ログインจินตงชุนก่อกองไฟเอาไว้ที่หน้าปากหลุมเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ด้านใน พวกเขาเก็บฟืนมาไว้มากพอที่จะใช้ได้ตลอดทั้งคืน รั่วซียังตั้งกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่น้ำจนเต็ม วางไฟข้างๆ กองไฟ จะได้มีน้ำอุ่นๆ เอาไว้ดื่ม
สามพี่น้องเหน็ดเหนื่อยและเสียขวัญมาตลอดทั้งวัน พอจัดเตรียมที่หลับนอนเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็นอนชิดกันแล้วหลับทันที อากาศกลางคืนหนาวเย็นจนแม้แต่กองไฟก็ต้านไม่ไหว สามพี่น้องขดตัวกอดกันเอาไว้แน่น จินตงเฉิงที่นอนอยู่ตรงกลางจึงได้รับความอบอุ่นมากที่สุด
ก่อนฟ้าจะสว่าง รั่วซีที่ทนความหนาวไม่ไหว นางลุกขึ้นมาเติมฟืนใส่เข้าไปในกองไฟ และนำหัวมันที่เผาเอาไว้แล้ววางไว้ข้างกองไฟ พอดื่มน้ำร้อนเข้าไป ร่างกายก็เริ่มคลายความหนาวลงไปได้บ้างแล้ว นางจึงกลับไปล้มตัวลงนอนอีกครั้ง
พอฟ้าสว่าง ชาวบ้านแทบจะไม่มีเหลือให้ได้เห็น ด้วยต้องไปต่อแถวรอรับอาหาร จะเหลือก็เพียงคนชราและเด็กที่ยังไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ที่รออยู่ที่หลุมดิน
หญิงชรา ผู้เป็นย่าของเด็กหนุ่มก็เช่นกัน “ท่านยาย ท่านกล้ากินกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ หากรอหลานชายท่านกลับมาก็ยังไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อใด” นางยื่นหัวมันที่อุ่นจนร้อนแล้วให้หญิงชรา
“ขอบใจพวกเจ้ามาก เดิมข้าก็กลัวว่าพวกเจ้าจะเป็นอันตรายกับหัวมันพวกนี้ แต่ในเมื่อพวกเจ้าไม่เป็นอันใด ข้าก็กล้ากิน ขอบใจมากสำหรับปลาเผาเมื่อวาน” นางมองสามพี่น้องอย่างซาบซึ้ง
ในยามทุกข์ยากเพียงนี้ ยากนักที่จะมีผู้ใดหยิบยื่นสิ่งของให้กัน เพียงแค่ให้นางยืมมีดเข้าป่าเมื่อวาน ไม่คิดว่าจะได้ของกินถึงสองมื้อเลย
รั่วซียังให้หญิงชราเก็บหัวมันเผาเอาไว้ให้หลานชายของนางด้วย สามพี่น้องกินเสร็จเรียบร้อยก็เตรียมตัวเข้าป่า ไปล้างหน้าและทำธุระส่วนตัว
ก่อนไปรั่วซีนางยังไม่ลืมที่จะเตือนหญิงชราเอาไว้ด้วย “ท่านยายหากเชื่อข้า ให้หลานชายของท่านตัดกระบอกไม้ไผ่ไปใส่อาหารที่โรงทานดีกว่าเจ้าค่ะ ชามไม้ที่ข้าเห็นเมื่อวานหากใช้หลายหนเข้าจะทำให้เกิดท้องร่วงได้”
“ข้าจะจำเอาไว้ ขอบใจพวกเจ้ามาก”
ทั้งสามยืมมีดพร้าจากหญิงชราอีกครั้ง แล้วพากันหายเข้าป่าไป ก่อนที่ชาวบ้านจะกลับมาจากรับอาหารเช้าเสียด้วยซ้ำ พวกเขายังคงไปยังสถานที่ต้นน้ำเมื่อวานที่ไร้ผู้คน จินตงชุนลงมือก่อไฟโดยที่ไม่ต้องให้รั่วซีบอกแล้ว
พอก่อไฟเรียบร้อย เขาก็มารอดูรั่วซีจับปลาพร้อมกับจินตงเฉิง เป็นอย่างที่รั่วซีนางพูดเอาไว้จริง เมื่อนางใช้มือเรียกปลาใต้น้ำ ฝูงปลาตัวใหญ่ก็ว่ายเข้ามาหานาง พอนางเอื้อมมือไปจับได้สามตัว ปลาที่เหลือต่างก็ว่ายหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่น่าเชื่อ ว่าจะเป็นไปได้” จินตงชุนเอ่ยออกมาเสียงเบา
พอเขาและจินตงเฉิงลองทำบ้าง ก็ไม่มีปลาตัวใดว่ายเข้ามาใกล้ให้จับได้เลยสักตัว รั่วซีปล่อยให้พวกเขาลองเรียกปลากันไป ส่วนนางลงมือทำความสะอาดปลา และหาเก็บผักป่ามากินไปด้วย
อาหารวันนี้นอกจากหัวมันเผา ปลาเผาก็ยังมีผักป่าที่นางนำมาต้มกินพร้อมกับเสื้อปลาเผา สามพี่น้องกินจนแทบลุกไม่ขึ้นก็เก็บฟืนเพื่อเตรียมตัวกลับไปที่พัก ยังไม่ลืมที่จะหิ้วปลาเผาไปฝากสองย่าหลานด้วย
“พรุ่งนี้ ข้าขอไปด้วยได้หรือไม่” เขาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างคาดหวัง
“ได้อยู่แล้ว ท่านให้พวกข้ายืมมีด เพียงเข้าป่าไปด้วยกันเหตุใดจะไม่ได้เล่า” รั่วซีเอ่ยตอบโดยส่งสายตาไม่ให้จินตงชุนเอ่ยพูดสิ่งใดออกมา
“ข้าขอหัวมันเพิ่มสองหัวได้หรือไม่ ข้าจะไม่ไปรับอาหารเย็นแล้ว ท่านย่าเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว วันนี้ข้าเองก็เห็นชาวบ้านหลายคนแล้วที่ท้องร่วง” เขาเองก็ไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่แม่นางน้อยตรงหน้าพูดจะเป็นเรื่องจริง
“เอาไปเถิด เพียงแค่ทำให้มันสุกก่อน ไม่ว่าจะเผาหรือต้มก่อนนำมากิน เพียงเท่านี้ก็ไม่เกิดพิษแล้ว” รั่วซีส่งให้เขาสี่หัว นางยังบอกอีกว่า ที่ป่าด้านในยังมีอีกมาก ไว้พรุ่งนี้นางจะพาไปเก็บ
“ข้าชื่อ ฟางอิน พวกเจ้าเรียกข้าพี่อินก็ได้ ส่วนท่านย่าของข้า พวกเจ้าเรียกนาง ท่านย่า เช่นที่ข้าเรียกก็ได้”
“ขอรับ ข้าจินตงชุน น้องรอง จินรั่วซี น้องเล็ก จินตงเฉิงขอรับ” รั่วซีนางสอบถามถึงจำนวนคนที่ท้องร่วง และการจัดการของเจ้าหน้าที่
แต่อาอินกลับบอกเพียงว่า จำนวนคนยังเป็นไม่มาก เจ้าหน้าที่นำยาจากท่านหมอมาให้พวกเขาต้มกินเพียงเท่านั้น ยังไม่ได้มีการจัดการเรื่องใด
“แล้วพวกเขาถ่ายหนักเบาที่ไหน” นางคิดว่าควรมีที่ทางจัดเตรียมเอาไว้ให้สำหรับคนที่ท้องร่วง จะได้ไม่เกิดการแพร่เชื้อเป็นโรคระบาด
“ก็ตามชายป่าเช่นทุกคน เจ้าอย่าสนใจเลย เจ้าไม่ได้เป็นหมอ ช่วยพวกเขาไม่ได้หรอก ยังดีที่เมื่อวานตอนเย็น ข้ากับท่านย่ากินเพียงปลาที่พวกเจ้าแบ่งให้” เขาไปรับอาหารเย็นไม่ทันต่างหาก เรียกได้ว่าแทบจะไปรับไม่ทันเลยในแต่ละวัน ด้วยจำนวนคนและที่พักของเขาอยู่ด้านหลังสุด กว่าจะไปถึงก็แทบไม่มีสิ่งใดเหลือแล้ว
จินตงชุนลากน้องสาวกลับมาที่พักของตนเอง เรื่องหนที่แล้วที่นางให้เขานำความไปบอกนายทหารจง เรื่องถ้วยใส่อาหารที่สกปรก ไม่อาจนำมาให้ชาวบ้านกินได้จะทำให้ท้องร่วง ยังไม่มีผู้ใดฟังเขา ทั้งยังถูกถ่มน้ำลายรดจนอับอายไปหมด มาหนนี้น้องสาวยังคิดจะจัดการพื้นที่ขับถ่ายอีก คงได้ถูกขับไล่ออกจากค่ายอพยพ ข้อหาสร้างความวุ่นวายเป็นแน่
“ซีซี เจ้าควรรู้ว่าตอนนี้พวกเราไม่มีเสียงที่จะไปพูดให้ผู้ใดเชื่อ มีแต่จะทำให้ตนเองเดือดร้อน ข้าว่า...เจ้าปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่จัดการเถิด”
รั่วซีเห็นถึงความกังวลในแววตาของจินตงชุน นางจึงได้ยอมพยักหน้ารับ “ได้เจ้าค่ะ น้องเล็กเจ้านอนสักครู่เถิด พอตื่นมาพวกเราจะได้เข้าป่าไปหาของกินเพิ่ม”
“ขอรับ” จินตงเฉิงรีบล้มตัวลงนอน เขายังดึงพี่ชายและพี่สาวให้นอนพร้อมกับเขาด้วย
รั่วซีเองก็ยอมนอนอย่างว่าง่าย ร่างกายของนางยังไม่ฟื้นกำลังเต็มที่ อีกทั้งที่เท้าทั้งสองข้างยังคงบวมช้ำเป็นตุ่มน้ำจากการที่วิ่งหนีทหารของแคว้นต้าเยี่ยอยู่ด้วย
สามพี่น้องตื่นขึ้นมา ก็เห็นว่าภายในค่ายผู้อพยพวุ่นวายยิ่งนัก เสียงกรีดร้อง ภาพชาวบ้านที่วิ่งพาลูกของตนเองไปทางด้านกระโจมของหมอ บางคนกำลังคลานไป บางคนมีคนช่วยประคอง ในทำให้สามพี่น้องยืนนิ่งมอง ไม่กล้าขยับตัว
“กะ เกิดอันใดขึ้น” จินตงชุนเอ่ยถามเสียงสั่น
“โรคท้องร่วงเกิดขึ้นแล้ว” รั่วซีพึมพำออกมาเบาๆ
ที่นางสรุปออกมาได้เลย เพราะเห็นบางคนที่กลั้นไม่ไหวปล่อยออกมาเรี่ยราดเต็มไปหมด ไหนจะอาการขาดน้ำที่ริมฝีปากแห้งแตก ใบหน้าก็ซีดขาว บางคนเป็นหนักถึงจับไข้ตัวสั่นไปหมด
มีชาวบ้านบ้างกลุ่มที่เริ่มเก็บข้าวของเตรียมหนีออกไปจากค่ายผู้อพยพแห่งนี้ เพื่อเดินทางไปอยู่ที่ค่ายอีกเมืองหนึ่ง ปากก็ร้องตะโกนไปด้วยว่า เกิดโรคระบาด
“เกิดโรคระบาดแล้ว!!! อยู่ไม่ได้แล้ว” คนที่หลงเชื่อต่างก็เร่งมือเก็บข้าวของหนีตายกันวุ่นวายไปหมด
“จะ เจ้า ซีซี เจ้าจะไปไหน!!!” รั่วซีวิ่งออกไปที่กระโจมของหมอ
“ไม่ต้องตามมา ท่านรอข้าอยู่กับน้องเล็กที่นี่ ข้าไปไม่นานจะรีบกลับมา” นางวิ่งไปหันกลับมาบอกพี่ชายน้องชายไปด้วย
รั่วซีตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในรถม้าโดยมีมู่ฉินฉานกอดเอาไว้ ด้านข้างของนางมีบุตรชายที่นอนอยู่ในห่อผ้าโดยไร้แม่นมทั้งสองติดตามมาด้วย“มู่ฉินฉาน ท่านทำบ้าอันใด!!!” รั่ววีตวาดเสียงดัง ทั้งยังทุบตีเขาอีกหลายที“เจ้าเสียงดังอันใด ลูกตกใจหมดแล้ว” มู่ฉินฉานรีบอุ้มเด็กทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม “ฮวนเออร์ ฮุ่ยเออร์ เด็กดี พวกเจ้าอยากไปอยู่กับพ่อใช่หรือไม่”“เหอะ ไม่รู้ว่าที่โรงหมอจะวุ่นวายมากเพียงใด” รั่วซีทำได้เพียงถอนหายใจออกมา แล้วรับบุตรชายทั้งสองมาป้อนนมให้พวกเขาที่โรงหมอวุ่นวายเช่นที่รั่วซีคิดจริง เมื่อคนหายไปหลายคนอีกทั้งยังเป็นทารกน้อยสองคน ที่ไม่สมควรเดินทางไกลอีกด้วย มู่ฉินฉานทิ้งไว้เพียงจดหมายหนึ่งฉบับเพื่อแจ้งเรื่องการเดินทางของเขา แม้แต่ใต้เท้ามู่และเสิ่นซื่อเองก็นึกโมโหบุตรชายตัวดี“ไม่รู้ว่ากลัวผู้ใดจะพรากเมียพรากบุตรไปจากเขาอีก ถึงได้กระทำการต่ำช้าเช่นนี้” เสิ่นซื่อขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างมีโทสะ“ท่านพี่ แล้วหลานชายทั้งสองของข้าจะเกิดอันตรายหรือไม่เจ้าคะ” ฮูหยินหลิวกลัวว่าหลานชายจะเป็นอันใด“ซีซีนางเป็นหมอ บุตรชายนางจะเป็นอันใดได้อย่างไร” หมอหลิวนึกถึงมู่ฉินฉานก็แค้นใจ ไ
จินตงชุนและจินตงเฉิงเองก็นั่งอยู่ข้างเตียงช่วยเรียกรั่วซีอีกแรง แต่นางก็ยังคงหลับสนิทเช่นเดิม บุตรชายทั้งสองก็ร้องไห้อยู่นานกว่าจะพากันหลับด้วยความอ่อนเพลีย“มีหนทางหรือไม่ท่านหมอ” อาฟ่านเอ่ยถามขึ้นมาเสียงสั่น“คงได้แต่รอให้นางตื่นขึ้นมาเอง” หมอหลิวก็หมดหนทางที่จะช่วยแล้ว หมอจวงที่ถูกตามตัวมาช่วยตรวจก็ไม่อาจหาหนทางช่วยได้รั่วซีที่ทุกคนกำลังวุ่นวายเพราะการหลับไม่ตื่นของนาง ตอนนี้กำลังนั่งมองหน้าอาจารย์ลู่ ที่กำลังดื่มชาอย่างใจเย็น สถานที่แห่งนี้นางเคยเข้ามาแล้ว เมื่อครั้งที่วิญญาณของนางมาในมิติโบราณครั้งแรก“ท่านอาจารย์ ท่านดึงวิญญาณของข้ามา เพื่อให้ข้านั่งมองท่านดื่มชาหรือเจ้าคะ”อาจารย์ลู่วางแก้วชาลง “ข้าจะส่งเจ้ากลับมิติเดิมของเจ้า หน้าที่ของเจ้าในมิติโบราณจบสิ้นลงแล้ว”รั่วซีเลิกคิ้วขึ้นมอง “หืม...ท่านจะให้ข้าทิ้งบุตรชายที่ข้ายังไม่เคยเห็นหน้าเช่นนั้นหรือ” นางยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ๆ“ก่อนหน้าเป็นเจ้าที่เรียกร้องอยากจะกลับมิใช่หรือ”“แต่ตอนนั้นข้ายังไม่มีบุตรของตนเอง ข้าไม่กลับแล้วเจ้าค่ะ”“หึหึ ได้”“หืม...ง่ายเช่นนี้เลยหรือเจ้าคะ”“แล้วเหตุใดต้องยากด้วยเล่า กลับไปได้แล้ว คงวุ่นวาย
หมอหลิวได้แต่ถอนหายใจออกมา จะเร็วกว่านี้หนึ่งวันหรือช้ากว่านี้สักวันก็ไม่ได้เลย เขาลุกขึ้นเดินไปสั่งความด้านนอก “เตรียมห้องคลอด”มู่ฉินฉานได้ยินว่าเตรียมห้องคลอด เขาก็โยนต้นหนามที่อยู่ด้านหลังทิ้งแล้วลากตัวบ่าวที่กำลังวิ่งไปเตรียมของให้นำทางไปเรือนพักของรั่วซีความจริงก็แทบไม่ต้องใช้คนนำทางเลย เมื่อบ่าวมากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีเสี่ยวจง อาฟ่านและอาเหิงอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซีแล้วมู่ฉินฉานเห็นอาฟ่านและอาเหิงยืนอย่างร้อนใจอยู่ที่หน้าเรือนพักของรั่วซี ก็เดินเข้าไปถีบทั้งสองคนละทีจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะรีบสาวเท้าเข้าไปในเรือนพักของนางอย่างรวดเร็ว“หลีกไป!!!” เขาตวาดออกมาเสียงดัง เมื่อสาวใช้กำลังช่วยประคองรั่วซีเพื่อไปที่ห้องคลอด“เสียงดังเพื่ออันใด” รั่วซีได้แต่ถลึงตามองเขามู่ฉินฉานเดินไปช้อนตัวนางขึ้นอุ้ม “นำทาง” เขาเอ่ยกับสาวใช้ที่ตัวสั่นเทาไปด้วยความกลัว “รอให้เจ้าคลอดก่อนแล้วข้าจะมาจัดการเจ้าด้วย”“หึ ผู้ใดจะจัดการผู้ใดกันแน่” นางทุบไปที่แผงอกของเขา แต่ก็ต้องนิ่วหน้าเสียเอง เมื่อท้องของนางบีบรัดแรงขึ้น “โอ๊ยยย” นางร้องออกมาเบาๆ“เจ็บมากหรือ” เขากระชับรั่ววีเข้ามากอดเอาไว้แน่น แล้
อาฟ่านและอาเหิงสะดุ้งสุดตัว ต่างก็รีบส่ายหน้าพร้อมกัน เมื่อถูกคิดว่าเป็นบิดาของเด็กในท้องรั่วซี“ไม่ใช่ขอรับ”“หึหึ ข้ารู้ตัวว่าไหวมากน้อยเพียงใดเจ้าค่ะ ที่ข้าขอร้องให้ท่านช่วยจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เจ้าไปที่จวนก่อนเถิด ข้าคงต้องจัดหาหมอตำแยมาเพิ่มแล้วกระมัง” หมอจวงได้แต่ส่ายหน้า แล้วขึ้นรถม้าเพื่อนำทางรั่วซีไปที่พักของนางโรงหมอในเมืองหย่งเป่ยก็ไม่ต่างจากเมืองซิวเชียงนัก เมื่อรั่วซีนางต้องการโรงหมอที่อยู่ติดกับจวนพัก เพื่อสะดวกในการรักษาเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากหมอจวงทุกอย่างจึงง่ายขึ้น นางส่งจดหมายมาแจ้งเขาล่วงหน้าหลายเดือนแล้ว ทั้งสถานที่และคนที่ต้องการเรียนรู้จากนางก็พร้อมเรียบร้อยแล้ว ยังมีผู้ช่วยหมอที่อยู่ในเมืองตู่เป่ยและเมืองชุนเป่ยที่เดินทางมารอเรียนกับนางอีกด้วยทางโรงหมอนางไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายมากนัก เมื่อมีหมอจวงคอยจัดการอยู่ รั่วซีนางจึงเปิดสอนวิชาการแพทย์ของนางที่จวนของนางเลยหมอหลิว เมื่อคำนวณแล้วว่ารั่วซีนางใกล้คลอด เขาก็ลางานในสำนักหมอหลวงโดยบอกว่าจะไปช่วยรั่วซีนางจัดตั้งโรงหมอที่เมืองหย่งเป่ย แล้วพาครอบครัวเดินทางไปหย่ง
เริ่มแรกโรงหมอเปิดทำการรักษาโดยไม่คิดเงิน เพื่อให้ชาวบ้านที่ไม่มีเงินมารักษาและเพื่อให้หมอต้วนได้มีโอกาสตรวจและรักษาจากตัวผู้ป่วยจริงถึงจะบอกว่าเป็นการรักษาโดยไม่คิดเงิน แต่หากชาวบ้านคนใดที่ต้องการจ่ายเงินค่ายาหรือค่ารักษา จะมีกล่องไม้ที่ตั้งเอาไว้เปิดรับน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เงินส่วนนี้รั่วซีนางยกให้หมอต้วนทั้งหมด ลูกจ้างในร้านคนใดที่พอจะมีความสามารถด้านการแพทย์ นางก็สอนการแพทย์ให้พวกเขาด้วยเช่นกันรั่วซีนางส่งข่าวไปที่จวนตระกูลหลิวว่านางพักอยู่ที่เมืองซิวเชียง เพียงแค่หนเดียวเท่านั้น ข่าวจากเมืองหลวงที่ส่งมาถึงนางก็มีเพียงเรื่องจินตงเฉิงเข้าเรียนที่สำนักศึกษาแล้ว แม้จะอยู่ในวัยยังไม่ถึงเจ็ดหนาว แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขา อาจารย์ในสำนักศึกษาก็รับเขาเอาไว้ทันที จินตงชุนเองก็เข้าเรียนในสำนักศึกษาเพื่อรอสอบจวี่เหรินในอีกหกเดือนข้างหน้าตระกูลหลิวใช้ชีวิตเช่นเดิม หมอหลิวก็เดินทางไปทำงานในสำนักหมอหลวงทุกวัน ฮูหยินหลิวก็เข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาและงานมงคลเช่นปกติ เมื่อพบเจอเสิ่นซื่อนางก็ไม่ได้ทำตัวเหินห่างหรือว่าแสดงอาการอันใดออกมาให้เสิ่นซื่อสงสัยเสิ่นซื่อเองก็ลองหยั่งเชิงฮูหยินหลิวอยู่บ่อยครั
มู่ฉินฉานรู้แก่ใจว่าหมอหลิวคงรู้เรื่องของตนและรั่วซีแล้ว เขาคุกเข่าลงตรงหน้าของหมอหลิวเสียงดัง แผ่นหลังที่เคยยืดตรงยามนี้มันห่อเหี่ยวลงอย่างสิ้นหวัง“ก่อนหน้าข้าน้อยไม่รู้ความกระทำเรื่องไม่ดีลงไป ตอนนี้ทุกสิ่งอย่างล้วนได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ข้าน้อยไม่จำเป็นต้องหมั้นหมายกับคุณหนูเว่ย หวังว่าท่านหมอจะเมตตาข้าน้อยสักครั้งขอรับ ได้โปรดบอกข้าน้อยเถิดขอรับว่าซีซีนางอยู่ที่ใด”หมอหลิวหรี่ตามองมู่ฉินฉานที่ดูเหมือนว่าเขาสำนึกผิดแล้ว “ข้าเองก็ไม่รู้ว่านางไปที่ใด เจ้าก็รู้ว่าซีซีนางมีความปรารถนาต้องการสร้างโรงหมอ เผยแพร่ความรู้ของนางสร้างหมอทั่วแคว้นต้าหลี่ ข้าบอกได้เพียงว่านางเดินทางออกไปแล้ว”มู่ฉินฉานเงยหน้าขึ้นมองหมอหลิวเพื่อใคร่ครวญว่าสิ่งที่เขาพูดจริงเท็จเพียงใด แต่ก็เห็นเพียงแววตาที่เศร้าหมองของเขาเมื่อเอ่ยถึงรั่วซีเท่านั้น“นางเดินทางไปนานแล้วหรือยังขอรับ ไปทิศทางใด ได้โปรดบอกกล่าวข้าน้อยด้วยขอรับ”“นางเดินทางไปได้สามวันแล้ว ข้าเองก็ไม่แน่ใจทิศทางที่นางจะไป นางบอกเพียงจะส่งข่าวมา แต่ยามนี้ยังไม่มีสิ่งใดมาถึงข้า” เขาไม่บอกข้อเท็จจริงทั้งหมดให้มู่ฉินฉานรู้ เขาหลอกลวงรั่วซีมาเนิ่นนาน ท
รั่วซีนิ่งอึ้งไป สาเหตุที่นางต้องมาอยู่ในมิติแห่งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือคน หากท่านเทพมองลงมาเห็นใจนาง คงยอมให้นางกลับคืนห้วงมิติของนางใช่หรือไม่นางหันไปขอความเห็นจากจินตงชุน อย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของนาง “พี่ใหญ่ ท่านเห็นเป็นเช่นใดเจ้าคะ”หมอหลิวที่เห็นนางลังเลถึงกับคิ้วกระตุกไม่หยุด มีคนจำนวนมากเพียงใ
รั่วซีกลับมาถึงใต้ต้นไม้ที่รองแม่ทัพเสิ่นรออยู่ เขาก็เพิ่งจะได้สังเกตใบหน้าของนางดีๆ ตอนนี้แตกต่างจากตอนที่น้ำตาล้างขี้เถ้าออกจากใบหน้าของนางราวกับเป็นคนละคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังขี้เถ้าซ่อนความงามเช่นใดเอาไว้กันแน่ นางถึงต้องปกปิดเสียจนไม่น่ามองเช่นนี้“ข้าน้อยขออภัย ที่ปล่อยให้รองแม่ทัพเสิ่
ตอนที่น้องสาวถูกทุบตีเขาก็ไม่อาจเข้าไปช่วยเหลือได้ มานามนี้ยังจะด่าทอพวกเขาอีก “ก่อนหน้าเรื่องถ้วยใส่ข้าว ข้าเป็นคนพูดกับพวกท่านเองใช่หรือไม่ หรือมีผู้ใดกล้าพูดว่าไม่ใช่ข้า หึหึ...ข้ายังถูกพวกท่านถ่มน้ำลายใส่หน้า บอกว่าข้าสร้างความวุ่นวาย ไล่ให้ข้าไปหาของกินเอง ในเมื่อข้าหามาได้ เหตุใดต้องแย่งด้วย”
มู่ฉินฉานหรี่ตามองตามแผ่นหลังของนางไปอย่างสงสัย ที่นางพูดเมื่อครู่ถึงวิธีการกินหัวเผือก นางย่อมเคยกินมันมาก่อนอย่างแน่นอน “เจ้ารู้ว่ามันกินได้ เจ้าเคยกินมันมาก่อน?” เขาเอ่ยถามจินตงชุน“เคยครั้งหนึ่งขอรับ ท่านแม่นำมาใส่ลงไปในแกงไก่ให้พวกข้ากิน แต่ซีซีนางแพ้ กินเข้าไปก็ผื่นขึ้นทั้งตัว หลังจากนั้นท่าน







