที่รั่วซีนางเอ่ยถึงเมื่อครู่ ไม่มีน้ำแกงไก่ใส่เผือกรวมอยู่ด้วย ยิ่งนางแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่กิน เป็นไปไม่ได้เลยว่าอาหารอีกสองอย่างนางจะได้กินด้วย มู่ฉินฉานก็คิดเช่นนี้รั่วซีเมื่อกลับมาถึง นางก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่งล้อมวงกินอาหารร่วมกับพวกเขา แม้จะมีคนมาเพิ่มอีกสามท้อง แต่อาหารตรงหน้าก็ทำให้พวกเขากินได้อย่างเหลือเฟือ ทั้งยังเก็บปลาอีกครึ่งตัวเอาไปให้ท่านย่าของฟางอินด้วยก่อนจะกลับออกไป รั่วซีนางใช้ขี้เถ้าที่จินตงชุนเก็บเอาไว้ให้มาถูตามใบหน้าและส่วนที่โผล่ออกมานอกเสื้อผ้า ทั้งยังใช้แท่งถ่านเขียนคิ้วให้หนาขึ้นมู่ฉินฉาน นายทหารจงและฟางอิน ต่างตกตะลึง พวกเขานึกไม่ถึงว่านางใช้สองสิ่งก็เปลี่ยนให้ตัวนางกลายเป็นอีกคนไปได้แล้ว“เ
รั่วซีปรายตามองเขาอย่างไม่เชื่อ “ท่านเห็นข้าจับเช่นใดก็เช่นนั้น” นางเดินไปแย่งผลท้อในมือของเขามาเก็บลงตะกร้า “หากอยากกินท่านต้องไปเก็บเอง” นางคงหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งเคยถูกเขาช่วยเหลือมาก่อน“พวกมันว่ายมาให้เจ้าจับง่ายๆ เลยหรือ”“อืม”“แล้วที่เจ้าบอกว่า โรคที่ชาวบ้านเป็นไม่ใช่โรคระบาด เจ้ารู้ได้อย่างไร” เขาเดินตามรั่วซีมาติดๆพอนางหันหลังกลับมาเพื่อพูดกับเขา จึงชนเข้ากับแผงอกของมู่ฉินฉานอย่างแรง จนนางต้องสูดปากด้วยความเจ็บ แผลเก่าก็ยังไม่ดีขึ้น ดูเหมือนจะได้แผลใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว“ท่านเดินเช่นใดของท่านกัน ต้องเดินติดข้าเพียงนี้เลยหรือ”“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะหันมา เจ็บมากหรือไม่ แล้วที่เจ้าถูกชาวบ้านทุบตีเป็นเช่นใดบ้าง”“เป็นข้าที่หาเรื่องใส่ตัวเอง ช่างเถิด ที่ท่านถามว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่โรคระบาด ก่อนหน้านี้ข้าเห็นถ้วยใส่อาหารที่พี่ชายได้มาจากนายทหารจง ข้าก็บอกให้พี่ชายไปแจ้งกับเขาแล้ว ว่าถ้วยไม้ที่กระดำกระด่าง สีดำมันเป็นพิษอย่างหนึ่ง จะทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้ หากนำมาใช้สม่ำเสมอ”เขามองนางอย่างค้นหา “เจ้าเป็นหมอหรือ”“ถ้าข้าเป็นหมอ ข้าคงรักษาชาวบ้านแทนตาเฒ่าที่ทำให้ข้าต้องถูกชาวบ้
รั่วซีวิ่งไปก็ร้องตะโกนไปด้วย “มันไม่ใช่โรคระบาด เป็นเพียงโรคท้องร่วงเท่านั้น” นางหวังว่าเสียงอันดังของนางจะมีชาวบ้านเชื่อนางสักคนหากเขาออกเดินทางไปเสี่ยงตายตอนนี้ มิใช่ว่าจะยิ่งลำบากไปใหญ่หรือ มีชาวบ้านที่ผันตัวมาเป็นโจรออกปล้นชิง และไม่รู้ว่าประตูเมืองจะเปิดให้พวกเขาผ่านทางหรือไม่ความกังวลของรั่วซีมันเกิดขึ้นก่อนหน้าที่พวกนางจะตื่นนอนเสียอีก เมื่อครอบครัวขุนนางท้องถิ่น และคหบดีเริ่มทยอยออกจากค่ายผู้อพยพไปกดดันให้ทหารเปิดประตูเมืองกันจนเต็มหน้าประตูเมืองแล้วรั่วซีมาถึงกระโจมหมอ ด้านในมีผู้คนเต็มแน่นไปหมด หมอมีเพียงแค่สองคนที่ทำงานจนหัวหมุนไปหมด พอคนที่มีไข้และถ่ายจนเต็มตัวถูกหามเข้ามา หมอก็ร้องโวยวายออกมาทันที “รักษาไม่ได้แล้ว!!! พาออกไปเผาเลย มิเช่นนั้นผู้อื่นจะติดไปด้วย”นางรีบแทรกตัวเข้าไปเพื่อพูดกับท่านหมอ “มันไม่ใช่โรคระบาด มันคือโรคท้องร่วง เกิดจากถ้วยใส่อาหารและน้ำดื่มที่พวกเขาไม่ยอมต้มกินต่างหาก” นางตะโกนเข้าไปเสียงดังหมอเหมือนจะได้ยินที่นางพูด เขาหยุดและมองหาต้นเสียง พอเห็นว่าเป็นเพียงแม่นางน้อย เนื้อตัวมอมแมมก็ยกยิ้มเย็นที่มุมปาก “หากเจ้าเก่งจริงก็มารักษาเอง พวกเจ้าไปให
จินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่มสามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้วหลับทันที อากาศกลางคืนหนาวเย็นจนแม้แต่กองไฟก็ต้านไม่ไหว สามพี่น้องขดตัวกอดกันเอาไว้แน่น จินตงเฉิงที่นอนอยู่ตรงกลางจึงได้รับความอบอุ่นมากที่สุดก่อนฟ้าจะสว่าง รั่วซีที่ทนความหนาวไม่ไหว นางลุกขึ้นมาเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟ และนำหัวมันที่เผาเอาไว้แล้ววางไว้ข้างกองไฟ พอดื่มน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็เริ่มคลายความหนาวลงไปได้บ้างแล้ว นางจึงกลับไปล้มตัวลงนอนอีกครั้งพอฟ้าสว่าง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ได้เห็น ด้วยต้องไปต่อแถวรอรับอาหาร จะเหลือก็เพียงคนชราและเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ที่รออยู่ที่หลุมดินหญิงชรา ผู้เป็นย่าของเด็กหนุ่มก็เช่นกัน “ท่านยาย ท่านกล้ากินกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ หากรอหลานชายท่านกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด” นางยื่นหัวมันที่อุ่นจนร้อนแล้วให้หญิงชรา“ขอบใจพวกเจ้ามาก เ
จินตงชุนไม่อาจขัดขวางน้องสาวได้ เขาจึงลงมือก่อไฟขึ้นมา ยังดีที่นายทหารจงให้ไต้จุดไฟกับเขามาด้วย จินตงเฉิงรีบช่วยหากิ่งไม้แห้งมากองเอาไว้ เมื่อได้ยินว่ามันกินได้ หัวมันตรงหน้ายังดูน่ากินกว่าแป้งทอดแข็งๆ เสียอีกรั่วซีขุดมันขึ้นมาได้จำนวนหนึ่ง นางก็รีบนำไปล้างน้ำระหว่างรอจินตงชุนก่อไฟ แต่เรื่องน่าแปลกก็เกิดขึ้นกับนางอีกครั้ง เมื่อฝูงปลาที่นางคิดว่ามันว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาใกล้“เอ๊ะ!!!” นางยังเอื้อมมือไปจับมันได้อีกด้วย นางจับมาโยนขึ้นมาบนฝั่งได้เพียงสามตัว ฝูงปลาใหญ่ก็ว่ายหนีไปที่อื่นแล้ว “ประหลาด” แต่นางก็ให้ความสนใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะร้องเรียกให้จินตงเฉิงนำมีดมาให้นางจินตงเฉิงมองปลาและพี่สาวสลับไปมาอย่างสงสัย ยิ่งเห็นนางลงมือผ่าท้องปลาอย่างชำนาญ ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้ “พี่หญิง ท่านทำเป็นด้วยหรือ ข้าไม่เคยเห็นท่านทำมาก่อน”“ทำไม่เป็นมิใช่จะทำไม่ได้ ตอนนี้พวกเราเหลือกันเพียงสามคนพี่น้อง ไม่มีท่านแม่ทำให้เหมือนเมื่อก่อน ข้าเอวก็ไม่อาจให้พี่ใหญ่ทำทุกสิ่งได้ทั้งหมด”จินตงเฉิงเงยหน้ามองพี่สาวอย่างมุ่งมั่น “ข้าจะช่วยพวกท่านด้วยขอรับ”“ดีมาก เจ้าไปหาไม้มา ข้าจะใช้เสียบปลาเอาไปย่าง เจ้าจะได







